ข่าว กฎหมาย มาตรฐานเผยแพร่ 18 กันยายน 2569

รับจำนำข้าวกับประกันรายได้ข้าว ต่างกันตรงไหน ตอนนี้ชาวนาได้แบบไหน

รับจำนำข้าวกับประกันรายได้ข้าวต่างกันตรงไหน ทำไมรับจำนำถึงยุติ ประกันรายได้จ่ายส่วนต่างอย่างไร และตรวจสอบสิทธิ์มาตรการปัจจุบันกับกรมส่งเสริมการเกษตรและ ธ.ก.ส. ได้ที่ไหน

รับจำนำข้าวกับประกันรายได้ข้าว ต่างกันตรงไหน ตอนนี้ชาวนาได้แบบไหน

คำตอบสั้น ๆ

รับจำนำข้าวคือรัฐรับซื้อข้าวเองและถือสต็อก ส่วนประกันรายได้จ่ายเฉพาะส่วนต่างโดยไม่แตะตัวข้าว อธิบายกลไกสองแบบ เหตุผลที่รับจำนำยุติ และช่องทางตรวจสอบสิทธิ์

คำตอบเร็ว: รับจำนำข้าวคือการที่รัฐเข้าไปรับซื้อข้าวเปลือกเองในราคาที่กำหนดสูงกว่าตลาด โดยชาวนาต้องขนข้าวไปส่งมอบจริงที่จุดรับจำนำ รัฐจึงกลายเป็นเจ้าของสต็อกข้าวและแบกภาระการระบายทั้งหมด ส่วนประกันรายได้ไม่แตะตัวข้าวเลย ชาวนาขายข้าวให้ใครก็ได้ตามราคาตลาด แล้วรัฐโอนเฉพาะ "ส่วนต่าง" ระหว่างราคาประกันกับราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงเข้าบัญชี ธ.ก.ส. โครงการรับจำนำข้าวยุติไปตั้งแต่ปี 2557 และโครงการประกันรายได้ผู้ปลูกข้าวก็สิ้นสุดลงหลังปีการผลิต 2565/66 ปัจจุบันชาวนาได้รับความช่วยเหลือผ่านมาตรการคนละชุดกัน จึงต้องตรวจสอบสิทธิ์ตามมาตรการที่ประกาศในปีการผลิตนั้น ๆ กับกรมส่งเสริมการเกษตรและ ธ.ก.ส. โดยตรง

ทุกฤดูเก็บเกี่ยว คำว่า "จำนำข้าว" จะกลับมาอยู่ในวงสนทนาที่ร้านกาแฟหน้าโรงสีอีกครั้ง ชาวนาจำนวนไม่น้อยยังใช้คำนี้เรียกมาตรการช่วยเหลือของรัฐทุกแบบรวมกัน ทั้งที่กลไกเบื้องหลังต่างกันคนละเรื่อง และความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนี้ทำให้หลายคนคาดหวังเงินผิดก้อน ไปยื่นเอกสารผิดที่ หรือรอเงินที่ไม่มีทางเข้าบัญชีเพราะเป็นมาตรการที่เลิกไปนานแล้ว

บทความนี้อธิบายเชิงนิยามและประวัติของทั้งสองกลไกว่าทำงานอย่างไร ต่างกันตรงจุดไหน ทำไมแบบหนึ่งถึงต้องยุติ และปัจจุบันชาวนาต้องไปดูสิทธิ์ที่ไหน สำหรับข่าวและมาตรการอื่นที่เกี่ยวกับกฎหมายและนโยบายเกษตร ดูเพิ่มได้ที่หมวด ข่าว กฎหมาย มาตรฐาน

