ข่าว กฎหมาย มาตรฐานเผยแพร่ 18 กันยายน 2569

เลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ใกล้บ้านคน ต้องขอใบอนุญาตจาก อบต. ไหม เลี้ยงกี่ตัวถึงเข้าข่าย

เลี้ยงสัตว์ใกล้บ้านคนต้องขอใบอนุญาตจาก อบต. ไหม สรุปกฎหมายสาธารณสุข เกณฑ์จำนวนตัวที่พบบ่อย ขั้นตอนยื่นคำขอ เอกสาร และวิธีรับมือเมื่อถูกร้องเรียนเรื่องกลิ่น

เลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ใกล้บ้านคน ต้องขอใบอนุญาตจาก อบต. ไหม เลี้ยงกี่ตัวถึงเข้าข่าย

คำตอบสั้น ๆ

เลี้ยงหมูเลี้ยงไก่ใกล้ชุมชนเข้าข่ายกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพไหม เกณฑ์จำนวนตัวมาจากข้อบัญญัติท้องถิ่น พร้อมขั้นตอนขอใบอนุญาตกับ อบต. และเอกสารที่ต้องเตรียม

คำตอบเร็ว: การเลี้ยงสัตว์เป็นกิจการที่เข้าข่าย "กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ" ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. 2558 ซึ่งจัดการเลี้ยงสัตว์ไว้ในกลุ่มที่ 1 แต่ตัวเลข "เลี้ยงกี่ตัวถึงต้องขออนุญาต" ไม่ได้กำหนดเป็นมาตรฐานเดียวทั้งประเทศ กฎหมายให้อำนาจ อบต. หรือเทศบาลออกข้อบัญญัติหรือเทศบัญญัติกำหนดเอง ตัวเลขที่พบบ่อยคือสุกรและโคกระบือตั้งแต่ 5 ตัวขึ้นไป และสัตว์ปีกตั้งแต่ 100 ตัวขึ้นไป จึงต้องขอดูข้อบัญญัติของท้องถิ่นที่ฟาร์มตั้งอยู่เป็นหลัก ใบอนุญาตมีอายุ 1 ปีและต้องต่อทุกปี

เรื่องนี้มักเริ่มเหมือนกันแทบทุกราย เลี้ยงหมูหลังบ้านห้าหกตัวมาสองปีไม่มีใครว่า พอเพิ่มเป็นยี่สิบตัว หน้าฝนมาน้ำจากคอกไหลลงร่องข้างถนน กลิ่นตีขึ้นตอนเย็น แล้ววันหนึ่งมีหนังสือจาก อบต. มาถึงบ้าน ระบุว่ามีผู้ร้องเรียนเหตุรำคาญและให้ไปพบเจ้าหน้าที่ คำถามแรกที่เจ้าของฟาร์มถามคือ "ผมเลี้ยงในที่ดินตัวเอง ทำไมต้องขออนุญาต" คำตอบคือกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้คุ้มครองที่ดิน แต่คุ้มครองสุขภาพของคนที่อยู่รอบ ๆ และผู้ที่มีอำนาจตัดสินไม่ใช่กรมปศุสัตว์ แต่คือเจ้าพนักงานท้องถิ่นซึ่งก็คือนายก อบต. หรือนายกเทศมนตรีในพื้นที่

กฎหมายที่ใช้และหน่วยงานที่มีอำนาจ

ภาพประกอบ กฎหมายที่ใช้และหน่วยงานที่มีอำนาจ

กฎหมายหลักคือ พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 3 พ.ศ. 2560 โดยมี กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เป็นหน่วยงานเจ้าของกฎหมายและเป็นฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสาธารณสุข ส่วนผู้ใช้อำนาจออกใบอนุญาต ออกคำสั่ง และสั่งหยุดกิจการคือ เจ้าพนักงานท้องถิ่น ได้แก่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบล นายกเทศมนตรี หรือผู้บริหารท้องถิ่นรูปแบบอื่นในเขตที่ฟาร์มตั้งอยู่

