คำตอบสั้น ๆ
แยกต้นทุนระบบน้ำหยดเป็นรายการตั้งแต่เทป ท่อ ชุดกรอง ปั๊ม ถึงค่าแรงติดตั้ง พร้อมตารางพืชที่คุ้มและไม่คุ้ม อายุการใช้งานของเทป และวิธีคิดจุดคืนทุนของแปลงตัวเอง
คำตอบเร็ว: ต้นทุนระบบน้ำหยดต่อไร่ในไทยส่วนใหญ่อยู่ในช่วงกว้างราว 6,000-20,000 บาทต่อไร่ ขึ้นกับสามตัวแปรหลัก คือระยะห่างระหว่างแถวปลูกซึ่งกำหนดความยาวเทปน้ำหยดที่ต้องใช้ ความหนาของเทปที่เลือก และการมีหรือไม่มีปั๊มกับชุดกรองอยู่แล้ว แปลงผักแถวถี่ที่ต้องเดินเทปหลายพันเมตรต่อไร่จะแพงกว่าสวนไม้ผลที่ใช้หัวน้ำหยดเสียบรายต้นอย่างชัดเจน พืชที่คุ้มกับน้ำหยดคือพืชมูลค่าต่อไร่สูงและปลูกเป็นแถว เช่น พริก มะเขือเทศ เมล่อน แตงโม และไม้ผล ส่วนที่มักไม่คุ้มคือข้าวนาน้ำขัง ผักกินใบที่หว่านถี่ และพืชอาหารสัตว์ราคาต่ำในพื้นที่กว้าง ค่าบำรุงรักษาหลักคือการเปลี่ยนเทปตามอายุ เทปบางมักใช้ได้หนึ่งถึงสองฤดู ส่วนเทปหนาใช้ได้หลายฤดูหากดูแลกรองและล้างระบบสม่ำเสมอ ราคาอุปกรณ์เปลี่ยนตามราคาวัตถุดิบพลาสติก ควรตรวจสอบราคาปัจจุบันจากร้านค้าในพื้นที่และสอบถามแนวทางจากสำนักงานเกษตรอำเภอก่อนตัดสินใจ
คำถามที่เกษตรกรถามบ่อยที่สุดเรื่องน้ำหยดไม่ใช่ว่าติดตั้งอย่างไร แต่เป็นว่า ลงทุนไปแล้วจะคืนทุนไหม ปัญหาคือคำตอบที่เจอตามหน้าร้านมักเป็นราคาชุดสำเร็จที่ไม่ได้แยกรายการ พอถึงเวลาซื้อจริงจึงมีของที่ต้องเพิ่มเรื่อย ๆ ทั้งข้อต่อ วาล์ว ชุดกรอง และค่าแรงเดินระบบ จนงบบานจากที่ตั้งใจไว้
บทความนี้แยกต้นทุนเป็นรายการ พร้อมช่วงราคาที่ใช้ตั้งงบได้ แล้วเทียบให้เห็นว่าพืชแบบไหนคืนทุนได้ในเวลาที่สมเหตุสมผล และพืชแบบไหนที่ลงทุนไปแล้วมักไม่คุ้ม
รายการอุปกรณ์ระบบน้ำหยดและช่วงราคาต่อไร่

ระบบน้ำหยดหนึ่งชุดแบ่งได้เป็นสี่ส่วน คือส่วนต้นทาง (ปั๊มและชุดกรอง) ส่วนท่อส่งน้ำ (ท่อเมนและท่อย่อย) ส่วนจ่ายน้ำ (เทปน้ำหยดหรือหัวน้ำหยด) และส่วนควบคุม (วาล์ว เกจ ถังปุ๋ย เครื่องตั้งเวลา) เกษตรกรที่คิดงบพลาดมักคิดเฉพาะส่วนที่สาม ทั้งที่ส่วนต้นทางและส่วนควบคุมรวมกันเป็นเงินก้อนไม่น้อย
| รายการ | สเปกที่ใช้ทั่วไป | ช่วงงบโดยประมาณต่อไร่ | หมายเหตุ |
|---|---|---|---|
| เทปน้ำหยด | ระยะรูหยด 20-30 ซม. อัตราจ่าย 1-2 ลิตรต่อชั่วโมงต่อรู | ราว 2,500-9,000 บาท | ตัวแปรสำคัญคือความยาวเทปที่ต้องใช้ต่อไร่และความหนาของเทป |