กลไกรับจำนำข้าวทำงานอย่างไรจริง ๆ

ภาพประกอบ กลไกรับจำนำข้าวทำงานอย่างไรจริง ๆ

คำว่า "จำนำ" ในชื่อโครงการมาจากแนวคิดดั้งเดิมที่ใช้กันมาตั้งแต่ทศวรรษ 2520 คือชาวนาเอาข้าวเปลือกไป ฝากไว้เป็นหลักประกัน กับรัฐผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เพื่อรับเงินก้อนมาใช้จ่ายทันทีในช่วงที่ราคาตกเพราะข้าวออกพร้อมกันทั้งประเทศ เมื่อพ้นฤดูและราคาตลาดขยับขึ้น ชาวนาสามารถนำเงินมา "ไถ่ถอน" ข้าวคืนไปขายเองเพื่อกินส่วนต่าง

ขั้นตอนของรูปแบบดั้งเดิมโดยสังเขปคือ

  1. ชาวนาขึ้นทะเบียนเกษตรกรและได้รับการรับรองพื้นที่ปลูกจากเจ้าหน้าที่
  2. ขนข้าวเปลือกไปชั่งที่จุดรับจำนำซึ่งส่วนใหญ่คือโรงสีที่เข้าร่วมโครงการหรือยุ้งฉางของตัวเองในบางรูปแบบ
  3. ข้าวถูกตรวจความชื้นและคุณภาพ แล้วออกใบประทวนสินค้าเป็นหลักฐาน
  4. ชาวนานำใบประทวนไปขึ้นเงินกับ ธ.ก.ส. ตามราคารับจำนำที่คณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติกำหนด
  5. ถ้าราคาตลาดขึ้นสูงกว่าราคารับจำนำบวกดอกเบี้ย ชาวนาไถ่ถอนข้าวคืน ถ้าไม่ไถ่ถอน ข้าวตกเป็นของรัฐ

กลไกนี้ทำงานได้ตามเจตนาเดิมตราบใดที่ราคารับจำนำถูกตั้งไว้ ต่ำกว่า ราคาตลาดคาดการณ์ เพราะมันทำหน้าที่เหมือนสินเชื่อระยะสั้นที่ใช้ข้าวค้ำ และชาวนามีแรงจูงใจจะไถ่ถอนคืน รัฐแทบไม่ต้องรับข้าวไว้เลย

จุดพลิกที่ทำให้รับจำนำข้าวกลายเป็นการรับซื้อ

ภาพประกอบ จุดพลิกที่ทำให้รับจำนำข้าวกลายเป็นการรับซื้อ

ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกทุกเมล็ด ปีการผลิต 2554/55 ถึง 2556/57 ราคารับจำนำถูกกำหนดไว้ที่ 15,000 บาทต่อตันสำหรับข้าวเปลือกเจ้าชนิดสีได้ต้นข้าวเต็มเกณฑ์ และ 20,000 บาทต่อตันสำหรับข้าวเปลือกหอมมะลิ ที่ความชื้น 15% ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดในเวลานั้นอย่างมีนัยสำคัญ ผลที่ตามมาเป็นไปตามตรรกะของกลไกเอง คือเมื่อราคารับจำนำสูงกว่าราคาตลาด ไม่มีชาวนาคนใดมีเหตุผลจะไถ่ถอนข้าวคืน โครงการจึงเปลี่ยนสภาพจาก "การจำนำ" เป็น "การรับซื้อข้าวทั้งประเทศในราคาที่รัฐตั้งเอง" โดยปริยาย

เมื่อรัฐกลายเป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุด ผลกระทบต่อเนื่องเกิดขึ้นเป็นลูกโซ่

