เทคโนโลยีและเครื่องมือเผยแพร่ 20 กันยายน 2569

เจาะบ่อบาดาลราคาเท่าไหร่ ต้องขออนุญาตไหม

เจาะบ่อบาดาลราคาเท่าไหร่ แยกตามความลึกและขนาดท่อ รวมค่าปั๊มและค่าไฟต่อเดือน พร้อมขั้นตอนขออนุญาตใช้น้ำบาดาล และวิธีสำรวจก่อนเจาะลดเสี่ยงเจาะแล้วไม่ได้น้ำ

เจาะบ่อบาดาลราคาเท่าไหร่ ต้องขออนุญาตไหม

คำตอบสั้น ๆ

แยกต้นทุนเจาะบ่อบาดาลตามความลึกและขนาดท่อ รวมค่าปั๊ม ค่าไฟ และค่าระบบ พร้อมขั้นตอนขออนุญาตใช้น้ำบาดาล และวิธีลดความเสี่ยงเจาะแล้วไม่ได้น้ำ

คำตอบเร็ว: ค่าเจาะบ่อบาดาลในไทยคิดกันเป็นราคาต่อเมตรตามชั้นดินที่เจอ โดยทั่วไปบ่อขนาด 4 นิ้ว ลึก 30-60 เมตรในชั้นดินทรายอยู่ในช่วงราว 25,000-70,000 บาท บ่อ 4-6 นิ้ว ลึก 60-100 เมตร อยู่ในช่วงราว 50,000-130,000 บาท และบ่อที่ต้องเจาะผ่านชั้นหินแข็งลึกเกิน 100 เมตรอาจขึ้นไปถึงราว 100,000-250,000 บาท ยังไม่รวมปั๊มซับเมอร์ส ตู้ควบคุม ท่อส่ง และถังพัก ซึ่งรวมกันอีกราว 20,000-100,000 บาทตามขนาดระบบ ส่วนเรื่องกฎหมาย การเจาะบ่อน้ำบาดาลที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางท่อกรุตอนบนสุดตั้งแต่ 4 นิ้วขึ้นไปต้องขอใบอนุญาตเจาะและใบอนุญาตใช้น้ำบาดาลตามพระราชบัญญัติน้ำบาดาล ยื่นได้ที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับมอบอำนาจ การเจาะโดยไม่ได้รับอนุญาตมีโทษตามกฎหมาย ควรตรวจสอบราคาปัจจุบันจากผู้รับเหมาในพื้นที่และตรวจสอบเงื่อนไขล่าสุดจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาลก่อนเริ่มงาน

ทุกหน้าแล้งจะมีคำถามเดิมกลับมาในกลุ่มเกษตรกรว่าเจาะบ่อคุ้มไหมและราคาเท่าไหร่ ปัญหาคือคำตอบที่ได้มักเป็นราคาเหมาที่เพื่อนบ้านจ่าย ซึ่งใช้เทียบกันไม่ได้เลยถ้าคนละชั้นดินและคนละความลึก บางแปลงเจาะ 35 เมตรก็ได้น้ำพอใช้ บางแปลงห่างกันไม่ถึงหนึ่งกิโลเมตรต้องลงไป 120 เมตรถึงเจอชั้นน้ำที่ให้ปริมาณพอ อีกเรื่องที่คนมักไม่รู้จนกระทั่งเจอเจ้าหน้าที่คือบ่อบาดาลมีกฎหมายควบคุมโดยตรง ไม่ใช่การขุดในที่ดินตัวเองแล้วจบ บทความนี้แยกตัวเลขต้นทุนเป็นรายการ อธิบายขั้นตอนขออนุญาต และบอกวิธีลดความเสี่ยงเจาะแล้วไม่ได้น้ำ

