ข่าว กฎหมาย มาตรฐาน

กฎหมายห้ามใช้ 3 สารเคมีเกษตร เกษตรกรใช้สารทดแทนอะไรได้บ้างตอนนี้

สรุปกฎหมายห้ามใช้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสในไทย พร้อมสถานะไกลโฟเซตล่าสุด แนะสารทดแทนที่ใช้ได้จริงและผลต่อต้นทุนการผลิต เช็คก่อนตัดสินใจเปลี่ยนสารทุกครั้ง

กฎหมายห้ามใช้ 3 สารเคมีเกษตร เกษตรกรใช้สารทดแทนอะไรได้บ้างตอนนี้
คำตอบเร็ว: ไทยห้ามผลิต นำเข้า และใช้พาราควอตกับคลอร์ไพริฟอสมาตั้งแต่ปี 2563 ส่วนไกลโฟเซตไม่ได้ถูกห้ามเด็ดขาดแต่ถูกจำกัดการใช้เฉพาะพืชและวิธีที่กำหนด เกษตรกรที่เคยใช้สารทั้งสามตัวนี้ต้องเปลี่ยนไปใช้วิธีกำจัดวัชพืชแบบเครื่องจักร/คลุมดิน หรือสารทดแทนที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง เช่น กลุ่มชีวภัณฑ์และสารสกัดจากธรรมชาติ โดยควรตรวจสอบสถานะกฎหมายล่าสุดกับกรมวิชาการเกษตรก่อนตัดสินใจ เพราะกฎเกณฑ์อาจมีการทบทวนเป็นระยะ

ตั้งแต่มีข่าวห้ามใช้สารเคมีเกษตร 3 ตัว เกษตรกรจำนวนมากยังสับสนว่าตอนนี้ตัวไหนห้ามจริง ตัวไหนแค่จำกัดการใช้ และถ้าเลิกใช้แล้วจะหาอะไรมาทดแทนโดยไม่ทำให้ต้นทุนพุ่งจนรับไม่ไหว บทความนี้สรุปให้ชัดพร้อมทางเลือกที่ใช้ได้จริงในสวน/ไร่

สาระสำคัญของกฎหมายห้ามใช้ 3 สารเคมี

ภาพประกอบ สาระสำคัญของกฎหมายห้ามใช้ 3 สารเคมี

คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติเกี่ยวกับสารเคมีเกษตร 3 ชนิด ได้แก่ พาราควอต (สารกำจัดวัชพืช) คลอร์ไพริฟอส (สารกำจัดแมลง) และไกลโฟเซต (สารกำจัดวัชพืช) โดยผลสุดท้ายที่ประกาศใช้จริงคือ

  • พาราควอต — ยกระดับเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก และมีไว้ในครอบครองโดยเด็ดขาด
  • คลอร์ไพริฟอส — ยกระดับเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ห้ามเช่นเดียวกับพาราควอต
  • ไกลโฟเซต — ไม่ได้ถูกยกระดับเป็นชนิดที่ 4 แต่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มควบคุมการใช้อย่างเข้มงวด (จำกัดชนิดพืชและวิธีการใช้)

เพราะสถานะของสารแต่ละตัวต่างกันและมีการทบทวนมติเป็นระยะตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกษตรกรจึงไม่ควรอ้างอิงข้อมูลเก่าจากคนบอกต่อ ควรตรวจสอบประกาศฉบับล่าสุดของกรมวิชาการเกษตรหรือสำนักงานเกษตรอำเภอก่อนตัดสินใจซื้อหรือใช้สารใดๆ ทุกครั้ง

