คำตอบเร็ว: เกษตรกรรายย่อยเข้าร่วมประกันภัยพืชผลจากภัยแล้งและน้ำท่วมได้ผ่านโครงการที่ภาครัฐร่วมกับ ธ.ก.ส. และบริษัทประกันวินาศภัยจัดทำทุกปี หลัก ๆ ครอบคลุมข้าวนาปีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ สมัครได้ทั้งแบบภาคบังคับ (ลูกค้าสินเชื่อ ธ.ก.ส. ที่ปลูกพืชกลุ่มนี้) และแบบสมัครใจซื้อเพิ่มความคุ้มครอง ช่วงเปิดรับสมัครอยู่ในต้นฤดูเพาะปลูกของแต่ละปี วงเงินคุ้มครองต่อไร่แบ่งตามพื้นที่เสี่ยงภัยต่ำ-สูง และเปลี่ยนแปลงทุกปีตามมติคณะรัฐมนตรี ส่วนการเคลมต้องรอประกาศเขตภัยพิบัติจากทางราชการก่อนจึงจะเริ่มกระบวนการสำรวจความเสียหายและจ่ายค่าสินไหม
เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จำนวนไม่น้อยเคยเจอสถานการณ์เดียวกัน คือฝนทิ้งช่วงกลางฤดูจนนาแตกระแหง หรือฝนตกหนักติดต่อกันจนน้ำท่วมแปลงเพาะปลูกเสียหายทั้งแปลง แล้วพบว่าตัวเองไม่มีเครื่องมือทางการเงินรองรับความเสี่ยงนี้เลยนอกจากเงินช่วยเหลือเยียวยาของรัฐที่มักได้ไม่คุ้มต้นทุนที่ลงไป ประกันภัยพืชผลจากภัยแล้งและน้ำท่วมถูกออกแบบมาเพื่อปิดช่องว่างตรงนี้ แต่หลายคนยังไม่รู้ว่าตัวเองเข้าเงื่อนไขหรือไม่ ต้องสมัครตอนไหน คุ้มครองแค่ไหน และเมื่อเสียหายจริงต้องทำอย่างไรถึงจะได้รับค่าสินไหมจริง บทความนี้จะเจาะลึกทั้งระบบให้ครบตั้งแต่ต้นจนจบ
พืชที่เข้าร่วมโครงการประกันภัยจากภัยแล้งและน้ำท่วมได้
โครงการประกันภัยพืชผลที่ภาครัฐผลักดันต่อเนื่องทุกปีเน้นพืชเศรษฐกิจหลักที่กระทบต่อความมั่นคงทางรายได้ของเกษตรกรจำนวนมาก โดยหลักคือ ข้าวนาปี (ประกันภัยข้าวนาปี) และ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ประกันภัยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์) ซึ่งเป็นสองโครงการที่ ธ.ก.ส. คปภ. และบริษัทประกันวินาศภัยที่เข้าร่วมทำร่วมกันเป็นประจำทุกฤดูกาลผลิต บางปีมีการขยายไปยังพืชอื่น เช่น ข้าวนาปรังหรือพืชเศรษฐกิจเฉพาะพื้นที่ แต่ยังไม่ครอบคลุมกว้างเท่าสองชนิดหลัก เกษตรกรที่ปลูกพืชนอกเหนือจากนี้ เช่น ไม้ผล พืชผัก หรือพืชไร่อื่น ควรสอบถามสำนักงาน ธ.ก.ส. หรือสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ว่ามีโครงการประกันภัยเฉพาะพืชหรือกรมธรรม์ประกันภัยพืชผลรายบุคคลที่บริษัทเอกชนเปิดขายเพิ่มเติมหรือไม่ เพราะแต่ละปีขอบเขตพืชที่เข้าร่วมอาจปรับเปลี่ยนตามมติคณะรัฐมนตรีและงบประมาณที่จัดสรร
ขั้นตอนสมัครและช่วงเวลาที่เปิดรับ
การสมัครเข้าร่วมประกันภัยพืชผลแบ่งเป็นสองกลุ่มที่มีขั้นตอนต่างกันเล็กน้อย