ราคาเจาะบ่อบาดาลตามความลึกและขนาดท่อ

ภาพประกอบ ราคาเจาะบ่อบาดาลตามความลึกและขนาดท่อ

โครงสร้างราคาที่ผู้รับเหมาส่วนใหญ่ใช้คือคิดค่าเจาะเป็นบาทต่อเมตร แล้วบวกค่าวัสดุท่อกรุ ค่าแผ่นกรวดกรุรอบท่อ ค่าเป่าล้างบ่อ และค่าขนย้ายเครื่องเจาะ ราคาต่อเมตรขึ้นกับชนิดชั้นดินเป็นหลัก เจาะในชั้นดินทรายด้วยวิธีเจาะแบบหมุนราคาต่ำที่สุด ส่วนการเจาะผ่านชั้นหินแข็งต้องใช้หัวเจาะแบบกระแทกซึ่งกินเวลาและกินดอกเจาะ ราคาต่อเมตรจึงสูงขึ้นได้เท่าตัว

รูปแบบบ่อความลึกโดยประมาณช่วงราคาค่าเจาะรวมท่อกรุเหมาะกับงาน
บ่อ 4 นิ้ว ชั้นดินทราย30-60 เมตรราว 25,000-70,000 บาทสวนผลไม้ขนาดเล็ก แปลงผัก ใช้ในครัวเรือน
บ่อ 4-6 นิ้ว ชั้นดินปนกรวด60-100 เมตรราว 50,000-130,000 บาทแปลงพืชไร่ ระบบสปริงเกลอร์ขนาดกลาง
บ่อ 6 นิ้ว ผ่านชั้นหินแข็ง100-150 เมตรราว 100,000-250,000 บาทพื้นที่อีสานตอนบนและภาคเหนือที่ชั้นน้ำอยู่ลึก
บ่อ 6 นิ้วขึ้นไป งานฟาร์มปศุสัตว์80-150 เมตรราว 120,000-300,000 บาทฟาร์มที่ต้องการน้ำต่อเนื่องปริมาณมากทุกวัน

ตัวเลขข้างต้นเป็นช่วงกว้างเพราะแปรตามค่าน้ำมัน ระยะทางขนเครื่องเจาะ และความยากของพื้นที่ วิธีเทียบราคาให้ตรงคือขอใบเสนอราคาจากผู้รับเหมาอย่างน้อยสามรายโดยระบุเงื่อนไขเดียวกัน ได้แก่ ขนาดท่อกรุ ชนิดท่อ ความลึกเป้าหมาย ปริมาณน้ำขั้นต่ำที่รับประกันเป็นลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง และเงื่อนไขกรณีเจาะแล้วไม่ได้น้ำ ถ้าเงื่อนไขไม่เหมือนกัน ตัวเลขที่ถูกกว่าอาจแพงกว่าเมื่อจบงาน

รายการที่มักไม่ได้รวมในราคาเหมา

  • ท่อกรุชนิดที่สูงกว่ามาตรฐานพื้นฐาน ท่อพีวีซีชั้นความหนาต่างกันมีอายุใช้งานต่างกัน บ่อลึกหรือดินที่มีแรงดันด้านข้างสูงควรใช้ท่อหนาขึ้นซึ่งบวกราคาเพิ่ม
  • การกรุกรวดและการเป่าล้างบ่อจนน้ำใส บางเจ้าคิดแยก การข้ามขั้นนี้ทำให้ทรายไหลเข้าบ่อและปั๊มพังเร็ว
  • ค่าตรวจคุณภาพน้ำ โดยเฉพาะเหล็ก แมงกานีส ความกระด้าง และความเค็ม ซึ่งจำเป็นถ้าจะใช้กับระบบน้ำหยดหรือให้สัตว์กิน
  • งานไฟฟ้า การเดินสายจากมิเตอร์ถึงหัวบ่อในระยะไกล ค่าสายไฟและการขออนุญาตขยายเขตไฟฟ้าเป็นค่าใช้จ่ายที่คนลืมบ่อยที่สุด

ค่าปั๊ม ค่าไฟ และค่าระบบหลังเจาะเสร็จ

บ่อที่เจาะเสร็จแล้วยังใช้งานไม่ได้จนกว่าจะมีปั๊มและระบบส่งน้ำ ส่วนนี้มักเป็นเงินอีกก้อนที่ใกล้เคียงกับค่าเจาะในบ่อขนาดเล็ก การเลือกขนาดปั๊มต้องดูสองค่าคือความลึกของระดับน้ำขณะสูบ และปริมาณน้ำที่ต้องการต่อชั่วโมง ปั๊มใหญ่เกินความจำเป็นไม่ได้ทำให้ได้น้ำมากขึ้นถ้าชั้นน้ำให้ได้จำกัด แต่จะสูบจนน้ำในบ่อลดต่ำกว่าหัวปั๊มและทำให้ปั๊มไหม้

