ข่าว กฎหมาย มาตรฐาน

มาตรฐาน GlobalGAP สำหรับผลไม้ส่งออก ต่างจาก GAP ไทยตรงไหน

มาตรฐาน GlobalGAP คือเกณฑ์สากลที่ผู้ซื้อยุโรปกำหนด ต่างจากมาตรฐาน GAP ไทยตรงหน่วยตรวจและการยอมรับสากล อ่านขั้นตอนขอรับรองและความจำเป็นสำหรับส่งออกที่นี่

มาตรฐาน GlobalGAP สำหรับผลไม้ส่งออก ต่างจาก GAP ไทยตรงไหน
คำตอบเร็ว: GlobalGAP เป็นมาตรฐานสากลที่ผู้นำเข้าและซูเปอร์มาร์เก็ตในยุโรปกำหนดเป็นเงื่อนไขซื้อขาย ตรวจโดยหน่วยตรวจเอกชนที่ได้รับการรับรองระดับโลก ส่วนมาตรฐาน GAP ไทย (Q mark) ออกโดยกรมวิชาการเกษตร ใช้ได้ดีในตลาดในประเทศและบางประเทศเพื่อนบ้าน แต่ตลาดยุโรป-สหราชอาณาจักรส่วนใหญ่ไม่ยอมรับ GAP ไทยเพียงอย่างเดียว สวนที่ต้องการส่งออกตรงไปยุโรปจึงมักต้องขอ GlobalGAP เพิ่ม

เกษตรกรสวนผลไม้หลายรายเจอปัญหาเดียวกัน คือมีมาตรฐาน GAP ไทยอยู่แล้ว แต่พอผู้ส่งออกติดต่อขอซื้อผลไม้ไปขายในยุโรป กลับถูกปฏิเสธเพราะไม่มี GlobalGAP บทความนี้จะอธิบายให้ชัดว่าสองมาตรฐานนี้ต่างกันตรงไหน และสวนแบบไหนจำเป็นต้องมี GlobalGAP จริงๆ

มาตรฐาน GlobalGAP คืออะไร

ภาพประกอบ มาตรฐาน GlobalGAP คืออะไร

GlobalGAP (เดิมชื่อ EurepGAP) เป็นมาตรฐานภาคเอกชนระดับสากลที่กลุ่มผู้ค้าปลีกยุโรปร่วมกันพัฒนาขึ้น ครอบคลุมเรื่องความปลอดภัยอาหาร การตรวจสอบย้อนกลับ การใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชตามที่ขึ้นทะเบียน สุขภาพและความปลอดภัยแรงงาน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตรวจโดยหน่วยตรวจรับรอง (Certification Body) เอกชนที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17065 ไม่ใช่หน่วยงานราชการของประเทศใดประเทศหนึ่ง

มาตรฐาน GAP ไทยต่างจาก GlobalGAP ตรงไหน

ภาพประกอบ มาตรฐาน GAP ไทยต่างจาก GlobalGAP ตรงไหน
ประเด็นมาตรฐาน GAP ไทย (Q mark)GlobalGAP
ผู้ออกมาตรฐาน/ตรวจรับรองกรมวิชาการเกษตร (หน่วยงานราชการ)หน่วยตรวจเอกชนที่ได้รับการรับรองระดับสากล
การยอมรับของตลาดตลาดในประเทศ และบางประเทศเพื่อนบ้านซูเปอร์มาร์เก็ตและผู้นำเข้าในยุโรป สหราชอาณาจักร และอีกหลายตลาด
ความเข้มงวดด้านเอกสารเน้นแนวปฏิบัติการผลิตที่ปลอดภัยเข้มเรื่องบันทึกย้อนกลับ วิเคราะห์ความเสี่ยง และการตรวจสอบซ้ำ
ค่าใช้จ่ายในการขอรับรองต่ำกว่า มีบริการตรวจจากรัฐสูงกว่า จ่ายค่าตรวจให้หน่วยตรวจเอกชน และตรวจต่ออายุทุกปี
อายุใบรับรอง/รอบตรวจตามที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดต้องตรวจต่ออายุปีต่อปี พร้อมมีโอกาสถูกสุ่มตรวจนอกรอบ