- กลุ่มภาคบังคับ คือเกษตรกรที่เป็นลูกค้าสินเชื่อเพื่อการเพาะปลูกข้าวนาปีหรือข้าวโพดเลี้ยงสัตว์กับ ธ.ก.ส. ในปีนั้น ๆ ระบบจะรวมค่าเบี้ยประกันส่วนหนึ่งเข้าไปกับวงเงินสินเชื่อโดยอัตโนมัติเมื่อทำสัญญากู้ ไม่ต้องยื่นสมัครแยกต่างหาก แต่ต้องแจ้งพื้นที่เพาะปลูกที่ถูกต้องให้ตรงกับที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้
- กลุ่มสมัครใจ คือเกษตรกรทั่วไปที่ไม่ได้กู้เงินกับ ธ.ก.ส. หรือกู้แล้วแต่ต้องการซื้อความคุ้มครองเพิ่มเติมนอกเหนือวงเงินภาคบังคับ ต้องยื่นใบสมัครที่สาขา ธ.ก.ส. ในพื้นที่ พร้อมหลักฐานการขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรที่เป็นปัจจุบัน และเอกสารแสดงสิทธิ์การถือครองที่ดินแปลงที่จะทำประกัน
ช่วงเวลาเปิดรับสมัครผูกกับปฏิทินการเพาะปลูกของแต่ละพืช ข้าวนาปีเปิดรับตั้งแต่ต้นฤดูฝนไปจนถึงช่วงก่อนสิ้นสุดฤดูเพาะปลูกหลัก ส่วนข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แบ่งตามรอบการปลูกในแต่ละพื้นที่ ซึ่งกำหนดการเปิด-ปิดรับสมัครที่แน่นอนของแต่ละปีเปลี่ยนแปลงได้ตามมติคณะรัฐมนตรีและงบประมาณที่อนุมัติ เกษตรกรควรสอบถามช่วงเวลาที่แน่นอนของปีนั้นจากสาขา ธ.ก.ส. ในพื้นที่ก่อนเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกทุกครั้ง เพราะหากพลาดช่วงเปิดรับ จะไม่สามารถซื้อความคุ้มครองย้อนหลังได้ไม่ว่ากรณีใด
วงเงินความคุ้มครองต่อไร่
วงเงินความคุ้มครองของประกันภัยพืชผลแบ่งตามระดับความเสี่ยงภัยของพื้นที่ปลูก ซึ่งกำหนดจากสถิติความเสียหายย้อนหลังของแต่ละตำบล/อำเภอ โดยทั่วไปแบ่งเป็นสองระดับหลัก คือ พื้นที่เสี่ยงภัยต่ำ ที่มีอัตราเบี้ยประกันถูกกว่าเพราะโอกาสเกิดความเสียหายน้อยกว่า และ พื้นที่เสี่ยงภัยสูง ที่เบี้ยประกันสูงกว่าตามความเสี่ยง ทั้งสองระดับได้รับเงินอุดหนุนค่าเบี้ยบางส่วนจากภาครัฐ ทำให้เกษตรกรจ่ายเบี้ยจริงต่ำกว่าเบี้ยเต็มจำนวนมาก วงเงินคุ้มครองต่อไร่และอัตราเบี้ยที่แน่นอนของแต่ละปีปรับเปลี่ยนตามมติคณะรัฐมนตรีทุกฤดูกาล จึงไม่ควรยึดตัวเลขของปีก่อนหน้ามาใช้อ้างอิง เกษตรกรควรตรวจสอบวงเงินคุ้มครองต่อไร่ที่ประกาศใช้จริงของปีนั้นจากสาขา ธ.ก.ส. หรือเว็บไซต์ ธ.ก.ส. และสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ก่อนตัดสินใจสมัคร
| ขั้นตอน | ผู้รับผิดชอบหลัก | สิ่งที่เกษตรกรต้องเตรียม/ทำ |
|---|---|---|
| 1. ขึ้นทะเบียนเกษตรกร | กรมส่งเสริมการเกษตร | แจ้งพื้นที่ปลูกจริงให้ตรงกับที่จะทำประกัน |
| 2. สมัครทำประกันภัย | ธ.ก.ส. / บริษัทประกันที่ร่วมโครงการ | ยื่นใบสมัคร (ถ้าไม่ใช่ภาคบังคับ) พร้อมเอกสารสิทธิ์ที่ดิน |
| 3. เมื่อเกิดความเสียหาย | ผู้ว่าราชการจังหวัด | ติดตามการประกาศเขตภัยพิบัติในพื้นที่ |