รายการช่วงราคาโดยประมาณหมายเหตุ
ปั๊มซับเมอร์สขนาด 1-1.5 แรงม้า ไฟบ้านราว 8,000-25,000 บาทเหมาะกับบ่อ 4 นิ้ว ใช้กับแปลงผักหรือสวนขนาดเล็ก
ปั๊มซับเมอร์สขนาด 2-3 แรงม้า ไฟสามเฟสราว 15,000-45,000 บาทต้องมีไฟสามเฟสถึงแปลง มิฉะนั้นต้องเสียค่าขยายเขตเพิ่ม
ตู้ควบคุม สายไฟ ท่อส่ง อุปกรณ์หัวบ่อราว 5,000-30,000 บาทแปรตามระยะทางจากมิเตอร์ถึงหัวบ่อ
ถังพักหรือหอถังสูงราว 10,000-70,000 บาทช่วยลดจำนวนครั้งที่ปั๊มทำงานและยืดอายุปั๊ม
ชุดโซลาร์เซลล์สำหรับปั๊มขนาด 1-3 แรงม้าราว 40,000-150,000 บาทตัดค่าไฟรายเดือน แต่ได้น้ำเฉพาะช่วงมีแดด ควรมีถังพักคู่กัน

เรื่องค่าไฟคำนวณได้ตรงไปตรงมา ปั๊มขนาด 1.5 แรงม้ากินไฟราว 1.1 กิโลวัตต์ ถ้าเดินเครื่องวันละ 4 ชั่วโมงจะใช้ไฟราว 4.4 หน่วยต่อวัน หรือราว 130 หน่วยต่อเดือน ถ้าเดินวันละ 8 ชั่วโมงในหน้าแล้งก็เป็นราว 260 หน่วยต่อเดือน เมื่อคูณด้วยอัตราค่าไฟต่อหน่วยก็จะได้ค่าไฟรายเดือนคร่าว ๆ อัตราค่าไฟฟ้าและค่าบริการเปลี่ยนตามประเภทผู้ใช้และช่วงเวลา ควรตรวจสอบอัตราปัจจุบันจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในพื้นที่ก่อนนำไปคำนวณจุดคุ้มทุนของระบบโซลาร์

ข้อสังเกตจากหน้างานคือฟาร์มที่เปลี่ยนมาใช้โซลาร์แล้วพอใจมักเป็นฟาร์มที่มีถังพักใหญ่พอเก็บน้ำได้อย่างน้อยหนึ่งถึงสองวัน เพราะรูปแบบการใช้น้ำเปลี่ยนจากสูบเมื่อต้องการเป็นสูบเมื่อมีแดด ส่วนฟาร์มที่ต้องการน้ำแรงดันคงที่ตลอดเวลา เช่น ระบบพ่นหมอกในโรงเรือน มักยังต้องพึ่งไฟฟ้าเป็นระบบหลัก เนื้อหาเรื่องระบบน้ำและอุปกรณ์อื่นดูเพิ่มได้ในหมวด เทคโนโลยีและเครื่องมือ

ขั้นตอนและหน่วยงานที่ต้องขออนุญาต

น้ำบาดาลเป็นทรัพยากรที่มีกฎหมายเฉพาะควบคุม คือพระราชบัญญัติน้ำบาดาล ซึ่งกำหนดให้พื้นที่ที่ประกาศเป็นเขตน้ำบาดาลต้องขออนุญาตก่อนเจาะและก่อนใช้น้ำ หน่วยงานหลักคือกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยการยื่นคำขอทำได้ที่สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด สำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขต หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่ได้รับมอบอำนาจ

