เทคโนโลยีและเครื่องมือเผยแพร่ 15 ตุลาคม 2569

พื้นและการระบายน้ำในโรงเรือน ทำอย่างไรไม่ให้ชื้นแฉะและโรคราระบาด

วิธีทำพื้นและระบบระบายน้ำในโรงเรือน ปรับความเอียง 2-4% ยกแปลง ทำร่องน้ำ คุมหยดน้ำใต้หลังคา และเกณฑ์ความชื้นที่โรคราน้ำค้างชอบ พร้อมแหล่งอ้างอิงจริง ปี 2569

พื้นและการระบายน้ำในโรงเรือน ทำอย่างไรไม่ให้ชื้นแฉะและโรคราระบาด

คำตอบสั้น ๆ

โรงเรือนชื้นแฉะมักเริ่มจากพื้นที่น้ำไม่มีทางไป บทความนี้เรียงขั้นตอนทำพื้น ร่องน้ำ และช่องระบายอากาศ โดยตัวเลขมาจากเอกสารของ สวพส. และกรมส่งเสริมการเกษตร

คำตอบเร็ว: ทำให้น้ำไม่ขังที่พื้นก่อน แล้วค่อยแก้ความชื้นในอากาศ เริ่มจากปรับพื้นให้เอียงลงทางระบายราว 2-4% (ตัวเลขนี้มาจากคำแนะนำการยกแปลงปลูกกุหลาบของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง) ยกแปลงให้สูงกว่าทางเดิน ทำร่องหรือท่อรับน้ำรอบโรงเรือน และเปิดช่องระบายอากาศให้ความชื้นสัมพันธ์ไม่ค้างสูงเกิน 85% นานกว่า 3 ชั่วโมงในช่วงที่โรคราน้ำค้างระบาด ตัวเลขเฉพาะพืชต้องเปลี่ยนตามชนิดพืชที่ปลูกจริง (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)

โรงเรือนที่ชื้นแฉะไม่ได้เริ่มจากฝนตกหนักอย่างเดียว ส่วนใหญ่เริ่มจากพื้นที่ลาดไม่ถูกทาง น้ำที่รดตอนเช้าไม่มีที่ไป แล้วระเหยขึ้นไปกลั่นเป็นหยดใต้หลังคาพลาสติก ตกลงมาที่ใบพอดี คนที่เคยเดินเข้าโรงเรือนตอนเช้าแล้วเจอไอน้ำลอยและพื้นเป็นโคลนจะรู้ บทความนี้เรียงตามลำดับงานที่ต้องทำจริง โดยตัวเลขทุกตัวมาจากเอกสารของหน่วยงานรัฐหรือมหาวิทยาลัยที่เปิดอ่านแล้ว ส่วนที่เป็นวิธีปฏิบัติของผมเอง จะบอกว่าเป็นหลักคิดไม่ใช่ตัวเลขทางการ

ทำไมพื้นเปียกถึงนำไปสู่โรคราได้

ภาพประกอบ ทำไมพื้นเปียกถึงนำไปสู่โรคราได้

เอกสารของสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (สวพส.) เรื่องการปลูกกุหลาบในโรงเรือนระบุว่าโรคราน้ำค้างเกิดเมื่อความชื้นสัมพันธ์สูงเกิน 90% อุณหภูมิต่ำกว่า 12 องศาเซลเซียส อากาศไม่หมุนเวียน หรือฟ้าปิดไม่มีแดดต่อเนื่อง 3 วัน และบอกว่าถ้าความชื้นสัมพันธ์ต่ำกว่า 85% กุหลาบจะไม่เป็นโรคนี้ เอกสารเดียวกันบอกว่าการงอกของสปอร์ต้องมีใบเปียกเกิน 3 ชั่วโมง และสปอร์ชุดใหม่เกิดบนผิวใบได้ภายใน 3 วัน นี่คือข้อมูลของกุหลาบ ไม่ใช่ทุกพืช แต่หลักการใช้ร่วมกันได้ คือยิ่งใบเปียกนาน ความเสี่ยงยิ่งสูง