| ท่อเมนและท่อย่อย PE | ท่อเมน 40-50 มม. ท่อย่อย 25-32 มม. | ราว 1,500-4,000 บาท | ขึ้นกับรูปร่างแปลงและระยะจากแหล่งน้ำ แปลงยาวแคบใช้ท่อมากกว่าแปลงจัตุรัส |
| ข้อต่อ วาล์ว และอุปกรณ์เบ็ดเตล็ด | ข้อต่อเทป ปลั๊กอุด วาล์วแบ่งโซน | ราว 800-2,500 บาท | มักถูกประเมินต่ำกว่าความจริง ยิ่งแบ่งโซนมากยิ่งใช้วาล์วมาก |
| ชุดกรองน้ำ | กรองตะแกรงหรือกรองดิสก์ ขนาดตามอัตราการไหล | ราว 1,200-6,000 บาท | เป็นรายการที่ห้ามตัดออก ระบบน้ำหยดตันจากตะกอนได้เร็วมาก |
| ปั๊มน้ำ | เลือกตามอัตราการไหลและแรงดันที่ระบบต้องการ | ราว 3,000-15,000 บาท | ถ้ามีปั๊มเดิมใช้ได้จะตัดค่าใช้จ่ายส่วนนี้ออกได้ทั้งก้อน |
| ชุดให้ปุ๋ยไปกับน้ำ | เวนจูรีหรือถังผสมปุ๋ย | ราว 700-4,000 บาท | เพิ่มทีหลังได้ แต่คุ้มมากในพืชผักที่ต้องให้ปุ๋ยถี่ |
| ค่าแรงติดตั้ง | วางท่อ เดินเทป ต่อข้อต่อ ทดสอบระบบ | ราว 0-3,000 บาท | ทำเองได้ถ้าแปลงไม่ใหญ่ ใช้เวลาราวหนึ่งถึงสองวันต่อไร่สำหรับคนสองคน |
ตัวเลขในตารางเป็นกรอบสำหรับตั้งงบเท่านั้น ราคาจริงขยับตามราคาเม็ดพลาสติก ค่าขนส่ง และโปรโมชันของร้าน ควรขอใบเสนอราคาจากร้านในพื้นที่อย่างน้อยสองแห่ง และตรวจสอบข้อมูลราคาปัจจุบันจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรหรือสำนักงานเกษตรอำเภอที่มักมีข้อมูลต้นทุนอ้างอิงของโครงการในพื้นที่
ทำไมแปลงผักแพงกว่าสวนไม้ผลเมื่อคิดต่อไร่
ตัวเลขที่ทำให้ต่างกันคือความยาวเทปต่อไร่ หนึ่งไร่เท่ากับ 1,600 ตารางเมตร ถ้าปลูกผักเป็นแถวห่างกัน 1 เมตร จะต้องเดินเทปราว 1,600 เมตรต่อไร่ ถ้าแถวห่าง 0.8 เมตรก็ขยับเป็นราว 2,000 เมตร แต่ถ้าเป็นสวนมะนาวระยะปลูก 4 คูณ 4 เมตร จะมีเพียงราว 100 ต้นต่อไร่ ใช้หัวน้ำหยดเสียบต้นละหนึ่งถึงสองหัวพร้อมท่อย่อยเดินตามแถวเท่านั้น ความยาวท่อที่ต้องใช้จึงน้อยกว่ามาก
อีกจุดที่ต่างคืออายุการใช้งาน แปลงผักที่รื้อแปลงทุกฤดูมักใช้เทปบางแล้วเปลี่ยนตามรอบ ส่วนสวนไม้ผลวางระบบครั้งเดียวใช้ยาวหลายปี ดังนั้นแม้ต้นทุนแรกเข้าของแปลงผักจะสูงกว่า แต่ต้องดูค่าใช้จ่ายรายปีประกอบด้วย ไม่ใช่ดูตัวเลขวันติดตั้งอย่างเดียว
พืชที่คุ้มกับน้ำหยดและพืชที่ไม่คุ้ม

ความคุ้มของน้ำหยดขึ้นกับสามเงื่อนไขพร้อมกัน คือพืชนั้นปลูกเป็นแถวหรือเป็นต้นที่ระบุตำแหน่งรากได้ มูลค่าผลผลิตต่อไร่สูงพอจะกลบค่าเสื่อมของระบบ และพื้นที่นั้นมีข้อจำกัดเรื่องน้ำหรือแรงงานที่ระบบช่วยแก้ได้จริง ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่งไป ความคุ้มจะลดลงทันที