  • สต็อกข้าวสะสมมหาศาล ปริมาณข้าวในสต็อกรัฐขึ้นไปอยู่ในระดับหลายสิบล้านตันข้าวเปลือก ซึ่งเกินความสามารถในการเก็บรักษาของโกดังกลางที่มีอยู่
  • คุณภาพข้าวเสื่อมระหว่างเก็บ ข้าวที่เก็บนานหลายปีในโกดังที่ควบคุมสภาพไม่ได้ทั่วถึงเกิดปัญหาความชื้น เชื้อรา และมอด ทำให้ราคาที่ระบายออกได้ต่ำกว่าต้นทุนที่รับซื้อมามาก
  • ไทยเสียส่วนแบ่งตลาดส่งออก เมื่อราคาข้าวไทยถูกดันให้สูงกว่าคู่แข่ง ผู้ซื้อต่างประเทศหันไปซื้อข้าวจากอินเดียและเวียดนามแทน ไทยหลุดจากตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลกในช่วงปี 2555-2556
  • ภาระการคลังสะสม ผลขาดทุนของโครงการรับจำนำข้าวถูกประเมินโดยคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกในระดับหลายแสนล้านบาท ตัวเลขที่เผยแพร่แตกต่างกันตามชุดข้อมูลและช่วงเวลาที่ปิดบัญชี ผู้สนใจตัวเลขที่อ้างอิงได้ควรตรวจสอบจากเอกสารของกระทรวงการคลังและกรมการค้าภายในโดยตรง
  • ปัญหาการค้างจ่ายเงินชาวนา ในช่วงปลายโครงการ สภาพคล่องที่ใช้หมุนเวียนตึงตัวจนเกิดการค้างจ่ายใบประทวนจำนวนมาก ซึ่งเป็นความเดือดร้อนที่ชาวนารับไปเต็ม ๆ ทั้งที่ส่งมอบข้าวไปแล้ว
  • คดีความที่ตามมา มีคดีในชั้นศาลทั้งกรณีการละเลยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายของโครงการ และกรณีการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐที่ถูกวินิจฉัยว่ามีความผิด

โครงการยุติลงในปี 2557 หลังการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมานโยบายข้าวของไทยก็หลีกเลี่ยงการที่รัฐเข้าไปถือสต็อกข้าวเองอีก

ประกันรายได้จ่ายส่วนต่างอย่างไร และต่างจากการรับจำนำตรงไหน

โครงการประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเริ่มใช้ตั้งแต่ปีการผลิต 2562/63 แนวคิดต่างจากการรับจำนำโดยสิ้นเชิง เพราะรัฐไม่แตะตัวข้าวเลยแม้แต่กระสอบเดียว

กลไกทำงานสามขั้นตอน

  1. รัฐประกาศ "ราคาประกัน" ต่อตันสำหรับข้าวแต่ละชนิด พร้อมกำหนดปริมาณสูงสุดต่อครัวเรือนที่ได้รับสิทธิ์
  2. คณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิงประกาศ "ราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง" เป็นรายงวดตามช่วงที่ชาวนาแจ้งวันเก็บเกี่ยวไว้ โดยคำนวณจากราคาตลาดจริงที่รวบรวมได้
  3. ถ้าราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงต่ำกว่าราคาประกัน ธ.ก.ส. โอนส่วนต่างเข้าบัญชีชาวนาตามปริมาณสิทธิ์ที่ขึ้นทะเบียนไว้ ถ้าราคาตลาดสูงกว่าราคาประกัน งวดนั้นก็ไม่มีการจ่ายส่วนต่าง

ราคาประกันที่ใช้ในโครงการนี้ตั้งแต่ปีการผลิต 2562/63 คือข้าวเปลือกหอมมะลิ 15,000 บาทต่อตัน ไม่เกิน 14 ตันต่อครัวเรือน ข้าวเปลือกหอมมะลินอกพื้นที่ 14,000 บาทต่อตัน ไม่เกิน 16 ตัน ข้าวเปลือกเจ้า 10,000 บาทต่อตัน ไม่เกิน 30 ตัน ข้าวเปลือกหอมปทุมธานี 11,000 บาทต่อตัน ไม่เกิน 25 ตัน และข้าวเปลือกเหนียว 12,000 บาทต่อตัน ไม่เกิน 16 ตัน ทั้งหมดคิดที่ความชื้น 15% ตัวเลขชุดนี้เป็นของโครงการในช่วงปีดังกล่าวเพื่อใช้อธิบายกลไก ไม่ใช่สิทธิ์ที่มีผลอยู่ในปัจจุบัน ผู้อ่านต้องตรวจสอบมาตรการและอัตราที่ใช้จริงในปีการผลิตล่าสุดกับกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และ ธ.ก.ส. ทุกครั้ง

