คำตอบสั้น ๆ
ตาข่ายกันแมลงได้ผลเมื่อช่องเล็กกว่าตัวแมลง ปิดช่องรั่วครบ และมีลมพอ ตาข่ายยิ่งถี่ยิ่งลดลมและทำให้เรือนร้อนชื้น บทความนี้สรุปตัวเลขจากเอกสาร UConn และงานทดลองในกรุงเทพฯ
คำตอบเร็ว: ตาข่ายกันแมลงกันเพลี้ยไฟและแมลงหวี่ขาวได้ในทางหลักการ แต่เฉพาะเมื่อช่องตาข่ายเล็กกว่าตัวแมลงและปิดช่องว่างอื่นทั้งหมด เอกสาร UConn Extension ระบุว่าเพลี้ยไฟต้องใช้ตาข่ายช่องเล็กราว 0.0059 นิ้ว (ประมาณ 150 ไมครอน) แมลงหวี่ขาวใบเงินใช้ช่อง 0.0107 x 0.0304 นิ้ว และตาข่ายยิ่งถี่ยิ่งลดลม งานวิจัยในโรงเรือนมะเขือเทศที่สถาบัน AIT กรุงเทพฯ พบว่าตาข่าย 78 เมชลดอัตราแลกอากาศราว 50% และความชื้นสัมบูรณ์ในเรือนสูงเป็นประมาณ 2 เท่าของเรือนเมช 52 และ 40 ผลผลิตดีที่สุดที่ 52 เมช ข้อมูลนี้ไม่ได้บอกว่าตาข่ายกันแมลงได้ทุกชนิดทุกกรณี ข้อมูล ณ ต.ค. 2569
คำถามนี้ไม่มีคำตอบสั้นที่ถูกต้องว่า "ใช้กี่เมช" เพราะเมชบอกแค่จำนวนเส้นด้ายต่อนิ้ว ไม่ได้บอกขนาดช่องตรง ๆ และตาข่ายที่ถี่ถึงขั้นกันเพลี้ยไฟได้ ก็ทำให้ลมผ่านเข้าเรือนยากจนเรือนร้อนชื้นได้ ผมอ่านเอกสารสองชิ้นที่ให้ตัวเลขชัด ชิ้นหนึ่งเป็นเอกสารส่งเสริมของมหาวิทยาลัยคอนเนตทิคัต อีกชิ้นเป็นวิทยานิพนธ์ที่ทดลองในเรือนตาข่ายที่กรุงเทพฯ จึงนำมาแยกให้เห็นว่ากันแมลงได้จริงแค่ไหน และเสียอะไรไปแลกบ้าง
เมชคืออะไร และทำไมเมชอย่างเดียวบอกไม่ได้ว่ากันแมลงอะไรได้
วิทยานิพนธ์ของ Harmanto (มหาวิทยาลัยฮันโนเวอร์ 2006) อธิบายว่าเมชคือจำนวนเส้นด้ายต่อนิ้วในแต่ละทิศทาง ตาข่ายที่ทอเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสกับตาข่ายที่ทอเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า (เช่น 78 x 52) มีความพรุนไม่เท่ากัน ส่วนผมมีข้อสังเกตจากนิยามนี้ว่า เมชเท่ากันแต่เส้นด้ายหนาไม่เท่ากัน ขนาดช่องจริงย่อมไม่เท่ากัน ข้อสังเกตนี้เป็นเหตุผลของผม ไม่ได้อ้างมาจากตารางในเอกสาร ดังนั้นเวลาซื้อ ควรถามร้านถึง "ขนาดช่องเป็นมิลลิเมตรหรือไมครอน" และขอดูผ้าจริงด้วย ไม่ควรเชื่อเลขเมชบนป้ายอย่างเดียว
