คำตอบสั้น ๆ
แยกให้ชัดว่า ศบกต. ระดับตำบลทำอะไรได้ และเรื่องไหนต้องขึ้นสำนักงานเกษตรอำเภอ ทั้งทะเบียนเกษตรกร แจ้งภัยพิบัติ และวิสาหกิจชุมชน พร้อมตารางเทียบ
คำตอบเร็ว: ศบกต. คือศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล เป็นจุดบริการระดับตำบลที่ตั้งอยู่ในชุมชน มีคณะกรรมการที่เป็นเกษตรกรในพื้นที่ร่วมบริหาร ใช้สำหรับรับข่าวสาร อบรม รวมกลุ่ม และยื่นเรื่องเบื้องต้น ส่วนสำนักงานเกษตรอำเภอคือหน่วยราชการของกรมส่งเสริมการเกษตรที่มีเจ้าหน้าที่ประจำและมีอำนาจรับขึ้นทะเบียนเกษตรกร ปรับปรุงข้อมูล ทบก. รับแบบขอความช่วยเหลือภัยพิบัติ และจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน สรุปง่าย ๆ คือ เรื่องข้อมูลข่าวสารและการรวมกลุ่มเริ่มที่ตำบลได้ แต่เรื่องที่ต้องมีลายมือชื่อเจ้าหน้าที่และบันทึกเข้าระบบราชการต้องขึ้นอำเภอ
เกษตรกรจำนวนมากรู้จักแค่คำว่า "เกษตรตำบล" กับ "เกษตรอำเภอ" แล้วใช้ปนกันจนไปผิดที่ พอถึงเวลาที่มีกำหนดเส้นตายจริง เช่น แจ้งความเสียหายหลังน้ำท่วมหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรก่อนรับสิทธิ์ ก็เสียเวลาเดินทางสองรอบ บทความนี้แยกให้ชัดว่าหน่วยงานระดับพื้นที่ของกรมส่งเสริมการเกษตรมีกี่ชั้น แต่ละชั้นทำอะไรได้จริง และเรื่องไหนจบตรงไหน
ศบกต. ย่อมาจากอะไร และทำหน้าที่อะไรจริง ๆ
ศบกต. ย่อมาจาก ศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล บางพื้นที่เรียกสั้น ๆ ว่าศูนย์บริการเกษตรกรประจำตำบล จุดตั้งมักอยู่ในที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบล ศาลาประชาคม หรืออาคารที่ชุมชนจัดให้ ลักษณะเด่นคือไม่ได้มีข้าราชการนั่งประจำทุกวัน แต่บริหารโดยคณะกรรมการที่ประกอบด้วยผู้แทนเกษตรกรจากหมู่บ้านต่าง ๆ ผู้นำชุมชน และมีนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรที่รับผิดชอบตำบลนั้นเป็นเลขานุการหรือที่ปรึกษา
บทบาทของ ศบกต. ที่ใช้ได้จริงมีสี่กลุ่ม
- เป็นจุดกระจายข้อมูล เช่น ประกาศเตือนภัยการระบาดของศัตรูพืช ประกาศฤดูกาลเพาะปลูก ข่าวโครงการรับสมัคร และปฏิทินการปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร
- เป็นเวทีถ่ายทอดความรู้ เช่น การอบรมการผลิตปุ๋ยหมัก การใช้สารชีวภัณฑ์ การจัดการดินและน้ำ ซึ่งเจ้าหน้าที่จะลงมาจัดที่ตำบลแทนที่จะให้เกษตรกรเดินทางเข้าอำเภอทุกครั้ง
- เป็นจุดรวมกลุ่ม เช่น กลุ่มแม่บ้านเกษตรกร กลุ่มยุวเกษตรกร กลุ่มส่งเสริมอาชีพ และเป็นจุดตั้งต้นของการรวมตัวก่อนไปจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนที่อำเภอ