Decision Flow: ถ้าคุณเคยใช้สารตัวไหน ให้ทำอย่างไรต่อ

ภาพประกอบ Decision Flow: ถ้าคุณเคยใช้สารตัวไหน ให้ทำอย่างไรต่อ
เคยใช้สารตัวนี้เพื่ออะไรสถานะปัจจุบันควรทำอย่างไรต่อ
พาราควอต — คุมวัชพืชในสวนผลไม้/ไร่อ้อย/มันสำปะหลังห้ามใช้เด็ดขาดเปลี่ยนเป็นการตัดหญ้าด้วยเครื่องจักร ปลูกพืชคลุมดิน หรือสารกำจัดวัชพืชชนิดอื่นที่ยังขึ้นทะเบียนถูกต้องตามฉลาก
คลอร์ไพริฟอส — กำจัดหนอน/แมลงในนาข้าว พืชผักห้ามใช้เด็ดขาดใช้สารกำจัดแมลง/หนอนชนิดอื่นที่ขึ้นทะเบียนตามฉลาก ร่วมกับชีวภัณฑ์ควบคุมแมลงศัตรูพืช
ไกลโฟเซต — คุมวัชพืชในพืชไร่บางชนิดใช้ได้เฉพาะพืช/เงื่อนไขที่กำหนด และต้องปฏิบัติตามมาตรการควบคุมที่ประกาศตรวจสอบกับกรมวิชาการเกษตรว่าพืชและวิธีที่จะใช้ยังอยู่ในเงื่อนไขที่อนุญาตหรือไม่ก่อนใช้ทุกครั้ง

สารทดแทนที่ใช้ได้จริง

ทางเลือกที่เกษตรกรใช้แทนสารทั้งสามตัวแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก

1) วิธีเชิงกล/เชิงวัฒนธรรม (ไม่ใช้สารเคมี)

  • ตัดหญ้าด้วยเครื่องตัดหญ้าหรือไถกลบแทนการฉีดพ่นกำจัดวัชพืช
  • ใช้ผ้าคลุมดิน (mulching film) หรือวัสดุคลุมดินธรรมชาติเพื่อลดการงอกของวัชพืชโดยไม่ต้องพ่นสาร
  • ปลูกพืชคลุมดินระหว่างแถวพืชหลักเพื่อแย่งพื้นที่ไม่ให้วัชพืชขึ้น

2) กลุ่มชีวภัณฑ์และสารสกัดธรรมชาติ (สำหรับควบคุมแมลง/โรค)

  • บาซิลลัส ซับทิลิส — แบคทีเรียมีประโยชน์ใช้ควบคุมเชื้อราสาเหตุโรคพืชบางชนิด เหมาะกับแปลงที่เลิกใช้สารเคมีสังเคราะห์
  • น้ำมันสะเดา — สารสกัดจากธรรมชาติใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืชบางชนิดแทนสารเคมีกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตอย่างคลอร์ไพริฟอส
  • สารกำจัดแมลง/หนอนชนิดอื่นที่กรมวิชาการเกษตรยังอนุญาตให้ใช้ตามฉลาก ต้องอ่านฉลากและใช้ตามอัตราที่กำหนดเท่านั้น

ข้อควรระวัง: การเปลี่ยนจากสารเคมีสังเคราะห์ไปใช้ชีวภัณฑ์มักต้องพ่นบ่อยขึ้นและเห็นผลช้ากว่า เกษตรกรจึงควรวางแผนรอบการพ่นล่วงหน้า ไม่ใช่รอให้ศัตรูพืชระบาดหนักแล้วค่อยเปลี่ยนวิธี เพราะชีวภัณฑ์ส่วนใหญ่เหมาะกับการป้องกันมากกว่าการควบคุมการระบาดที่ลุกลามแล้ว

ผลต่อต้นทุนการผลิต

ภาพประกอบ ผลต่อต้นทุนการผลิต
รายการแนวทางเดิม (สารต้องห้าม)แนวทางใหม่ (ทดแทน)
ค่าแรงต่ำ (ฉีดพ่นครั้งเดียวคุมได้นาน)สูงขึ้น หากใช้แรงงานตัดหญ้า/ใส่ใจรอบการพ่นบ่อยขึ้น
ค่าวัสดุ/สารต้นทุนสารต่อไร่ต่ำกว่าชีวภัณฑ์/ผ้าคลุมดินมักมีต้นทุนต่อไร่สูงกว่าในระยะแรก
ความถี่ในการจัดการห่างกว่าถี่ขึ้น ต้องวางแผนล่วงหน้ามากกว่าเดิม

ตัวเลขต้นทุนจริงแตกต่างกันมากตามชนิดพืช ขนาดแปลง และแรงงานที่มี เกษตรกรควรลองคำนวณต้นทุนต่อไร่ของวิธีใหม่เทียบกับแบบเดิมในแปลงของตัวเองก่อนตัดสินใจเปลี่ยนทั้งแปลง อาจทดลองในพื้นที่ย่อยก่อนขยายผล