| กลุ่มพืช | ระดับความคุ้ม | เหตุผล |
|---|---|---|
| พริก มะเขือเทศ แตงกวา ถั่วฝักยาว | คุ้มสูง | ปลูกเป็นแถวชัดเจน เก็บผลหลายรอบ มูลค่าต่อไร่สูง และการให้ปุ๋ยไปกับน้ำช่วยคุมการเติบโตได้ตรงระยะ |
| เมล่อน แคนตาลูป พืชในโรงเรือน | คุ้มสูงมาก | ต้องคุมน้ำและปุ๋ยแม่นยำรายต้นอยู่แล้ว น้ำหยดเป็นอุปกรณ์พื้นฐานของการผลิตไม่ใช่ของเสริม |
| ไม้ผล เช่น มะนาว ส้มโอ ทุเรียน มะม่วง | คุ้ม | ใช้หัวน้ำหยดรายต้น ระบบอยู่ได้หลายปี และช่วยคุมน้ำช่วงกระตุ้นการออกดอกซึ่งมีผลต่อราคาขาย |
| แตงโม ฟักทอง พืชเถาเลื้อยที่ปลูกเป็นแถว | คุ้ม | ลดการให้น้ำที่ใบซึ่งช่วยลดปัญหาโรคทางใบ และคุมความหวานช่วงใกล้เก็บได้ |
| อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพด ในเขตน้ำจำกัด | คุ้มปานกลาง | คุ้มเมื่อราคาผลผลิตดีและมีน้ำจำกัดจริง แต่มูลค่าต่อไร่ต่ำกว่าพืชผัก จุดคุ้มทุนจึงยาวกว่าและอ่อนไหวกับราคามาก |
| ผักกินใบหว่านถี่ เช่น ผักบุ้ง คะน้าหว่าน ผักชี | มักไม่คุ้ม | ปลูกแน่นจนวางเทปให้ทั่วไม่ได้ในต้นทุนที่สมเหตุสมผล ระบบสปริงเกลอร์หรือหัวเหวี่ยงตอบโจทย์กว่า |
| ข้าวนาดำและนาหว่านน้ำขัง | ไม่คุ้มในทางปฏิบัติ | ระบบการผลิตอิงการขังน้ำในแปลง ไม่ได้อิงการให้น้ำเฉพาะจุด |
| หญ้าอาหารสัตว์และพืชคลุมดิน | ไม่คุ้ม | มูลค่าต่อไร่ต่ำและต้องการน้ำทั่วผืน ไม่ใช่เฉพาะแนวแถว |
ข้อสังเกตจากแปลงจริงคือ พืชกลุ่มที่คุ้มปานกลางมักตัดสินกันที่ว่าเกษตรกรใช้ระบบนั้นให้ปุ๋ยไปกับน้ำด้วยหรือไม่ ถ้าใช้แค่รดน้ำอย่างเดียว ประโยชน์ที่ได้จะจำกัดอยู่ที่การประหยัดน้ำและแรงงาน แต่ถ้าใช้ให้ปุ๋ยไปกับน้ำเป็นรอบย่อย จะได้ผลเรื่องความสม่ำเสมอของผลผลิตเพิ่มมาอีกทาง ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้คุ้มเร็วขึ้นในหลายแปลง
ค่าบำรุงรักษาและอายุการใช้งานที่ต้องคิดรวม

ต้นทุนที่คนมองข้ามมากที่สุดคือค่าใช้จ่ายรายปีหลังติดตั้ง ระบบน้ำหยดไม่ใช่ของที่ติดแล้วจบ องค์ประกอบแต่ละอย่างมีอายุไม่เท่ากัน การคิดค่าเสื่อมแยกรายการจะทำให้ประเมินได้ว่าปีไหนต้องเตรียมเงินก้อน
| องค์ประกอบ | อายุใช้งานโดยประมาณ | สิ่งที่ทำให้อายุสั้นลง |
|---|---|---|
| เทปน้ำหยดผนังบาง | ราว 1-2 ฤดูปลูก | การม้วนเก็บโดยลากกับพื้น หนูและแมลงกัด แดดจัดเมื่อวางทิ้งไว้นอกฤดู |
