ข่าว กฎหมาย มาตรฐานเผยแพร่ 6 ตุลาคม 2569

สวนผลไม้น้ำท่วมเยียวยา 2569 ไม้ผลเสียหายสิ้นเชิงกับชะงักต่างกันอย่างไร

สวนผลไม้น้ำท่วมเยียวยา 2569 ไม้ผลเสียหายสิ้นเชิง 6,800 บาท/ไร่ ชะงัก 3,400 บาท/ไร่ ขุดลอก 16,000 ไม่เกิน 5 ไร่ เพดาน 30 ไร่ ยืนยันกับเกษตรอำเภอก่อนยื่น

สวนผลไม้น้ำท่วมเยียวยา 2569 ไม้ผลเสียหายสิ้นเชิงกับชะงักต่างกันอย่างไร

คำตอบสั้น ๆ

เช้าวันที่น้ำลด เจ้าของสวนส่วนใหญ่ยืนมองแถวต้นทุเรียน มะม่วง หรือลำไยแล้วถามตัวเองว่า "ต้นนี้ยังรอดไหม" คำถามนี้ไม่ได้มีผลแค่เรื่องการฟื้นฟูสวน แต่ผูก

คำตอบเร็ว: สำหรับไม้ผลน้ำท่วม เยียวยาตามหลักเกณฑ์ที่รัฐบาลแจ้ง ไม้ผลและไม้ยืนต้นที่ "เสียหายสิ้นเชิง" ได้อัตรา 6,800 บาท/ไร่ ส่วนต้นที่ "ชะงักการเจริญเติบโตแต่ฟื้นฟูได้" ได้อัตรา 3,400 บาท/ไร่ ทั้งสองกรณีช่วยไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ และถ้าที่ดินเสียหายจนใช้ทำการเกษตรไม่ได้ มีค่าขุดลอกดิน ทราย ตะกอน 16,000 บาท/ไร่ ไม่เกิน 5 ไร่ ข้อมูลนี้เป็นตามประกาศที่อ้างอิงถึง ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2569 และผู้ที่ชี้ว่าต้นไม้ของคุณอยู่ในกลุ่มไหนคือเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอ ไม่ใช่เจ้าของสวน

เช้าวันที่น้ำลด เจ้าของสวนส่วนใหญ่ยืนมองแถวต้นทุเรียน มะม่วง หรือลำไยแล้วถามตัวเองว่า "ต้นนี้ยังรอดไหม" คำถามนี้ไม่ได้มีผลแค่เรื่องการฟื้นฟูสวน แต่ผูกกับเงินเยียวยาโดยตรง เพราะอัตราช่วยเหลือของไม้ผลแยกเป็นสองระดับ ต่างกันเกือบเท่าตัว การเข้าใจว่าหน่วยงานแยก "สิ้นเชิง" กับ "ชะงัก" อย่างไร ช่วยให้คุณเตรียมหลักฐานตรงจุด และไม่เข้าใจผิดจนรู้สึกว่าได้เงินน้อยกว่าที่ควรได้

บทความนี้เขียนเป็นแนวทางช่วยตัดสินใจ ใช้ตัวเลขเฉพาะที่ตรวจสอบได้จากหน้าทางการและสื่อที่รายงานตรงกันเท่านั้น ตัวเลขใดที่แหล่งข่าวขัดกัน เราจะบอกตรง ๆ และแนะนำให้ยืนยันกับสำนักงานเกษตรอำเภอก่อนวางแผนใช้เงิน

เสียหายสิ้นเชิง กับ ชะงักการเจริญเติบโต ต่างกันอย่างไร

ภาพประกอบ เสียหายสิ้นเชิง กับ ชะงักการเจริญเติบโต ต่างกันอย่างไร

หลักเกณฑ์ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศ ชื่อว่า "หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569" ใช้กับภัยที่เกิดตั้งแต่ 21 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป และยกเลิกหลักเกณฑ์เดิม พ.ศ. 2564 ในส่วนของไม้ผลและไม้ยืนต้น ประกาศแบ่งความเสียหายเป็นสองกลุ่มที่ได้อัตราไม่เท่ากัน