ประเด็นเปรียบเทียบรับจำนำข้าวประกันรายได้ข้าว
ต้องส่งมอบข้าวให้รัฐหรือไม่ต้อง ขนข้าวไปชั่งที่จุดรับจำนำและออกใบประทวนไม่ต้อง ขายให้โรงสีหรือผู้ซื้อรายใดก็ได้
ราคาที่ชาวนาได้รับราคารับจำนำที่รัฐกำหนดเต็มจำนวนราคาตลาดที่ขายได้จริง บวกส่วนต่างที่รัฐโอนให้
ใครเป็นเจ้าของข้าวหลังโครงการรัฐ เมื่อชาวนาไม่ไถ่ถอนผู้ซื้อในตลาด รัฐไม่ถือครองข้าว
ผลต่อราคาตลาดดึงอุปทานออกจากตลาด ดันราคาให้สูงกว่าจุดสมดุลปล่อยให้ราคาเคลื่อนตามตลาด ไม่บิดเบือนกลไกโดยตรง
ต้นทุนของรัฐค่ารับซื้อ ค่าเก็บรักษา ค่าเสื่อมคุณภาพ และผลขาดทุนตอนระบายเฉพาะเงินส่วนต่างที่จ่าย บวกค่าบริหารจัดการ
ความเสี่ยงที่ชาวนาแบกคิวยาว ค่าขนส่งไปจุดรับจำนำ และความเสี่ยงค้างจ่ายใบประทวนต้องขายให้ได้ราคาใกล้เคียงเกณฑ์กลาง ถ้าขายต่ำกว่ามากจะขาดทุนแม้ได้ส่วนต่าง
จุดที่มักถูกโกงหรือรั่วไหลการสวมสิทธิ์ ข้าวนำเข้าสวมโครงการ และการระบายสต็อกการขึ้นทะเบียนพื้นที่เกินจริงเพื่อรับสิทธิ์

ข้อที่เกษตรกรมักเข้าใจผิดที่สุดคือคิดว่าประกันรายได้แปลว่า "ขายได้ราคานี้แน่นอน" ซึ่งไม่ใช่ เพราะรัฐจ่ายส่วนต่างเทียบกับ ราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง ไม่ใช่เทียบกับราคาที่คุณขายได้จริง ถ้าข้าวคุณความชื้นสูง มีข้าวพันธุ์อื่นปน หรือขายในวันที่ราคาโรงสีต่ำกว่าเกณฑ์กลาง ส่วนต่างที่ได้รับจะชดเชยไม่ครบช่องว่างนั้น การจัดการคุณภาพก่อนขายจึงยังสำคัญพอ ๆ กับสิทธิ์ที่ได้รับ

ทำไมคำว่าจำนำยังอยู่ ทั้งที่โครงการเลิกไปแล้ว

ภาพประกอบ ทำไมคำว่าจำนำยังอยู่ ทั้งที่โครงการเลิกไปแล้ว

สาเหตุที่คำนี้ยังติดปากชาวนามีเหตุผลรองรับจริง ไม่ใช่แค่ความเคยชิน เพราะในระยะหลังยังมีมาตรการชื่อ "โครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี" ซึ่งชาวนาเรียกกันติดปากว่าจำนำยุ้งฉาง กลไกคือเก็บข้าวไว้ในยุ้งฉางของตัวเองหรือของสหกรณ์ แล้ว ธ.ก.ส. ให้สินเชื่อตามปริมาณข้าวที่เก็บ พร้อมค่าฝากเก็บและรักษาคุณภาพข้าว เพื่อชะลอไม่ให้ข้าวออกสู่ตลาดพร้อมกันจนราคาตก เมื่อราคาดีขึ้นจึงค่อยขายแล้วชำระคืน

ความต่างสำคัญคือข้าวยังเป็นของชาวนา อยู่ในยุ้งฉางของชาวนา รัฐไม่ได้เป็นเจ้าของสต็อกและไม่ต้องรับภาระระบาย จึงเป็นคนละกลไกกับการรับจำนำข้าวทุกเมล็ด แม้ชื่อเล่นจะคล้ายกัน อัตราสินเชื่อต่อตันและค่าฝากเก็บจะประกาศใหม่ทุกปีการผลิต และบางปีอาจไม่มีโครงการนี้เลย ต้องสอบถาม ธ.ก.ส. สาขาในพื้นที่ทุกครั้งก่อนวางแผนเก็บข้าว

