ข่าว กฎหมาย มาตรฐานเผยแพร่ 18 กันยายน 2569

พาราควอตกับไกลโฟเซตยังใช้ได้ไหม กฎหมายไทยกำหนดอะไรไว้บ้าง

พาราควอตเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ตั้งแต่ปี 2563 ส่วนไกลโฟเซตยังใช้ได้แบบจำกัด สรุปสถานะกฎหมาย บทลงโทษ และวิธีคุมวัชพืชทดแทนที่ทำได้จริง

พาราควอตกับไกลโฟเซตยังใช้ได้ไหม กฎหมายไทยกำหนดอะไรไว้บ้าง

คำตอบสั้น ๆ

แยกให้ชัดว่าพาราควอตกับไกลโฟเซตอยู่ตรงไหนของกฎหมายไทย ทั้งชนิดวัตถุอันตราย ปีที่ประกาศมีผล บทลงโทษกรณีครอบครอง และทางเลือกคุมวัชพืชที่ใช้แทนได้

คำตอบเร็ว: พาราควอตถูกยกระดับเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2563 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 แปลว่าห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก และห้ามมีไว้ในครอบครองโดยเด็ดขาด ส่วนไกลโฟเซตยังเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ที่ใช้ได้แต่ถูกจำกัดการใช้ตามมาตรการที่ออกในปี 2562 สถานะเหล่านี้เปลี่ยนแปลงได้ด้วยประกาศฉบับใหม่ ก่อนซื้อหรือใช้ทุกครั้งควรตรวจสอบสถานะล่าสุดกับกรมวิชาการเกษตร

คำถามนี้ยังวนกลับมาทุกฤดูฝน เพราะร้านบางแห่งยังพูดถึงพาราควอตเหมือนเป็นของที่หาซื้อได้ปกติ ขณะที่เกษตรกรอีกกลุ่มเข้าใจว่าไกลโฟเซตถูกแบนไปพร้อมกันแล้ว ความจริงคือสารสองตัวนี้อยู่คนละสถานะทางกฎหมายโดยสิ้นเชิง และความเข้าใจผิดในเรื่องนี้มีราคาที่ต้องจ่ายจริง เพราะการครอบครองวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 บทความนี้จะแยกให้ชัดว่าสารแต่ละตัวอยู่ตรงไหนของกฎหมาย มีโทษอย่างไร และมีทางเลือกคุมวัชพืชอะไรบ้างที่ใช้แทนได้

ระบบวัตถุอันตรายของไทยแบ่งเป็น 4 ชนิด

ภาพประกอบ ระบบวัตถุอันตรายของไทยแบ่งเป็น 4 ชนิด

ก่อนจะตอบว่าสารตัวไหนใช้ได้ ต้องเข้าใจโครงของกฎหมายก่อน พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 แบ่งวัตถุอันตรายออกเป็น 4 ชนิด โดยชนิดที่สูงขึ้นหมายถึงการควบคุมที่เข้มขึ้น สำหรับวัตถุอันตรายทางการเกษตร กรมวิชาการเกษตรเป็นหน่วยงานผู้รับผิดชอบ ส่วนบัญชีรายชื่อว่าสารใดอยู่ชนิดใดออกเป็นประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม

ชนิดระดับการควบคุมความหมายในทางปฏิบัติสำหรับเกษตรกร
ชนิดที่ 1ควบคุมน้อยที่สุดผู้ผลิตหรือผู้นำเข้าต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด แต่ไม่ต้องขออนุญาตเป็นรายกรณี
ชนิดที่ 2ต้องแจ้งดำเนินการผู้ประกอบการต้องแจ้งต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ก่อนดำเนินการ
ชนิดที่ 3ต้องขออนุญาตผลิต นำเข้า ส่งออก และมีไว้ในครอบครองต้องได้รับใบอนุญาต สารกำจัดศัตรูพืชที่ขายในร้านทั่วไปส่วนใหญ่อยู่ในชนิดนี้ ผู้ใช้ปลายทางใช้ได้ตามฉลาก
ชนิดที่ 4ห้ามโดยเด็ดขาดห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก และห้ามมีไว้ในครอบครอง แม้แต่ขวดเก่าที่เหลือค้างในโรงเก็บก็ถือเป็นการครอบครอง