ตารางด้านล่างมาจากเอกสาร UConn Extension (Bartok, 2016) ซึ่งให้ขนาดช่องตาข่ายที่ใช้กับแมลงแต่ละชนิดเป็นนิ้ว ผมแปลงเป็นไมครอนเองโดยคูณ 25,400 (หนึ่งนิ้วเท่ากับ 25,400 ไมครอน) ตัวเลขไมครอนจึงเป็นค่าแปลงของผม ไม่ใช่ค่าที่เอกสารพิมพ์ไว้ คอลัมน์ลดลมก็เป็นค่าของเอกสาร
| แมลง | ขนาดช่องที่เอกสารระบุ (นิ้ว) | แปลงเป็นไมครอน (ประมาณ) | ลมลดลง |
|---|---|---|---|
| เพลี้ยไฟ Western flower thrips | 0.0059 x 0.0059 | 150 x 150 | 45% |
| แมลงหวี่ขาวใบเงิน Silverleaf whitefly | 0.0107 x 0.0304 | 272 x 772 | 32% |
| แมลงหวี่ขาวเรือนกระจก Greenhouse whitefly | 0.0158 x 0.0178 | 401 x 452 | 25% |
| เพลี้ยอ่อนแตง Melon aphid | 0.0158 x 0.0178 | 401 x 452 | 25% |
| หนอนชอนใบส้ม Citrus leafminer | 0.0105 x 0.0322 | 267 x 818 | 30% |
| หนอนชอนใบ Serpentine leafminer | 0.0237 x 0.0237 | 602 x 602 | 15% |
เอกสารเดียวกันบอกว่าเพลี้ยไฟต้องใช้พื้นที่ตาข่ายมากกว่าแมลงอื่น 3-4 เท่า เพื่อชดเชยลมที่หายไป ผมแนะนำให้อ่านตัวเลขนี้เป็นความเร่งด่วนของการออกแบบ ไม่ใช่เพียงตัวเลขที่อยู่ในตาราง เพราะมันแปลว่าเรือนที่ออกแบบมาอากาศผ่านดีอยู่แล้ว เปลี่ยนมาใช้ตาข่ายกันเพลี้ยไฟโดยไม่เพิ่มพื้นที่รับลม ลมจะไม่พอ
แล้วตัวเลขเมชในงานที่ทำในเมืองร้อนชื้นเป็นอย่างไร
วิทยานิพนธ์ของ Harmanto ทดลองที่สถาบัน AIT กรุงเทพฯ ระหว่างมิถุนายน 2003 ถึงมิถุนายน 2005 ในเรือนขนาด 10 x 20 เมตร หลังคาพลาสติกและผนังข้างเป็นตาข่าย ทดสอบตาข่าย 3 ชนิด ได้แก่ 40 เมช (ชนิดกันหนอนชอนใบ) 52 เมช (กันแมลงหวี่ขาว) และ 78 เมช (กันเพลี้ยไฟ) ผลที่รายงานคือ
- อัตราแลกอากาศของเรือน 78 เมชลดลงประมาณ 50% และเรือน 52 เมชลดลงประมาณ 35% เมื่อเทียบกับเรือน 40 เมช
- อุณหภูมิอากาศในเรือนสูงขึ้น 1-3 องศาเซลเซียส
- ความชื้นสัมบูรณ์ในเรือน 78 เมช สูงประมาณ 2 เท่าของเรือน 52 และ 40 เมช
- เรือน 52 เมชให้ผลผลิตรวมและคุณภาพผลดีที่สุด จึงถูกเลือกเป็นข้อประนีประนอมสำหรับเขตร้อนชื้น
- เรือนต้องมีช่องเปิดอย่างน้อย 60% ของพื้นที่พื้น จึงจะได้สภาพอากาศและการแลกอากาศที่เหมาะสม
- ติดผลช่วงอากาศเย็นให้ผลผลิตดีที่สุด