รายชื่อกิจการที่ถือว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพอยู่ใน ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. 2558 ซึ่งแบ่งกิจการออกเป็น 13 กลุ่ม และกลุ่มที่ 1 คือกิจการที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ครอบคลุมทั้งการเพาะพันธุ์ การเลี้ยง และการอนุบาลสัตว์ รวมถึงกิจการเกี่ยวกับมูลสัตว์ หนังสัตว์ และซากสัตว์ในกลุ่มอื่น ๆ ประกาศฉบับนี้เป็นตัวบอกว่า "กิจการอะไรเข้าข่าย" เท่านั้น ไม่ได้บอกว่าต้องเลี้ยงกี่ตัว

ข้อมูลข้างต้นอ้างอิงกฎหมายและประกาศฉบับปี 2535 แก้ไขถึงปี 2560 และประกาศกระทรวงสาธารณสุขปี 2558 ซึ่งเป็นกรอบที่ใช้อยู่ ณ วันเขียน ส่วนรายละเอียดระดับพื้นที่เปลี่ยนได้ตลอด ก่อนลงทุนสร้างโรงเรือน ให้ขอดูข้อบัญญัติหรือเทศบัญญัติฉบับที่ใช้บังคับอยู่จริงกับกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมของ อบต. หรือเทศบาลในพื้นที่

เลี้ยงกี่ตัวถึงเข้าข่ายต้องขออนุญาต

นี่คือจุดที่ทำให้คนเข้าใจผิดกันมากที่สุด เพราะคำตอบไม่ใช่ตัวเลขเดียวทั้งประเทศ กฎหมายกำหนดว่าราชการส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกข้อบัญญัติท้องถิ่นเพื่อกำหนดประเภทกิจการที่ต้องควบคุมในเขตของตน รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราค่าธรรมเนียม ดังนั้น อบต. แห่งหนึ่งอาจกำหนดว่าเลี้ยงสุกรตั้งแต่ 5 ตัวขึ้นไปต้องขอใบอนุญาต ขณะที่เทศบาลตำบลข้างเคียงอาจกำหนดที่ 10 ตัว หรือกำหนดเป็นขั้นบันไดตามขนาดฝูง

ตัวเลขที่พบบ่อยในข้อบัญญัติของหลายท้องถิ่น ใช้เป็นกรอบคร่าว ๆ สำหรับประเมินความเสี่ยงของตัวเองก่อนไปถามเจ้าหน้าที่

ชนิดสัตว์เกณฑ์จำนวนที่พบบ่อยในข้อบัญญัติท้องถิ่นประเด็นที่ท้องถิ่นมักดูเพิ่ม
สุกรตั้งแต่ประมาณ 5 ตัวขึ้นไป บางแห่งแบ่งช่วง 5-50 ตัว และเกิน 50 ตัว คนละอัตราค่าธรรมเนียมระยะห่างจากบ้านเรือนข้างเคียงและแหล่งน้ำสาธารณะ ระบบบำบัดน้ำเสีย บ่อหมักมูล
โค กระบือตั้งแต่ประมาณ 5 ตัวขึ้นไปการจัดการมูลกองรวม น้ำล้างคอก แมลงวัน
ไก่ เป็ด และสัตว์ปีกอื่นตั้งแต่ประมาณ 100 ตัวขึ้นไป บางแห่งเริ่มที่ 50 ตัวสำหรับเขตชุมชนหนาแน่นกลิ่นจากแกลบรองพื้น ฝุ่นขนไก่ การกำจัดซากและมูล
แพะ แกะตั้งแต่ประมาณ 5-10 ตัวขึ้นไปกลิ่นเฉพาะตัว โดยเฉพาะแพะพ่อพันธุ์ ระยะห่างจากบ้าน
สุนัข แมว และสัตว์เลี้ยงเพื่อการค้าขึ้นกับข้อบัญญัติ บางแห่งกำหนดตั้งแต่ 10 ตัวขึ้นไปสำหรับการเพาะพันธุ์เพื่อขายเสียงรบกวน กลิ่น การจัดการของเสีย