จุดที่เกษตรกรมักพลาดคือคำว่า มีไว้ในครอบครอง ในชนิดที่ 4 ไม่ได้หมายถึงการซื้อขายอย่างเดียว ขวดที่ซื้อมาก่อนกฎหมายมีผลแล้วเก็บไว้ในโรงเก็บปุ๋ยจนถึงวันนี้ ก็ยังนับเป็นการครอบครอง การเก็บไว้เพราะเสียดายของจึงเป็นความเสี่ยงทางกฎหมายที่ไม่คุ้มกับราคาของที่เหลือ

พาราควอต สถานะปัจจุบันคือวัตถุอันตรายชนิดที่ 4

พาราควอตถูกยกระดับเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2563 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 เป็นต้นมา ในประกาศฉบับเดียวกันนี้ คลอร์ไพริฟอส ซึ่งเป็นสารกำจัดแมลงกลุ่มออร์กาโนฟอสเฟตที่เคยใช้กันแพร่หลาย ก็ถูกยกระดับเป็นชนิดที่ 4 พร้อมกัน

สิ่งที่ตามมาในทางปฏิบัติมีสามข้อ

  • ซื้อขายไม่ได้ ร้านจำหน่ายปัจจัยการผลิตที่ยังขายอยู่ถือว่าทำผิดกฎหมาย ถ้าพบเห็นสามารถแจ้งสำนักงานเกษตรอำเภอหรือกรมวิชาการเกษตรได้
  • ครอบครองไม่ได้ รวมถึงของเก่าที่เหลือจากฤดูก่อน ๆ ช่วงที่ประกาศมีผลใหม่ ๆ ทางราชการเปิดให้ส่งคืนสารคงเหลือผ่านช่องทางที่กำหนด ปัจจุบันถ้ายังพบของเหลืออยู่ในมือ ควรติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสำนักงานของกรมวิชาการเกษตรในพื้นที่เพื่อสอบถามวิธีส่งมอบที่ถูกต้อง อย่าเทลงดินหรือลงแหล่งน้ำ และอย่าฝังเอง
  • ผลผลิตที่ตรวจพบสารนี้มีปัญหาแน่นอนเรื่องการรับซื้อ เพราะเป็นสารที่ไม่มีการใช้อย่างถูกกฎหมายในประเทศแล้ว การตรวจพบจึงตีความได้ทางเดียวว่ามาจากการใช้ที่ผิดกฎหมาย

ที่สำคัญคือต้องระวังสารที่ขายแบบไม่มีฉลากภาษาไทยหรือฉลากลอกเลียน ซึ่งพบได้ตามแนวชายแดนและในการขายผ่านช่องทางออนไลน์บางแห่ง สินค้าเหล่านี้อาจมีพาราควอตเป็นสารสำคัญโดยไม่แจ้ง ผู้ซื้อที่ไม่รู้ก็ยังตกอยู่ในสถานะครอบครองวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 อยู่ดี วิธีป้องกันที่ตรงที่สุดคือซื้อจากร้านที่มีใบอนุญาต ขอใบเสร็จทุกครั้ง และตรวจเลขทะเบียนวัตถุอันตรายบนฉลากกับกรมวิชาการเกษตร

