คำตอบสั้น ๆ
เช้าวันที่น้ำลด เจ้าของสวนส่วนใหญ่ยืนมองแถวต้นทุเรียน มะม่วง หรือลำไยแล้วถามตัวเองว่า "ต้นนี้ยังรอดไหม" คำถามนี้ไม่ได้มีผลแค่เรื่องการฟื้นฟูสวน แต่ผูก
คำตอบเร็ว: สำหรับไม้ผลน้ำท่วม เยียวยาตามหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลแจ้ง ไม้ผลและไม้ยืนต้นที่ "เสียหายสิ้นเชิง" ได้อัตรา 6,800 บาท/ไร่ ส่วนต้นที่ "ชะงักการเจริญเติบโตแต่ฟื้นฟูได้" ได้อัตรา 3,400 บาท/ไร่ ทั้งสองกรณีช่วยไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ และถ้าที่ดินเสียหายจนใช้ทำการเกษตรไม่ได้ มีค่าขุดลอกดิน ทราย ตะกอน 16,000 บาท/ไร่ ไม่เกิน 5 ไร่ ข้อมูลนี้เป็นตามประกาศที่อ้างอิงถึง ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2569 และผู้ที่ชี้ว่าต้นไม้ของคุณอยู่ในกลุ่มไหนคือเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอ ไม่ใช่เจ้าของสวน
เช้าวันที่น้ำลด เจ้าของสวนส่วนใหญ่ยืนมองแถวต้นทุเรียน มะม่วง หรือลำไยแล้วถามตัวเองว่า "ต้นนี้ยังรอดไหม" คำถามนี้ไม่ได้มีผลแค่เรื่องการฟื้นฟูสวน แต่ผูกกับเงินเยียวยาโดยตรง เพราะอัตราช่วยเหลือของไม้ผลแยกเป็นสองระดับ ต่างกันเกือบเท่าตัว การเข้าใจว่าหน่วยงานแยก "สิ้นเชิง" กับ "ชะงัก" อย่างไร ช่วยให้คุณเตรียมหลักฐานตรงจุด และไม่เข้าใจผิดจนรู้สึกว่าได้เงินน้อยกว่าที่ควรได้
บทความนี้เขียนเป็นแนวทางช่วยตัดสินใจ ใช้ตัวเลขเฉพาะที่ตรวจสอบได้จากหน้าทางการและสื่อที่รายงานตรงกันเท่านั้น ตัวเลขใดที่แหล่งข่าวขัดกัน เราจะบอกตรง ๆ และแนะนำให้ยืนยันกับสำนักงานเกษตรอำเภอก่อนวางแผนใช้เงิน
เสียหายสิ้นเชิง กับ ชะงักการเจริญเติบโต ต่างกันอย่างไร
หลักเกณฑ์ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศ ชื่อว่า "หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569" ใช้กับภัยที่เกิดตั้งแต่ 21 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป และยกเลิกหลักเกณฑ์เดิม พ.ศ. 2564 ในส่วนของไม้ผลและไม้ยืนต้น ประกาศแบ่งความเสียหายเป็นสองกลุ่มที่ได้อัตราไม่เท่ากัน
- เสียหายสิ้นเชิง หมายถึงต้นที่ไม่อาจกลับมาให้ผลผลิตได้อีก ในทางปฏิบัติมักเป็นแปลงที่ต้นยืนต้นตายหรือต้องรื้อปลูกใหม่ อัตรา 6,800 บาท/ไร่
- ชะงักการเจริญเติบโต ฟื้นฟูได้ หมายถึงต้นที่ยังมีชีวิตแต่ทรุดโทรม ใบร่วง รากช้ำ ต้องใช้เวลาดูแลจึงจะกลับมาตั้งตัวได้ อัตรา 3,400 บาท/ไร่