ย้ำอีกครั้งว่าตัวเลขในตารางนี้คือ "ตัวเลขที่พบบ่อย" ไม่ใช่ตัวเลขตามกฎหมายกลาง ห้ามใช้อ้างอิงกับเจ้าหน้าที่ วิธีที่ถูกต้องคือเดินเข้าไปที่กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมของ อบต. หรือเทศบาล แล้วขอสำเนา "ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบล เรื่อง การควบคุมกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ" หรือเทศบัญญัติชื่อทำนองเดียวกัน แล้วเปิดดูบัญชีท้ายข้อบัญญัติซึ่งจะระบุชนิดสัตว์ จำนวนตัว และอัตราค่าธรรมเนียมไว้เป็นข้อ ๆ

มีอีกสองจุดที่ต้องแยกให้ออก ใบอนุญาตกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพจากท้องถิ่น เป็นคนละเรื่องกับการขึ้นทะเบียนฟาร์มหรือการขอรับรองมาตรฐานฟาร์ม GAP กับกรมปศุสัตว์ และเป็นคนละเรื่องกับใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร ฟาร์มขนาดกลางขึ้นไปมักต้องมีทั้งสามอย่าง ใครกำลังเตรียมยื่นขอมาตรฐานฟาร์มควบคู่กัน ลองไล่ความพร้อมก่อนด้วย แบบประเมินความพร้อม GAP

ขั้นตอนยื่นขอใบอนุญาตกับ อบต. หรือเทศบาล

  1. สอบถามและขอดูข้อบัญญัติก่อน ที่กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม บอกชนิดสัตว์และจำนวนที่จะเลี้ยง เจ้าหน้าที่จะบอกได้ทันทีว่าเข้าข่ายหรือไม่ และต้องใช้เอกสารอะไร
  2. ยื่นคำขอรับใบอนุญาต ตามแบบที่ข้อบัญญัติกำหนด พร้อมเอกสารประกอบ ควรยื่นก่อนเริ่มประกอบกิจการ เพราะกฎหมายห้ามประกอบกิจการก่อนได้รับใบอนุญาต
  3. เจ้าหน้าที่ออกตรวจสถานที่ เจ้าพนักงานสาธารณสุขหรือผู้ที่ได้รับมอบหมายจะลงพื้นที่ดูสภาพจริง ทั้งระยะห่างจากบ้านข้างเคียง ทิศทางลม ระบบรองรับน้ำเสีย จุดกองมูล และการจัดการซากสัตว์
  4. พิจารณาและแจ้งผล พระราชบัญญัติการสาธารณสุขกำหนดกรอบเวลาให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นพิจารณาคำขอให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันได้รับคำขอที่ถูกต้องครบถ้วน ถ้ามีเงื่อนไขให้แก้ไขก่อน เจ้าหน้าที่จะแจ้งเป็นหนังสือ
  5. ชำระค่าธรรมเนียมและรับใบอนุญาต แล้วติดแสดงไว้ในที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ณ สถานที่ประกอบกิจการ
  6. ต่ออายุทุกปี ใบอนุญาตตามกฎหมายฉบับนี้มีอายุ 1 ปีนับแต่วันที่ออก ต้องยื่นคำขอต่ออายุก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ ถ้ายื่นหลังหมดอายุ กฎหมายกำหนดให้ต้องชำระค่าปรับเพิ่มร้อยละ 20 ของจำนวนค่าธรรมเนียม

