ข่าว กฎหมาย มาตรฐาน

มาตรฐาน GlobalG.A.P. กับ GAP ไทย ผักส่งออกยุโรปต้องมีใบรับรองไหน

เปรียบเทียบมาตรฐาน GlobalG.A.P. กับ GAP ไทย ข้อกำหนดต่างกันตรงไหน ตลาดยุโรปต้องการใบรับรองแบบไหน พร้อมตารางเทียบต้นทุนขอรับรองที่เกษตรกรควรรู้ก่อนส่งออก

มาตรฐาน GlobalG.A.P. กับ GAP ไทย ผักส่งออกยุโรปต้องมีใบรับรองไหน
คำตอบเร็ว: ผักที่จะส่งออกไปยุโรปส่วนใหญ่ต้องมีใบรับรอง GlobalG.A.P. ไม่ใช่ GAP ไทย (มกอช. 9001 หรือที่เรียกว่า Q GAP) เพราะ GlobalG.A.P. เป็นมาตรฐานสากลที่ผู้นำเข้าและห้างค้าปลีกในยุโรปยอมรับและมักกำหนดเป็นเงื่อนไขคู่ค้าโดยตรง ขณะที่ GAP ไทยเป็นมาตรฐานที่ใช้รับรองผักสำหรับตลาดในประเทศและบางตลาดส่งออกในภูมิภาคเป็นหลัก ทั้งสองมาตรฐานมีหลักการควบคุมความปลอดภัยอาหารคล้ายกัน แต่ข้อกำหนดเอกสารและการตรวจประเมินของ GlobalG.A.P. เข้มงวดกว่าและมีค่าใช้จ่ายขอรับรองสูงกว่า Thai GAP อย่างชัดเจน

เกษตรกรผู้ปลูกผักที่เริ่มมีคู่ค้าติดต่อขอส่งออกไปยุโรปมักสับสนว่าใบรับรอง GAP ไทยที่มีอยู่แล้วใช้ได้เลยหรือต้องขอ GlobalG.A.P. เพิ่ม เพราะทั้งสองชื่อฟังดูคล้ายกันและมีหลักการควบคุมคุณภาพความปลอดภัยอาหารคล้ายกันด้วย บทความนี้เปรียบเทียบข้อกำหนดหลัก ตลาดปลายทางที่แต่ละมาตรฐานใช้ได้ และต้นทุนขอรับรองที่ต่างกัน เพื่อให้ตัดสินใจได้ว่าต้องขอมาตรฐานไหนก่อนเซ็นสัญญาส่งออก

ข้อกำหนดหลักของแต่ละมาตรฐาน

ภาพประกอบ ข้อกำหนดหลักของแต่ละมาตรฐาน

GAP ไทย (มกอช. 9001 หรือ Q GAP) เป็นมาตรฐานที่กำหนดโดยสำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) ครอบคลุมหลักการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี เช่น การจัดการน้ำ ดิน การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้อง สุขลักษณะการเก็บเกี่ยวและการจัดเก็บ พร้อมระบบบันทึกข้อมูลการผลิตที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ เอกสารและขั้นตอนตรวจประเมินออกแบบให้เกษตรกรไทยเข้าถึงได้ไม่ยากเกินไป

GlobalG.A.P. เป็นมาตรฐานสากลที่พัฒนาโดยกลุ่มผู้ค้าปลีกและผู้นำเข้าในยุโรปเป็นหลัก ข้อกำหนดครอบคลุมประเด็นเดียวกับ GAP ไทยแต่ลงรายละเอียดมากกว่า เช่น การประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและแรงงานอย่างเป็นระบบ การจัดการสารเคมีตกค้างตามเกณฑ์ที่เข้มงวดกว่า (Maximum Residue Limit ที่สหภาพยุโรปกำหนด ซึ่งบางรายการเข้มกว่าเกณฑ์ไทย) และระบบเอกสารตรวจสอบย้อนกลับที่ต้องปรับปรุงต่อเนื่อง ผู้ตรวจประเมินต้องเป็นหน่วยรับรองที่ได้รับการรับรองในระบบ GlobalG.A.P. เท่านั้น ไม่ใช่หน่วยงานใดก็ได้