มาตรการช่วยเหลือชาวนาที่ใช้อยู่ปัจจุบัน และช่องทางตรวจสอบสิทธิ์

หลังสิ้นสุดโครงการประกันรายได้ผู้ปลูกข้าวในปีการผลิต 2565/66 มาตรการช่วยเหลือชาวนาเปลี่ยนไปเป็นชุดมาตรการที่ประกาศเป็นรายปีการผลิต ซึ่งแต่ละปีอาจมีหรือไม่มีก็ได้ กลุ่มมาตรการที่พบบ่อยในช่วงหลังได้แก่

  • มาตรการสนับสนุนค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิต จ่ายเป็นเงินต่อไร่ตามพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนไว้ โดยมีเพดานไร่ต่อครัวเรือน อัตราและเพดานเปลี่ยนตามมติคณะรัฐมนตรีของแต่ละปี
  • สินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี สำหรับผู้มียุ้งฉาง พร้อมค่าฝากเก็บรักษาคุณภาพ
  • สินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่มโดยสถาบันเกษตรกร ให้สหกรณ์และกลุ่มเกษตรกรกู้ไปรับซื้อข้าวจากสมาชิกในช่วงราคาตก
  • มาตรการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าวที่เก็บสต็อก เพื่อดึงข้าวออกจากตลาดชั่วคราวในช่วงผลผลิตกระจุกตัว

สิ่งที่ทุกมาตรการมีเหมือนกันคือ ต้องขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบันก่อน ถ้าข้อมูลแปลง ชนิดข้าว หรือวันเก็บเกี่ยวในทะเบียนไม่ตรงกับความจริง สิทธิ์จะตกหล่นหรือถูกคัดออกตั้งแต่ขั้นตอนตรวจสอบ ไม่ว่ามาตรการปีนั้นจะดีแค่ไหน

ลำดับการตรวจสอบสิทธิ์ที่ควรทำทุกปีการผลิต

  1. ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตร ผ่านสำนักงานเกษตรอำเภอหรือแอปพลิเคชันของกรมส่งเสริมการเกษตร ทำหลังปลูกและก่อนเก็บเกี่ยว ให้ระบุแปลง ชนิดข้าว และวันที่คาดว่าจะเก็บเกี่ยวให้ตรงจริง เพราะงวดการจ่ายส่วนต่างหรือสิทธิ์บางมาตรการผูกกับวันเก็บเกี่ยวที่แจ้งไว้
  2. ตรวจสอบว่าปีการผลิตนี้มีมาตรการอะไรบ้าง จากประกาศของกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง อย่าอ้างอิงจากข้อความที่ส่งต่อกันในกลุ่มแชท เพราะตัวเลขปีเก่ามักถูกส่งต่อจนเข้าใจผิดว่ายังมีผล
  3. ตรวจสอบสถานะการโอนเงินกับ ธ.ก.ส. ผ่านช่องทางตรวจสอบการโอนเงินของธนาคาร แอปพลิเคชันของ ธ.ก.ส. หรือสอบถามที่สาขาที่คุณเปิดบัญชีไว้ ต้องเป็นบัญชีที่ผูกกับทะเบียนเกษตรกรและยังไม่ถูกปิดหรือถูกอายัด
  4. ถ้าไม่ได้รับสิทธิ์ ให้ยื่นอุทธรณ์ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ภายในกรอบเวลาที่ประกาศ พร้อมหลักฐานการปลูกจริง เช่น ใบเสร็จค่าเมล็ดพันธุ์ ค่าปุ๋ย ภาพถ่ายแปลง และเอกสารสิทธิ์ที่ดินหรือสัญญาเช่า