ไกลโฟเซต ยังใช้ได้แต่เป็นสารที่ถูกจำกัดการใช้

ไกลโฟเซตไม่ได้ถูกยกระดับเป็นชนิดที่ 4 พร้อมพาราควอต ยังคงสถานะเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ซึ่งผลิต นำเข้า และจำหน่ายได้โดยผู้ได้รับใบอนุญาต และเกษตรกรใช้ได้ตามฉลากที่ขึ้นทะเบียน แต่ตั้งแต่มาตรการจำกัดการใช้ที่ออกในปี 2562 เป็นต้นมา การใช้ไกลโฟเซตมีเงื่อนไขเพิ่มเติมที่ต่างจากสารกำจัดวัชพืชทั่วไป โดยสาระสำคัญของมาตรการชุดนั้นประกอบด้วย

  • จำกัดพืชที่อนุญาตให้ใช้ โดยกำหนดไว้เฉพาะพืชเศรษฐกิจหลักกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ อ้อย ยางพารา ปาล์มน้ำมัน มันสำปะหลัง ข้าวโพด และไม้ผล
  • ผู้ซื้อและผู้ใช้ต้องผ่านการอบรมหรือการทดสอบความรู้ และต้องแจ้งพื้นที่ปลูกพร้อมปริมาณที่ต้องการใช้ ร้านจำหน่ายจะขายให้ตามปริมาณที่สอดคล้องกับพื้นที่จริง
  • ร้านจำหน่ายต้องบันทึกข้อมูลการขาย ทั้งชื่อผู้ซื้อ ปริมาณ และพื้นที่ใช้งาน ซึ่งเป็นเหตุผลที่ร้านขอบัตรประชาชนและเอกสารสิทธิ์ที่ดิน
  • ห้ามใช้ในพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่สาธารณะ รวมถึงบริเวณแหล่งน้ำสาธารณะ ซึ่งเป็นข้อที่มักถูกละเลยเวลาฉีดพ่นริมคลองส่งน้ำหรือริมถนน

สำหรับคนที่ถามว่าสรุปแล้วไกลโฟเซตยังซื้อได้จริงไหม คำตอบคือได้ ถ้าซื้อจากร้านที่มีใบอนุญาต ปลูกพืชที่อยู่ในรายการที่กำหนด และปฏิบัติตามเงื่อนไขการอบรมและการแจ้งพื้นที่ แต่คำตอบนี้ผูกกับประกาศและมาตรการที่ใช้อยู่ ณ ปัจจุบัน และเปลี่ยนแปลงได้ด้วยประกาศฉบับใหม่ ก่อนวางแผนการใช้ในฤดูถัดไป ให้ตรวจสอบสถานะและเงื่อนไขล่าสุดกับกรมวิชาการเกษตรหรือสำนักงานเกษตรอำเภอเสมอ

บทลงโทษถ้าครอบครองหรือใช้สารที่ถูกยกเลิก

โทษของการฝ่าฝืนเรื่องวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 โดยมาตรา 43 ห้ามมิให้ผู้ใดผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นกรณีพิเศษเพื่อการศึกษาวิจัยตามที่กำหนด และบทกำหนดโทษในมาตรา 74 ระบุโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

พฤติการณ์สถานะทางกฎหมายสิ่งที่ควรทำ
มีขวดพาราควอตเหลือค้างในโรงเก็บเข้าข่ายมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 4ติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอหรือหน่วยงานของกรมวิชาการเกษตรในพื้นที่เพื่อสอบถามวิธีส่งมอบ ห้ามเททิ้งหรือฝังเอง
ซื้อสารไม่มีฉลากภาษาไทยจากผู้ขายออนไลน์เสี่ยงได้สารต้องห้ามโดยไม่รู้ตัว และอาจเป็นสินค้าปลอมซื้อจากร้านที่มีใบอนุญาต ขอใบเสร็จ และตรวจเลขทะเบียนวัตถุอันตรายบนฉลาก
ใช้ไกลโฟเซตในพืชที่ไม่อยู่ในรายการที่กำหนดขัดเงื่อนไขการจำกัดการใช้และขัดกับฉลากเปลี่ยนไปใช้สารที่ขึ้นทะเบียนตรงกับพืชนั้น หรือใช้วิธีจัดการวัชพืชแบบไม่ใช้สาร
พ่นไกลโฟเซตริมคลองส่งน้ำหรือพื้นที่สาธารณะขัดเงื่อนไขเรื่องพื้นที่ห้ามใช้ใช้การตัดหรือคลุมดินในแนวริมน้ำแทน และเว้นแนวกันชนจากขอบน้ำ