  • เสียหายสิ้นเชิง หมายถึงต้นที่ไม่อาจกลับมาให้ผลผลิตได้อีก ในทางปฏิบัติมักเป็นแปลงที่ต้นยืนต้นตายหรือต้องรื้อปลูกใหม่ อัตรา 6,800 บาท/ไร่
  • ชะงักการเจริญเติบโต ฟื้นฟูได้ หมายถึงต้นที่ยังมีชีวิตแต่ทรุดโทรม ใบร่วง รากช้ำ ต้องใช้เวลาดูแลจึงจะกลับมาตั้งตัวได้ อัตรา 3,400 บาท/ไร่

ข้อสังเกตจากภาคสนามคือ เส้นแบ่งสองกลุ่มนี้ไม่ได้ขึ้นกับว่าน้ำท่วมสูงแค่ไหนเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นกับว่าต้นกลับมาได้หรือไม่ ซึ่งบางครั้งต้องรอเวลาสังเกตหลายวันถึงจะเห็นชัด ต้นที่น้ำท่วมขังนานอาจดูเขียวดีในวันแรกแต่ใบเหลืองร่วงตามมาทีหลัง จึงเป็นเหตุผลที่เจ้าหน้าที่ต้องเป็นผู้ประเมินเมื่อลงตรวจแปลง และเป็นเหตุผลที่คุณควรถ่ายรูปสภาพต้นไว้เป็นระยะ

ตารางเปรียบเทียบอัตราช่วยเหลือที่เกี่ยวกับสวนผลไม้

กรณีอัตราตามที่รัฐบาลแจ้งเพดานพื้นที่จุดที่ต้องระวัง
ไม้ผล/ไม้ยืนต้น เสียหายสิ้นเชิง6,800 บาท/ไร่ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ต้องเสียหายจริง และเจ้าหน้าที่เป็นผู้ประเมิน
ไม้ผล/ไม้ยืนต้น ชะงักการเจริญเติบโต ฟื้นฟูได้3,400 บาท/ไร่ไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ตามหลักเกณฑ์ฯ พ.ศ. 2569 ฉบับประกาศ ยืนยันกับสำนักงานเกษตรอำเภอ
ขุดลอก ดิน ทราย ตะกอน (ที่ดินกลับมาใช้ไม่ได้)16,000 บาท/ไร่ไม่เกิน 5 ไร่เป็นเงื่อนไขของที่ดิน ไม่ใช่ของต้นไม้

อัตราชุดนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ฯ พ.ศ. 2569 ฉบับประกาศ ก่อนตัดสินใจใช้เงินให้ยืนยันกับสำนักงานเกษตรอำเภอก่อนเสมอ

ใครเป็นผู้ตัดสินว่าต้นไม้ของคุณอยู่กลุ่มไหน

คำตอบสั้นที่สุดคือ เจ้าหน้าที่ ไม่ใช่เจ้าของสวน และเราไม่มีข้อมูลเกณฑ์ละเอียดว่าต้นแบบไหนนับเป็น "สิ้นเชิง" หรือ "ชะงัก" เช่น ต้องตายกี่เปอร์เซ็นต์ของต้นในแปลงถึงนับเป็นสิ้นเชิง ข้อมูลส่วนนี้ไม่อยู่ในแหล่งที่เราตรวจสอบได้ จึงไม่ขอกำหนดเกณฑ์เอง ทางที่ถูกคือถามสำนักงานเกษตรอำเภอที่คุณยื่นแบบว่าใช้หลักเกณฑ์ประเมินอย่างไร และมีแบบฟอร์มหรือขั้นตอนอุทธรณ์ในกรณีไม่เห็นด้วยกับผลประเมินหรือไม่

สิ่งที่เจ้าของสวนทำได้เต็มที่คือเก็บหลักฐานให้เห็นสภาพจริงตามลำดับเวลา เพราะผลประเมินในวันที่เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่อาจต่างจากสภาพต้นหลังจากนั้นไม่กี่วัน หลักฐานที่ถ่ายไว้ตั้งแต่ตอนน้ำท่วมถึงตอนน้ำลดจะช่วยให้การพิจารณามีข้อมูลครบ