| 4. สำรวจความเสียหาย | คณะกรรมการระดับตำบล/อำเภอ | พาเจ้าหน้าที่ลงสำรวจแปลงจริง ให้ข้อมูลตามจริง |
| 5. รับค่าสินไหม | บริษัทประกันภัย ผ่านบัญชี ธ.ก.ส. | ตรวจสอบยอดโอนเข้าบัญชีตามรอบที่แจ้ง |
ขั้นตอนเคลมเมื่อเกิดความเสียหายจริง
เมื่อเกิดภัยแล้งหรือน้ำท่วมจนพืชผลเสียหาย การเคลมค่าสินไหมไม่ได้เริ่มจากตัวเกษตรกรแจ้งบริษัทประกันโดยตรงเหมือนประกันภัยรถยนต์ทั่วไป แต่ต้องรอกระบวนการทางราชการก่อนเสมอ ขั้นตอนหลักมีดังนี้
- รอประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน จากผู้ว่าราชการจังหวัดหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่ทำให้กระบวนการเคลมเริ่มขึ้นได้
- คณะกรรมการระดับตำบลลงพื้นที่สำรวจความเสียหายจริง เกษตรกรควรอยู่ในพื้นที่และให้ข้อมูลแปลงปลูก พื้นที่เสียหาย และระยะการเจริญเติบโตของพืชในวันที่เจ้าหน้าที่ลงสำรวจ เพราะข้อมูลนี้เป็นหลักฐานสำคัญในการคำนวณค่าสินไหม
- ข้อมูลความเสียหายถูกส่งเข้าระบบเพื่อตรวจสอบกับข้อมูลกรมธรรม์ บริษัทประกันจะเทียบพื้นที่และช่วงเวลาความเสียหายกับเงื่อนไขกรมธรรม์ที่เกษตรกรทำไว้
- เมื่อผ่านการตรวจสอบ ค่าสินไหมจะโอนเข้าบัญชีเงินฝากที่ผูกกับ ธ.ก.ส. โดยไม่ต้องยื่นเรื่องเพิ่มเติมหากข้อมูลทะเบียนเกษตรกรและพื้นที่ปลูกถูกต้องตรงกันตั้งแต่ต้น
จุดที่ทำให้เกษตรกรจำนวนมากพลาดสิทธิ์คือข้อมูลพื้นที่ปลูกที่ขึ้นทะเบียนไว้ไม่ตรงกับพื้นที่ที่ปลูกจริงในปีนั้น เช่น ปลูกเกินพื้นที่ที่แจ้งไว้ หรือเปลี่ยนแปลงชนิดพืชโดยไม่ได้แจ้งปรับปรุงทะเบียน ทำให้เมื่อเกิดความเสียหายจริงกลับไม่ได้รับความคุ้มครองเต็มพื้นที่ ดังนั้นก่อนเริ่มฤดูกาลเพาะปลูกทุกปี ควรตรวจสอบและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบันเสมอ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ไม่ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรให้ตรงกับพื้นที่ปลูกจริง ทำให้พื้นที่ส่วนเกินไม่ได้รับความคุ้มครองเมื่อเกิดความเสียหาย
- พลาดช่วงเปิดรับสมัครเพราะไม่ได้สอบถามล่วงหน้า เนื่องจากช่วงเวลาเปลี่ยนแปลงได้ทุกปีตามมติคณะรัฐมนตรี
- เข้าใจผิดว่าซื้อประกันแล้วจะได้ค่าสินไหมทันทีที่เสียหาย โดยไม่รู้ว่าต้องรอการประกาศเขตภัยพิบัติจากทางราชการก่อนเสมอ
- ไม่อยู่ร่วมสำรวจความเสียหายกับเจ้าหน้าที่ ทำให้ข้อมูลความเสียหายที่บันทึกไว้ไม่ครบถ้วนหรือคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง
- เข้าใจว่าประกันภัยพืชผลคุ้มครองทุกสาเหตุความเสียหาย ทั้งที่ภัยบางประเภท เช่น ศัตรูพืชระบาดหรือความเสียหายจากการบริหารจัดการฟาร์มเอง อาจไม่อยู่ในเงื่อนไขความคุ้มครอง ต้องอ่านกรมธรรม์ให้ละเอียด