- กรุงเทพฯ อุณหภูมิสูงสุดอาจถึง 45 องศาเซลเซียส วิทยานิพนธ์จึงมองว่าตาข่ายที่ถี่กว่า 78 เมชเสี่ยง
ข้อควรระวังในการอ่านผล หนึ่ง งานนี้เป็นเรือนมะเขือเทศ ไม่ใช่พืชทุกชนิด สอง ผลที่ผมสรุปเป็นเรื่องอากาศและผลผลิต ผมไม่ได้อ่านพบในส่วนที่เปิดอ่านว่าแต่ละเรือนกันแมลงได้กี่เปอร์เซ็นต์ จึงไม่ขอพูดเรื่องนั้น สาม ตาข่าย "กันเพลี้ยไฟ" ที่ใช้ในการทดลองคือ 78 x 52 ซึ่งเป็นตาผืนผ้า ขณะที่ตารางในวิทยานิพนธ์ (อ้าง Bethke 1990) จับคู่เพลี้ยไฟกับช่อง 192 ไมครอนที่เมชประมาณ 132 และ UConn ให้ช่องเพลี้ยไฟ 0.0059 นิ้ว (ประมาณ 150 ไมครอน) ตัวเลขสองแหล่งไม่เท่ากันเอง ผมจึงบอกตรง ๆ ว่าตัวเลขขนาดช่องที่ใช้กันเพลี้ยไฟไม่นิ่ง และคุณควรถามหน่วยงานที่คุ้นกับแมลงในพื้นที่ เช่น สำนักงานเกษตรอำเภอ ศูนย์วิจัย หรือกลุ่มผู้ปลูกพืชเดียวกัน
ตารางเมชกับขนาดช่องและแมลงที่วิทยานิพนธ์อ้างจาก Bethke (1990) มีดังนี้ ตัวเลขทั้งหมดเป็นของตารางนั้น ผมไม่ได้เพิ่ม
| แมลง | ขนาดช่อง (ไมครอน) | เมชที่ตารางจับคู่ |
|---|---|---|
| หนอนชอนใบ (serpentine leafminer) | 640 | 40 |
| แมลงหวี่ขาว (sweet-potato whitefly) | 462 | 52 |
| เพลี้ยอ่อนแตง (melon aphid) | 340 | 78 |
| แมลงหวี่ขาวเรือนกระจก (greenhouse whitefly) | 288 | 81 |
| แมลงหวี่ขาวใบเงิน (silverleaf whitefly) | 239 | 123 |
| เพลี้ยไฟ (western flower thrips) | 192 | 132 |
เมื่อเทียบสองตาราง จะเห็นว่าแมลงหวี่ขาวใบเงินในตารางนี้ต้องใช้เมชสูงมากเช่นกัน ขณะที่ในทางปฏิบัติเรือนตัวอย่างใช้ 52 เมชเป็นข้อตกลงกลาง คำตอบจึงขึ้นกับว่าคุณยอมรับแมลงหลุดเข้ามาได้มากน้อยแค่ไหนแลกกับอากาศที่ผ่าน
ตาข่ายกันแมลงใช้ได้จริงหรือไม่ ตอบเป็นเงื่อนไข
ถ้าให้ตอบตรง ๆ ตามที่ผมอ่านได้ ตาข่ายเป็นเครื่องมือจัดการแมลงที่ใช้ได้ เอกสาร UConn เรียกว่า "เครื่องมือจัดการศัตรูพืชที่สำคัญ" แต่ผลขึ้นกับสามเงื่อนไขที่ต้องผ่านพร้อมกัน
- ช่องตาข่ายเล็กกว่าตัวแมลงเป้าหมาย: ตัวเลขข้างต้นเป็นแนวทาง ไม่ใช่คำมั่น และแมลงต่างชนิดมีขนาดต่างกัน