- เป็นจุดรับเรื่องเบื้องต้น เช่น แจ้งความเสียหายจากภัยธรรมชาติ แจ้งการระบาดของโรคพืช เพื่อให้เจ้าหน้าที่รวบรวมส่งต่อไปยังอำเภอ
สิ่งที่ ศบกต. ทำไม่ได้คือการออกเอกสารทางราชการ ไม่ว่าจะเป็นการบันทึกทะเบียนเกษตรกรเข้าระบบ การรับรองข้อมูล หรือการอนุมัติเงินช่วยเหลือ เพราะอำนาจเหล่านั้นอยู่ที่เจ้าหน้าที่ของสำนักงานเกษตรอำเภอตามสายงานราชการ ศบกต. จึงเปรียบเสมือนสาขาย่อยที่รับเรื่องและกระจายข่าว ไม่ใช่สำนักงานที่ตัดสินใจแทนอำเภอได้
อกม. กับเกษตรตำบล คนละอย่างกัน
ในระดับหมู่บ้านยังมี อกม. หรืออาสาสมัครเกษตรหมู่บ้าน ซึ่งเป็นเกษตรกรที่ชุมชนคัดเลือกและผ่านการอบรมจากกรมส่งเสริมการเกษตร ทำหน้าที่เก็บข้อมูลการเพาะปลูกในหมู่บ้าน แจ้งเตือนภัยศัตรูพืช และช่วยประสานเรื่องต่าง ๆ ส่วนคำว่า "เกษตรตำบล" ที่ชาวบ้านเรียกกันนั้น ตามจริงคือนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรซึ่งเป็นข้าราชการสังกัดสำนักงานเกษตรอำเภอ แต่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบตำบลใดตำบลหนึ่ง เจ้าหน้าที่หนึ่งคนมักรับผิดชอบสองถึงสามตำบล จึงไม่ได้อยู่ประจำที่ใดที่หนึ่งตลอดเวลา การรู้ชื่อและเบอร์ของเจ้าหน้าที่ที่ดูแลตำบลตัวเองจึงช่วยประหยัดเวลาได้มากที่สุด
เรื่องที่ต้องไปสำนักงานเกษตรอำเภอเท่านั้น
ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร (ทบก.) ทุกปี
ทะเบียนเกษตรกรหรือ ทบก. คือฐานข้อมูลครัวเรือนเกษตรกรที่กรมส่งเสริมการเกษตรดูแล ครัวเรือนที่ขึ้นทะเบียนแล้วต้องแจ้งปรับปรุงข้อมูลการเพาะปลูกทุกปีการผลิต ไม่ใช่ขึ้นครั้งเดียวแล้วจบ เพราะข้อมูลที่ใช้พิจารณาสิทธิ์ต่าง ๆ คือรอบการผลิตปีปัจจุบัน หลักการที่ใช้กันคือให้แจ้งหลังจากเพาะปลูกแล้วไม่น้อยกว่า 15 วัน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ว่ามีการปลูกจริง ไม่ใช่แจ้งล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่ลงมือ
ช่องทางที่ใช้ได้มีสองทางคือ ยื่นด้วยตนเองที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่แปลงตั้งอยู่ หรือแจ้งผ่านแอปพลิเคชันสมุดทะเบียนเกษตรกรดิจิทัลที่รู้จักกันในชื่อ Farmbook ซึ่งใช้ได้เฉพาะครัวเรือนที่เคยขึ้นทะเบียนไว้แล้วและต้องการแจ้งปลูกในแปลงเดิม ส่วนกรณีขึ้นทะเบียนครั้งแรก เพิ่มแปลงใหม่ เปลี่ยนชนิดพืช หรือเปลี่ยนหัวหน้าครัวเรือน ยังต้องไปที่อำเภอพร้อมเอกสาร เงื่อนไขการใช้งานแอปและช่วงเวลาเปิดระบบเปลี่ยนได้ตามรอบการผลิต ให้เช็กกับสำนักงานเกษตรอำเภอก่อนทุกครั้ง
เอกสารที่ใช้ตามปกติคือบัตรประจำตัวประชาชน ทะเบียนบ้าน เอกสารสิทธิ์ที่ดินหรือหลักฐานการเช่า และข้อมูลแปลงว่าปลูกพืชอะไร เนื้อที่เท่าไร วันที่ปลูกและวันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยว ถ้าเช่าที่ดินควรมีหนังสือยินยอมหรือสัญญาเช่าที่ระบุชื่อผู้ให้เช่าให้ชัดเจน เพราะกรณีเช่าปากเปล่ามักเป็นสาเหตุที่ทำให้แปลงถูกตีกลับ