| เทปน้ำหยดผนังหนา | ราว 3-5 ฤดูปลูกขึ้นไป | ตะกรันอุดรูจากน้ำกระด้าง ตะกอนจากกรองที่ไม่ได้ล้าง |
| หัวน้ำหยดเสียบสำหรับไม้ผล | ราว 3-6 ปี | รูอุดจากตะไคร่และตะกอน การถอดเสียบซ้ำจนรูท่อหลวม |
| ท่อ PE เมนและท่อย่อย | ราว 5-10 ปีขึ้นไป | แดดเผาเมื่อไม่ได้ฝังหรือคลุม รถไถทับ |
| ชุดกรอง | ตัวเรือนหลายปี ไส้กรองเปลี่ยนตามสภาพ | ปล่อยให้ตันจนแรงดันตกแล้วค่อยล้าง |
| ปั๊มน้ำ | ราว 5-10 ปีตามชั่วโมงใช้งาน | เดินปั๊มแห้ง ไฟตก และการเปิดใช้เกินกว่าจุดที่ปั๊มออกแบบไว้ |
งานบำรุงรักษาที่ต้องทำตามรอบมีไม่กี่อย่างแต่ห้ามข้าม ได้แก่ ล้างไส้กรองตามความถี่ที่เหมาะกับคุณภาพน้ำ ซึ่งแหล่งน้ำผิวดินที่มีตะกอนอาจต้องล้างทุกสัปดาห์ เปิดปลายท่อย่อยไล่ตะกอนออกอย่างน้อยเดือนละครั้ง และตรวจแรงดันที่ต้นแถวกับปลายแถวเป็นระยะ สำหรับปัญหาตะกรันหินปูนหรือตะไคร่ที่อุดรูหยด มีวิธีล้างด้วยสารเคมีที่ใช้กันในระบบชลประทาน แต่ชนิดและความเข้มข้นต้องเป็นไปตามคำแนะนำของผู้ผลิตอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตร ไม่ควรผสมเองตามสูตรที่บอกต่อกันมา เพราะสารบางชนิดกัดเทปและเป็นอันตรายต่อผู้ใช้
คิดจุดคุ้มทุนอย่างไรให้ตัวเลขไม่หลอกตัวเอง
ใช้สูตรพื้นฐานสามบรรทัดนี้กับแปลงของตัวเอง
- ค่าเสื่อมต่อปี เท่ากับ ต้นทุนระบบทั้งหมด หารด้วย อายุใช้งานเป็นปี เช่น ระบบ 12,000 บาทต่อไร่ ที่ส่วนใหญ่อยู่ได้ 4 ปี คิดเป็นราว 3,000 บาทต่อไร่ต่อปี
- ผลได้ต่อปี เท่ากับ ค่าแรงรดน้ำที่ลดลง บวก ค่าน้ำและค่าไฟที่ลดลง บวก มูลค่าผลผลิตส่วนที่เพิ่มจากการให้น้ำและปุ๋ยสม่ำเสมอขึ้น
- ระยะคืนทุน เท่ากับ ต้นทุนระบบทั้งหมด หารด้วย ผลได้ต่อปี
จุดที่ต้องซื่อสัตย์กับตัวเองคือบรรทัดที่สอง อย่าใส่ตัวเลขผลผลิตที่เพิ่มขึ้นแบบเหมารวม ให้ใช้ข้อมูลจากแปลงตัวเองหรือแปลงข้างเคียงที่เงื่อนไขใกล้กัน และถ้ายังไม่เคยมีข้อมูล ให้ทดลองติดตั้งบางส่วนก่อน เช่น หนึ่งไร่จากพื้นที่ทั้งหมด แล้วจดบันทึกเปรียบเทียบหนึ่งฤดูเต็ม วิธีนี้ลดความเสี่ยงได้มากกว่าการลงทุนทั้งแปลงในครั้งเดียว ผู้ที่ต้องการดูเครื่องมือและระบบให้น้ำรูปแบบอื่นประกอบการตัดสินใจ อ่านต่อได้ในหมวด เทคโนโลยีและเครื่องมือเกษตร
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องต้นทุนระบบน้ำหยด