ข้อสังเกตจากภาคสนามคือ เส้นแบ่งสองกลุ่มนี้ไม่ได้ขึ้นกับว่าน้ำท่วมสูงแค่ไหนเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับว่าต้นกลับมาได้หรือไม่ ซึ่งบางครั้งต้องรอเวลาสังเกตหลายวันถึงจะเห็นชัด ต้นที่น้ำท่วมขังนานอาจดูเขียวดีในวันแรกแต่ใบเหลืองร่วงตามมาทีหลัง จึงเป็นเหตุผลที่เจ้าหน้าที่ต้องเป็นผู้ประเมินเมื่อลงตรวจแปลง และเป็นเหตุผลที่คุณควรถ่ายรูปสภาพต้นไว้เป็นระยะ
ตารางเปรียบเทียบอัตราช่วยเหลือที่เกี่ยวกับสวนผลไม้
| กรณี | อัตราตามที่รัฐบาลแจ้ง | เพดานพื้นที่ | จุดที่ต้องระวัง |
|---|---|---|---|
| ไม้ผล/ไม้ยืนต้น เสียหายสิ้นเชิง | 6,800 บาท/ไร่ | ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ | ต้องเสียหายจริง และเจ้าหน้าที่เป็นผู้ประเมิน |
| ไม้ผล/ไม้ยืนต้น ชะงักการเจริญเติบโต ฟื้นฟูได้ | 3,400 บาท/ไร่ | ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ | ตามหลักเกณฑ์ฯ พ.ศ. 2569 ฉบับประกาศ ยืนยันกับสำนักงานเกษตรอำเภอ |
| ขุดลอก ดิน ทราย ตะกอน (ที่ดินกลับมาใช้ไม่ได้) | 16,000 บาท/ไร่ | ไม่เกิน 5 ไร่ | เป็นเงื่อนไขของที่ดิน ไม่ใช่ของต้นไม้ |
อัตราชุดนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ฯ พ.ศ. 2569 ฉบับประกาศ ก่อนตัดสินใจใช้เงินให้ยืนยันกับสำนักงานเกษตรอำเภอก่อนเสมอ
ใครเป็นผู้ตัดสินว่าต้นไม้ของคุณอยู่กลุ่มไหน
คำตอบสั้นที่สุดคือ เจ้าหน้าที่ ไม่ใช่เจ้าของสวน และเราไม่มีข้อมูลเกณฑ์ละเอียดว่าต้นแบบไหนนับเป็น "สิ้นเชิง" หรือ "ชะงัก" เช่น ต้องตายกี่เปอร์เซ็นต์ของต้นในแปลงถึงนับเป็นสิ้นเชิง ข้อมูลส่วนนี้ไม่อยู่ในแหล่งที่เราตรวจสอบได้ จึงไม่ขอกำหนดเกณฑ์เอง ทางที่ถูกคือถามสำนักงานเกษตรอำเภอที่คุณยื่นแบบว่าใช้หลักเกณฑ์ประเมินอย่างไร และมีแบบฟอร์มหรือขั้นตอนอุทธรณ์ในกรณีไม่เห็นด้วยกับผลประเมินหรือไม่
สิ่งที่เจ้าของสวนทำได้เต็มที่คือเก็บหลักฐานให้เห็นสภาพจริงตามลำดับเวลา เพราะผลประเมินในวันที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อาจต่างจากสภาพต้นหลังจากนั้นไม่กี่วัน หลักฐานที่ถ่ายไว้ตั้งแต่ตอนน้ำท่วมถึงตอนน้ำลดจะช่วยให้การพิจารณามีข้อมูลครบ
ผังตัดสินใจ: ถ้าเป็นแบบนี้ ให้ทำแบบนี้
- ถ้าสวนยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรก่อนเกิดภัย ให้สอบถามสำนักงานเกษตรอำเภอทันทีว่ามีช่องทางใดบ้างหรือไม่ เพราะตามข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนก่อนเกิดภัยจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ อย่าเสียเวลาเตรียมเอกสารอื่นก่อนยืนยันข้อนี้