  1. ตรวจสอบก่อนว่าบ่อที่จะเจาะเข้าข่ายต้องขออนุญาตหรือไม่ เกณฑ์ที่ใช้อ้างอิงคือขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางของท่อกรุบ่อตอนบนสุด บ่อขนาดตั้งแต่ 4 นิ้วขึ้นไปเข้าข่ายต้องขออนุญาต ส่วนบ่อขนาดเล็กกว่านั้นให้สอบถามเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เพื่อความชัดเจน เพราะรายละเอียดและข้อยกเว้นปรับปรุงได้ตามประกาศ
  2. ยื่นคำขอรับใบอนุญาตเจาะน้ำบาดาล พร้อมเอกสารแสดงสิทธิในที่ดิน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน แผนที่สังเขปแสดงตำแหน่งบ่อ และรายละเอียดบ่อที่จะเจาะ กรณีเป็นนิติบุคคลต้องมีหนังสือรับรองนิติบุคคลเพิ่ม
  3. ใช้ช่างเจาะที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง ผู้รับจ้างเจาะต้องมีใบอนุญาตประกอบกิจการเจาะน้ำบาดาลและมีช่างเจาะที่ขึ้นทะเบียนกับกรมทรัพยากรน้ำบาดาล ขอดูเอกสารก่อนทำสัญญาเสมอ
  4. เมื่อเจาะเสร็จ ยื่นขอใบอนุญาตใช้น้ำบาดาล ซึ่งเป็นคนละใบกับใบอนุญาตเจาะ ต้องแจ้งปริมาณการใช้น้ำและวัตถุประสงค์ ใบอนุญาตมีอายุจำกัดและต้องต่ออายุตามรอบ
  5. ปฏิบัติตามเงื่อนไขในใบอนุญาต เช่น การติดตั้งมาตรวัดน้ำ การรายงานปริมาณการใช้ และการชำระค่าใช้น้ำบาดาลตามที่กฎหมายกำหนดสำหรับผู้ใช้แต่ละประเภท

ประเด็นที่เกษตรกรถามมากที่สุดคือการใช้น้ำเพื่อการเกษตรต้องเสียค่าใช้น้ำหรือไม่ เรื่องนี้กฎหมายกำหนดอัตราและข้อยกเว้นไว้ต่างกันตามวัตถุประสงค์การใช้และปริมาณ และมีการปรับปรุงเป็นระยะ จึงไม่ควรเชื่อตัวเลขที่เล่าต่อกันมา ให้สอบถามโดยตรงจากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดหรือกรมทรัพยากรน้ำบาดาลก่อนยื่นเรื่อง ส่วนบทลงโทษของการเจาะหรือใช้น้ำบาดาลโดยไม่ได้รับอนุญาตนั้นมีทั้งโทษปรับและโทษจำคุกตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเป็นความเสี่ยงที่ไม่คุ้มกับการประหยัดขั้นตอนเอกสาร

เอกสารที่ควรเตรียมไว้ล่วงหน้า

  • สำเนาเอกสารสิทธิที่ดิน เช่น โฉนด หรือหนังสือแสดงสิทธิอื่นตามที่หน่วยงานกำหนด
  • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนและทะเบียนบ้านของผู้ขออนุญาต
  • แผนที่สังเขปแสดงที่ตั้งบ่อและระยะห่างจากจุดอ้างอิงในพื้นที่
  • หนังสือยินยอมจากเจ้าของที่ดิน กรณีผู้ขอไม่ใช่เจ้าของที่ดิน
  • รายละเอียดบ่อที่จะเจาะ ได้แก่ ความลึก ขนาดท่อ และปริมาณน้ำที่คาดว่าจะใช้ต่อวัน

ความเสี่ยงเจาะแล้วไม่ได้น้ำ และการสำรวจก่อนเจาะ

ความเสี่ยงที่แพงที่สุดของงานนี้ไม่ใช่ราคาต่อเมตร แต่คือการจ่ายเต็มจำนวนแล้วได้บ่อที่ให้น้ำน้อยเกินกว่าจะใช้งานได้ หรือได้น้ำที่คุณภาพใช้ไม่ได้ สองกรณีนี้เกิดขึ้นจริงและเกิดบ่อยในพื้นที่ที่ชั้นน้ำกระจายตัวไม่สม่ำเสมอ วิธีลดความเสี่ยงมีทั้งการหาข้อมูลและการเขียนสัญญาให้รัดกุม

