ข่าว กฎหมาย มาตรฐานเผยแพร่ 6 ตุลาคม 2569

บ่อปลาน้ำท่วมเยียวยา 2569 เลี้ยงบ่อดิน กระชัง สัตว์น้ำชั้นสูง ต่างกันอย่างไร

บ่อปลาน้ำท่วมเยียวยา 2569 ตามหลักเกณฑ์ฯ ข้อ 5.2 สัตว์น้ำชั้นสูง 12,350 บาท/ไร่ บ่อดิน 4,890 บาท/ไร่ กระชัง 390 บาท/ตร.ม. ต้องมีสมุดเล่มเขียว ยืนยันกับประมงอำเภอ

บ่อปลาน้ำท่วมเยียวยา 2569 เลี้ยงบ่อดิน กระชัง สัตว์น้ำชั้นสูง ต่างกันอย่างไร

คำตอบสั้น ๆ

เจ้าของบ่อปลาที่น้ำท่วมมักเจอคำถามแรกว่า "ปลาหลุดออกจากบ่อไปแล้ว จะเรียกค่าเสียหายได้อย่างไร" และคำถามที่สองว่า "ที่เลี้ยงปลาในกระชังกับที่เลี้ยงในบ่อ

คำตอบเร็ว: ความช่วยเหลือด้านประมงตามที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์แจ้งแยกตามประเภทการเลี้ยง คือ สัตว์น้ำชั้นสูง (กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล หรือหอยทะเล) ได้ 12,350 บาท/ไร่ ไม่เกิน 5 ไร่ การเลี้ยงปลาหรือสัตว์น้ำอื่นในบ่อดิน นาข้าว หรือร่องสวน ได้ 4,890 บาท/ไร่ ไม่เกินรายละ 5 ไร่ (นับเฉพาะพื้นที่เลี้ยง) และการเลี้ยงกระชังหรือบ่อซีเมนต์ ได้ 390 บาท/ตารางเมตร ไม่เกิน 80 ตารางเมตร (ถ้าคำนวณแล้วต่ำกว่า 390 บาท จ่ายให้ 390 บาท) ทุกประเภทต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกร (สมุดเล่มเขียว) และมีหลักฐานความเสียหายจริง ตัวเลขทั้งหมดมาจากเอกสารหลักเกณฑ์ฯ พ.ศ. 2569 ฉบับประกาศ ข้อ 5.2 ควรยืนยันกับสำนักงานประมงอำเภอหรือจังหวัดก่อนยื่นเรื่อง ข้อมูล ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2569

เจ้าของบ่อปลาที่น้ำท่วมมักเจอคำถามแรกว่า "ปลาหลุดออกจากบ่อไปแล้ว จะเรียกค่าเสียหายได้อย่างไร" และคำถามที่สองว่า "ที่เลี้ยงปลาในกระชังกับที่เลี้ยงในบ่อดิน ได้ไม่เท่ากันหรือเปล่า" คำตอบของข้อสอง คือใช่ ประกาศแยกตามประเภทการเลี้ยง และหน่วยวัดก็ต่างกัน บ่อดินวัดเป็นไร่ ส่วนกระชังวัดเป็นตารางเมตร ถ้าเตรียมหลักฐานผิดหน่วยจะเสียเวลาแก้ไขภายหลัง

ข้อควรรู้ก่อนอ่านต่อ คืออัตราช่วยเหลือด้านประมงในบทความนี้อ้างอิงจากเอกสารหลักเกณฑ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พ.ศ. 2569 ฉบับประกาศ ข้อ 5.2 ที่เผยแพร่บนเว็บไซต์กรมประมง ตัวเลขชุดอื่นที่อาจเห็นในข่าวหรือโพสต์เก่าเป็นอัตราของหลักเกณฑ์เดิม พ.ศ. 2564 ซึ่งถูกยกเลิกแล้ว อย่านำมาใช้