ตัวเลขโทษข้างต้นอ้างอิงจากตัวบทที่ใช้อยู่ ณ วันที่เขียน กฎหมายและอัตราโทษแก้ไขได้ด้วยกฎหมายฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ถ้ากำลังเผชิญกรณีจริง ควรตรวจสอบตัวบทฉบับล่าสุดและปรึกษาพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมวิชาการเกษตรก่อนดำเนินการ

ทางเลือกคุมวัชพืชที่ใช้แทนได้

คำถามที่ตามมาเสมอคือถ้าไม่ใช้สารที่คุ้นเคยแล้วจะคุมวัชพืชอย่างไรให้ต้นทุนไม่บาน คำตอบที่ใช้ได้จริงคือไม่มีสารตัวเดียวมาแทนแบบหนึ่งต่อหนึ่ง แต่ต้องประกอบหลายวิธีเข้าด้วยกันตามช่วงเวลาของพืช แนวทางที่หน่วยงานส่งเสริมของรัฐแนะนำแบ่งได้เป็นสามกลุ่ม

วิธีกลและวิธีเขตกรรม

  • ตัดหญ้าแทนการฉีดในสวนยางและสวนปาล์ม โดยเน้นตัดก่อนวัชพืชออกดอกเพื่อลดเมล็ดที่ตกลงดินในรอบถัดไป แนวทางนี้ยังช่วยรักษาความชื้นผิวดินในหน้าแล้ง
  • คลุมดินด้วยวัสดุในไร่ เช่น ทางปาล์ม ใบอ้อยที่เหลือจากการตัดสด ฟางข้าว หรือเศษหญ้าที่ตัด ชั้นคลุมที่หนาพอจะบังแสงจนเมล็ดวัชพืชงอกได้น้อยลง
  • ไถกลบและเตรียมดินให้ทันช่วง โดยเว้นระยะให้วัชพืชงอกขึ้นมาชุดหนึ่งก่อนแล้วจึงไถกลบ เป็นการลดธนาคารเมล็ดในดินก่อนปลูกจริง
  • ปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่ว ในสวนยางและสวนปาล์มช่วงที่ทรงพุ่มยังไม่ปิด ซึ่งช่วยทั้งคุมวัชพืชและเพิ่มไนโตรเจนให้ดิน
  • ปลูกให้ทรงพุ่มปิดเร็ว ด้วยระยะปลูกและการจัดการธาตุอาหารที่เหมาะสม เพราะร่มเงาของพืชหลักคือเครื่องมือคุมวัชพืชที่ถูกที่สุด

สารกำจัดวัชพืชที่ยังขึ้นทะเบียนถูกต้อง

ยังมีสารกำจัดวัชพืชอีกหลายชนิดที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องกับกรมวิชาการเกษตรและใช้ได้ตามฉลาก ทั้งกลุ่มที่ใช้ก่อนวัชพืชงอกและกลุ่มที่ใช้หลังงอก การเลือกต้องดูสามอย่างพร้อมกันคือพืชของคุณต้องอยู่ในตารางคำแนะนำบนฉลาก ชนิดวัชพืชเป้าหมายต้องตรงกัน และช่วงเวลาที่ใช้ต้องถูกตามที่ฉลากระบุ ให้ขอคำแนะนำจากนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่หรือสำนักงานของกรมวิชาการเกษตรก่อนเปลี่ยนสาร และอ่านฉลากของผลิตภัณฑ์ที่ใช้จริงเป็นหลักเสมอ บทความนี้ไม่ให้คำแนะนำเรื่องอัตราการใช้