  1. ดูข้อมูลบ่อบาดาลที่มีอยู่แล้วในพื้นที่ กรมทรัพยากรน้ำบาดาลมีฐานข้อมูลบ่อที่เจาะไว้ รวมถึงความลึกและปริมาณน้ำที่ได้ สอบถามได้ที่สำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขตหรือสำนักงานจังหวัด ข้อมูลนี้บอกได้คร่าว ๆ ว่าในตำบลนั้นชั้นน้ำอยู่ลึกเท่าไหร่
  2. ถามบ่อข้างเคียงด้วยคำถามที่ถูก อย่าถามแค่ว่าได้น้ำไหม ให้ถามว่าเจาะลึกกี่เมตร ท่อกี่นิ้ว สูบได้กี่ชั่วโมงต่อวันก่อนน้ำลด และหน้าแล้งน้ำลดลงแค่ไหน คำตอบสามข้อหลังบอกศักยภาพชั้นน้ำได้ดีกว่าความลึกอย่างเดียว
  3. สำรวจทางธรณีฟิสิกส์ในจุดที่ไม่แน่ใจ วิธีที่ใช้กันคือการวัดค่าความต้านทานไฟฟ้าของชั้นดินเพื่อประเมินตำแหน่งชั้นน้ำก่อนเจาะ มีค่าใช้จ่ายต่อจุดซึ่งน้อยกว่าค่าเจาะบ่อเปล่ามาก คุ้มที่จะทำในพื้นที่ที่บ่อข้างเคียงให้ผลไม่สม่ำเสมอ
  4. เขียนเงื่อนไขปริมาณน้ำขั้นต่ำลงในสัญญา ระบุเป็นลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมงที่ต้องสูบได้ต่อเนื่อง พร้อมวิธีทดสอบและเงื่อนไขกรณีไม่ถึงเกณฑ์ ผู้รับเหมาบางรายมีเงื่อนไขไม่ได้น้ำไม่คิดค่าเจาะ บางรายคิดค่าเจาะตามเมตรที่เจาะจริงไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร สองแบบนี้ต่างกันมากและต้องตกลงเป็นลายลักษณ์อักษรก่อนลงมือ
  5. ส่งตรวจคุณภาพน้ำก่อนลงทุนระบบต่อ น้ำที่มีเหล็กหรือแมงกานีสสูงจะอุดหัวน้ำหยดและทิ้งคราบบนผลผลิต ส่วนน้ำกร่อยหรือน้ำเค็มใช้กับพืชหลายชนิดไม่ได้เลย โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีชั้นเกลือหินในภาคอีสาน ควรตรวจก่อนวางระบบน้ำหยดหรือก่อนใช้ในฟาร์มปศุสัตว์

ข้อสังเกตจากหน้างานที่ช่างเจาะรุ่นเก่ามักเตือนคือ อย่าเลือกตำแหน่งบ่อจากความสะดวกในการเดินท่ออย่างเดียว เพราะจุดที่ใกล้บ้านที่สุดอาจไม่ใช่จุดที่ชั้นน้ำดีที่สุด และอย่าเจาะใกล้คอกสัตว์ ส้วมซึม หรือบ่อขยะ เพราะเสี่ยงต่อการปนเปื้อนลงชั้นน้ำตื้น ระยะห่างที่ปลอดภัยควรสอบถามเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ประกอบกับสภาพชั้นดินจริง

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ตกลงราคาเหมาโดยไม่ระบุความลึกและปริมาณน้ำขั้นต่ำ เมื่อเจาะไม่เจอน้ำที่ความลึกที่คุยกันไว้ จะกลายเป็นข้อพิพาทที่ไม่มีเอกสารอ้างอิง
  • ข้ามขั้นตอนขออนุญาต นอกจากมีความผิดตามกฎหมายแล้ว บ่อที่ไม่มีเอกสารยังเป็นปัญหาเวลาขอไฟฟ้า ขอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ หรือเวลาซื้อขายที่ดิน
  • เลือกปั๊มใหญ่เกินศักยภาพของบ่อ สูบจนระดับน้ำลดต่ำกว่าหัวปั๊ม ปั๊มเดินตัวเปล่าและไหม้ภายในเวลาไม่นาน
  • ไม่เป่าล้างบ่อให้สะอาดก่อนใช้งาน ทรายที่ค้างในบ่อจะสึกกร่อนใบพัดปั๊มและทำให้ระบบน้ำหยดอุดตันตั้งแต่ฤดูแรก
  • ไม่ตรวจคุณภาพน้ำก่อนวางระบบน้ำหยด ค่าตรวจถูกกว่าค่าเปลี่ยนสายน้ำหยดทั้งแปลงหลายเท่า
  • สูบต่อเนื่องเกินศักยภาพในหน้าแล้ง ทำให้ระดับน้ำในชั้นลดลงจนกระทบทั้งบ่อของตัวเองและบ่อของเพื่อนบ้านในละแวกเดียวกัน
  • ไม่ทำฝาครอบและปิดปากบ่อให้เรียบร้อย เศษดิน น้ำผิวดิน และสัตว์เล็กลงไปในบ่อ เป็นทางให้เกิดการปนเปื้อนโดยตรง