แยกให้ชัด: การเลี้ยงสามประเภทที่ประกาศมองต่างกัน

ภาพประกอบ แยกให้ชัด: การเลี้ยงสามประเภทที่ประกาศมองต่างกัน

ประเภทที่หนึ่ง สัตว์น้ำชั้นสูง

หมายถึง กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล หรือหอยทะเล ตามเอกสารหลักเกณฑ์ฯ ข้อ 5.2 อัตราช่วยเหลือคือ 12,350 บาท/ไร่ ไม่เกิน 5 ไร่ ตามเอกสารหลักเกณฑ์ฯ ข้อ 5.2 เหมาะกับผู้เลี้ยงกุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล หรือหอยทะเล ในพื้นที่เลี้ยงที่ถูกน้ำท่วม

ประเภทที่สอง เลี้ยงในบ่อดิน นาข้าว หรือร่องสวน

เป็นการเลี้ยงสัตว์น้ำในพื้นที่ดินที่ขุดหรือใช้งานร่วมกับการเกษตรอื่น เช่น ปลาในบ่อดิน ปลาในนาข้าว หรือสัตว์น้ำในร่องสวน ช่วยเหลือไม่เกินรายละ 5 ไร่ อัตราของกลุ่มนี้คือ 4,890 บาท/ไร่ โดยนับเฉพาะพื้นที่เลี้ยงสัตว์น้ำจริง ไม่รวมพื้นที่ส่วนอื่นของแปลง ควรยืนยันอัตราและวิธีนับพื้นที่กับสำนักงานประมงอำเภอหรือจังหวัดอีกครั้ง

ประเภทที่สาม เลี้ยงในกระชังหรือบ่อซีเมนต์

เป็นการเลี้ยงในภาชนะหรือโครงสร้าง ไม่ใช่ดินธรรมชาติ ช่วยเหลือไม่เกิน 80 ตารางเมตร และหน่วยของกลุ่มนี้คือตารางเมตร ไม่ใช่ไร่ ดังนั้นหากคุณเลี้ยงกระชังหลายชุด ต้องวัดและบันทึกพื้นที่ผิวรวมของกระชังให้ชัด อัตราของกลุ่มนี้คือ 390 บาท/ตารางเมตร และถ้าคำนวณแล้วได้ต่ำกว่า 390 บาท จะจ่ายให้ 390 บาท ควรยืนยันอัตรากับสำนักงานประมงอำเภอหรือจังหวัดอีกครั้ง

ตารางเปรียบเทียบประเภทการเลี้ยง

ประเภทการเลี้ยงหน่วยที่ใช้คิดเพดานตามหลักเกณฑ์อัตราบาท
สัตว์น้ำชั้นสูง (กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล หรือหอยทะเล)ไร่ไม่เกิน 5 ไร่12,350 บาท/ไร่
เลี้ยงบ่อดิน นาข้าว ร่องสวนไร่ไม่เกินรายละ 5 ไร่4,890 บาท/ไร่ (นับเฉพาะพื้นที่เลี้ยง)
เลี้ยงกระชัง บ่อซีเมนต์ตารางเมตรไม่เกิน 80 ตร.ม.390 บาท/ตร.ม. (ถ้าคำนวณได้ต่ำกว่า 390 บาท จ่าย 390 บาท)

ตารางนี้ช่วยให้เห็นความต่างของหน่วยและเพดานในแต่ละประเภท ตัวอย่างการคำนวณอยู่ในหัวข้อถัดไป ส่วนยอดจริงให้ยืนยันกับประมงอำเภอหรือจังหวัด