- ถ้าขึ้นทะเบียนแล้ว และอำเภอของคุณอยู่ในพื้นที่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตให้ความช่วยเหลือ ให้ไปยื่นแบบ กษ.01 ที่สำนักงานเกษตรอำเภอพร้อมหลักฐาน
- ถ้าอำเภอยังไม่มีประกาศเขตให้ความช่วยเหลือ ให้เก็บหลักฐานและสอบถามความคืบหน้ากับเกษตรอำเภอ เรายังไม่มีรายชื่อจังหวัดที่ประกาศเขตภัยพิบัติที่ตรวจสอบแล้ว จึงต้องเช็กกับหน่วยงานเอง
- ถ้าต้นส่วนใหญ่ยืนต้นตายหรือเน่าที่โคน ให้บันทึกภาพและพิกัดแปลงก่อนเก็บกวาด แล้วแจ้งเกษตรอำเภอเพื่อขอให้ประเมินก่อนรื้อ อย่ารื้อต้นทิ้งก่อนมีการตรวจ
- ถ้าต้นยังมีใบเขียวแต่ใบเริ่มร่วงหรือโคนช้ำ ให้ถ่ายภาพซ้ำเป็นระยะ และอย่าด่วนสรุปเองว่ารอดหรือไม่รอด รอให้เจ้าหน้าที่ประเมิน
- ถ้าตะกอนทับหน้าดินหนาจนปลูกต่อไม่ได้ ให้ดูเงื่อนไขค่าขุดลอกในหัวข้อถัดไป
ค่าขุดลอก 16,000 บาท/ไร่ ไม่เกิน 5 ไร่ ใช้เมื่อไหร่
รายการนี้ต่างจากสองรายการแรก เพราะวัดที่ "ที่ดิน" ไม่ใช่ "ต้นไม้" ตามข้อมูลที่รัฐบาลแจ้ง อัตรา 16,000 บาท/ไร่ ใช้กับกรณีที่ดินเสียหายจนกลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรไม่ได้เพราะมีดิน ทราย หรือตะกอนทับถม และจำกัดไม่เกิน 5 ไร่ เพดาน 5 ไร่ นี้ต่ำกว่าเพดาน 30 ไร่ ของค่าชดเชยพืชมาก จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดแยก
จุดที่สวนผลไม้มักสับสนคือ ตะกอนบาง ๆ ที่ทับหน้าดินไม่ได้แปลว่าที่ดินใช้ไม่ได้เสมอไป เจ้าหน้าที่จะพิจารณาว่าพื้นที่นั้นกลับมาใช้ทำการเกษตรได้หรือไม่ เราไม่มีข้อมูลความหนาของตะกอนขั้นต่ำที่ใช้ตัดสิน จึงไม่ควรเสนอตัวเลขเอง ให้ถ่ายรูปพร้อมวัตถุอ้างอิง เช่น ไม้บรรทัดหรือเสาที่รู้ความสูง เพื่อให้เห็นขนาดของตะกอนที่ทับถมในภาพ แล้วถามเกษตรอำเภอว่าจะต้องมีเอกสารอื่นประกอบหรือไม่
เพดาน 30 ไร่ รวมกันอย่างไร พร้อมตัวอย่างคำนวณ
หลักเกณฑ์ระบุว่าช่วยเหลือไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ ตัวเลขนี้นับต่อครัวเรือน ไม่ใช่ต่อแปลงหรือต่อชนิดพืช ถ้าสวนของคุณมีทั้งทุเรียน มะม่วง และนาข้าวในครัวเรือนเดียวกัน พื้นที่ของทุกชนิดพืชต้องนับรวมกันภายใต้เพดานเดียว เรายังไม่ทราบว่าพื้นที่ขุดลอกถูกนับเข้าเพดาน 30 ไร่ ด้วยหรือไม่ ให้ถามเกษตรอำเภอโดยตรง
ตัวอย่างการคำนวณ (เป็นตัวอย่างเพื่อความเข้าใจเท่านั้น ไม่ใช่ยอดเงินที่จะได้รับจริง) สมมติครัวเรือนหนึ่งมีสวนไม้ผล 10 ไร่ ผลประเมินคือ 4 ไร่ เสียหายสิ้นเชิง และอีก 6 ไร่ ชะงักการเจริญเติบโตแต่ฟื้นฟูได้