แจ้งความเสียหายจากภัยพิบัติ
ขั้นตอนขอรับความช่วยเหลือด้านพืชเมื่อเกิดภัยธรรมชาติมีเงื่อนไขตั้งต้นสองข้อที่หลายคนพลาด ข้อแรกคือผู้ขอต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรและปรับปรุงข้อมูลของรอบการผลิตนั้นไว้ก่อนเกิดภัย ข้อที่สองคือพื้นที่ต้องอยู่ในเขตที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเป็นเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง แม้เสียหายจริงก็ยังไม่เข้าเกณฑ์
เมื่อเข้าเกณฑ์แล้ว เกษตรกรต้องยื่นแบบขอรับการช่วยเหลือ ซึ่งใช้แบบฟอร์มที่เรียกกันว่าแบบ กษ 01 โดยยื่นผ่านผู้ใหญ่บ้าน กำนัน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสำนักงานเกษตรอำเภอ ภายในกรอบเวลาที่กำหนดหลังภัยสิ้นสุด ซึ่งโดยทั่วไปคือ 30 วัน จากนั้นเรื่องจะเข้าสู่การตรวจสอบ การติดประกาศรายชื่อในชุมชนเพื่อให้คัดค้าน แล้วเสนอคณะกรรมการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติระดับอำเภอ และระดับจังหวัดตามลำดับ
อัตราการช่วยเหลือกำหนดเป็นบาทต่อไร่แยกตามกลุ่มพืชและมีเพดานพื้นที่ต่อครัวเรือน หลักเกณฑ์ที่ใช้ต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2564 กำหนดไว้ประมาณ 1,340 บาทต่อไร่สำหรับข้าว 1,980 บาทต่อไร่สำหรับพืชไร่และพืชผัก และ 4,048 บาทต่อไร่สำหรับไม้ผลไม้ยืนต้นและอื่น ๆ โดยช่วยเหลือไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ ตัวเลขเหล่านี้อ้างอิงหลักเกณฑ์ช่วงปีดังกล่าวและสามารถถูกปรับด้วยมติคณะรัฐมนตรีหรือระเบียบใหม่ได้ ก่อนใช้คำนวณจริงให้ยืนยันอัตราปีปัจจุบันกับสำนักงานเกษตรอำเภอหรือกรมส่งเสริมการเกษตรทุกครั้ง
จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน
วิสาหกิจชุมชนจดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน โดยมีสำนักงานเกษตรอำเภอเป็นนายทะเบียนในพื้นที่ เงื่อนไขพื้นฐานที่ใช้กันคือต้องมีสมาชิกร่วมกันไม่น้อยกว่า 7 คน และสมาชิกต้องไม่อยู่ในครัวเรือนเดียวกันทั้งหมด ต้องมีกิจกรรมร่วมกันจริง มีการประชุมและมีบันทึก การจดทะเบียนไม่มีค่าธรรมเนียม แต่มีข้อผูกพันสำคัญคือต้องแจ้งดำเนินกิจการต่อนายทะเบียนตามรอบที่กำหนดทุกปี ไม่เช่นนั้นทะเบียนอาจถูกเพิกถอน ช่วงเวลาแจ้งดำเนินกิจการเป็นไปตามประกาศของกรมส่งเสริมการเกษตรในแต่ละปี ให้สอบถามรอบปีปัจจุบันจากเกษตรอำเภอ
ข้อควรรู้เรื่องกลุ่มเกษตรกร ซึ่งไม่ได้จดที่เกษตรอำเภอ