เอกสารที่ต้องเตรียม

  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและสำเนาทะเบียนบ้านของผู้ขออนุญาต
  • สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล กรณีขอในนามบริษัทหรือห้างหุ้นส่วน
  • เอกสารสิทธิ์ที่ดิน เช่น สำเนาโฉนดหรือ น.ส.3 ก. หรือหนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่จากเจ้าของที่ดินพร้อมสำเนาบัตรของเจ้าของ
  • แผนที่สังเขปแสดงที่ตั้งฟาร์ม ระยะห่างจากบ้านเรือนใกล้เคียง ถนน และแหล่งน้ำสาธารณะ
  • แบบแปลนโรงเรือนหรือผังคอก พร้อมตำแหน่งบ่อบำบัดหรือบ่อพักน้ำเสียและจุดกองมูล
  • สำเนาใบอนุญาตก่อสร้างอาคาร กรณีมีสิ่งปลูกสร้างที่เข้าข่ายตามกฎหมายควบคุมอาคาร
  • สำเนาทะเบียนเกษตรกรหรือทะเบียนฟาร์มของกรมปศุสัตว์ ถ้ามี ช่วยให้เจ้าหน้าที่เห็นภาพการจัดการฟาร์มชัดขึ้น
  • รูปถ่ายสถานที่ปัจจุบัน 4-6 รูป ทั้งภายในคอกและมุมกว้างรอบแปลง

ค่าธรรมเนียม

อัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาตไม่ได้กำหนดเป็นตัวเลขเดียวทั้งประเทศเช่นกัน แต่กำหนดไว้ในบัญชีท้ายข้อบัญญัติหรือเทศบัญญัติของแต่ละท้องถิ่น ภายใต้เพดานที่กฎกระทรวงกำหนด และมักแปรตามขนาดกิจการ เช่น แบ่งช่วงจำนวนสัตว์เป็นขั้นบันได ฟาร์มรายย่อยในหลายพื้นที่อยู่ในระดับหลักร้อยถึงหลักพันบาทต่อปี ให้สอบถามอัตราจริงจากกองสาธารณสุขหรือกองคลังของ อบต. หรือเทศบาลที่ฟาร์มตั้งอยู่ ค่าธรรมเนียมนี้เป็นต้นทุนคงที่รายปีที่ควรใส่ไว้ในบัญชีฟาร์มตั้งแต่แรก ไม่ใช่ค่าใช้จ่ายจร รวมเข้าไปในโครงสร้างต้นทุนได้ผ่าน เครื่องคำนวณต้นทุนเลี้ยงสัตว์

ถูกร้องเรียนเรื่องกลิ่นและน้ำเสีย ต้องทำอะไรก่อนถูกสั่งหยุดกิจการ

กลิ่นเหม็น น้ำเสีย ฝุ่น และแมลงวัน เข้าข่าย "เหตุรำคาญ" ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข ซึ่งเป็นคนละหมวดกับเรื่องใบอนุญาต หมายความว่าแม้มีใบอนุญาตครบ ถ้าก่อเหตุรำคาญก็ยังถูกสั่งแก้ไขได้ และในทางกลับกัน ฟาร์มที่ไม่เข้าข่ายต้องขอใบอนุญาตเพราะเลี้ยงน้อย ก็ยังถูกสั่งเรื่องเหตุรำคาญได้เหมือนกัน

ลำดับที่กฎหมายเปิดทางให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นดำเนินการ โดยทั่วไปไล่จากเบาไปหนัก

  1. รับเรื่องร้องเรียนแล้วส่งเจ้าหน้าที่ออกตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่
  2. ออกคำสั่งเป็นหนังสือให้ผู้ก่อเหตุระงับเหตุรำคาญหรือปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ในคำสั่ง
  3. ถ้าไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจดำเนินการเองแล้วเรียกเก็บค่าใช้จ่ายจากผู้ก่อเหตุ และดำเนินคดีตามกฎหมาย
  4. กรณีเป็นกิจการที่มีใบอนุญาตและยังฝ่าฝืน มีอำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาต ซึ่งกฎหมายกำหนดให้สั่งได้ครั้งละไม่เกิน 15 วัน และถ้ายังไม่แก้ไขอีก สามารถสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้
  5. ผู้ได้รับคำสั่งมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขภายใน 30 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งคำสั่ง โดยยื่นผ่านเจ้าพนักงานท้องถิ่น และการอุทธรณ์ไม่ทำให้คำสั่งนั้นหยุดผลบังคับโดยอัตโนมัติ