ผังตัดสินใจ: ถ้าเลี้ยงแบบนี้ ให้ทำอย่างนี้

  • ถ้าเลี้ยงกุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล หรือหอยทะเล ให้เตรียมหลักฐานตามพื้นที่เลี้ยงเป็นไร่ แล้วตรวจกับประมงอำเภอว่าสัตว์น้ำของคุณถูกจัดเป็นสัตว์น้ำชั้นสูงตามประกาศหรือไม่ ก่อนคำนวณยอดด้วยอัตรา 12,350 บาท/ไร่
  • ถ้าเลี้ยงในบ่อดิน นาข้าว หรือร่องสวน ให้วัดพื้นที่เลี้ยงเป็นไร่ แล้วคำนวณด้วยอัตรา 4,890 บาท/ไร่ เพดานคือไม่เกินรายละ 5 ไร่ และสอบถามประมงอำเภอหรือจังหวัดเพื่อยืนยันอัตราจริง
  • ถ้าเลี้ยงในกระชังหรือบ่อซีเมนต์ ให้วัดพื้นที่เป็นตารางเมตร รวมทุกชุด แล้วคำนวณด้วยอัตรา 390 บาท/ตารางเมตร เพดานคือไม่เกิน 80 ตารางเมตร และสอบถามประมงอำเภอหรือจังหวัดเพื่อยืนยันอัตราจริง
  • ถ้าเลี้ยงหลายแบบในครัวเรือนเดียว ให้ถามประมงอำเภอว่าพื้นที่แต่ละประเภทนับแยกหรือรวม เราไม่มีข้อมูลที่ยืนยันเรื่องนี้
  • ถ้ายังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร ให้สอบถามประมงอำเภอก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเป็นเงื่อนไขที่ข่าวระบุ
  • ถ้าไม่มีหลักฐานความเสียหายจริง เช่น ภาพถ่ายตอนน้ำท่วมบ่อ ให้เริ่มเก็บหลักฐานทันทีเท่าที่ยังทำได้ เช่น ภาพบ่อที่พังคันหรือกระชังที่เสียหาย

เงื่อนไขร่วมของทุกประเภท: ทะเบียนเกษตรกรและหลักฐานเสียหายจริง

ภาพประกอบ เงื่อนไขร่วมของทุกประเภท: ทะเบียนเกษตรกรและหลักฐานเสียหายจริง

ตามข่าวที่ตรงกันสองแหล่ง ผู้รับความช่วยเหลือด้านประมงต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกร (สมุดเล่มเขียว) และมีหลักฐานความเสียหายจริง สองเงื่อนไขนี้ใช้กับทุกประเภทการเลี้ยง ในทางปฏิบัติ เจ้าของบ่อควรเช็กสมุดทะเบียนก่อนว่าข้อมูลพื้นที่เลี้ยงและชนิดสัตว์น้ำตรงกับการเลี้ยงจริงหรือไม่ หากเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดใหม่หรือขยายบ่อโดยไม่ได้ปรับปรุงทะเบียน ให้สอบถามประมงอำเภอว่าควรแก้ไขอย่างไร เพราะจากแนวทางของภาคเกษตรโดยรวม กรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าผู้ที่ไม่ขึ้นทะเบียนก่อนเกิดภัยจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ เราไม่มีข้อมูลที่ยืนยันว่ากฎข้อนี้ใช้กับทะเบียนด้านประมงอย่างไรโดยเฉพาะ จึงต้องถามประมงอำเภอ

เก็บหลักฐานความเสียหายจริงให้ได้ผลสำหรับบ่อปลา

ความเสียหายของบ่อปลาต่างจากแปลงพืช เพราะสัตว์น้ำหลุดหายไปกับน้ำ หลักฐานจึงมักเป็นสภาพบ่อ ไม่ใช่ตัวสัตว์ ลองเก็บหลักฐานตามนี้

  • ภาพคันบ่อที่ถูกน้ำล้น พัง หรือกัดเซาะ ถ่ายให้เห็นความกว้างของรอยแตกโดยมีวัตถุอ้างอิง
  • ภาพบ่อที่น้ำจากภายนอกไหลท่วมจนระดับน้ำเสมอกับพื้นที่รอบ ๆ ให้เห็นว่าบ่อไม่อาจเก็บสัตว์น้ำได้
  • ภาพกระชังที่ขาด หลุด หรือจมน้ำ รวมทั้งภาพโครงสร้างที่พังพร้อมวันที่
  • สมุดบันทึกการเลี้ยง เช่น วันที่ปล่อยลูกพันธุ์ ชนิด และจำนวน ซึ่งช่วยยืนยันว่าบ่อมีสัตว์น้ำอยู่จริงก่อนเกิดเหตุ
  • ใบเสร็จซื้อพันธุ์สัตว์น้ำหรืออาหาร ถ้าเก็บไว้
  • ภาพแผนที่หรือพิกัดบ่อ และขนาดบ่อหรือกระชังที่วัดได้ เพื่อใช้เทียบกับเพดานไม่เกิน 5 ไร่ หรือ 80 ตารางเมตร

ตัวอย่างคำนวณสำหรับสัตว์น้ำชั้นสูง

ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นการสมมติเพื่ออธิบายวิธีคิดเท่านั้น ไม่ใช่ยอดที่จะได้รับจริง สมมติผู้เลี้ยงกุ้งทะเลมีพื้นที่เลี้ยงที่ได้รับความเสียหายจริงและผ่านเงื่อนไขทั้งหมดแล้ว