เอกสารยังระบุว่าในโรงเรือนมักพบต้นป่วยตามมุมโรงเรือนหรือใต้รางน้ำ ซึ่งตรงกับที่เห็นในแปลงจริง มุมโรงเรือนคืออากาศนิ่งที่สุด และใต้รางน้ำคือที่ที่น้ำหยดและพื้นเปียกค้างที่สุด ถ้าพื้นตรงนั้นยังเฉอะแฉะทั้งที่ที่อื่นแห้งแล้ว ให้ถือเป็นสัญญาณเตือนแรกก่อนที่ใบจะแสดงอาการ

กรมส่งเสริมการเกษตรอธิบายโรคราน้ำค้างในพืชตระกูลแตง ตระกูลกะหล่ำและผักกาด และข้าวโพดว่ารุนแรงในช่วงอากาศเย็นชื้นและฝนตก และแพร่ด้วยลม น้ำฝน และเครื่องมือ มาตรการที่ระบุคือใช้เมล็ดพันธุ์ปลอดโรค ปลูกให้ห่างพอให้อากาศไหลผ่าน กำจัดวัชพืช ทำลายเศษพืชหลังเก็บเกี่ยว และปลูกหมุนเวียน เรื่องสารเคมี เอกสารมีชื่อสารที่ใช้ แต่ผมไม่นำมาระบุเป็นอัตราหรือสูตรในบทความนี้ ให้ทำตามฉลากของผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียน และปรึกษาเกษตรอำเภอ

ขั้นตอนทำพื้นและระบบระบายน้ำ ก่อนลงโครง

ลำดับที่ใช้ได้จริงคือคิดทางออกของน้ำก่อนคิดว่าจะวางโครงตรงไหน เพราะเปลี่ยนความลาดของพื้นหลังสร้างเสร็จแพงกว่าตอนที่ยังเป็นที่โล่ง

  1. ตรวจน้ำในที่ดินหลังฝนตกหนัก 1-2 ครั้ง ดูว่าตรงไหนน้ำท่วมขังนานที่สุด จุดนั้นไม่ควรเป็นกลางโรงเรือน
  2. เลือกตำแหน่งให้อยู่ด้านที่น้ำไหลออกได้ ไม่ใช่ท้ายแปลงที่น้ำจากรอบข้างไหลมารวม
  3. ปรับหน้าดินให้เอียงลงทางออก สวพส. แนะนำพื้นผิวเอียง 2-4% สำหรับการยกแปลงกุหลาบ คิดเป็นราว 2-4 เซนติเมตรต่อความยาว 1 เมตร
  4. ขุดร่องรับน้ำรอบโรงเรือนหรือด้านที่ลาดต่ำ ให้ปลายร่องต่อกับคูหรือบ่อนอกโรงเรือน อย่าปล่อยให้ร่องตัน
  5. ยกแปลงให้สูงกว่าทางเดิน สวพส. ระบุแปลงปลูกกุหลาบกว้าง 90 เซนติเมตร ทางเดินกว้าง 60 เซนติเมตร ส่วนผักในโรงเรือนของ สวพส. อีกฉบับใช้โรงเรือนกว้าง 6 เมตร มีแปลงย่อย 4 แปลง
  6. เลือกวัสดุปูทางเดินที่น้ำซึมได้หรือไหลลงร่องได้ เช่น ทราย กรวด หรือพื้นคอนกรีตที่มีความลาดชัดเอียง ไม่ปูแผ่นเรียบที่ขังน้ำ
  7. ทดสอบก่อนปลูก โดยเปิดน้ำรดทั้งโรงเรือนแล้วเดินดูว่าน้ำไหลไปทางไหน แอ่งตรงไหนยังขัง

สวพส. ระบุว่าในพื้นที่ที่ระบายน้ำดีสามารถปลูกกุหลาบโดยไม่ต้องยกแปลง แต่ถ้าพื้นที่ไม่ดีต้องยกแปลงให้สูงเพื่อให้ระบายน้ำและอากาศได้ดี ผมจึงใช้เป็นหลักว่า ถ้าที่ดินเป็นดินเหนียวหรือที่ลุ่ม การยกแปลงไม่ใช่ทางเลือก เป็นขั้นต่ำ