การวางแผนต้นทุนเมื่อเปลี่ยนวิธี

การเปลี่ยนจากการฉีดมาเป็นการตัดและคลุมดินมักย้ายต้นทุนจากค่าสารไปเป็นค่าแรงและค่าน้ำมัน ต้นทุนรวมต่อไร่จึงอาจไม่ต่างกันมากอย่างที่กลัว แต่โครงสร้างต้นทุนเปลี่ยนไป และผลที่ได้กลับคืนมาคือความเสี่ยงทางกฎหมายที่หายไป กับสถานะการรับรองมาตรฐานที่รักษาไว้ได้ ลองจดต้นทุนจริงของทั้งสองวิธีในแปลงเดียวกันสักหนึ่งฤดูก่อนตัดสินใจถาวร โดยบันทึกไว้ที่ สมุดบันทึกฟาร์ม และประเมินความพร้อมด้านเอกสารเพื่อขอการรับรองด้วย แบบเช็กความพร้อม GAP ข่าวสารด้านกฎหมายและมาตรฐานเพิ่มเติมดูได้ในหมวด ข่าวสาร กฎหมาย และมาตรฐาน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • คิดว่าไกลโฟเซตถูกแบนไปพร้อมพาราควอต ทั้งที่อยู่คนละชนิดตามบัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย ทำให้เลือกวิธีคุมวัชพืชผิดไปจากที่ควรเป็น
  • เก็บขวดเก่าไว้เพราะเสียดายของ ซึ่งเข้าข่ายการมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 โดยไม่ได้ตั้งใจ
  • เชื่อคำบอกของร้านโดยไม่ดูฉลาก ทั้งที่ชื่อการค้าเปลี่ยนได้ แต่ชื่อสามัญและเลขทะเบียนบนฉลากคือข้อมูลที่ตรวจสอบย้อนได้
  • ซื้อสารราคาถูกผิดปกติจากช่องทางออนไลน์ ซึ่งเสี่ยงทั้งได้สารต้องห้ามและได้สินค้าปลอมที่ไม่มีข้อมูลระยะปลอดภัยรองรับ
  • เททิ้งสารที่เหลือลงดินหรือลงแหล่งน้ำ เพื่อกำจัดของ ซึ่งสร้างปัญหาการปนเปื้อนที่ร้ายแรงกว่าเดิมและยังเป็นความผิดในตัวเอง
  • พ่นสารริมคลองส่งน้ำหรือพื้นที่สาธารณะ โดยไม่รู้ว่าเป็นพื้นที่ที่มาตรการจำกัดการใช้ห้ามไว้
  • ยึดข้อมูลจากบทความหรือคลิปเก่าเป็นหลัก ทั้งที่สถานะทางกฎหมายของสารเปลี่ยนได้ด้วยประกาศฉบับใหม่ ต้องตรวจสอบกับกรมวิชาการเกษตรก่อนทุกฤดู

สรุป

พาราควอตกับไกลโฟเซตอยู่คนละสถานะทางกฎหมาย พาราควอตเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2563 ที่มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 จึงห้ามทั้งซื้อขายและครอบครอง โดยมีโทษตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ส่วนไกลโฟเซตยังเป็นชนิดที่ 3 ที่ใช้ได้ภายใต้มาตรการจำกัดการใช้ตั้งแต่ปี 2562 ทั้งเรื่องพืชที่อนุญาต การอบรมผู้ใช้ และพื้นที่ห้ามใช้ ทางออกระยะยาวสำหรับสวนและไร่คือการประกอบวิธีกล วิธีเขตกรรม และสารที่ขึ้นทะเบียนถูกต้องเข้าด้วยกัน สถานะทางกฎหมายเหล่านี้เปลี่ยนได้ด้วยประกาศฉบับใหม่ ก่อนซื้อหรือใช้ทุกครั้งให้ตรวจสอบสถานะล่าสุดกับกรมวิชาการเกษตร