ตลาดปลายทางที่ต้องการมาตรฐานต่างกัน

ภาพประกอบ ตลาดปลายทางที่ต้องการมาตรฐานต่างกัน

ผู้นำเข้าและห้างค้าปลีกรายใหญ่ในยุโรปส่วนมากกำหนดให้คู่ค้าต้องมีใบรับรอง GlobalG.A.P. เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำก่อนรับซื้อสินค้าเกษตรสด เพราะเป็นมาตรฐานที่ยุโรปยอมรับร่วมกันในวงกว้างและตรวจสอบย้อนกลับได้ตามระบบเดียวกันทั้งภูมิภาค ผักที่ไม่มี GlobalG.A.P. มักถูกปฏิเสธตั้งแต่ขั้นตอนคัดเลือกคู่ค้า แม้จะมี GAP ไทยรับรองอยู่แล้วก็ตาม เพราะผู้ซื้อยุโรปไม่คุ้นเคยกับระบบตรวจประเมินของไทยและต้องการมาตรฐานที่ตรวจสอบผ่านหน่วยรับรองสากลเดียวกัน

ในทางกลับกัน GAP ไทยเพียงพอสำหรับตลาดในประเทศ ห้างค้าปลีกไทยที่รับซื้อผักคุณภาพ และบางตลาดส่งออกในภูมิภาคอาเซียนที่ยอมรับมาตรฐานไทยโดยตรงหรือผ่านข้อตกลงยอมรับร่วม เกษตรกรที่ขายในประเทศเป็นหลักจึงไม่จำเป็นต้องขอ GlobalG.A.P. เพิ่มถ้ายังไม่มีแผนส่งออกไปยุโรป

หัวข้อGAP ไทย (Q GAP)GlobalG.A.P.
หน่วยงานกำหนดมาตรฐานมกอช.องค์กรสากล (FoodPLUS GmbH)
ตลาดปลายทางหลักในประเทศ และบางตลาดภูมิภาคยุโรปและตลาดสากลที่ต้องการมาตรฐานเดียวกัน
ความเข้มงวดด้านสารเคมีตกค้างตามเกณฑ์ไทยตามเกณฑ์ยุโรป มักเข้มกว่าในบางรายการ
หน่วยตรวจประเมินหน่วยรับรองที่ มกอช. รับรองต้องเป็นหน่วยรับรองในระบบ GlobalG.A.P. เท่านั้น
ต้นทุนขอรับรองต่ำกว่า เข้าถึงง่ายกว่าสูงกว่า มีค่าธรรมเนียมหน่วยรับรองต่างประเทศเพิ่ม

ต้นทุนขอรับรองที่ต่างกัน

ภาพประกอบ ต้นทุนขอรับรองที่ต่างกัน

การขอรับรอง GAP ไทยมีต้นทุนต่ำกว่าอย่างชัดเจน เพราะเป็นระบบที่หน่วยงานรัฐไทยดูแลและมักมีโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายบางส่วนให้เกษตรกรรายย่อยผ่านกรมวิชาการเกษตรหรือหน่วยงานในพื้นที่ ขั้นตอนตรวจประเมินก็ใช้ภาษาไทยและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เป็นหลัก ทำให้เกษตรกรเข้าถึงได้สะดวก

ส่วนการขอรับรอง GlobalG.A.P. มีต้นทุนสูงกว่ามาก เพราะต้องจ้างหน่วยรับรองที่ได้รับอนุญาตในระบบสากล ซึ่งส่วนใหญ่คิดค่าธรรมเนียมเป็นเงินตราต่างประเทศ บวกกับค่าใช้จ่ายเตรียมเอกสารและระบบบันทึกข้อมูลให้ตรงตามมาตรฐานสากล รวมถึงค่าตรวจติดตามประจำปีเพื่อคงสถานะการรับรอง ตัวเลขค่าใช้จ่ายจริงแตกต่างกันมากตามหน่วยรับรองและขนาดฟาร์ม จึงควรสอบถามใบเสนอราคาจากหน่วยรับรองโดยตรงและตรวจสอบข้อมูลปัจจุบันกับกรมวิชาการเกษตรหรือ มกอช. ก่อนตัดสินใจ

เกษตรกรที่วางแผนขอมาตรฐานเพื่อการส่งออกควรศึกษาข้อมูลข่าว กฎหมาย และมาตรฐานการเกษตรเพิ่มเติม เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของเกณฑ์มาตรฐานที่อาจปรับปรุงตามนโยบายแต่ละปี