สรุป

ค่าเจาะบ่อบาดาลขึ้นกับความลึกและชั้นดินเป็นหลัก บ่อ 4 นิ้วตื้น ๆ ในชั้นทรายอยู่ในหลักหลายหมื่นบาท ส่วนบ่อ 6 นิ้วที่ต้องผ่านชั้นหินแข็งลึกเกิน 100 เมตรขึ้นไปถึงหลักแสน และต้องบวกค่าปั๊ม ตู้ควบคุม ท่อ และถังพักอีกก้อนหนึ่งเสมอ ด้านกฎหมาย การเจาะบ่อขนาดตั้งแต่ 4 นิ้วขึ้นไปต้องขอทั้งใบอนุญาตเจาะและใบอนุญาตใช้น้ำบาดาล และต้องใช้ช่างเจาะที่ขึ้นทะเบียน การข้ามขั้นตอนนี้มีโทษตามกฎหมาย ส่วนความเสี่ยงเจาะแล้วไม่ได้น้ำลดได้ด้วยการดูข้อมูลบ่อข้างเคียง สำรวจธรณีฟิสิกส์ในจุดที่ไม่แน่ใจ และเขียนปริมาณน้ำขั้นต่ำลงในสัญญา ควรตรวจสอบราคาปัจจุบันจากผู้รับเหมาในพื้นที่และเงื่อนไขการขออนุญาตล่าสุดจากกรมทรัพยากรน้ำบาดาลก่อนลงมือ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมทรัพยากรน้ำบาดาล — ขั้นตอนการขอใบอนุญาตเจาะและใช้น้ำบาดาล ทะเบียนผู้รับใบอนุญาตเจาะ และฐานข้อมูลบ่อน้ำบาดาลรายพื้นที่
  • 📄สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัด — จุดยื่นคำขออนุญาตและสอบถามเงื่อนไขค่าใช้น้ำบาดาลในแต่ละจังหวัด
  • 📄กรมพัฒนาที่ดิน — ข้อมูลชั้นดินและแหล่งน้ำในไร่นา สำหรับเปรียบเทียบทางเลือกระหว่างสระกับบ่อบาดาล
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — คำแนะนำการวางระบบน้ำในแปลงและการติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่
  • 📄การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค — อัตราค่าไฟฟ้าและขั้นตอนการขอขยายเขตไฟฟ้าเพื่อการเกษตร

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

เจาะบ่อบาดาลในที่ดินตัวเอง ยังต้องขออนุญาตไหม

ต้องขอ เพราะน้ำบาดาลเป็นทรัพยากรใต้ดินที่มีกฎหมายเฉพาะควบคุมการเจาะและการใช้ ไม่ได้ถือเป็นส่วนหนึ่งของกรรมสิทธิ์ที่ดินโดยอัตโนมัติ โดยทั่วไปบ่อที่มีขนาดท่อกรุตอนบนสุดตั้งแต่ 4 นิ้วขึ้นไปในเขตน้ำบาดาลต้องขอทั้งใบอนุญาตเจาะและใบอนุญาตใช้น้ำ ควรสอบถามสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดก่อนเริ่ม