| รายการ (ตัวอย่างสมมติ) | วิธีคิด | ผลลัพธ์ตัวอย่าง |
|---|---|---|
| เสียหายสิ้นเชิง 4 ไร่ | 4 × 6,800 | 27,200 บาท |
| ชะงักการเจริญเติบโต 6 ไร่ | 6 × 3,400 | 20,400 บาท |
| รวมพื้นที่ 10 ไร่ (ไม่เกิน 30 ไร่) | 27,200 + 20,400 | 47,600 บาท |
| ถ้าที่ดินต้องขุดลอก 3 ไร่ (ตัวอย่างสมมติ) | 3 × 16,000 | 48,000 บาท |
ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่ายอดจริงขึ้นกับผลประเมินรายแปลงของเจ้าหน้าที่ การที่ต้นหนึ่งไร่ถูกจัดเป็น "สิ้นเชิง" แทน "ชะงัก" ทำให้ยอดต่อไร่ต่างกัน และถ้าเงื่อนไขอื่นไม่ครบ เช่น ไม่ได้ขึ้นทะเบียนก่อนเกิดภัย ยอดจริงอาจเป็นศูนย์ ตัวอย่างนี้จึงใช้ดูวิธีคิด ไม่ควรใช้เป็นตัวเลขวางแผนเงินสด
เงื่อนไขที่ต้องผ่านก่อนจะนับอัตราไร่ละเท่าไหร่
ตามข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร มีเงื่อนไขที่ต้องผ่านทั้งหมดก่อนจะไปถึงขั้นเทียบอัตรา
- ขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร "ก่อน" เกิดภัย
- พื้นที่ของคุณต้องอยู่ในเขตที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศให้ความช่วยเหลือ
- ต้องเสียหายจริง ตรวจสอบได้
- ตรวจสอบทะเบียนเกษตรกรของตนเองให้ข้อมูลแปลงตรงกับความเป็นจริง
- ยื่นแบบ กษ.01 ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ให้ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล หรือเทศบาลรับรอง
- เข้าร่วมประชาคมและติดตามประกาศผลการตรวจสอบ
ข้อที่เจ้าของสวนผลไม้พลาดบ่อยคือข้อ 1 และข้อ 4 เพราะสวนผลไม้มักเป็นสวนเก่าหลายรุ่น มีการเพิ่มแปลงหรือเปลี่ยนชนิดพืชแล้วไม่ได้ไปปรับปรุงทะเบียน ข้อมูลที่ไม่ตรงกับสวนจริงอาจทำให้การตรวจสอบสะดุด ดังนั้นก่อนยื่นให้เปิดทะเบียนของตนเองเทียบกับสภาพสวนวันนี้
เช็กลิสต์หลักฐานสำหรับสวนผลไม้
- ภาพถ่ายภาพรวมสวนที่เห็นระดับน้ำท่วมขัง ถ่ายให้เห็นว่าเป็นแปลงของคุณ มีหมุดหรือสิ่งก่อสร้างอ้างอิง
- ภาพถ่ายต้นไม้เป็นรายต้นหรือรายแถว ทั้งทรงพุ่ม ใบ โคนต้น และรากที่โผล่หรือถูกพัดเปิด
- ภาพตะกอนทับถมที่มีวัตถุอ้างอิงแสดงความหนา สำหรับรายการขุดลอก
- สำเนาทะเบียนเกษตรกรและเอกสารสิทธิ์หรือหลักฐานการทำประโยชน์ในที่ดิน
- สมุดบันทึกสวน เช่น วันที่ปลูก จำนวนต้น พันธุ์ ที่มีอยู่แล้วให้แนบ
- แบบ กษ.01 ที่กรอกครบ พร้อมการรับรองจากผู้ใหญ่บ้าน อบต. หรือเทศบาล
การชั่งน้ำหนักกับเงินกู้ ธ.ก.ส. สำหรับสวนที่ต้องเริ่มใหม่