สถานการณ์สมมติวิธีคิดผลลัพธ์ตัวอย่าง
พื้นที่ได้รับความเสียหาย 3 ไร่3 × 12,35037,050 บาท
พื้นที่เลี้ยง 8 ไร่ (เกินเพดาน)คิดได้ไม่เกิน 5 ไร่ จึงเป็น 5 × 12,35061,750 บาท

ตัวอย่างแถวที่สองแสดงว่าเพดาน 5 ไร่ ตัดส่วนที่เกินออก ยอดจริงขึ้นอยู่กับผลการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ เงื่อนไขเอกสาร และการยืนยันอัตราจากประมงอำเภอ ตัวอย่างข้างต้นเป็นของสัตว์น้ำชั้นสูง ส่วนบ่อดินและกระชังคิดตามตัวอย่างด้านล่าง

ตัวอย่างบ่อดินและกระชัง (สมมติเพื่ออธิบายวิธีคิดเท่านั้น ไม่ใช่ยอดที่จะได้รับจริง)

สถานการณ์สมมติวิธีคิดผลลัพธ์ตัวอย่าง
เลี้ยงปลาในบ่อดิน พื้นที่เลี้ยงเสียหาย 2 ไร่2 × 4,8909,780 บาท
เลี้ยงปลาในบ่อดิน พื้นที่เลี้ยง 7 ไร่ (เกินเพดาน)คิดได้ไม่เกิน 5 ไร่ จึงเป็น 5 × 4,89024,450 บาท
เลี้ยงปลาในกระชัง พื้นที่รวม 50 ตารางเมตร50 × 39019,500 บาท
เลี้ยงปลาในกระชัง พื้นที่รวม 100 ตารางเมตร (เกินเพดาน)คิดได้ไม่เกิน 80 ตารางเมตร จึงเป็น 80 × 39031,200 บาท

ตัวอย่างข้างต้นยังไม่รวมกรณีที่คำนวณแล้วต่ำกว่า 390 บาท ซึ่งตามเอกสารหลักเกณฑ์ฯ จะจ่ายให้ 390 บาท ยอดจริงขึ้นอยู่กับผลตรวจสอบของเจ้าหน้าที่และการยืนยันจากประมงอำเภอหรือจังหวัด

ก่อนยื่นเรื่อง ควรยืนยันอัตรากับประมงอำเภออย่างไร

ภาพประกอบ ก่อนยื่นเรื่อง ควรยืนยันอัตรากับประมงอำเภออย่างไร

อัตราในบทความนี้มาจากเอกสารฉบับประกาศ แต่ยอดที่จ่ายจริงขึ้นกับผลตรวจสอบพื้นที่ของเจ้าหน้าที่ และข้อกำหนดอาจมีการปรับ ก่อนยื่นเรื่องจึงควรทำดังนี้

  1. จดว่าคุณเลี้ยงประเภทใดและพื้นที่เท่าใด
  2. ไปที่สำนักงานประมงอำเภอหรือจังหวัด ยืนยันอัตราและเงื่อนไขที่ใช้จริงสำหรับประเภทนั้น
  3. ขอให้เจ้าหน้าที่ระบุอัตราลงในเอกสารหรือยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรถ้าทำได้
  4. ติดตามประกาศผลการตรวจสอบและการประชาคมในพื้นที่