เจาะแล้วไม่ได้น้ำ ต้องจ่ายเงินไหม

ขึ้นกับสัญญาที่ตกลงกันไว้ ผู้รับเหมาบางรายรับเงื่อนไขไม่ได้น้ำไม่คิดค่าเจาะ ซึ่งมักบวกราคาต่อเมตรสูงกว่าเพื่อชดเชยความเสี่ยง บางรายคิดตามเมตรที่เจาะจริงซึ่งราคาต่อเมตรถูกกว่า สิ่งสำคัญคือต้องระบุให้ชัดในสัญญาก่อนเริ่มงาน พร้อมระบุปริมาณน้ำขั้นต่ำที่ถือว่างานสำเร็จ

บ่อ 4 นิ้วกับ 6 นิ้ว เลือกอย่างไร

ขนาดท่อกำหนดขนาดปั๊มที่ใส่ลงไปได้และปริมาณน้ำสูงสุดที่สูบขึ้นมาได้ต่อชั่วโมง บ่อ 4 นิ้วเพียงพอสำหรับแปลงผัก สวนขนาดเล็ก และการใช้ในครัวเรือน ส่วนบ่อ 6 นิ้วเหมาะกับพื้นที่ปลูกขนาดใหญ่หรือฟาร์มปศุสัตว์ที่ต้องใช้น้ำต่อเนื่อง ควรเผื่อการขยายในอนาคตไว้ด้วยเพราะการขยายบ่อเดิมทำไม่ได้ ต้องเจาะใหม่

น้ำบาดาลใช้กับระบบน้ำหยดได้เลยหรือไม่

ต้องดูผลตรวจคุณภาพน้ำก่อน น้ำบาดาลหลายแหล่งมีเหล็กและแมงกานีสสูง ซึ่งเมื่อสัมผัสอากาศจะตกตะกอนเป็นคราบสนิมอุดหัวน้ำหยดภายในไม่กี่เดือน ทางแก้คือติดตั้งระบบกรองหรือถังพักให้ตกตะกอนก่อนเข้าระบบ และต้องล้างระบบตามรอบ ถ้าน้ำมีความกระด้างสูงก็จะเกิดคราบหินปูนในลักษณะเดียวกัน

ใช้ปั๊มโซลาร์แทนไฟฟ้าคุ้มไหม

ขึ้นกับสามตัวแปรคือค่าไฟที่จ่ายอยู่เดิม จำนวนชั่วโมงที่ต้องสูบต่อวัน และระยะห่างจากแนวสายไฟฟ้า แปลงที่อยู่ไกลจนต้องเสียค่าขยายเขตหลายหมื่นบาทมักคุ้มทันที ส่วนแปลงที่มีไฟอยู่แล้วต้องคำนวณจุดคุ้มทุนจากค่าไฟที่ประหยัดได้ต่อเดือน ควรตรวจสอบอัตราค่าไฟปัจจุบันจากการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคก่อนตัดสินใจ

บ่อบาดาลใช้ได้นานกี่ปี

อายุบ่อขึ้นกับคุณภาพท่อกรุ การกรุกรวด และวิธีใช้งาน บ่อที่ทำถูกวิธีและไม่ถูกสูบเกินศักยภาพอยู่ได้หลายสิบปี ส่วนบ่อที่ทรายไหลเข้าเพราะกรุกรวดไม่ดีจะเสื่อมเร็วกว่ามาก สัญญาณที่ต้องเฝ้าระวังคือน้ำขุ่นมีทรายปน ปริมาณน้ำลดลงเรื่อย ๆ ทั้งที่ไม่ใช่หน้าแล้ง และปั๊มต้องทำงานนานขึ้นเพื่อให้ได้น้ำเท่าเดิม

ควรสำรวจอะไรก่อนตัดสินใจจ้างเจาะ

เริ่มจากสอบถามข้อมูลบ่อที่เจาะไว้แล้วในตำบลจากสำนักทรัพยากรน้ำบาดาลเขตหรือสำนักงานจังหวัด แล้วถามบ่อข้างเคียงว่าเจาะลึกกี่เมตร ท่อกี่นิ้ว สูบได้กี่ชั่วโมงต่อวันก่อนน้ำลด และหน้าแล้งน้ำลดลงแค่ไหน หากผลจากบ่อข้างเคียงไม่สม่ำเสมอ ควรจ้างสำรวจทางธรณีฟิสิกส์ก่อน ซึ่งมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าค่าเจาะบ่อเปล่ามาก