จุดที่ฟาร์มรายย่อยมักแพ้ตัวเองคือ ปล่อยให้ถึงขั้นที่ 3 เพราะคิดว่าหนังสือฉบับแรกเป็นแค่การเตือน ความจริงคือหนังสือฉบับแรกคือคำสั่งที่มีกำหนดเวลา และเป็นหลักฐานชั้นดีว่าเจ้าของฟาร์มรับทราบแล้วแต่ไม่แก้ไข

สิ่งที่ควรทำภายใน 7 วันแรกหลังได้รับหนังสือ

  • ไปพบเจ้าหน้าที่ตามนัด และขอสำเนาคำสั่งพร้อมรายละเอียดว่าข้อร้องเรียนคืออะไร วัดจากจุดไหน และต้องแก้ไขให้เสร็จเมื่อไร อย่าให้เรื่องเดินโดยที่เราไม่ได้ให้ข้อมูล
  • ทำแผนแก้ไขเป็นลายลักษณ์อักษร ระบุงาน วันที่จะทำเสร็จ และผู้รับผิดชอบ ยื่นเข้า อบต. เพื่อให้เข้าแฟ้มเรื่อง แผนที่เขียนชัดช่วยให้เจ้าหน้าที่ขยายเวลาให้ได้ง่ายกว่าการรับปากด้วยวาจา
  • ถ่ายรูปก่อนและหลังทุกจุดที่แก้ ลงวันที่กำกับ ใช้เป็นหลักฐานยืนยันการปฏิบัติตามคำสั่ง
  • หยุดจุดที่เห็นชัดที่สุดก่อน ปิดทางน้ำจากคอกที่ไหลลงร่องสาธารณะภายในวันเดียวด้วยการทำคันดินและบ่อพักชั่วคราว นี่คือประเด็นที่เจ้าหน้าที่ถือว่าร้ายแรงที่สุด เพราะกระทบแหล่งน้ำสาธารณะ
  • คุยกับเพื่อนบ้านที่ร้องเรียน ด้วยตัวเอง บอกแผนที่จะทำและกรอบเวลา หลายเรื่องจบที่ขั้นนี้ เพราะผู้ร้องมักต้องการให้ปัญหาหาย ไม่ได้ต้องการให้ฟาร์มปิด