คำว่า "กลุ่มเกษตรกร" ในทางกฎหมายหมายถึงนิติบุคคลที่จดทะเบียนตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ ซึ่งนายทะเบียนอยู่ที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัด สังกัดกรมส่งเสริมสหกรณ์ ไม่ใช่สำนักงานเกษตรอำเภอ กลุ่มประเภทนี้มีข้อกำหนดเรื่องจำนวนผู้ก่อตั้งขั้นต่ำ การจัดทำบัญชี การประชุมใหญ่สามัญประจำปี และการตรวจสอบจากกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ ต่างจากวิสาหกิจชุมชนที่โครงสร้างเบากว่ามาก
ความสับสนตรงนี้ทำให้ชุมชนหลายแห่งตั้งกลุ่มผิดรูปแบบ เช่น อยากได้สถานะนิติบุคคลเพื่อทำสัญญาซื้อขายกับโรงงานแต่ไปจดวิสาหกิจชุมชนซึ่งไม่ได้ให้สถานะนิติบุคคลโดยอัตโนมัติ หรือกลับกันคืออยากแค่รวมกลุ่มแปรรูปเล็ก ๆ แต่ไปตั้งกลุ่มเกษตรกรจนต้องแบกภาระบัญชีและการประชุมตามกฎหมาย ทางที่ถูกคือคุยกับทั้งเกษตรอำเภอและสำนักงานสหกรณ์จังหวัดก่อนตัดสินใจ แล้วเลือกตามภาระผูกพันที่กลุ่มรับไหวจริง
ตารางเทียบ เรื่องไหนจบที่ตำบล เรื่องไหนต้องขึ้นอำเภอหรือจังหวัด
| เรื่อง | ศบกต. หรือ อกม. ระดับตำบลและหมู่บ้าน | สำนักงานเกษตรอำเภอ | ระดับจังหวัดหรือกรม |
|---|---|---|---|
| รับข่าวสารเตือนภัยศัตรูพืชและปฏิทินเพาะปลูก | จบที่นี่ | เป็นผู้ส่งข้อมูลลงมา | ออกคำเตือนระดับภาพรวม |
| อบรมความรู้ ดูงาน ขอคำแนะนำเบื้องต้น | จบที่นี่ในกรณีหลักสูตรพื้นฐาน | จัดหลักสูตรและวิทยากร | หลักสูตรเฉพาะทางหรือการรับรองผู้ผ่านอบรม |
| ขึ้นทะเบียนเกษตรกรครั้งแรก | ช่วยรวบรวมและนัดหมาย | ต้องมาที่นี่ เจ้าหน้าที่บันทึกเข้าระบบ | ดูแลระบบฐานข้อมูลกลาง |
| ปรับปรุงข้อมูลการปลูกรายปี | แจ้งผ่าน อกม. เพื่อช่วยรวบรวมได้ | ยื่นที่อำเภอ หรือแจ้งผ่านแอปกรณีแปลงเดิม | ตรวจสอบความถูกต้องภาพรวม |
| แจ้งความเสียหายจากภัยพิบัติ | ยื่นแบบผ่านผู้ใหญ่บ้านหรือ อปท. ได้ | รวบรวม ตรวจสอบ ติดประกาศรายชื่อ เสนอคณะกรรมการอำเภอ | คณะกรรมการระดับจังหวัดอนุมัติและเบิกจ่าย |
| จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน | รวมกลุ่มและเตรียมเอกสาร | นายทะเบียนอยู่ที่นี่ | กำกับนโยบายและระบบทะเบียน |
| จดทะเบียนกลุ่มเกษตรกรตามกฎหมายสหกรณ์ | ไม่เกี่ยวข้องโดยตรง | ให้คำแนะนำเบื้องต้นได้ | ต้องยื่นที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัด |
| ขอรับรองมาตรฐาน GAP พืช | รับสมัครและรวบรวมรายชื่อ | ตรวจประเมินเบื้องต้นและส่งเรื่อง | กรมวิชาการเกษตรเป็นผู้รับรอง |
เช็กลิสต์ก่อนออกจากบ้าน จะได้ไม่ต้องไปสองรอบ
- โทรถามก่อนว่าเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบตำบลของเราเข้าสำนักงานวันไหน เพราะช่วงฤดูปรับปรุงทะเบียนเจ้าหน้าที่มักออกพื้นที่