- ตั้งงบจากราคาเทปอย่างเดียว แล้วลืมชุดกรอง ข้อต่อ วาล์ว และค่าแรง ซึ่งรวมกันมักเป็นสัดส่วนหลายสิบเปอร์เซ็นต์ของงบทั้งระบบ
- ตัดชุดกรองออกเพื่อประหยัด เป็นการประหยัดที่แพงที่สุด เพราะเมื่อรูหยดตันจากตะกอน ต้องรื้อเปลี่ยนเทปทั้งแปลงก่อนกำหนด
- เลือกเทปบางที่สุดโดยไม่ดูรูปแบบการใช้งาน ถ้าต้องม้วนเก็บและนำกลับมาใช้ซ้ำหลายฤดู เทปบางจะฉีกขาดจนต้นทุนรวมหลายปีสูงกว่าการซื้อเทปหนาตั้งแต่แรก
- วางแถวยาวเกินกว่าที่เทปรุ่นนั้นรองรับ ทำให้ปลายแถวได้น้ำน้อยกว่าต้นแถวชัดเจน ต้องตรวจสอบความยาวแถวสูงสุดจากตารางสเปกของผู้ผลิต
- ไม่แบ่งโซน แล้วเปิดพร้อมกันทั้งแปลงจนแรงดันไม่พอ ผลคือทั้งระบบทำงานได้ไม่เต็มที่ทุกจุด
- คิดว่าน้ำหยดใช้ได้กับทุกพืช แล้วนำไปใช้กับผักหว่านถี่หรือแปลงหญ้า ซึ่งการกระจายน้ำไม่ตรงกับลักษณะการปลูก
- ไม่จดบันทึกต้นทุนและผลผลิตก่อนกับหลังติดตั้ง ทำให้ประเมินไม่ได้ว่าระบบคุ้มจริงหรือไม่ และตัดสินใจขยายพื้นที่โดยไม่มีข้อมูลรองรับ
สรุป
ต้นทุนระบบน้ำหยดต่อไร่อยู่ในช่วงกว้างราว 6,000-20,000 บาท โดยความยาวเทปที่ต้องใช้ต่อไร่ ความหนาของเทป และการมีปั๊มเดิมอยู่แล้วหรือไม่ เป็นสามตัวแปรที่ทำให้ตัวเลขต่างกันมากที่สุด พืชที่คุ้มคือพืชปลูกเป็นแถวที่มีมูลค่าต่อไร่สูงอย่างพริก มะเขือเทศ เมล่อน แตงโม และไม้ผล ส่วนข้าวนาน้ำขัง ผักหว่านถี่ และหญ้าอาหารสัตว์มักไม่คุ้ม ก่อนตัดสินใจให้คิดค่าเสื่อมต่อปีจากอายุจริงของเทปและอุปกรณ์ แล้วเทียบกับค่าแรงและค่าน้ำที่ประหยัดได้ วิธีที่เสี่ยงน้อยที่สุดคือทดลองติดตั้งหนึ่งไร่ จดบันทึกหนึ่งฤดูเต็ม แล้วค่อยขยาย พร้อมตรวจสอบราคาอุปกรณ์และเงื่อนไขการสนับสนุนล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนลงทุน
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร — คำแนะนำการให้น้ำและให้ปุ๋ยไปกับระบบน้ำสำหรับพืชแต่ละชนิด และข้อควรระวังในการใช้สารล้างระบบ
- กรมส่งเสริมการเกษตร — คู่มือระบบน้ำเพื่อการเกษตรระดับแปลง และช่องทางสอบถามเงื่อนไขโครงการสนับสนุนผ่านสำนักงานเกษตรอำเภอ
- กรมชลประทาน — หลักการคำนวณความต้องการน้ำของพืชและการออกแบบระบบให้น้ำแบบประหยัดน้ำ
- สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) — ข้อมูลต้นทุนการผลิตรายพืชและราคาสินค้าเกษตรสำหรับใช้ประเมินความคุ้มค่าและจุดคืนทุน
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