พื้นแบบไหนเหมาะกับงานแบบไหน

ชนิดพื้นข้อดีข้อเสียที่เจอจริงเหมาะกับ
ดินปรับระดับ ยกแปลงลงทุนต่ำ น้ำซึมลงดินเป็นโคลนช่วงฝน ต้องดูแลร่องทุกฤดูผักในแปลง ดินร่วนระบายน้ำดี
ทรายหรือกรวดรองทางเดินเดินไม่ลื่น น้ำไหลผ่านเร็ววัชพืชขึ้นแทรก ต้องเติมวัสดุเป็นระยะทางเดินระหว่างแปลง
พื้นคอนกรีตมีความลาดเอียงล้างทำความสะอาดง่าย ลดการสะสมโรคต้นทุนสูง ถ้าลาดผิดน้ำขังเป็นแอ่ง และแก้ยากโรงเรือนที่ต้องล้างฆ่าเชื้อบ่อย เช่น โรงเห็ด
แผ่นพลาสติกคลุมดินกันความชื้นขึ้นจากดิน คุมวัชพืชถ้าไม่มีทางระบาย น้ำจะขังบนแผ่นใช้ร่วมกับแปลงยก ไม่ใช่แทนที่ร่องน้ำ

ตารางนี้เป็นหลักคิดจากการทำงานภาคสนาม ไม่ได้มีตัวเลขต้นทุนของแต่ละแบบ เพราะราคาวัสดุแต่ละพื้นที่ต่างกัน และผมไม่ได้เปิดหน้าราคาวัสดุที่ยืนยันได้ ณ ต.ค. 2569 ให้ถามร้านวัสดุก่อสร้างในพื้นที่และบันทึกวันที่ที่ถามราคา

ความชื้นในอากาศ: ระบายออกยังไงไม่ให้หยดน้ำตกใส่ใบ

สวพส. ระบุไว้ชัดว่าต้องจัดสภาพในโรงเรือนไม่ให้เกิดการกลั่นตัวเป็นหยดน้ำใต้หลังคาพลาสติก เพราะหยดน้ำนี้จะตกลงมาถูกพืช ทำได้โดยควบคุมอุณหภูมิและการหมุนเวียนอากาศ เช่น สร้างโรงเรือนให้สูง เพราะหากระยะระหว่างยอดพืชกับหลังคาใกล้กันความชื้นจะกลั่นตัวเป็นหยดมากขึ้น

แปลว่าความสูงของโรงเรือนเป็นส่วนหนึ่งของระบบระบายน้ำ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องร้อน โรงเรือนที่เตี้ยเกินไปมักมีหยดน้ำหยดใส่ใบทุกเช้า ซึ่งเป็นเหตุผลที่ควรเผื่อความสูงตั้งแต่ตอนออกแบบ

จังหวะเปิดปิดที่คนมักพลาด

  • เปิดชายคาหรือหน้าต่างหลังดวงอาทิตย์ขึ้นไม่นาน เพื่อไล่ความชื้นสะสมจากกลางคืน ไม่รอจนสาย
  • รดน้ำช่วงเช้าที่อากาศยังระบายได้ ไม่รดตอนเย็นแล้วปิดโรงเรือนทั้งคืน
  • หลังฝนตกให้เปิดด้านที่อยู่ใต้ลมก่อน เพื่อให้อากาศชื้นออก ไม่ใช่เปิดด้านเดียวที่ลมตีเข้า
  • ตรวจมุมโรงเรือนและใต้รางน้ำทุกเช้า ที่นั่นมักเป็นจุดแรกที่มีโรค

สำหรับคนที่อยากวัดแทนการเดา เครื่องวัดอุณหภูมิความชื้นราคาถูกวางไว้กลางโรงเรือน ก็พอให้เห็นว่าความชื้นพุ่งขึ้นช่วงไหน ผมไม่ระบุราคาเครื่องวัดเพราะไม่ได้เปิดหน้าสินค้าที่ยืนยันได้ ถ้าต้องการระบบอัตโนมัติ ดูบทความ ควบคุมอุณหภูมิความชื้นโรงเรือนด้วยระบบอัตโนมัติ ต่างจากเปิดปิดพัดลมเองแค่ไหน