เงินช่วยเหลือครัวเรือนและเงินกู้ที่เกี่ยวข้องกับผู้เลี้ยงปลา

นอกเหนือจากความช่วยเหลือด้านประมง ครัวเรือนที่ถูกน้ำท่วมยังลงทะเบียนเงินช่วยเหลือผ่านแอป "ทางรัฐ" ตามที่รัฐบาลแจ้ง เริ่มตั้งแต่ 2 ตุลาคม 2569 เวลา 08.00 น. โดยที่อยู่อาศัยประจำน้ำท่วมขังติดต่อกันเกินกว่า 7 วัน หรือท่วมขังไม่เกิน 7 วันแต่ทรัพย์สินเสียหาย ได้ครัวเรือนละ 9,000 บาท และถูกน้ำล้อม หรืออยู่อาคารสูงที่น้ำท่วมไม่ถึงชั้นที่พัก แต่ดำรงชีวิตตามปกติไม่ได้ติดต่อกันเกินกว่า 7 วันขึ้นไป ได้ครัวเรือนละ 5,000 บาท สำหรับอุทกภัยที่เกิดช่วง 15 พฤษภาคม - 30 กันยายน 2569 ได้ 1 ครั้งต่อครัวเรือน ในพื้นที่ 65 จังหวัดและกรุงเทพมหานครทั้ง 50 เขต เงินก้อนนี้เป็นของครัวเรือน ไม่ผูกกับประเภทหรือพื้นที่เลี้ยงสัตว์น้ำ

สำหรับทุนฟื้นฟูบ่อ ธ.ก.ส. มีมาตรการสินเชื่อสำหรับลูกค้าเกษตรกรที่ประสบภัยในปีบัญชี 2569/70 คือ สินเชื่อฉุกเฉิน ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือนแรก วงเงินไม่เกินรายละ 50,000 บาท และสินเชื่อฟื้นฟู ดอกเบี้ย MRR-2 ต่อปี วงเงินไม่เกินรายละ 500,000 บาท ชำระภายใน 15 ปี ตามประกาศ ธ.ก.ส. ยื่นที่สาขาที่เป็นลูกค้า หรือสอบถามที่ BAAC Contact Center 02 555 0555 ตลอด 24 ชั่วโมง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ใช้หน่วยไร่กับกระชัง ทั้งที่กระชังวัดเป็นตารางเมตร
  • หยิบตัวเลขจากข่าวหรือโพสต์เก่ามาคำนวณ ทั้งที่อัตราของหลักเกณฑ์เดิม พ.ศ. 2564 ถูกยกเลิกแล้ว ให้ใช้ตัวเลขตามหลักเกณฑ์ พ.ศ. 2569
  • คิดว่าพื้นที่เกินเพดาน 5 ไร่ ก็ยังได้ครบทั้งหมด
  • เก็บกวาดบ่อหรือซ่อมคันบ่อก่อนถ่ายภาพความเสียหาย
  • ลืมตรวจสมุดทะเบียนเกษตรกรว่าข้อมูลตรงกับการเลี้ยงปัจจุบันหรือไม่
  • เข้าใจว่าเงินช่วยเหลือครัวเรือนผ่านแอป "ทางรัฐ" คือเงินชดเชยสัตว์น้ำ
  • ไม่ถามว่าสัตว์น้ำของตนนับเป็น "สัตว์น้ำชั้นสูง" หรือไม่ จึงใช้อัตราผิดกลุ่ม

สรุป

ความช่วยเหลือด้านประมงแยกตามประเภทการเลี้ยง คือสัตว์น้ำชั้นสูง 12,350 บาท/ไร่ ไม่เกิน 5 ไร่ บ่อดิน นาข้าว ร่องสวน 4,890 บาท/ไร่ ไม่เกินรายละ 5 ไร่ และกระชังหรือบ่อซีเมนต์ 390 บาท/ตารางเมตร ไม่เกิน 80 ตารางเมตร โดยต้องมีทะเบียนเกษตรกรและหลักฐานความเสียหายจริง ควรยืนยันกับสำนักงานประมงอำเภอหรือจังหวัดก่อนวางแผน ข้อมูลเป็นไปตามประกาศที่อ้างอิง ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2569