เพาะถั่งเช่าสีทองขาย ต้องลงทุนห้องเพาะเท่าไหร่ และคุมอุณหภูมิอย่างไร
แนวทางเพาะถั่งเช่าสีทองสำหรับมือใหม่ จากข้อมูลกรมวิชาการเกษตรและ อย. พร้อมรายการต้นทุนที่ต้องคิดและตัวอย่างคำนวณที่บอกฐานตัวเลขชัดเจน
ลูกเห็บและพายุฤดูร้อนถล่มแปลงผักกับโรงเรือน ต้องทำอะไรก่อนและหลังพายุ
ลำดับงานรับมือลูกเห็บและพายุฤดูร้อนสำหรับแปลงผักและโรงเรือน ตั้งแต่ได้ข่าวเตือนจนถึงสองสัปดาห์หลังพายุ อิงข้อมูลกรมอุตุนิยมวิทยา สวพส. และกรมส่งเสริมการเกษตร
เครื่องสูบน้ำและเครื่องตัดหญ้าโดนน้ำท่วม ล้างเองได้แค่ไหน เมื่อไหร่ต้องส่งช่าง
เครื่องสูบน้ำกับเครื่องตัดหญ้าเป็นเครื่องมือที่เกษตรกรต้องใช้ทันทีหลังน้ำลด เครื่องหนึ่งใช้สูบน้ำที่ยังขังในแปลง อีกเครื่องใช้เคลียร์หญ้าและวัชพืชที่ล
รถไถ รถเกี่ยวข้าว เครื่องยนต์เกษตรจมน้ำ ห้ามสตาร์ต แล้วต้องทำอะไรก่อน
พอน้ำลด ภาพที่เห็นบ่อยในหมู่บ้านคือรถไถเดินตามหรือรถเกี่ยวข้าวจอดจมโคลนอยู่ข้างโรงเก็บ เจ้าของหลายคนอยากรู้ทันทีว่าเครื่องยังไหวไหม จึงลองบิดกุญแจหรือ
โรงเรือนผักและโรงเรือนเกษตรน้ำท่วม ซ่อมอย่างไร ขอเงินช่วยได้ไหม
น้ำลดแล้วสิ่งแรกที่เจ้าของแปลงผักเห็นคือโรงเรือนที่เอียง พลาสติกหลังคาฉีก ตาข่ายกันแมลงเต็มไปด้วยโคลน และตู้ควบคุมปั๊มน้ำที่จมน้ำมาหลายวัน หลายคนอยากร
เจาะบ่อบาดาลราคาเท่าไหร่ ต้องขออนุญาตไหม
แยกต้นทุนเจาะบ่อบาดาลตามความลึกและขนาดท่อ รวมค่าปั๊ม ค่าไฟ และค่าระบบ พร้อมขั้นตอนขออนุญาตใช้น้ำบาดาล และวิธีลดความเสี่ยงเจาะแล้วไม่ได้น้ำ
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

อัตโนมัติ20หัวหยดพืชหัวหยดปรับความเร็วหยดเหมาะสําหรับบดขวดน้ําหรือขวดชาเขียวหยดอุปกรณ์หยดหยดหยดสามารถปรั
ดูรายละเอียด
10 ชิ้นหยดลูกศรสวนเรือนกระจกหยดชลประทาน Emitters Micro หยดชลประทาน Dripper พืชผักรดน้ําเครื่องมือ
ดูรายละเอียด
100ชิ้นหัวหยดระดับน้ําปรับไมโครโฟลว์สเปรย์ชลประทานกระเป๋า1/4-นิ้วปรับไมโครโฟลว์หยดสวนหยดความชื้น-เก็บไมโครโฟลว์ยางหัวหยด
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
ระบบน้ำหยดหนึ่งไร่ใช้งบเท่าไหร่
ช่วงที่พบทั่วไปอยู่ราว 6,000-20,000 บาทต่อไร่ โดยแปลงผักที่ปลูกแถวถี่จะอยู่ค่อนไปทางปลายบนเพราะต้องใช้เทปยาวหลายพันเมตรต่อไร่ ส่วนสวนไม้ผลที่ใช้หัวน้ำหยดรายต้นจะถูกกว่าเมื่อคิดต่อไร่ ตัวแปรที่ทำให้ต่างกันมากคือมีปั๊มเดิมอยู่แล้วหรือไม่ และเลือกเทปหนาหรือบาง ควรขอใบเสนอราคาจากร้านในพื้นที่อย่างน้อยสองแห่งและตรวจสอบราคาปัจจุบันก่อนสรุปงบ