ตัวอย่างการคำนวณทางน้ำ (เป็นตัวอย่างสมมติ)

ตัวอย่างนี้เป็นการสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด ไม่ใช่ข้อมูลฟาร์มจริง: โรงเรือนกว้าง 6 เมตร ยาว 24 เมตร ตามสัดส่วนที่ สวพส. ใช้เป็นโรงเรือนผักขนาดใหญ่ (กว้าง 6 เมตร ยาวตั้งแต่ 24 เมตรขึ้นไป) พื้นที่ 144 ตารางเมตร ถ้าจะปรับพื้นเอียง 2% จากกลางโรงเรือนลงด้านข้างที่ห่างออกไป 3 เมตร ปลายด้านข้างจะต่ำกว่ากลางโรงเรือนราว 6 เซนติเมตร ตัวเลข 2% มาจากช่วง 2-4% ของ สวพส. ส่วนระยะ 3 เมตรเป็นสมมติของตัวอย่าง ให้เอาไม้ระดับและเชือกวัดหน้างานจริง ไม่เชื่อสายตา เพราะความลาดแค่ไม่กี่เซนติเมตรมองด้วยตาแทบไม่เห็น

ถ้าเป็นโรงเรือนเห็ดหรือโรงเรือนสัตว์ พื้นต้องคิดต่างจากโรงเรือนผัก

งานวิจัยเรื่องโรงเรือนเห็ดนางรมและนางฟ้าในวารสารวิชาการการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม (ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 ม.ค.-มิ.ย. 2561) แนะนำให้เลือกพื้นที่โล่งที่อากาศถ่ายเท ไม่มีน้ำขัง ระบายน้ำดี ดินไม่เค็ม และทำความสะอาดก่อนใช้ซ้ำ ส่วนกรณีศึกษาเห็ดฟางของสวทช. (บ้านหนองหว้า จังหวัดฉะเชิงเทรา) ระบุว่าถ้าความชื้นต่ำ ไม่ควรรดน้ำที่วัสดุเพาะโดยตรง ให้รดที่พื้นหรือผนังแทน แปลว่าพื้นโรงเห็ดต้องทนการรดน้ำได้บ่อย จึงควรเป็นพื้นที่ล้างง่ายและระบายน้ำไว ไม่ใช่ดินเปียกค้าง สำหรับโรงเห็ดโดยเฉพาะ ดูบทความ ระบบทำความเย็นแบบระเหยน้ำอัตโนมัติในโรงเรือนไก่ ลงทุนเท่าไหร่ คุ้มกับฟาร์มเล็กไหม ที่เล่าเรื่องการทำความเย็นแบบระเหยน้ำในโรงเรือนสัตว์ปีก เป็นตัวเทียบเรื่องการจัดการความชื้นและน้ำในโรงเรือนอีกแบบหนึ่ง

ความผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องพื้นและระบายน้ำในโรงเรือน

  • ปรับพื้นให้เรียบเสมอกันทั้งหมด ไม่มีความลาด น้ำจึงขังเป็นแอ่งตรงที่ต่ำที่สุด
  • ทำร่องน้ำรอบโรงเรือนแต่ไม่ต่อออกไปนอก น้ำฝนจากหลังคาไหลย้อนกลับเข้าแปลง
  • ปูพลาสติกคลุมดินทั้งผืนโดยไม่เว้นทางน้ำออก น้ำที่รดตอนเช้าจึงขังบนผ้าพลาสติก
  • ปลูกชิดกันจนอากาศไม่ไหล เพราะอยากได้จำนวนต้นมาก แล้วต้องเสียค่ายามากกว่าที่ได้เพิ่ม
  • รดน้ำตอนเย็นแล้วปิดโรงเรือนมิดชิด ทำให้ใบเปียกค้างทั้งคืน
  • ละเลยเศษพืชที่ตกอยู่ตามร่อง ซึ่งเป็นแหล่งสะสมเชื้อ ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำให้ทำลายเศษพืช