- ไม่เก็บหลักฐานการปลูกไว้เลย เช่น ภาพถ่ายแปลง วันที่หว่าน/ปักดำ ซึ่งช่วยยืนยันความเสียหายได้ชัดเจนขึ้นเวลาสำรวจ
สรุป
ประกันภัยพืชผลจากภัยแล้งและน้ำท่วมเป็นเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวนาปีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ควรเข้าร่วม เพราะรัฐอุดหนุนค่าเบี้ยส่วนใหญ่ไว้แล้ว แต่หัวใจสำคัญคือการขึ้นทะเบียนเกษตรกรให้ตรงกับพื้นที่ปลูกจริง สมัครให้ทันช่วงเวลาที่เปิดรับของแต่ละปี และเข้าใจว่าการเคลมต้องผ่านกระบวนการประกาศเขตภัยพิบัติและสำรวจความเสียหายจากทางราชการก่อนเสมอ ไม่ใช่แจ้งเคลมโดยตรงกับบริษัทประกันเหมือนประกันภัยทั่วไป
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) — เงื่อนไขและขั้นตอนโครงการประกันภัยข้าวนาปีและข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ประจำปี
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) — กรมธรรม์และอัตราเบี้ยประกันภัยพืชผลที่ได้รับอนุมัติ
- กรมส่งเสริมการเกษตร — การขึ้นทะเบียนและปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรเพื่อสิทธิประกันภัยพืชผล
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
มาตรการพักชำระหนี้เกษตรกรกับ ธ.ก.ส. ปีนี้ เข้าเงื่อนไขยังไงและต้องเตรียมเอกสารอะไร
เกษตรกรลูกหนี้ ธ.ก.ส. จำนวนมากติดตามข่าวมาตรการพักชำระหนี้ที่รัฐบาลประกาศเป็นระยะ แต่มักสับสนว่าตัวเองเข้าเงื่อนไขหรือไม่ ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง และ
ที่ดิน ส.ป.ก. ทำเกษตรผสมผสานได้ไหม มีเงื่อนไขอะไรที่ต้องรู้
เกษตรกรที่ได้รับสิทธิ์ทำกินในที่ดิน ส.ป.ก. จำนวนมากอยากปรับจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวมาเป็นเกษตรผสมผสาน คือปลูกพืชหลายชนิด เลี้ยงสัตว์ และขุดบ่อปลาในแปลง
ผสมอาหารสัตว์ใช้เองในฟาร์มต้องขึ้นทะเบียนตาม พ.ร.บ.อาหารสัตว์ไหม
เกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์จำนวนมาก โดยเฉพาะฟาร์มขนาดเล็กถึงกลางที่ผสมอาหารสัตว์เองเพื่อลดต้นทุน มักสับสนว่าการผสมอาหารใช้เองต้องขึ้นทะเบียนตามกฎหมายเหมือนโ
มาตรฐาน PGS กับ Organic Thailand ต่างกันยังไง เกษตรกรรายย่อยควรเลือกแบบไหน
เกษตรกรรายย่อยที่อยากเปลี่ยนมาทำเกษตรอินทรีย์มักเจอคำถามเดียวกันตอนเริ่มต้น คือควรขอรับรองมาตรฐานแบบไหน เพราะได้ยินทั้งคำว่า PGS และ Organic Thailand
ใบรับรอง GAP พืชอาหารหมดอายุ ต้องต่ออายุยังไงและใช้เวลานานแค่ไหน
เกษตรกรหลายรายไม่รู้ตัวว่าใบรับรอง GAP หมดอายุแล้ว จนกระทั่งพ่อค้าคนกลางหรือโมเดิร์นเทรดปฏิเสธรับซื้อผลผลิตเพราะสแกนคิวอาร์โค้ดแล้วขึ้นสถานะไม่ผ่านการ