ผังตัดสินใจ: ถ้าเป็นแบบนี้ ให้ทำแบบนี้

  • ถ้าสวนยังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรก่อนเกิดภัย ให้สอบถามสำนักงานเกษตรอำเภอทันทีว่ามีช่องทางใดบ้างหรือไม่ เพราะตามข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนก่อนเกิดภัยจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ อย่าเสียเวลาเตรียมเอกสารอื่นก่อนยืนยันข้อนี้
  • ถ้าขึ้นทะเบียนแล้ว และอำเภอของคุณอยู่ในพื้นที่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเขตให้ความช่วยเหลือ ให้ไปยื่นแบบ กษ.01 ที่สำนักงานเกษตรอำเภอพร้อมหลักฐาน
  • ถ้าอำเภอยังไม่มีประกาศเขตให้ความช่วยเหลือ ให้เก็บหลักฐานและสอบถามความคืบหน้ากับเกษตรอำเภอ เรายังไม่มีรายชื่อจังหวัดที่ประกาศเขตภัยพิบัติที่ตรวจสอบแล้ว จึงต้องเช็กกับหน่วยงานเอง
  • ถ้าต้นส่วนใหญ่ยืนต้นตายหรือเน่าที่โคน ให้บันทึกภาพและพิกัดแปลงก่อนเก็บกวาด แล้วแจ้งเกษตรอำเภอเพื่อขอให้ประเมินก่อนรื้อ อย่ารื้อต้นทิ้งก่อนมีการตรวจ
  • ถ้าต้นยังมีใบเขียวแต่ใบเริ่มร่วงหรือโคนช้ำ ให้ถ่ายภาพซ้ำเป็นระยะ และอย่าด่วนสรุปเองว่ารอดหรือไม่รอด รอให้เจ้าหน้าที่ประเมิน
  • ถ้าตะกอนทับหน้าดินหนาจนปลูกต่อไม่ได้ ให้ดูเงื่อนไขค่าขุดลอกในหัวข้อถัดไป

ค่าขุดลอก 16,000 บาท/ไร่ ไม่เกิน 5 ไร่ ใช้เมื่อไหร่

รายการนี้ต่างจากสองรายการแรก เพราะวัดที่ "ที่ดิน" ไม่ใช่ "ต้นไม้" ตามข้อมูลที่รัฐบาลแจ้ง อัตรา 16,000 บาท/ไร่ ใช้กับกรณีที่ดินเสียหายจนกลับมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตรไม่ได้เพราะมีดิน ทราย หรือตะกอนทับถม และจำกัดไม่เกิน 5 ไร่ เพดาน 5 ไร่ นี้ต่ำกว่าเพดาน 30 ไร่ ของค่าชดเชยพืชมาก จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดแยก

จุดที่สวนผลไม้มักสับสนคือ ตะกอนบาง ๆ ที่ทับหน้าดินไม่ได้แปลว่าที่ดินใช้ไม่ได้เสมอไป เจ้าหน้าที่จะพิจารณาว่าพื้นที่นั้นกลับมาใช้ทำการเกษตรได้หรือไม่ เราไม่มีข้อมูลความหนาของตะกอนขั้นต่ำที่ใช้ตัดสิน จึงไม่ควรเสนอตัวเลขเอง ให้ถ่ายรูปพร้อมวัตถุอ้างอิง เช่น ไม้บรรทัดหรือเสาที่รู้ความสูง เพื่อให้เห็นขนาดของตะกอนที่ทับถมในภาพ แล้วถามเกษตรอำเภอว่าจะต้องมีเอกสารอื่นประกอบหรือไม่

เพดาน 30 ไร่ รวมกันอย่างไร พร้อมตัวอย่างคำนวณ

หลักเกณฑ์ระบุว่าช่วยเหลือไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ ตัวเลขนี้นับต่อครัวเรือน ไม่ใช่ต่อแปลงหรือต่อชนิดพืช ถ้าสวนของคุณมีทั้งทุเรียน มะม่วง และนาข้าวในครัวเรือนเดียวกัน พื้นที่ของทุกชนิดพืชต้องนับรวมกันภายใต้เพดานเดียว เรายังไม่ทราบว่าพื้นที่ขุดลอกถูกนับเข้าเพดาน 30 ไร่ ด้วยหรือไม่ ให้ถามเกษตรอำเภอโดยตรง