อ่านข่าวและข้อกำหนดด้านการเกษตรเพิ่มเติมได้ที่ หมวดข่าว กฎหมาย มาตรฐานการเกษตร

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄The Standard (thestandard.co) — ข่าวมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมอัตราด้านประมง ซึ่งเป็นแหล่งรอง (thestandard.co/agriculture-ministry-flood-aid-farmers/)
  • 📄สำนักประชาสัมพันธ์ (PRD) — ข่าวหลักเกณฑ์ช่วยเหลือด้านการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (prd.go.th)
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร (DOAE) — หลักการขึ้นทะเบียนเกษตรกรและขั้นตอนขอรับความช่วยเหลือ (doaenews.doae.go.th/archives/34053)
  • 📄เว็บไซต์รัฐบาลไทย (thaigov.go.th) — เงินช่วยเหลือครัวเรือนผ่านแอป "ทางรัฐ" (thaigov.go.th/th/news/169722)
  • 📄ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) — มาตรการสินเชื่อสำหรับลูกค้าที่ประสบภัย (baac.or.th/news/baacfloodpolicy2026)
  • 📄กรมประมง (fisheries.go.th) — เอกสารหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบภัยด้านการเกษตร พ.ศ. 2569 ข้อ 5.2 อัตราช่วยเหลือด้านประมง ลงนามเมื่อ 21 สิงหาคม 2569 (www4.fisheries.go.th/local/file_document/20260824100414_1_file.pdf)

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

เลี้ยงบ่อดิน กระชัง และสัตว์น้ำชั้นสูง ต่างกันอย่างไรในเรื่องเงินช่วยเหลือ

ต่างกันที่หน่วยและเพดาน สัตว์น้ำชั้นสูงคิดเป็นไร่ ไม่เกิน 5 ไร่ ที่ 12,350 บาท/ไร่ บ่อดิน นาข้าว ร่องสวน 4,890 บาท/ไร่ ไม่เกินรายละ 5 ไร่ ส่วนกระชังหรือบ่อซีเมนต์คิดเป็นตารางเมตร 390 บาท/ตารางเมตร ไม่เกิน 80 ตารางเมตร ควรยืนยันอัตรากับประมงอำเภอหรือจังหวัดก่อนยื่นเรื่อง

สัตว์น้ำชั้นสูงหมายถึงอะไรบ้าง

ตามเอกสารหลักเกณฑ์ฯ ข้อ 5.2 หมายถึง กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล หรือหอยทะเล ถ้าคุณเลี้ยงสัตว์น้ำชนิดอื่นที่ไม่แน่ใจว่าอยู่ในกลุ่มนี้หรือไม่ ให้ถามสำนักงานประมงอำเภอ

อัตราเงินช่วยเหลือบ่อดินและกระชังเท่าไหร่

ตามเอกสารหลักเกณฑ์ฯ พ.ศ. 2569 ข้อ 5.2 การเลี้ยงปลาหรือสัตว์น้ำอื่นในบ่อดิน นาข้าว หรือร่องสวน ได้ 4,890 บาท/ไร่ นับเฉพาะพื้นที่เลี้ยง ไม่เกินรายละ 5 ไร่ ส่วนกระชังหรือบ่อซีเมนต์ได้ 390 บาท/ตารางเมตร ไม่เกิน 80 ตารางเมตร ถ้าคำนวณแล้วได้ต่ำกว่า 390 บาท จะจ่ายให้ 390 บาท ควรยืนยันกับสำนักงานประมงอำเภอหรือจังหวัดอีกครั้งก่อนยื่นเรื่อง

ต้องมีอะไรบ้างจึงจะขอรับความช่วยเหลือได้

ต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกร (สมุดเล่มเขียว) และมีหลักฐานความเสียหายจริง ตามที่ข่าวสองแหล่งรายงานตรงกัน รายการเอกสารเฉพาะที่ต้องยื่น ให้ยืนยันกับประมงอำเภอ

เลี้ยงปลาในนาข้าวจะนับเป็นประเภทไหน

ตามข่าว การเลี้ยงในบ่อดิน นาข้าว หรือร่องสวน อยู่ในกลุ่มเดียวกัน ช่วยเหลือไม่เกินรายละ 5 ไร่ แต่ถ้าคุณปลูกข้าวในนาเดียวกันด้วย ให้ถามเกษตรอำเภอและประมงอำเภอว่าความช่วยเหลือด้านพืชกับด้านประมงนับซ้ำหรือแยกกัน เพราะเราไม่มีข้อมูลเรื่องนี้

ธ.ก.ส. มีสินเชื่อสำหรับผู้เลี้ยงปลาที่ประสบภัยไหม

สำหรับลูกค้าเกษตรกรที่ประสบภัยในปีบัญชี 2569/70 มีสินเชื่อฉุกเฉิน ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือนแรก วงเงินไม่เกินรายละ 50,000 บาท และสินเชื่อฟื้นฟู วงเงินไม่เกินรายละ 500,000 บาท ชำระภายใน 15 ปี สอบถามที่ 02 555 0555