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄ประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2563 — การกำหนดให้พาราควอตและคลอร์ไพริฟอสเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563
  • 📄พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 — การแบ่งชนิดวัตถุอันตราย ข้อห้ามตามมาตรา 43 และบทกำหนดโทษตามมาตรา 74
  • 📄กรมวิชาการเกษตร — ทะเบียนวัตถุอันตรายทางการเกษตร มาตรการจำกัดการใช้ไกลโฟเซต และการตรวจสอบสถานะปัจจุบันของสารแต่ละชนิด
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — คำแนะนำการจัดการวัชพืชแบบผสมผสาน การใช้พืชคลุมดิน และการคลุมดินด้วยวัสดุเหลือใช้ในแปลง

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

พาราควอตยังซื้อได้ไหม

ไม่ได้ พาราควอตเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 ตามประกาศกระทรวงอุตสาหกรรม เรื่อง บัญชีรายชื่อวัตถุอันตราย (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2563 ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2563 จึงห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก และห้ามมีไว้ในครอบครอง ร้านที่ยังขายอยู่ถือว่าทำผิดกฎหมาย และควรตรวจสอบสถานะล่าสุดกับกรมวิชาการเกษตรเสมอ

ไกลโฟเซตยังใช้ได้ไหม

ยังใช้ได้ เพราะยังเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 3 ไม่ได้ถูกยกระดับเป็นชนิดที่ 4 พร้อมพาราควอต แต่อยู่ภายใต้มาตรการจำกัดการใช้ที่ออกในปี 2562 ซึ่งกำหนดพืชที่ใช้ได้ กำหนดให้ผู้ซื้อผ่านการอบรมและแจ้งพื้นที่ปลูก และห้ามใช้ในพื้นที่ต้นน้ำและพื้นที่สาธารณะ ควรยืนยันเงื่อนไขปัจจุบันกับกรมวิชาการเกษตรก่อนซื้อ

ยังมีพาราควอตเหลือในโรงเก็บ ต้องทำอย่างไร

อย่าใช้และอย่าเททิ้งเองโดยเด็ดขาด เพราะการมีไว้ในครอบครองเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 ให้ติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอหรือหน่วยงานของกรมวิชาการเกษตรในพื้นที่เพื่อสอบถามวิธีส่งมอบที่ถูกต้อง การเทลงดินหรือลงแหล่งน้ำสร้างปัญหาการปนเปื้อนที่แก้คืนได้ยากกว่ามาก

โทษของการครอบครองวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 หนักแค่ไหน

พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย พ.ศ. 2535 มาตรา 43 ห้ามผลิต นำเข้า ส่งออก หรือมีไว้ในครอบครองซึ่งวัตถุอันตรายชนิดที่ 4 และมาตรา 74 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี หรือปรับไม่เกิน 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ อัตราโทษแก้ไขได้ด้วยกฎหมายฉบับแก้ไขเพิ่มเติม จึงควรตรวจสอบตัวบทฉบับล่าสุดหากเผชิญกรณีจริง

มีอะไรใช้แทนได้บ้างสำหรับคุมหญ้าในสวนยางและสวนปาล์ม

แนวทางที่ใช้ได้จริงคือประกอบหลายวิธีเข้าด้วยกัน ทั้งการตัดหญ้าก่อนออกดอก การคลุมดินด้วยทางปาล์มหรือเศษวัสดุในสวน การปลูกพืชคลุมดินตระกูลถั่วช่วงทรงพุ่มยังไม่ปิด และการใช้สารกำจัดวัชพืชที่ยังขึ้นทะเบียนถูกต้องตามฉลาก ควรขอคำแนะนำการเลือกสารจากนักวิชาการส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ก่อนเปลี่ยน