- ไม่มีช่องว่างอื่นให้แมลงเข้า: UConn ย้ำให้ปิดช่องว่างทั้งหมด ประตู รอยต่อผนัง ช่องรอบท่อ แมลงตัวเล็กเข้าได้ทุกรอยที่ตาข่ายไม่ครอบ ประตูทางเข้าที่เปิดใช้ทุกวันเป็นรูรั่วที่ใหญ่ที่สุด
- ลมพอ: UConn ระบุว่าตาข่ายทำงานได้ดีที่สุดเมื่อมีพัดลมดูดอากาศออก และการระบายอากาศธรรมชาติต้องใช้พื้นที่ตาข่ายมากขึ้น
ถ้าขาดข้อใดข้อหนึ่ง ผลจะไม่ตรงกับที่ป้ายโฆษณา และข้อที่สามเป็นข้อที่ผมเห็นว่าคนไทยมองข้ามบ่อยสุด เพราะคิดว่าเลือกตาข่ายถี่แล้วจบ แต่เรือนที่ไม่มีลมเข้าก็ร้อนจนต้นพืชเสียเอง
ผลข้างเคียง ความร้อนและความชื้น
จากงาน AIT ตาข่ายที่ถี่ขึ้นทำให้อุณหภูมิในเรือนสูงขึ้น 1-3 องศาเซลเซียส และเรือน 78 เมชมีความชื้นสัมบูรณ์สูงเป็นราว 2 เท่าของเรือน 52 และ 40 เมช ความชื้นสูงขึ้นในเรือนร้อนเป็นเรื่องที่ต้องคิดคู่กับโรคเชื้อราและการติดผล ผมไม่มีข้อมูลที่อ่านได้ว่าความชื้นระดับนั้นทำให้เกิดโรคอะไรในพืชชนิดใดของไทย แต่เป็นสัญญาณให้ต้องวางแผนระบายอากาศ
ตาข่ายยังเปลี่ยนแสง งาน Kotilainen และคณะใน PLOS ONE (2018) พบว่าวัสดุตาข่ายและม่านที่หน้าตาคล้ายกันอาจให้ปริมาณแสงและสัดส่วนช่วงคลื่นแตกต่างกัน ตาข่ายสีดำมีสัดส่วนยูวีต่อแสงสังเคราะห์แสงสูง ถ้าปลูกพืชที่ไวต่อแสงให้ทดลองกับผืนเล็กก่อน
ขั้นตอนเลือกและติดตั้งตาข่ายให้ได้ผล
- ระบุแมลงเป้าหมาย: เพลี้ยไฟ แมลงหวี่ขาว หรือหนอนชอนใบ คนละช่องตาข่าย ถ้าไม่แน่ใจว่าตัวไหน ให้ส่งตัวอย่างหรือรูปให้เกษตรอำเภอดู ก่อนซื้อ
- ขอขนาดช่องจากร้านเป็นหน่วยวัด: ขอข้อมูลช่องเป็นมิลลิเมตรหรือไมครอนและขอดูผ้าจริง เมชเดียวกันอาจช่องไม่เท่ากัน (เหตุผลของผม)
- คำนวณพื้นที่ตาข่ายให้พอ: เพลี้ยไฟใช้พื้นที่ตาข่ายมากกว่าแมลงอื่น 3-4 เท่า (UConn) และงาน AIT ต้องการช่องเปิดอย่างน้อย 60% ของพื้นที่พื้น ถ้าพื้นที่พอไม่ได้ ให้เพิ่มโครงต่อยื่น หรือกล่องคลุมช่องรับลม ซึ่ง UConn ระบุเป็นวิธีเพิ่มพื้นที่
- เผื่อผ้าหด: UConn ให้เผื่อผ้าหด 1-2%
- ปิดช่องว่างอื่น: ประตู รอยต่อ ช่องท่อ และชายตาข่ายทุกด้าน
- ถ้ามีพัดลม ให้ใช้ช่วยดูดอากาศออก: ตาข่ายทำงานดีขึ้นเมื่อมีพัดลม (UConn)