ตัวอย่างการคำนวณ (เป็นตัวอย่างเพื่อความเข้าใจเท่านั้น ไม่ใช่ยอดเงินที่จะได้รับจริง) สมมติครัวเรือนหนึ่งมีสวนไม้ผล 10 ไร่ ผลประเมินคือ 4 ไร่ เสียหายสิ้นเชิง และอีก 6 ไร่ ชะงักการเจริญเติบโตแต่ฟื้นฟูได้

รายการ (ตัวอย่างสมมติ)วิธีคิดผลลัพธ์ตัวอย่าง
เสียหายสิ้นเชิง 4 ไร่4 × 6,80027,200 บาท
ชะงักการเจริญเติบโต 6 ไร่6 × 3,40020,400 บาท
รวมพื้นที่ 10 ไร่ (ไม่เกิน 30 ไร่)27,200 + 20,40047,600 บาท
ถ้าที่ดินต้องขุดลอก 3 ไร่ (ตัวอย่างสมมติ)3 × 16,00048,000 บาท

ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่ายอดจริงขึ้นกับผลประเมินรายแปลงของเจ้าหน้าที่ การที่ต้นหนึ่งไร่ถูกจัดเป็น "สิ้นเชิง" แทน "ชะงัก" ทำให้ยอดต่อไร่ต่างกัน และถ้าเงื่อนไขอื่นไม่ครบ เช่น ไม่ได้ขึ้นทะเบียนก่อนเกิดภัย ยอดจริงอาจเป็นศูนย์ ตัวอย่างนี้จึงใช้ดูวิธีคิด ไม่ควรใช้เป็นตัวเลขวางแผนเงินสด

เงื่อนไขที่ต้องผ่านก่อนจะนับอัตราไร่ละเท่าไหร่

ตามข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร มีเงื่อนไขที่ต้องผ่านทั้งหมดก่อนจะไปถึงขั้นเทียบอัตรา

  1. ขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร "ก่อน" เกิดภัย
  2. พื้นที่ของคุณต้องอยู่ในเขตที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศให้ความช่วยเหลือ
  3. ต้องเสียหายจริง ตรวจสอบได้
  4. ตรวจสอบทะเบียนเกษตรกรของตนเองให้ข้อมูลแปลงตรงกับความเป็นจริง
  5. ยื่นแบบ กษ.01 ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ให้ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล หรือเทศบาลรับรอง
  6. เข้าร่วมประชาคมและติดตามประกาศผลการตรวจสอบ

ข้อที่เจ้าของสวนผลไม้พลาดบ่อยคือข้อ 1 และข้อ 4 เพราะสวนผลไม้มักเป็นสวนเก่าหลายรุ่น มีการเพิ่มแปลงหรือเปลี่ยนชนิดพืชแล้วไม่ได้ไปปรับปรุงทะเบียน ข้อมูลที่ไม่ตรงกับสวนจริงอาจทำให้การตรวจสอบสะดุด ดังนั้นก่อนยื่นให้เปิดทะเบียนของตนเองเทียบกับสภาพสวนวันนี้

เช็กลิสต์หลักฐานสำหรับสวนผลไม้

  • ภาพถ่ายภาพรวมสวนที่เห็นระดับน้ำท่วมขัง ถ่ายให้เห็นว่าเป็นแปลงของคุณ มีหมุดหรือสิ่งก่อสร้างอ้างอิง
  • ภาพถ่ายต้นไม้เป็นรายต้นหรือรายแถว ทั้งทรงพุ่ม ใบ โคนต้น และรากที่โผล่หรือถูกพัดเปิด
  • ภาพตะกอนทับถมที่มีวัตถุอ้างอิงแสดงความหนา สำหรับรายการขุดลอก
  • สำเนาทะเบียนเกษตรกรและเอกสารสิทธิ์หรือหลักฐานการทำประโยชน์ในที่ดิน
  • สมุดบันทึกสวน เช่น วันที่ปลูก จำนวนต้น พันธุ์ ที่มีอยู่แล้วให้แนบ
  • แบบ กษ.01 ที่กรอกครบ พร้อมการรับรองจากผู้ใหญ่บ้าน อบต. หรือเทศบาล