ประกาศห้ามเผาเศษวัสดุการเกษตร มีผลบังคับใช้จังหวัดไหนบ้าง ฝ่าฝืนโทษเท่าไร
ทุกปีช่วงต้นฤดูแล้งต่อเนื่องถึงก่อนฤดูฝน เกษตรกรผู้ปลูกข้าวและอ้อยจำนวนมากเผชิญปัญหาเดียวกันคือ เก็บเกี่ยวเสร็จแล้วมีตอซังและเศษใบเหลือเต็มแปลง แต่ไม่
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

คู่มือ ยางพารา สอนการปลูก ยาง หนังสือ เกษตร การคัดเลือกพันธุ์ การขยายพันธุ์ การกรีดยาง การแปรรูป การทำยางแผ่น US.Station
ดูรายละเอียด
ส่งด่วน Zebra ZD230 เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด พิมพ์ใบปะหน้า สติกเกอร์ พิมพ์ระบบ TT และ DT แถมฟรี สติกเกอร์ + หมึกริบบอน
ดูรายละเอียด
กล่องโฟมชุด 4 ใบ พร้อมถ้วยปลูก และ ถุงดำ พร้อมปลูก กล่องโฟมปลูกผัก กล่องโฟมปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ อุปกรณ์ครบพร้อมปลูก
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
เกษตรกรที่ไม่ได้กู้เงิน ธ.ก.ส. สมัครประกันภัยพืชผลได้ไหม
ได้ เกษตรกรที่ไม่ได้เป็นลูกค้าสินเชื่อ ธ.ก.ส. สามารถสมัครแบบสมัครใจได้ โดยยื่นใบสมัครที่สาขา ธ.ก.ส. ในพื้นที่พร้อมหลักฐานทะเบียนเกษตรกรและเอกสารสิทธิ์ที่ดินในช่วงเปิดรับสมัครของแต่ละปี
ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์แต่ที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์เต็มรูปแบบ สมัครได้หรือไม่
ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของแต่ละปีและประเภทเอกสารสิทธิ์ที่ถือครอง เช่น ส.ป.ก. หรือหนังสือรับรองการทำประโยชน์บางประเภทอาจใช้ประกอบการสมัครได้ ควรนำเอกสารที่มีไปสอบถามสาขา ธ.ก.ส. โดยตรงเพื่อความชัดเจน
ถ้าเสียหายเพียงบางส่วนของแปลง จะได้ค่าสินไหมเต็มจำนวนหรือไม่
โดยทั่วไปค่าสินไหมคำนวณตามสัดส่วนพื้นที่ที่เสียหายจริงเทียบกับพื้นที่ทั้งหมดที่ทำประกันไว้ ไม่ใช่จ่ายเต็มวงเงินคุ้มครองเสมอไป ขึ้นอยู่กับผลการสำรวจของคณะกรรมการ
ประกันภัยพืชผลคุ้มครองความเสียหายจากศัตรูพืชด้วยหรือไม่
บางปีมีการขยายความคุ้มครองครอบคลุมศัตรูพืชระบาดรุนแรงบางชนิดเพิ่มเติมจากภัยธรรมชาติหลัก แต่ไม่ใช่ทุกปีและทุกกรมธรรม์ ควรตรวจสอบเงื่อนไขความคุ้มครองที่แนบมากับกรมธรรม์ของปีที่สมัครให้ชัดเจน
ถ้าทำประกันไว้แต่พื้นที่ไม่อยู่ในเขตที่ประกาศภัยพิบัติ จะเคลมได้หรือไม่
โดยหลักการเคลมต้องอยู่ในเขตที่มีการประกาศให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ หากพื้นที่ไม่อยู่ในเขตประกาศ กระบวนการสำรวจความเสียหายเพื่อเคลมจะยังไม่เริ่มขึ้น จึงควรติดตามประกาศของจังหวัดอย่างใกล้ชิดเมื่อประสบภัย