พูดง่ายๆ คือ มาตรฐาน GAP ไทยเป็นใบเบิกทางสำหรับตลาดในประเทศและภูมิภาค แต่ถ้าจะขายตรงเข้าซูเปอร์มาร์เก็ตยุโรป ผู้ซื้อแทบทุกรายจะขอดูใบรับรอง GlobalGAP เพิ่มเติมเสมอ เพราะเป็นมาตรฐานที่ผู้บริโภคปลายทางรู้จักและหน่วยตรวจมีความเป็นอิสระจากรัฐบาลผู้ส่งออก

ความจำเป็นสำหรับสวนที่จะส่งออก

ไม่ใช่ทุกสวนที่ต้องมี GlobalGAP หากขายในประเทศหรือส่งผ่านล้ง/เทรดเดอร์ที่ขายในภูมิภาคอาเซียน มาตรฐาน GAP ไทยอาจเพียงพอ แต่ถ้าเป้าหมายคือขายตรงให้ผู้นำเข้ายุโรปหรือเข้าชั้นวางซูเปอร์มาร์เก็ตในเยอรมนี เนเธอร์แลนด์ หรือสหราชอาณาจักร แทบทุกสัญญาจะกำหนดให้มี GlobalGAP เป็นเงื่อนไขขั้นต่ำ บางเจ้ายังขอมาตรฐานเพิ่มเติมด้าน social responsibility เช่น GRASP ควบคู่ไปด้วย

ขั้นตอนขอรับรอง GlobalGAP

ภาพประกอบ ขั้นตอนขอรับรอง GlobalGAP
  1. ศึกษาเช็คลิสต์ควบคุมจุดวิกฤต (Control Points and Compliance Criteria) ฉบับล่าสุดของพืชที่จะส่งออก
  2. ปรับระบบบันทึกข้อมูลสวน ทั้งการใช้ปุ๋ย สารเคมี แหล่งน้ำ และประวัติแรงงาน
  3. เลือกหน่วยตรวจรับรอง (Certification Body) ที่ได้รับการรับรองให้ตรวจ GlobalGAP ในประเทศไทย
  4. ตรวจประเมินเบื้องต้น (pre-audit) เพื่อหาจุดที่ยังไม่ผ่านก่อนตรวจจริง
  5. ตรวจประเมินจริง (audit) โดยผู้ตรวจลงพื้นที่สวน
  6. แก้ไขข้อบกพร่องตามกำหนดเวลา แล้วรับใบรับรอง
  7. ต่ออายุใบรับรองทุกปี พร้อมปรับปรุงระบบตามเกณฑ์ที่อาจปรับเวอร์ชันใหม่

ผลต่อต้นทุนและการตัดสินใจ

การขอ GlobalGAP มีต้นทุนเพิ่มทั้งค่าตรวจรับรอง ค่าปรับปรุงระบบบันทึกข้อมูล และเวลาที่ต้องเรียนรู้เอกสาร สวนขนาดเล็กบางแห่งจึงเลือกรวมกลุ่มขอรับรองแบบ Option 2 (Producer Group) เพื่อลดต้นทุนต่อรายลง ก่อนตัดสินใจควรคุยกับผู้ส่งออกหรือเทรดเดอร์ที่ตั้งใจขายด้วยก่อนว่าจำเป็นต้องมี GlobalGAP จริงหรือไม่ และตลาดปลายทางให้ราคาส่วนต่างคุ้มกับต้นทุนที่ลงไปหรือเปล่า