เกษตรกรที่ต้องการวางแผนว่าจะเก็บข้าวไว้ขายทีหลังหรือขายทันที ควรคำนวณต้นทุนการถือครองข้าวด้วย เช่น ค่าเสียโอกาสของเงิน ค่าฝากเก็บ และความเสี่ยงเรื่องมอดกับความชื้น เทียบกับส่วนต่างราคาที่คาดว่าจะได้ เครื่องมือ คำนวณจุดคุ้มทุนฟาร์ม ช่วยให้เห็นภาพตัวเลขก่อนตัดสินใจ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ภาพประกอบ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  • รอเงินจากโครงการที่ยุติไปแล้ว หลายรายยังรอ "เงินจำนำข้าว" ทั้งที่โครงการปิดตั้งแต่ปี 2557 และรอ "ส่วนต่างประกันรายได้" ทั้งที่สิ้นสุดหลังปีการผลิต 2565/66
  • ใช้ตัวเลขราคาประกันปีเก่าไปวางแผนการเงินปีใหม่ อัตราและเพดานสิทธิ์ถูกทบทวนใหม่ทุกปี การเอาตัวเลขเก่ามาคูณพื้นที่ทำให้ประเมินรายได้สูงเกินจริง
  • ไม่ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรทุกปี คิดว่าขึ้นทะเบียนครั้งเดียวใช้ได้ตลอด ผลคือข้อมูลแปลงและชนิดข้าวไม่ตรง สิทธิ์ตกหล่นตั้งแต่ขั้นตรวจสอบ
  • แจ้งวันเก็บเกี่ยวคลาดเคลื่อนมาก ทำให้ตกงวดการคำนวณราคาเกณฑ์กลางที่ควรได้ หรือทำให้ข้อมูลไม่ผ่านการตรวจสอบไขว้
  • เข้าใจว่าประกันรายได้คือการรับประกันราคาขาย แล้วละเลยการลดความชื้นและคัดข้าวปนก่อนขาย ทั้งที่คุณภาพคือสิ่งที่กำหนดราคาที่โรงสีให้จริง
  • เชื่อข้อความส่งต่อในกลุ่มแชทเรื่องเงินเข้าบัญชี โดยไม่ตรวจกับประกาศของหน่วยงาน ซึ่งเป็นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้หลอกขอข้อมูลบัญชีและเลขบัตรประชาชน

สรุป

ความต่างที่แท้จริงระหว่างสองกลไกอยู่ที่คำถามเดียวคือ ใครถือข้าวและใครแบกความเสี่ยงราคา รับจำนำข้าวทำให้รัฐถือข้าวและแบกทั้งค่าเก็บรักษาและผลขาดทุนตอนระบาย ซึ่งเป็นสาเหตุที่โครงการยุติลงในปี 2557 ส่วนประกันรายได้ปล่อยให้ข้าวเดินตามกลไกตลาดแล้วรัฐจ่ายเฉพาะส่วนต่างเป็นเงินสด ซึ่งควบคุมภาระการคลังได้ดีกว่าแต่ไม่ได้ยกระดับราคาตลาดให้ชาวนาโดยตรง

สำหรับชาวนาในวันนี้ ประเด็นที่ต้องทำจริงไม่ใช่การเลือกข้างว่ากลไกไหนดีกว่า แต่คือการรักษาทะเบียนเกษตรกรให้เป็นปัจจุบันทุกปี ตรวจสอบว่าปีการผลิตนี้ประกาศมาตรการอะไรไว้บ้าง และยึดประกาศของกรมการค้าภายในกับ ธ.ก.ส. เป็นแหล่งข้อมูลหลัก แทนการอ้างอิงตัวเลขจากปีเก่าที่ยังส่งต่อกันอยู่

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ — ประกาศราคาเกณฑ์กลางอ้างอิง มาตรการรักษาเสถียรภาพราคาข้าว และรายละเอียดโครงการช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกข้าวในแต่ละปีการผลิต
  • 📄ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) — เงื่อนไขสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือก การจ่ายเงินตามมาตรการของรัฐ และช่องทางตรวจสอบสถานะการโอนเงิน
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — ระบบทะเบียนเกษตรกร ขั้นตอนการขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูลผ่านสำนักงานเกษตรอำเภอ ซึ่งเป็นเงื่อนไขตั้งต้นของทุกมาตรการ
  • 📄สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) — ข้อมูลราคาข้าวเปลือกที่เกษตรกรขายได้ ต้นทุนการผลิตข้าว และสถิติผลผลิตรายปีที่ใช้ประกอบการวิเคราะห์นโยบาย