- เตรียมบัตรประชาชนตัวจริง ทะเบียนบ้าน และเอกสารสิทธิ์ที่ดินหรือสัญญาเช่าให้ครบทุกแปลง
- จดเลขที่แปลง เนื้อที่เป็นไร่งานตารางวา ชนิดพืช วันที่ปลูก และวันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยว มาให้เรียบร้อย
- ถ้ามาเรื่องภัยพิบัติ ให้ถ่ายรูปแปลงที่เสียหายพร้อมวันที่ และจดวันที่น้ำเข้าหรือวันที่ภัยเริ่มไว้ให้ตรงกับที่แจ้ง
- ถ้ามาเรื่องวิสาหกิจชุมชน ให้เตรียมรายชื่อสมาชิกอย่างน้อย 7 คน สำเนาบัตรของทุกคน และบันทึกการประชุมจัดตั้ง
- เผื่อเวลาอย่างน้อยครึ่งวันในช่วงฤดูที่คนแน่น เช่น หลังฤดูหว่านข้าวนาปี หรือหลังประกาศเขตภัยพิบัติ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- คิดว่าขึ้นทะเบียนเกษตรกรครั้งเดียวใช้ได้ตลอด แล้วไม่แจ้งปรับปรุงข้อมูลรายปี ทำให้ตกสิทธิ์ตอนมีมาตรการช่วยเหลือ
- แจ้งปลูกล่วงหน้าตั้งแต่ยังไม่ได้ลงมือปลูกจริง ซึ่งขัดกับหลักที่ให้แจ้งหลังปลูกแล้วไม่น้อยกว่า 15 วัน และเสี่ยงถูกตรวจสอบย้อนหลัง
- รอให้ทางการมาสำรวจความเสียหายเองโดยไม่ยื่นแบบขอรับความช่วยเหลือภายในกรอบเวลา ทำให้เรื่องไม่เข้าสู่การพิจารณา
- ไปถาม ศบกต. เรื่องที่ต้องใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ เช่น การแก้ไขข้อมูลในระบบทะเบียน แล้วเข้าใจว่าจัดการเรียบร้อยแล้ว
- สับสนระหว่างวิสาหกิจชุมชนกับกลุ่มเกษตรกร จนจดผิดประเภทแล้วต้องรื้อโครงสร้างกลุ่มใหม่
- ลืมแจ้งดำเนินกิจการวิสาหกิจชุมชนตามรอบประจำปี จนทะเบียนถูกเพิกถอนและต้องเริ่มกระบวนการใหม่
- ใช้ที่ดินเช่าปากเปล่าโดยไม่มีหนังสือยินยอมจากเจ้าของ ทำให้แปลงไม่ผ่านการตรวจสอบ
สรุป
เส้นแบ่งที่จำง่ายที่สุดคือ ศบกต. และ อกม. ในระดับตำบลและหมู่บ้านมีไว้เพื่อ "รับรู้และรวมกลุ่ม" ส่วนสำนักงานเกษตรอำเภอมีไว้เพื่อ "บันทึกและรับรอง" เรื่องที่มีผลทางสิทธิ์ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นทะเบียนเกษตรกร การปรับปรุงข้อมูลรายปี การยื่นแบบขอรับความช่วยเหลือภัยพิบัติ หรือการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน ต้องผ่านอำเภอเสมอ ขณะที่กลุ่มเกษตรกรตามกฎหมายสหกรณ์ต้องไปที่สำนักงานสหกรณ์จังหวัด ถ้าเริ่มจากการรู้ว่าเรื่องของตัวเองอยู่ชั้นไหน จะลดการเดินทางซ้ำและไม่พลาดกรอบเวลาสำคัญ อ่านเรื่องกฎระเบียบและสิทธิ์ของเกษตรกรเพิ่มเติมได้ที่หมวด ข่าว กฎหมาย มาตรฐาน และใช้ สมุดบันทึกฟาร์ม เก็บข้อมูลแปลงไว้ล่วงหน้าให้ตรงกับที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมส่งเสริมการเกษตร — บทบาทของศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล สำนักงานเกษตรอำเภอ ระบบทะเบียนเกษตรกร และการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน
- หลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืช กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ — ขั้นตอนการยื่นแบบขอรับความช่วยเหลือ กรอบเวลา และอัตราช่วยเหลือรายไร่ที่ใช้อ้างอิงตั้งแต่ปี 2564
- กรมส่งเสริมสหกรณ์ — การจดทะเบียนกลุ่มเกษตรกรตามกฎหมายว่าด้วยสหกรณ์ และความต่างจากวิสาหกิจชุมชน
- พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน — เงื่อนไขการจดทะเบียนวิสาหกิจชุมชนและหน้าที่แจ้งดำเนินกิจการต่อนายทะเบียน
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
ไทม์ไลน์ธนาคารที่ดิน ตั้งแต่ตั้ง บจธ. จนถึงยุบเลิก 1 ต.ค. 2569
บจธ. ตั้งปี 2554 เป็นกลไกชั่วคราว ต่ออายุสี่รอบ แล้วถูกยุบเลิกมีผล 1 ต.ค. 2569 บทความนี้เรียงเหตุการณ์ตามปีพร้อมตัวเลขที่แหล่งข่าวรายงานต่างกัน
ธนาคารที่ดิน FAQ รวมคำถามที่คนค้นบ่อย ตั้งแต่ บจธ. คือ ยื่นอย่างไร จนถึงถูกยุบแล้วทำไงต่อ
บจธ. ถูกยุบเลิกมีผล 1 ต.ค. 2569 บทความนี้รวมคำถามที่คนค้นบ่อยตั้งแต่ บจธ. คืออะไร ยื่นอย่างไร จนถึงผู้เช่าเดิมต้องทำอย่างไร แยกสิ่งที่ยืนยันได้จากสิ่งที่ยังไม่ชัด
ทำไมรัฐบาลยุบธนาคารที่ดิน เหตุผลภาครัฐ ข้อคัดค้านของเกษตรกร และข้อเสนอโอนภารกิจ
เหตุผลของรัฐบาล ข้อคัดค้านของเกษตรกร และข้อเสนอโอนภารกิจไป พอช. เรียงตามผู้พูดและวันที่จากแหล่งข่าวที่เปิดอ่านได้ พร้อมระบุสิ่งที่ยังไม่ชัด
สคทช. คืออะไร ทำไมรับช่วงภารกิจธนาคารที่ดิน และเกษตรกรติดต่อเรื่องอะไรได้บ้าง
สคทช. คือหน่วยงานกลางด้านนโยบายที่ดินตามกฎหมายปี 2562 ที่สื่อรายงานว่ากำกับดูแลช่วงเปลี่ยนผ่านหลัง บจธ. ถูกยุบ บทความนี้แยกให้ชัดว่าอะไรยืนยันได้ อะไรยังต้องรอประกาศ
การกระจายการถือครองที่ดินคืออะไร ธนาคารที่ดินเคยแก้ปัญหาที่ดินเกษตรกรได้แค่ไหน
การกระจายการถือครองที่ดินคือการทำให้เกษตรกรเข้าถึงที่ทำกินอย่างเป็นธรรม บทความนี้รวมตัวเลข สศก. ผลงาน บจธ. และท่าทีของแต่ละฝ่ายหลังถูกยุบ
ธนาคารที่ดินต่างจากธนาคารทั่วไปอย่างไร ฝากที่ดินหรือให้เช่าได้จริงไหม
ธนาคารที่ดินเป็นตัวกลางเรื่องที่ดิน ไม่ได้รับฝากเงินแบบธนาคารทั่วไป และ บจธ. ถูกยุบเลิกมีผล 1 ต.ค. 2569 บทความนี้เทียบความต่างและทางเลือกที่เหลือ
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

คู่มือ ยางพารา สอนการปลูก ยาง หนังสือ เกษตร การคัดเลือกพันธุ์ การขยายพันธุ์ การกรีดยาง การแปรรูป การทำยางแผ่น US.Station
ดูรายละเอียด