มาตรการลดกลิ่นและน้ำเสียที่ทำได้จริงในฟาร์มรายย่อย

  • เก็บมูลแห้งออกจากคอกทุกวันแทนการฉีดน้ำล้างคอกทั้งหมด เพราะการล้างน้ำเปลี่ยนของเสียแห้งให้กลายเป็นน้ำเสียปริมาณมากที่ต้องบำบัดต่อ
  • แยกร่องน้ำฝนออกจากร่องน้ำเสียของคอก ไม่ให้น้ำฝนจากหลังคาไหลผ่านคอกแล้วพาของเสียลงที่สาธารณะ
  • ทำบ่อพักและบ่อหมักแบบไร้อากาศต่อเนื่องกันอย่างน้อย 2-3 บ่อ ให้น้ำล้นจากบ่อสุดท้ายลงแปลงพืชอาหารสัตว์หรือแปลงหญ้าในที่ดินตัวเอง ไม่ปล่อยออกนอกแปลง
  • กองมูลต้องมีหลังคาคลุมกันฝนชะ และกลับกองทุก 7-10 วันเพื่อให้ย่อยสลายแบบใช้อากาศ กองที่ชื้นแฉะและไม่มีการกลับกองคือแหล่งกลิ่นและแมลงวันหลัก
  • โรยวัสดุดูดซับ เช่น แกลบหรือขี้เลื่อย ในจุดที่ชื้นประจำ และใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายตามคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์
  • ปลูกแนวไม้ยืนต้นหรือไม้พุ่มหนาด้านที่ลมพัดไปหาบ้านข้างเคียง ช่วยกระจายกลิ่นและบังสายตา ใช้เวลาโต 1-2 ปี จึงควรเริ่มปลูกตั้งแต่วันแรกที่สร้างฟาร์ม ไม่ใช่รอถูกร้องเรียนก่อน
  • เลือกเวลาทำงานที่สร้างกลิ่นแรง เช่น ขนมูลหรือล้างบ่อ ในช่วงสายถึงบ่ายที่อากาศยกตัว หลีกเลี่ยงช่วงเย็นที่ลมนิ่งและกลิ่นลอยต่ำเข้าหาบ้านคน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • คิดว่าที่ดินเป็นของตัวเองจึงไม่ต้องขออนุญาต กรรมสิทธิ์ที่ดินไม่เกี่ยวกับใบอนุญาตประกอบกิจการ กฎหมายควบคุมที่ตัวกิจการและผลกระทบต่อคนรอบข้าง
  • ใช้ตัวเลขจำนวนสัตว์จากอินเทอร์เน็ตมาอ้างกับเจ้าหน้าที่ เกณฑ์จริงอยู่ในข้อบัญญัติของท้องถิ่นนั้น ๆ ซึ่งต่างกันได้แม้อยู่คนละตำบลติดกัน
  • สร้างโรงเรือนเสร็จแล้วค่อยไปถาม ทำให้แก้ยากมากเมื่อเจอปัญหาระยะห่างจากบ้านข้างเคียงหรือทิศทางลม ควรไปถามตั้งแต่ตอนเลือกจุดวางโรงเรือน
  • ลืมต่ออายุใบอนุญาต ใบอนุญาตมีอายุ 1 ปี การยื่นหลังหมดอายุทำให้ต้องเสียค่าปรับเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนด ตั้งเตือนล่วงหน้า 45 วันไว้ในโทรศัพท์
  • ไม่เก็บหลักฐานการแก้ไข ทำไปแล้วแต่ไม่มีรูปถ่ายหรือบันทึก เวลาเจ้าหน้าที่มาตรวจรอบสองจึงพิสูจน์ไม่ได้ว่าทำตามคำสั่งแล้ว
  • ตอบโต้ผู้ร้องเรียนด้วยอารมณ์ ทำให้เรื่องบานปลายจากเหตุรำคาญกลายเป็นข้อพิพาทส่วนตัวที่จบยากขึ้นมาก
  • เข้าใจว่ามาตรฐานฟาร์มของกรมปศุสัตว์ใช้แทนใบอนุญาตท้องถิ่นได้ เป็นคนละระบบและคนละหน่วยงาน ต้องมีทั้งคู่ตามที่แต่ละฉบับกำหนด

ใครกำลังวางแผนขยายฝูงหรือย้ายจุดสร้างโรงเรือน ควรอ่านประกอบกับเรื่องกฎหมายและมาตรฐานอื่นในหมวด ข่าว กฎหมาย มาตรฐาน และดูแนวทางการจัดการฟาร์มในหมวด เลี้ยงสัตว์