เงินเยียวยาตามอัตราต่อไร่เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ไม่ได้ออกแบบมาให้ครอบคลุมต้นทุนปลูกใหม่ทั้งหมด สวนที่เสียหายสิ้นเชิงต้องรอหลายปีกว่าต้นใหม่จะให้ผล จึงเป็นกลุ่มที่ควรดูเครื่องมือสินเชื่อควบคู่ไปด้วย ตามประกาศของ ธ.ก.ส. สำหรับลูกค้าเกษตรกรที่ประสบภัยในปีบัญชี 2569/70 มีสินเชื่อสองแบบ
- สินเชื่อฉุกเฉิน ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือนแรก วงเงินไม่เกินรายละ 50,000 บาท ใช้ได้กับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินในครัวเรือน ซ่อมบ้านหรือเครื่องมือ และทุนการผลิต
- สินเชื่อฟื้นฟูและคุณภาพชีวิต ดอกเบี้ย MRR-2 ต่อปี ตามประกาศ ธ.ก.ส. วงเงินไม่เกินรายละ 500,000 บาท ชำระภายใน 15 ปี
เรายังไม่ตรวจสอบตัวเลข MRR เป็นเปอร์เซ็นต์ จึงไม่ระบุ ให้สอบถามอัตราจริงที่สาขา ธ.ก.ส. ที่คุณเป็นลูกค้า หรือโทร BAAC Contact Center 02 555 0555 ซึ่งให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เงินกู้เป็นภาระผูกพันที่ต้องชำระคืน ควรเทียบกับแผนรายรับของสวนในช่วงที่ต้นใหม่ยังไม่ให้ผลผลิตก่อนตัดสินใจ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- รื้อหรือตัดต้นที่ตายทิ้งก่อนเจ้าหน้าที่ตรวจและก่อนถ่ายภาพ ทำให้ไม่มีหลักฐานแสดงความเสียหาย
- คิดเองว่าต้นที่ใบยังเขียวแปลว่ารอดและไม่แจ้งความเสียหาย ทั้งที่ต้นอาจทรุดตามมาภายหลัง
- สับสนเพดาน 30 ไร่ ของค่าชดเชยพืช กับเพดาน 5 ไร่ ของค่าขุดลอก แล้วคำนวณยอดผิด
- เข้าใจว่าทะเบียนเกษตรกรขึ้นหลังน้ำท่วมแล้วก็ยังทันได้รับสิทธิ์ ทั้งที่ข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าต้องขึ้นทะเบียนก่อนเกิดภัย
- ยึดตัวเลขจากข่าวหรือโพสต์ในโซเชียลที่เก่ากว่า ซึ่งอาจเป็นอัตราของหลักเกณฑ์ พ.ศ. 2564 ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว
- ทะเบียนเกษตรกรไม่ตรงกับสวนจริง เช่น ชนิดพืชหรือจำนวนไร่ต่างจากที่ปลูกอยู่
- ไม่ติดตามประกาศผลตรวจสอบและการประชาคม ทำให้พลาดช่วงที่ต้องให้ข้อมูลหรือคัดค้านผล
สรุป
สำหรับสวนผลไม้ที่ถูกน้ำท่วม จุดตัดสินใจอยู่ที่การประเมินของเจ้าหน้าที่ว่าต้นเสียหายสิ้นเชิง (6,800 บาท/ไร่) หรือชะงักแต่ฟื้นฟูได้ (3,400 บาท/ไร่) โดยทั้งสองกรณีไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ และมีค่าขุดลอก 16,000 บาท/ไร่ ไม่เกิน 5 ไร่ แยกต่างหากสำหรับที่ดินที่ใช้ไม่ได้ ก่อนอื่นให้เช็กว่าขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ก่อนเกิดภัยหรือไม่ แล้วถ่ายภาพหลักฐานก่อนเก็บกวาด และยืนยันอัตราจริงกับสำนักงานเกษตรอำเภอ ข้อมูลในบทความนี้เป็นไปตามประกาศที่อ้างอิง ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2569 และอาจมีการปรับเปลี่ยน