ช้อนส้อมพรวนดิน ช้อนพรวนดิน ส้อมพรวนดิน พลั่วพรวนดิน อุปกรณ์พรวนดิน อุปกรณ์จัดสวน อุปกรณ์เกษตร น้ำหนักเบา
ดูรายละเอียด![[SKDRY] CLAY DEHYDUCTION PACKAGE ดูดซับความชื้นได้ดีสําหรับบรรจุภัณฑ์ของแห้ง สินค้าเกษตร และของว่าง](/_next/image?url=%2Fimages%2Fproducts%2F52756523753.webp&w=3840&q=55&dpl=dpl_F2oBEV47oB6RoBVzqn188zWoDYP2)
[SKDRY] CLAY DEHYDUCTION PACKAGE ดูดซับความชื้นได้ดีสําหรับบรรจุภัณฑ์ของแห้ง สินค้าเกษตร และของว่าง
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
ถ้าย้ายไปเช่าที่ปลูกข้ามอำเภอ ต้องขึ้นทะเบียนที่อำเภอไหน
หลักการคือยื่นที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่แปลงเพาะปลูกตั้งอยู่ ไม่ใช่อำเภอตามทะเบียนบ้าน เพราะเจ้าหน้าที่ต้องตรวจสอบแปลงในพื้นที่รับผิดชอบของตัวเอง ถ้ามีหลายแปลงกระจายหลายอำเภอ ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ให้ครบทุกแปลงเพื่อให้ข้อมูลในระบบตรงกับความเป็นจริง
ครัวเรือนเดียวขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้กี่คน
ทะเบียนเกษตรกรขึ้นเป็นรายครัวเรือน โดยมีผู้แทนครัวเรือนหนึ่งคนเป็นผู้ขึ้นทะเบียน ไม่ใช่ขึ้นทุกคนในบ้านแยกกัน กรณีที่สมาชิกในบ้านแยกครัวเรือนและทำการเกษตรแยกแปลงกันจริง ให้นำหลักฐานไปชี้แจงกับเจ้าหน้าที่ เพราะเงื่อนไขการแยกครัวเรือนมีรายละเอียดที่ต้องพิจารณาเป็นกรณี
ไม่มีเอกสารสิทธิ์ที่ดิน ขึ้นทะเบียนเกษตรกรได้ไหม
กรณีที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ์เต็มรูปแบบ เช่น ที่ดินที่อยู่ระหว่างดำเนินการหรือที่เช่า ยังมีช่องทางให้แจ้งได้โดยใช้หลักฐานประกอบอื่น เช่น หนังสือรับรองจากผู้ใหญ่บ้านหรือสัญญาเช่า แต่แต่ละกรณีมีเงื่อนไขต่างกันและอาจมีข้อจำกัดเรื่องสิทธิ์ที่จะได้รับ ให้นำเอกสารเท่าที่มีไปปรึกษาเจ้าหน้าที่ที่อำเภอโดยตรง
ตรวจสอบสถานะทะเบียนเกษตรกรของตัวเองได้ที่ไหน
ตรวจสอบได้ผ่านช่องทางออนไลน์ของกรมส่งเสริมการเกษตรหรือแอปพลิเคชันสมุดทะเบียนเกษตรกรดิจิทัลสำหรับผู้ที่เคยขึ้นทะเบียนแล้ว และตรวจสอบด้วยตนเองที่สำนักงานเกษตรอำเภอพร้อมบัตรประชาชน ชื่อระบบและวิธีเข้าใช้งานมีการปรับปรุงเป็นระยะ ให้ยืนยันช่องทางล่าสุดกับเจ้าหน้าที่ก่อนใช้งาน
ศบกต. กับ ศพก. เป็นอันเดียวกันหรือไม่
ไม่ใช่อันเดียวกัน ศบกต. คือศูนย์บริการระดับตำบลที่เน้นกระจายข้อมูลและบริการ ส่วน ศพก. คือศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร ซึ่งตั้งอยู่ในแปลงของเกษตรกรต้นแบบและมีหนึ่งศูนย์หลักต่ออำเภอ ใช้เป็นแปลงเรียนรู้และจุดถ่ายทอดเทคโนโลยี ทั้งสองแห่งอยู่ภายใต้การดูแลของกรมส่งเสริมการเกษตรเหมือนกันแต่คนละบทบาท