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ภาพประกอบ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  • คิดว่ามี GAP ไทยแล้วส่งออกไปยุโรปได้เลย ทั้งที่ผู้ซื้อยุโรปส่วนใหญ่ต้องการ GlobalG.A.P. โดยเฉพาะ
  • ขอรับรอง GlobalG.A.P. ทั้งที่ยังไม่มีคู่ค้ายืนยันแน่นอน ทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูงโดยไม่คุ้มค่า
  • ไม่เตรียมระบบบันทึกข้อมูลการผลิตให้ละเอียดพอตามที่ GlobalG.A.P. ต้องการ ทำให้ตรวจประเมินไม่ผ่านรอบแรก
  • เข้าใจผิดว่าทั้งสองมาตรฐานใช้เกณฑ์สารเคมีตกค้างเดียวกัน ทั้งที่ยุโรปมีเกณฑ์เฉพาะที่อาจเข้มกว่าไทยในบางรายการ
  • ไม่ต่ออายุใบรับรองหรือไม่ผ่านการตรวจติดตามประจำปี ทำให้เสียสถานะรับรองระหว่างทำสัญญาส่งออก
  • เลือกหน่วยรับรอง GlobalG.A.P. โดยไม่เทียบราคาและเงื่อนไขหลายเจ้าก่อน ทำให้เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินจำเป็น

สรุป

ผักที่จะส่งออกไปยุโรปควรมีใบรับรอง GlobalG.A.P. เป็นหลัก เพราะเป็นมาตรฐานที่ผู้นำเข้าและห้างค้าปลีกยุโรปยอมรับกันเป็นวงกว้าง ส่วน GAP ไทยยังเหมาะกับตลาดในประเทศและบางตลาดภูมิภาค เกษตรกรที่วางแผนส่งออกยุโรปควรสอบถามคู่ค้าให้ชัดเจนว่าต้องการมาตรฐานใด และเทียบต้นทุนขอรับรองกับปริมาณผลผลิตก่อนตัดสินใจลงทุน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) — ข้อกำหนดมาตรฐาน GAP ไทย และหน่วยรับรองที่ได้รับการยอมรับ
  • 📄กรมวิชาการเกษตร — ข้อมูลมาตรฐานการผลิตพืชเพื่อการส่งออกและเกณฑ์สารเคมีตกค้างที่เกี่ยวข้อง

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

มี GAP ไทยอยู่แล้ว ต้องขอ GlobalG.A.P. เพิ่มไหมถ้าจะส่งออกยุโรป

ส่วนใหญ่ต้องขอเพิ่ม เพราะผู้นำเข้าและห้างค้าปลีกในยุโรปมักกำหนดให้มี GlobalG.A.P. เป็นเงื่อนไขคู่ค้าโดยตรง แม้จะมี GAP ไทยรับรองอยู่แล้วก็ตาม ควรสอบถามคู่ค้ายุโรปโดยตรงว่ายอมรับมาตรฐานใดบ้าง

GAP ไทยกับ GlobalG.A.P. ต่างกันตรงไหนมากที่สุด

ต่างกันหลักที่การยอมรับในระดับสากลและความเข้มงวดของข้อกำหนด GlobalG.A.P. ถูกออกแบบให้ผู้ซื้อทั่วโลกตรวจสอบย้อนกลับผ่านระบบเดียวกันได้ ขณะที่ GAP ไทยเน้นตอบโจทย์ตลาดในประเทศเป็นหลัก

ขอรับรอง GlobalG.A.P. ใช้เวลานานแค่ไหน

ระยะเวลาขึ้นกับความพร้อมของฟาร์มและระบบบันทึกข้อมูลที่มีอยู่เดิม ฟาร์มที่มี GAP ไทยอยู่แล้วมักปรับตัวได้เร็วกว่าฟาร์มที่เริ่มจากศูนย์ ควรสอบถามกรอบเวลาที่แน่นอนกับหน่วยรับรองที่เลือกใช้

เกษตรกรรายย่อยขอ GlobalG.A.P. ได้ไหม

ได้ แต่ควรพิจารณาต้นทุนให้รอบคอบก่อน เพราะค่าธรรมเนียมค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับปริมาณผลผลิตของรายย่อย บางกรณีการรวมกลุ่มเกษตรกรขอรับรองร่วมกัน (Group Certification) อาจช่วยลดต้นทุนต่อรายลงได้ ควรสอบถามรายละเอียดกับหน่วยรับรอง

ถ้าไม่ผ่านการตรวจประเมิน GlobalG.A.P. รอบแรกต้องทำอย่างไร

หน่วยรับรองจะแจ้งข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไขให้ทราบ เกษตรกรต้องปรับปรุงตามที่ระบุแล้วขอตรวจประเมินซ้ำ ควรสอบถามระยะเวลาและค่าใช้จ่ายในการตรวจซ้ำกับหน่วยรับรองที่ใช้บริการ