การชั่งน้ำหนักกับเงินกู้ ธ.ก.ส. สำหรับสวนที่ต้องเริ่มใหม่

เงินเยียวยาตามอัตราต่อไร่เป็นเงินช่วยเหลือเบื้องต้น ไม่ได้ออกแบบมาให้ครอบคลุมต้นทุนปลูกใหม่ทั้งหมด สวนที่เสียหายสิ้นเชิงต้องรอหลายปีกว่าต้นใหม่จะให้ผล จึงเป็นกลุ่มที่ควรดูเครื่องมือสินเชื่อควบคู่ไปด้วย ตามประกาศของ ธ.ก.ส. สำหรับลูกค้าเกษตรกรที่ประสบภัยในปีบัญชี 2569/70 มีสินเชื่อสองแบบ

  • สินเชื่อฉุกเฉิน ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือนแรก วงเงินไม่เกินรายละ 50,000 บาท ใช้ได้กับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินในครัวเรือน ซ่อมบ้านหรือเครื่องมือ และทุนการผลิต
  • สินเชื่อฟื้นฟูและคุณภาพชีวิต ดอกเบี้ย MRR-2 ต่อปี ตามประกาศ ธ.ก.ส. วงเงินไม่เกินรายละ 500,000 บาท ชำระภายใน 15 ปี

เรายังไม่ตรวจสอบตัวเลข MRR เป็นเปอร์เซ็นต์ จึงไม่ระบุ ให้สอบถามอัตราจริงที่สาขา ธ.ก.ส. ที่คุณเป็นลูกค้า หรือโทร BAAC Contact Center 02 555 0555 ซึ่งให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง เงินกู้เป็นภาระผูกพันที่ต้องชำระคืน ควรเทียบกับแผนรายรับของสวนในช่วงที่ต้นใหม่ยังไม่ให้ผลผลิตก่อนตัดสินใจ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • รื้อหรือตัดต้นที่ตายทิ้งก่อนเจ้าหน้าที่ตรวจและก่อนถ่ายภาพ ทำให้ไม่มีหลักฐานแสดงความเสียหาย
  • คิดเองว่าต้นที่ใบยังเขียวแปลว่ารอดและไม่แจ้งความเสียหาย ทั้งที่ต้นอาจทรุดตามมาภายหลัง
  • สับสนเพดาน 30 ไร่ ของค่าชดเชยพืช กับเพดาน 5 ไร่ ของค่าขุดลอก แล้วคำนวณยอดผิด
  • เข้าใจว่าทะเบียนเกษตรกรขึ้นหลังน้ำท่วมแล้วก็ยังทันได้รับสิทธิ์ ทั้งที่ข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าต้องขึ้นทะเบียนก่อนเกิดภัย
  • ยึดตัวเลขจากข่าวหรือโพสต์ในโซเชียลที่เก่ากว่า ซึ่งอาจเป็นอัตราของหลักเกณฑ์ พ.ศ. 2564 ที่ถูกยกเลิกไปแล้ว
  • ทะเบียนเกษตรกรไม่ตรงกับสวนจริง เช่น ชนิดพืชหรือจำนวนไร่ต่างจากที่ปลูกอยู่
  • ไม่ติดตามประกาศผลตรวจสอบและการประชาคม ทำให้พลาดช่วงที่ต้องให้ข้อมูลหรือคัดค้านผล

สรุป

สำหรับสวนผลไม้ที่ถูกน้ำท่วม จุดตัดสินใจอยู่ที่การประเมินของเจ้าหน้าที่ว่าต้นเสียหายสิ้นเชิง (6,800 บาท/ไร่) หรือชะงักแต่ฟื้นฟูได้ (3,400 บาท/ไร่) โดยทั้งสองกรณีไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ และมีค่าขุดลอก 16,000 บาท/ไร่ ไม่เกิน 5 ไร่ แยกต่างหากสำหรับที่ดินที่ใช้ไม่ได้ ก่อนอื่นให้เช็กว่าขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ก่อนเกิดภัยหรือไม่ แล้วถ่ายภาพหลักฐานก่อนเก็บกวาด และยืนยันอัตราจริงกับสำนักงานเกษตรอำเภอ ข้อมูลในบทความนี้เป็นไปตามประกาศที่อ้างอิง ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2569 และอาจมีการปรับเปลี่ยน