สรุป

การเลี้ยงสัตว์เพื่อการค้าใกล้ชุมชนอยู่ภายใต้พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยประกาศกระทรวงสาธารณสุขกำหนดให้การเลี้ยงสัตว์เป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ แต่จำนวนตัวที่ทำให้เข้าข่ายต้องขอใบอนุญาตไม่ได้กำหนดไว้เป็นตัวเลขเดียวทั้งประเทศ เพราะมาจากข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลหรือเทศบัญญัติของแต่ละพื้นที่ ดังนั้นคำตอบที่ถูกต้องที่สุดจึงได้จากการถามกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมของ อบต. หรือเทศบาลที่ฟาร์มตั้งอยู่ ก่อนลงทุนสร้างโรงเรือน ควรยื่นขออนุญาตให้เรียบร้อยและวางระบบจัดการกลิ่นกับน้ำเสียไว้ตั้งแต่ต้น เพราะการแก้ปัญหาหลังถูกร้องเรียนมีต้นทุนสูงกว่ามาก และควรตรวจสอบข้อบัญญัติ อัตราค่าธรรมเนียม และเอกสารประกอบคำขอฉบับล่าสุดกับสำนักงานท้องถิ่นเสมอ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม — กฎหมายหลักเรื่องกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและเหตุรำคาญ
  • 📄ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. 2558 — ประกาศที่ระบุให้การเลี้ยงสัตว์เพื่อการค้าอยู่ในกลุ่มกิจการที่ต้องควบคุม
  • 📄องค์การบริหารส่วนตำบลและเทศบาลในพื้นที่ — ผู้ออกข้อบัญญัติหรือเทศบัญญัติกำหนดประเภท จำนวนสัตว์ และอัตราค่าธรรมเนียมใบอนุญาต
  • 📄กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข — หน่วยงานที่ให้คำแนะนำด้านสุขลักษณะและการจัดการเหตุรำคาญจากการเลี้ยงสัตว์

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

เลี้ยงไก่ไว้กินเองในบ้านต้องขออนุญาตไหม

โดยทั่วไปการเลี้ยงสัตว์จำนวนน้อยเพื่อบริโภคในครัวเรือนมักไม่เข้าข่ายกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เพราะเกณฑ์มุ่งไปที่การเลี้ยงเพื่อการค้า แต่ถ้ากลิ่นหรือน้ำเสียรบกวนเพื่อนบ้าน เจ้าพนักงานท้องถิ่นยังมีอำนาจสั่งให้แก้ไขในฐานะเหตุรำคาญได้ ควรสอบถามเกณฑ์ที่ใช้จริงกับ อบต. หรือเทศบัญญัติในพื้นที่

จำนวนตัวที่เข้าข่ายต้องขออนุญาตกำหนดไว้เท่าไร

ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ทั้งประเทศ เพราะกฎหมายให้ท้องถิ่นออกข้อบัญญัติกำหนดเอง ตัวเลขที่พบบ่อยในหลายพื้นที่คือสุกรและโคกระบือระดับไม่กี่ตัวขึ้นไป และสัตว์ปีกระดับหลักร้อยตัวขึ้นไป แต่ต้องยืนยันกับกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมของ อบต. หรือเทศบาลที่ฟาร์มตั้งอยู่เท่านั้น

ใบอนุญาตมีอายุเท่าไร และต่ออายุอย่างไร

ใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยทั่วไปมีอายุหนึ่งปีนับแต่วันที่ออก และต้องยื่นคำขอต่ออายุก่อนใบอนุญาตสิ้นอายุ หากยื่นล่าช้าจะมีค่าปรับเพิ่มตามที่กฎหมายกำหนด ควรจดวันหมดอายุไว้และเริ่มเตรียมเอกสารล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งเดือน

ถูกเพื่อนบ้านร้องเรียนเรื่องกลิ่น จะโดนสั่งปิดเลยไหม

โดยทั่วไปเจ้าพนักงานท้องถิ่นจะออกคำสั่งให้ปรับปรุงแก้ไขภายในระยะเวลาที่กำหนดก่อน ถ้าไม่แก้ไขจึงจะใช้มาตรการที่หนักขึ้นตามลำดับ เช่น พักใช้ใบอนุญาตหรือเพิกถอนใบอนุญาต การตอบสนองเร็วและมีหลักฐานการแก้ไขจึงสำคัญมาก

ยื่นขออนุญาตแล้วต้องรอนานไหม

เมื่อยื่นคำขอพร้อมเอกสารครบ เจ้าพนักงานท้องถิ่นจะตรวจสอบสถานที่และแจ้งผลภายในกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด หากเอกสารไม่ครบหรือสถานที่ต้องปรับปรุง ระยะเวลาจะยืดออกไป แนะนำให้นัดเจ้าหน้าที่ดูพื้นที่ตั้งแต่ก่อนสร้างโรงเรือนเพื่อลดการแก้ไขย้อนหลัง