อ่านข่าวและข้อกำหนดด้านการเกษตรเพิ่มเติมได้ที่ หมวดข่าว กฎหมาย มาตรฐานการเกษตร
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ — เอกสารหลักเกณฑ์ฯ พ.ศ. 2569 ฉบับประกาศ — "หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569" ลงนามปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 21 สิงหาคม 2569 ข้อ 5.1 อัตราด้านพืช (www4.fisheries.go.th/local/file_document/20260824100414_1_file.pdf)
- สำนักประชาสัมพันธ์ (PRD) — หน้าข่าวหลักเกณฑ์ช่วยเหลือด้านการเกษตร — อัตราไม้ผล ไม้ยืนต้น และค่าขุดลอก (prd.go.th)
- กรมส่งเสริมการเกษตร (DOAE) — เงื่อนไขการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ขั้นตอนยื่นแบบ กษ.01 และข่าวที่ลงอัตราแตกต่าง (doaenews.doae.go.th/archives/34053)
- ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) — มาตรการสินเชื่อสำหรับลูกค้าที่ประสบภัย (baac.or.th/news/baacfloodpolicy2026)
- เว็บไซต์รัฐบาลไทย (thaigov.go.th) — ข่าวมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (thaigov.go.th/th/news/169722)
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
ไทม์ไลน์ธนาคารที่ดิน ตั้งแต่ตั้ง บจธ. จนถึงยุบเลิก 1 ต.ค. 2569
บจธ. ตั้งปี 2554 เป็นกลไกชั่วคราว ต่ออายุสี่รอบ แล้วถูกยุบเลิกมีผล 1 ต.ค. 2569 บทความนี้เรียงเหตุการณ์ตามปีพร้อมตัวเลขที่แหล่งข่าวรายงานต่างกัน
ธนาคารที่ดิน FAQ รวมคำถามที่คนค้นบ่อย ตั้งแต่ บจธ. คือ ยื่นอย่างไร จนถึงถูกยุบแล้วทำไงต่อ
บจธ. ถูกยุบเลิกมีผล 1 ต.ค. 2569 บทความนี้รวมคำถามที่คนค้นบ่อยตั้งแต่ บจธ. คืออะไร ยื่นอย่างไร จนถึงผู้เช่าเดิมต้องทำอย่างไร แยกสิ่งที่ยืนยันได้จากสิ่งที่ยังไม่ชัด
ทำไมรัฐบาลยุบธนาคารที่ดิน เหตุผลภาครัฐ ข้อคัดค้านของเกษตรกร และข้อเสนอโอนภารกิจ
เหตุผลของรัฐบาล ข้อคัดค้านของเกษตรกร และข้อเสนอโอนภารกิจไป พอช. เรียงตามผู้พูดและวันที่จากแหล่งข่าวที่เปิดอ่านได้ พร้อมระบุสิ่งที่ยังไม่ชัด
สคทช. คืออะไร ทำไมรับช่วงภารกิจธนาคารที่ดิน และเกษตรกรติดต่อเรื่องอะไรได้บ้าง
สคทช. คือหน่วยงานกลางด้านนโยบายที่ดินตามกฎหมายปี 2562 ที่สื่อรายงานว่ากำกับดูแลช่วงเปลี่ยนผ่านหลัง บจธ. ถูกยุบ บทความนี้แยกให้ชัดว่าอะไรยืนยันได้ อะไรยังต้องรอประกาศ