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

โครงการรับจำนำข้าวจะกลับมาอีกได้หรือไม่

ในทางกฎหมายไม่มีอะไรห้ามรัฐบาลใดกลับมาใช้มาตรการแทรกแซงราคาแบบรับซื้อโดยตรงอีก แต่ในทางปฏิบัติมีข้อจำกัดเพิ่มขึ้นมาก ทั้งกรอบวินัยการเงินการคลังที่กำหนดเพดานภาระของมาตรการกึ่งการคลัง และบทเรียนคดีความที่ทำให้ผู้กำหนดนโยบายระมัดระวังขึ้น หากมีการประกาศมาตรการใหม่ ให้ยึดประกาศอย่างเป็นทางการของกระทรวงพาณิชย์เป็นหลัก

ถ้าเช่าที่นาคนอื่นปลูก จะมีสิทธิ์รับความช่วยเหลือไหม

โดยทั่วไปสิทธิ์ผูกกับผู้ที่เพาะปลูกจริงและขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ ไม่ใช่เจ้าของที่ดิน แต่ต้องแสดงหลักฐานการเช่าหรือการทำกินให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้ ควรนำสัญญาเช่าหรือหนังสือยินยอมจากเจ้าของที่ดินไปยื่นพร้อมกันที่สำนักงานเกษตรอำเภอตั้งแต่ตอนขึ้นทะเบียน เพื่อไม่ให้ติดปัญหาตอนตรวจสอบสิทธิ์ภายหลัง

ราคาเกณฑ์กลางอ้างอิงคำนวณมาจากอะไร

คำนวณจากราคาข้าวเปลือกที่รวบรวมจากแหล่งซื้อขายจริงในช่วงเวลาที่กำหนด แล้วผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกำกับดูแลและกำหนดเกณฑ์กลางอ้างอิง ก่อนประกาศเป็นรายงวด จึงไม่ใช่ราคาของโรงสีแห่งใดแห่งหนึ่ง และอาจต่างจากราคาที่คุณขายได้ในวันนั้น ผู้ที่ต้องการเห็นวิธีคำนวณและประกาศแต่ละงวดควรดูจากเอกสารของกรมการค้าภายในโดยตรง

ทำไมชาวนาบางรายได้เงินช้ากว่าเพื่อนบ้านทั้งที่เก็บเกี่ยวพร้อมกัน

สาเหตุที่พบบ่อยคือข้อมูลทะเบียนเกษตรกรยังไม่ผ่านการตรวจสอบไขว้ บัญชี ธ.ก.ส. ไม่เคลื่อนไหวจนถูกระงับ ชื่อบัญชีไม่ตรงกับชื่อในทะเบียน หรือแจ้งวันเก็บเกี่ยวต่างงวดกัน ให้ติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอเพื่อตรวจสถานะข้อมูลก่อน แล้วจึงไปตรวจสถานะการโอนที่ ธ.ก.ส. สาขา

มีมาตรการช่วยเหลือสำหรับข้าวที่เสียหายจากน้ำท่วมหรือภัยแล้งแยกต่างหากไหม

มี และเป็นคนละช่องทางกับมาตรการด้านราคา โดยเป็นการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านการเกษตรตามระเบียบของกระทรวงการคลัง ซึ่งต้องมีการประกาศเขตภัยพิบัติในพื้นที่นั้นก่อน แล้วเกษตรกรจึงยื่นแบบขอรับความช่วยเหลือที่สำนักงานเกษตรอำเภอภายในกรอบเวลาที่กำหนด อัตราช่วยเหลือต่อไร่และเพดานพื้นที่จะเป็นไปตามระเบียบที่ใช้อยู่ในขณะนั้น