สรุป

ปัญหาชื้นแฉะและโรคราในโรงเรือนแก้ได้ดีที่สุดตั้งแต่ก่อนลงโครง คือปรับพื้นให้เอียง ทำทางน้ำออกนอกโรงเรือน ยกแปลง และออกแบบความสูงกับช่องลมไม่ให้หยดน้ำตกใส่ใบ ตัวเลขที่ยืนยันได้จากแหล่งที่เปิดอ่านคือความเอียง 2-4% ความชื้นไม่ควรเกิน 85% นานเกิน 3 ชั่วโมง และโรคราน้ำค้างระบาดหนักเมื่อความชื้นสูงเกิน 90% ซึ่งเป็นข้อมูลของกุหลาบ ให้ปรับตามพืชที่ปลูกจริง ส่วนเรื่องยา ให้ทำตามฉลากและคำแนะนำของเกษตรอำเภอ (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569) บทความ โรงเรือนปลูกผักแบบประหยัด: วัสดุ ระบายอากาศ และการคุมฝน ช่วยต่อยอดเรื่องโครงและการเลือกวัสดุ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) — การปลูกกุหลาบ — ความลาดของแปลง 2-4% ขนาดแปลง และเงื่อนไขโรคราน้ำค้าง https://hkm.hrdi.or.th/Knowledge/detail/224
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร ศูนย์วิทยบริการเพื่อส่งเสริมการเกษตร — โรคราน้ำค้างพืชตระกูลแตง พืชตระกูลกะหล่ำและผักกาด และข้าวโพด — สภาพอากาศที่โรคระบาด และมาตรการจัดการแปลง https://esc.doae.go.th/ระวังโรคราน้ำค้าง/
  • 📄สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง — โรงเรือนปลูกผัก (ดร.เพชรดา อยู่สุข) — ขนาดโรงเรือน อายุพลาสติกหลังคา https://www.hrdi.or.th/Articles/Detail/103
  • 📄วารสารวิชาการการจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ปีที่ 5 ฉบับที่ 1 (2561) — แนวทางเลือกพื้นที่ตั้งโรงเรือนเห็ด https://ph02.tci-thaijo.org/index.php/itm-journal/article/download/140258/104041/
  • 📄สวทช. — กรณีศึกษาเห็ดฟางแบบโรงเรือนชั้นวาง (บ้านหนองหว้า จ.ฉะเชิงเทรา) — การรดพื้นและผนังเมื่อความชื้นต่ำ https://waa.inter.nstda.or.th/stks/pub/2020/20200618-case-study-straw-mushroom-v1.pdf

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์

หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

คำถามที่พบบ่อย

พื้นโรงเรือนควรเอียงกี่เปอร์เซ็นต์

สวพส. แนะนำพื้นผิวแปลงกุหลาบเอียง 2-4% เป็นตัวเลขของพืชชนิดนั้น ใช้เป็นจุดเริ่มต้นแล้วปรับตามดินและฝนในพื้นที่

ต้องเทพื้นคอนกรีตในโรงเรือนปลูกผักไหม

ไม่จำเป็นสำหรับผักในแปลง ดินยกแปลงที่มีร่องระบายก็พอ คอนกรีตเหมาะกับโรงเรือนที่ต้องล้างบ่อย เช่น โรงเห็ด

ความชื้นสัมพันธ์ควรอยู่ที่เท่าไร

ขึ้นกับพืช สวพส. ระบุกุหลาบในโรงเรือนเหมาะ 70-80% และไม่ควรเกิน 85% นานเกิน 3 ชั่วโมง

หยดน้ำใต้หลังคาแก้ยังไง

คุมอุณหภูมิและการหมุนเวียนอากาศ และทำโรงเรือนให้สูง เว้นระยะระหว่างยอดพืชกับหลังคา ตามที่ สวพส. แนะนำ

ถ้าใช้ยากำจัดราน้ำค้างต้องใช้สูตรไหน

บทความนี้ไม่ระบุอัตราผสม ให้ทำตามฉลากของผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนและปรึกษาเกษตรอำเภอ

พลาสติกหลังคาอยู่ได้นานเท่าไร

สวพส. ระบุราว 3 ปี และสั้นลงถ้ามีพายุหรือลูกเห็บ