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ภาพประกอบ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  • ยังใช้พาราควอต/คลอร์ไพริฟอสที่เก็บสต๊อกไว้เก่า โดยไม่รู้ว่ามีโทษทางกฎหมายทั้งครอบครองและใช้
  • เข้าใจผิดว่าไกลโฟเซตถูกห้ามเด็ดขาดเหมือนอีกสองตัว ทั้งที่จริงเป็นการจำกัดการใช้
  • เปลี่ยนไปใช้ชีวภัณฑ์แต่ยังพ่นตามรอบเดิมของสารเคมีสังเคราะห์ ทำให้ควบคุมศัตรูพืชไม่ทัน
  • ซื้อสารทดแทนจากพ่อค้าที่ไม่มีฉลากขึ้นทะเบียนชัดเจน เสี่ยงได้สารปลอมหรือสารที่ยังไม่ได้รับอนุญาต
  • ไม่คำนวณต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นจากวิธีเชิงกล ทำให้งบประมาณขาดมือกลางฤดู
  • ไม่ตรวจสอบประกาศล่าสุดก่อนซื้อสาร ทำให้ซื้อสารที่สถานะทางกฎหมายเปลี่ยนไปแล้วโดยไม่รู้ตัว

สรุป

พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสถูกห้ามใช้เด็ดขาดในไทย ส่วนไกลโฟเซตถูกจำกัดการใช้เฉพาะเงื่อนไข เกษตรกรที่เคยใช้สารเหล่านี้ควรเปลี่ยนไปใช้วิธีเชิงกล การคลุมดิน หรือชีวภัณฑ์อย่างน้ำมันสะเดาและบาซิลลัส ซับทิลิสแทน โดยต้องวางแผนรอบการจัดการใหม่และคำนวณต้นทุนแรงงานที่เพิ่มขึ้นล่วงหน้า และที่สำคัญที่สุดคือตรวจสอบสถานะกฎหมายล่าสุดกับกรมวิชาการเกษตรก่อนซื้อหรือใช้สารใดๆ เสมอ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมวิชาการเกษตร — ประกาศสถานะการขึ้นทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตรและรายชื่อสารทดแทนที่ได้รับอนุญาต
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — คำแนะนำการจัดการวัชพืชและศัตรูพืชโดยไม่ใช้สารต้องห้าม
  • 📄มกอช. (สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ) — เกณฑ์สารตกค้างสูงสุดที่อนุญาตในสินค้าเกษตร

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

ดูข้อมูลกฎหมายและมาตรฐานเกษตรอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ ข่าว กฎหมาย มาตรฐานเกษตร

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ยังมีพาราควอตเก่าเหลืออยู่ในโรงเก็บ ใช้ต่อได้ไหม

ไม่ได้ กฎหมายห้ามทั้งการใช้และการมีไว้ในครอบครอง ควรติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอหรือกรมวิชาการเกษตรเพื่อสอบถามวิธีจัดการสารที่เหลือค้างอย่างถูกต้อง

ไกลโฟเซตห้ามใช้เหมือนอีกสองตัวหรือไม่

ไม่เหมือนกัน ไกลโฟเซตไม่ได้ถูกห้ามเด็ดขาด แต่ถูกจำกัดให้ใช้เฉพาะพืชและเงื่อนไขที่กำหนดเท่านั้น ควรตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดกับกรมวิชาการเกษตร

สารทดแทนราคาถูกกว่าสารเดิมไหม

ส่วนใหญ่ยังแพงกว่าในระยะแรก โดยเฉพาะกลุ่มชีวภัณฑ์และผ้าคลุมดิน ควรคำนวณเปรียบเทียบในแปลงของตัวเองก่อนตัดสินใจ

ฝ่าฝืนกฎหมายมีโทษอย่างไร

มีทั้งโทษปรับและโทษจำคุกตามที่กฎหมายวัตถุอันตรายกำหนด รายละเอียดแตกต่างตามลักษณะความผิด ควรตรวจสอบข้อมูลที่เป็นทางการกับกรมวิชาการเกษตรโดยตรง

จะรู้ได้อย่างไรว่าสารที่ซื้อมายังขึ้นทะเบียนถูกต้อง

ตรวจฉลากผลิตภัณฑ์ว่ามีเลขทะเบียนวัตถุอันตรายชัดเจน ซื้อจากร้านค้าตัวแทนจำหน่ายที่เชื่อถือได้ และสอบถามสำนักงานเกษตรอำเภอหากไม่แน่ใจ