การกระจายการถือครองที่ดินคืออะไร ธนาคารที่ดินเคยแก้ปัญหาที่ดินเกษตรกรได้แค่ไหน
การกระจายการถือครองที่ดินคือการทำให้เกษตรกรเข้าถึงที่ทำกินอย่างเป็นธรรม บทความนี้รวมตัวเลข สศก. ผลงาน บจธ. และท่าทีของแต่ละฝ่ายหลังถูกยุบ
ธนาคารที่ดินต่างจากธนาคารทั่วไปอย่างไร ฝากที่ดินหรือให้เช่าได้จริงไหม
ธนาคารที่ดินเป็นตัวกลางเรื่องที่ดิน ไม่ได้รับฝากเงินแบบธนาคารทั่วไป และ บจธ. ถูกยุบเลิกมีผล 1 ต.ค. 2569 บทความนี้เทียบความต่างและทางเลือกที่เหลือ
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่
คำถามที่พบบ่อย
ไม้ผลเสียหายสิ้นเชิงกับชะงักการเจริญเติบโต ได้เงินต่างกันเท่าไหร่
ตามอัตราที่รัฐบาลแจ้ง กรณีเสียหายสิ้นเชิงได้ 6,800 บาท/ไร่ ส่วนกรณีชะงักการเจริญเติบโตแต่ฟื้นฟูได้ ได้ 3,400 บาท/ไร่ ทั้งสองไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ ตามหลักเกณฑ์ฯ พ.ศ. 2569 ฉบับประกาศ ยืนยันกับสำนักงานเกษตรอำเภอก่อนยื่น
ใครเป็นคนตัดสินว่าต้นไม้ของเราเสียหายสิ้นเชิงหรือแค่ชะงัก
เจ้าหน้าที่เป็นผู้ประเมินเมื่อลงตรวจแปลงตามขั้นตอน เจ้าของสวนไม่ควรกำหนดเกณฑ์เอง ให้ถามเกษตรอำเภอว่าใช้หลักเกณฑ์ใด และเตรียมภาพถ่ายต้นไม้ตามลำดับเวลาไว้เป็นหลักฐานประกอบ
ค่าขุดลอก 16,000 บาท/ไร่ ได้กี่ไร่
ไม่เกิน 5 ไร่ ตามที่รัฐบาลแจ้ง และใช้กับที่ดินที่เสียหายจนกลับมาใช้ทำการเกษตรไม่ได้เพราะดิน ทราย หรือตะกอนทับถม ไม่ใช่ค่าชดเชยต้นไม้ จึงคิดแยกจากเพดาน 30 ไร่
ถ้าไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรก่อนเกิดภัย จะได้เงินช่วยเหลือไหม
ตามข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร ไม่ขึ้นทะเบียนก่อนเกิดภัยจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ หากคุณอยู่ในกรณีนี้ให้สอบถามสำนักงานเกษตรอำเภอว่ามีช่องทางหรือข้อยกเว้นใดหรือไม่ อย่าสันนิษฐานเอง
ต้องรอให้ทราบผลประเมินก่อนแจ้งความเสียหายไหม
ไม่ควรรอ ให้ยื่นแบบ กษ.01 ตามขั้นตอนที่สำนักงานเกษตรอำเภอแจ้ง แล้วติดตามประกาศผลการตรวจสอบ ส่วนวันปิดรับเรื่องเรายังไม่มีข้อมูลที่ตรวจสอบแล้ว จึงต้องเช็กกำหนดกับเกษตรอำเภอโดยตรง
เงินเยียวยากับเงินกู้ ธ.ก.ส. ใช้พร้อมกันได้ไหม
เป็นมาตรการคนละประเภท เงินช่วยเหลือไม่ต้องชำระคืน ส่วนเงินกู้ต้องชำระคืน เรื่องว่าใช้ร่วมกันได้และมีเงื่อนไขซ้อนกันหรือไม่ ให้สอบถามสาขา ธ.ก.ส. ที่เป็นลูกค้า หรือโทร 02 555 0555