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ภาพประกอบ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  • เข้าใจว่ามีมาตรฐาน GAP ไทยแล้วเท่ากับผ่าน GlobalGAP โดยอัตโนมัติ ทั้งที่เป็นคนละระบบตรวจ
  • ไม่ตรวจสอบกับผู้ซื้อก่อนว่าต้องการมาตรฐานเวอร์ชันไหน (GlobalGAP มีการปรับปรุงเวอร์ชันเป็นระยะ)
  • บันทึกข้อมูลการใช้สารเคมีไม่ครบ ทำให้ตรวจไม่ผ่านเรื่องตรวจสอบย้อนกลับ
  • ลงทุนขอรับรองไปแล้วแต่ยังไม่มีผู้ซื้อยืนยันออร์เดอร์ชัดเจน
  • ลืมต่ออายุใบรับรองตามรอบปี ทำให้เสียสถานะกลางฤดูส่งออก
  • คิดว่าค่าใช้จ่ายเท่ากันทุกหน่วยตรวจ โดยไม่เปรียบเทียบราคาก่อนเลือก

สรุป

มาตรฐาน GAP ไทยและ GlobalGAP เป็นคนละระบบที่มีจุดประสงค์ต่างกัน มาตรฐาน GAP ไทยเหมาะกับตลาดในประเทศ ส่วน GlobalGAP จำเป็นสำหรับสวนที่ต้องการขายตรงเข้าตลาดยุโรปและตลาดที่กำหนดเงื่อนไขนี้ ก่อนลงทุนขอรับรองควรคุยกับผู้ซื้อปลายทางให้ชัดเจน และตรวจสอบเกณฑ์ล่าสุดกับกรมวิชาการเกษตรหรือหน่วยตรวจรับรองโดยตรง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมวิชาการเกษตร — ข้อมูลมาตรฐาน GAP ของไทย (Q mark) และการเทียบเคียงกับมาตรฐานสากล
  • 📄มกอช. (สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ) — ข้อมูลมาตรฐานสินค้าเกษตรเพื่อการส่งออก
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — คำแนะนำเบื้องต้นสำหรับเกษตรกรที่ต้องการเตรียมสวนเพื่อขอรับรองมาตรฐานส่งออก

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

ดูข้อมูลกฎหมายและมาตรฐานเกษตรอื่นๆ เพิ่มเติมได้ที่ ข่าว กฎหมาย มาตรฐานเกษตร

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ต้องมีมาตรฐาน GAP ไทยก่อนถึงจะขอ GlobalGAP ได้ไหม

ไม่จำเป็น แต่สวนที่มีระบบบันทึกข้อมูลจาก GAP ไทยอยู่แล้วมักเตรียมตัวขอ GlobalGAP ได้ง่ายและเร็วกว่าสวนที่เริ่มจากศูนย์

GlobalGAP ใช้เวลาขอรับรองนานแค่ไหน

ขึ้นกับความพร้อมของสวนและหน่วยตรวจที่เลือก สวนที่มีระบบบันทึกข้อมูลพร้อมแล้วมักใช้เวลาสั้นกว่า ควรสอบถามระยะเวลาที่ชัดเจนกับหน่วยตรวจโดยตรง

ขายในประเทศจำเป็นต้องมี GlobalGAP ไหม

โดยทั่วไปไม่จำเป็น มาตรฐาน GAP ไทยเพียงพอสำหรับตลาดในประเทศส่วนใหญ่ GlobalGAP จำเป็นเมื่อเป้าหมายคือส่งออกตรงไปตลาดที่กำหนดเงื่อนไขนี้

สวนขนาดเล็กขอ GlobalGAP คนเดียวคุ้มไหม

ต้นทุนต่อไร่จะสูงกว่าสวนขนาดใหญ่มาก ควรพิจารณารวมกลุ่มขอรับรองแบบกลุ่มผู้ผลิตเพื่อลดต้นทุนต่อรายและแบ่งภาระค่าตรวจร่วมกัน

มาตรฐาน GAP ไทยกับ GlobalGAP ใช้เกณฑ์เดียวกันหรือไม่

ไม่ใช่เกณฑ์เดียวกัน แม้เนื้อหาบางส่วนคล้ายกัน แต่หน่วยตรวจ ความเข้มงวดของเอกสาร และการยอมรับของตลาดต่างกันชัดเจน