อ่านข่าวและข้อกำหนดด้านการเกษตรเพิ่มเติมได้ที่ หมวดข่าว กฎหมาย มาตรฐานการเกษตร

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ — เอกสารหลักเกณฑ์ฯ พ.ศ. 2569 ฉบับประกาศ — "หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569" ลงนามปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 21 สิงหาคม 2569 ข้อ 5.1 อัตราด้านพืช (www4.fisheries.go.th/local/file_document/20260824100414_1_file.pdf)
  • 📄สำนักประชาสัมพันธ์ (PRD) — หน้าข่าวหลักเกณฑ์ช่วยเหลือด้านการเกษตร — อัตราไม้ผล ไม้ยืนต้น และค่าขุดลอก (prd.go.th)
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร (DOAE) — เงื่อนไขการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ขั้นตอนยื่นแบบ กษ.01 และข่าวที่ลงอัตราแตกต่าง (doaenews.doae.go.th/archives/34053)
  • 📄ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) — มาตรการสินเชื่อสำหรับลูกค้าที่ประสบภัย (baac.or.th/news/baacfloodpolicy2026)
  • 📄เว็บไซต์รัฐบาลไทย (thaigov.go.th) — ข่าวมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (thaigov.go.th/th/news/169722)

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ไม้ผลเสียหายสิ้นเชิงกับชะงักการเจริญเติบโต ได้เงินต่างกันเท่าไหร่

ตามอัตราที่รัฐบาลแจ้ง กรณีเสียหายสิ้นเชิงได้ 6,800 บาท/ไร่ ส่วนกรณีชะงักการเจริญเติบโตแต่ฟื้นฟูได้ ได้ 3,400 บาท/ไร่ ทั้งสองไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ ตามหลักเกณฑ์ฯ พ.ศ. 2569 ฉบับประกาศ ยืนยันกับสำนักงานเกษตรอำเภอก่อนยื่น

ใครเป็นคนตัดสินว่าต้นไม้ของเราเสียหายสิ้นเชิงหรือแค่ชะงัก

เจ้าหน้าที่เป็นผู้ประเมินเมื่อลงตรวจแปลงตามขั้นตอน เจ้าของสวนไม่ควรกำหนดเกณฑ์เอง ให้ถามเกษตรอำเภอว่าใช้หลักเกณฑ์ใด และเตรียมภาพถ่ายต้นไม้ตามลำดับเวลาไว้เป็นหลักฐานประกอบ

ค่าขุดลอก 16,000 บาท/ไร่ ได้กี่ไร่

ไม่เกิน 5 ไร่ ตามที่รัฐบาลแจ้ง และใช้กับที่ดินที่เสียหายจนกลับมาใช้ทำการเกษตรไม่ได้เพราะดิน ทราย หรือตะกอนทับถม ไม่ใช่ค่าชดเชยต้นไม้ จึงคิดแยกจากเพดาน 30 ไร่

ถ้าไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรก่อนเกิดภัย จะได้เงินช่วยเหลือไหม

ตามข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร ไม่ขึ้นทะเบียนก่อนเกิดภัยจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ หากคุณอยู่ในกรณีนี้ให้สอบถามสำนักงานเกษตรอำเภอว่ามีช่องทางหรือข้อยกเว้นใดหรือไม่ อย่าสันนิษฐานเอง

ต้องรอให้ทราบผลประเมินก่อนแจ้งความเสียหายไหม

ไม่ควรรอ ให้ยื่นแบบ กษ.01 ตามขั้นตอนที่สำนักงานเกษตรอำเภอแจ้ง แล้วติดตามประกาศผลการตรวจสอบ ส่วนวันปิดรับเรื่องเรายังไม่มีข้อมูลที่ตรวจสอบแล้ว จึงต้องเช็กกำหนดกับเกษตรอำเภอโดยตรง

เงินเยียวยากับเงินกู้ ธ.ก.ส. ใช้พร้อมกันได้ไหม

เป็นมาตรการคนละประเภท เงินช่วยเหลือไม่ต้องชำระคืน ส่วนเงินกู้ต้องชำระคืน เรื่องว่าใช้ร่วมกันได้และมีเงื่อนไขซ้อนกันหรือไม่ ให้สอบถามสาขา ธ.ก.ส. ที่เป็นลูกค้า หรือโทร 02 555 0555