เทปน้ำหยดใช้ได้กี่ฤดู
เทปผนังบางมักใช้ได้ราวหนึ่งถึงสองฤดูปลูก ส่วนเทปผนังหนาใช้ได้ราวสามถึงห้าฤดูขึ้นไปถ้าดูแลดี ปัจจัยที่ทำให้อายุสั้นลงคือการลากม้วนเก็บกับพื้นจนเกิดรอยขีด หนูและแมลงกัด การตากแดดทิ้งไว้นอกฤดู และการปล่อยให้ตะกอนอุดรูเพราะไม่ได้ล้างกรองตามรอบ ถ้าวางแผนใช้ซ้ำหลายฤดูควรเลือกความหนาที่สูงขึ้นตั้งแต่แรก
น้ำหยดกับสปริงเกลอร์ อย่างไหนคุ้มกว่าสำหรับแปลงผัก
ขึ้นกับว่าปลูกผักแบบไหน ผักที่ปลูกเป็นแถวและเก็บหลายรอบ เช่น พริกหรือมะเขือเทศ น้ำหยดมักคุ้มกว่าเพราะให้น้ำและปุ๋ยตรงราก ลดการเปียกใบซึ่งช่วยลดปัญหาโรคทางใบ ส่วนผักกินใบที่หว่านถี่อย่างผักบุ้งหรือผักชี การวางเทปให้ทั่วทำได้ยากและไม่คุ้มต้นทุน ระบบหัวเหวี่ยงหรือสปริงเกลอร์จะเหมาะกว่า
ระบบน้ำหยดต้องมีชุดกรองน้ำเสมอไหม
จำเป็นแทบทุกกรณี โดยเฉพาะเมื่อสูบน้ำจากบ่อ คลอง หรือแหล่งน้ำผิวดินที่มีตะกอนและสาหร่าย เพราะรูหยดมีขนาดเล็กมากและเมื่ออุดแล้วมักล้างกลับมาให้เหมือนเดิมได้ยาก แม้ใช้น้ำประปาหรือน้ำบาดาลที่ดูใสก็ยังควรมีกรองเพื่อดักตะกอนและตะกรัน ค่ากรองถือเป็นการป้องกันที่ถูกกว่าการเปลี่ยนเทปทั้งแปลงก่อนกำหนดมาก
ให้ปุ๋ยไปกับระบบน้ำหยดได้ไหม
ได้ และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ระบบคุ้มเร็วขึ้นในพืชผัก โดยใช้เวนจูรีหรือถังผสมปุ๋ยต่อเข้าระบบหลังชุดกรอง ปุ๋ยที่ใช้ต้องเป็นชนิดละลายน้ำได้ดีเพื่อไม่ให้ตกตะกอนอุดรูหยด และหลังให้ปุ๋ยทุกครั้งควรเดินน้ำเปล่าต่ออีกช่วงหนึ่งเพื่อไล่ปุ๋ยออกจากเทป อัตราและสูตรปุ๋ยให้อิงคำแนะนำตามชนิดพืชจากกรมวิชาการเกษตรหรือเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่
มีแหล่งสนับสนุนงบประมาณสำหรับติดตั้งระบบน้ำหยดไหม
มีโครงการส่งเสริมด้านการบริหารจัดการน้ำในแปลงเกษตรอยู่เป็นระยะ ทั้งในรูปแบบเงินอุดหนุน สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และการสนับสนุนผ่านกลุ่มเกษตรกรหรือแปลงใหญ่ แต่เงื่อนไข วงเงิน และช่วงเวลารับสมัครเปลี่ยนไปตามนโยบายของแต่ละปี จึงควรตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดจากสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด หรือหน่วยงานชลประทานในพื้นที่โดยตรง