- วางแผนล้างตาข่าย: ฝุ่นและละอองเรณูอุดช่อง UConn แนะนำให้ล้างจากด้านในออกด้านนอกด้วยสายยางในวันที่อากาศอุ่น ไม่ใช้เครื่องเป่าลมแรงสูง และให้ทำความสะอาดเมื่อแรงดันตกคร่อมตาข่ายเกิน 0.4 นิ้วน้ำ ซึ่งต้องใช้เครื่องมือวัด ในแปลงทั่วไปให้ใช้สัญญาณง่ายกว่า เช่น ลมในเรือนนิ่งขึ้นหรือใบพืชเริ่มร้อนกว่าปกติ แล้วค่อยล้าง (เป็นข้อเสนอของผม)
- ทดลองก่อนปูทั้งเรือน: ติดผืนทดลองและจดจำนวนแมลงที่เจอบนกับดักกาวเหนียวก่อนและหลัง ผมไม่ระบุความถี่กับดักเพราะไม่มีเอกสารยืนยัน
ตาข่ายกันแมลงช่วยอะไรได้บ้างนอกจากกันตัวแมลง
การกันแมลงไม่ให้เข้าลดความจำเป็นต้องพ่นสารกำจัดแมลงในเรือน แต่บทความนี้ไม่ได้ให้ข้อมูลเรื่องสารเคมี และผมไม่ระบุชื่อสารหรือขนาดการใช้ ถ้าต้องใช้สารกำจัดแมลง ให้ปฏิบัติตามฉลากและคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรหรือเกษตรอำเภอ นอกจากนี้ การกันแมลงที่เป็นพาหะโรคไวรัสพืชบางชนิดเป็นเหตุผลที่คนใช้ตาข่าย แต่ผมไม่ได้เปิดอ่านงานที่ยืนยันประสิทธิผลต่อโรคเฉพาะชนิดในไทย จึงไม่ขอสรุป
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เลือกเมชสูงสุดเพื่อให้ปลอดภัยไว้ก่อน: เมชสูงทำให้ลมหายไปมาก (เรือน 78 เมชลดอัตราแลกอากาศราว 50% ในงาน AIT) เรือนร้อนและชื้นเกินจนพืชเสียก่อน
- เชื่อเลขเมชโดยไม่ดูช่อง: เส้นด้ายหนาบางต่างกัน และแหล่งอ้างอิงสองแหล่งให้ขนาดช่องเพลี้ยไฟไม่ตรงกัน ควรขอขนาดช่องและดูผ้าจริง
- ลืมปิดประตูและรอยต่อ: ตาข่ายดีแต่ประตูเปิดตลอด ผลก็เสมอกับไม่ใช้
- ไม่เพิ่มพื้นที่ตาข่ายเมื่อเปลี่ยนเป็นตาถี่: UConn ระบุว่าเพลี้ยไฟต้องใช้พื้นที่ 3-4 เท่า การเปลี่ยนตาข่ายโดยไม่เพิ่มพื้นที่ทำให้ลมไม่พอ
- ปล่อยให้ฝุ่นอุดตา: ฝุ่นและละอองเรณูอุดตาข่ายจนลมลดลงอีก ควรล้างตามวิธีที่ UConn แนะนำ
- ใช้เครื่องเป่าลมแรงสูงล้างฝุ่นตาข่าย: UConn ไม่แนะนำวิธีนี้ ให้ล้างจากด้านในออกด้วยสายยางแทน
เช็กลิสต์ก่อนซื้อตาข่ายกันแมลง
- ระบุแมลงเป้าหมายแล้ว และยืนยันกับเกษตรอำเภอหรือศูนย์วิจัย
- ขอขนาดช่องของตาข่ายจากร้าน (มิลลิเมตรหรือไมครอน) พร้อมดูผ้าจริง
- คำนวณพื้นที่ตาข่ายเทียบกับพื้นที่พื้นเรือน เผื่อช่องเปิดและเผื่อหด 1-2%
- วางแผนปิดประตู รอยต่อ ช่องท่อ ให้ครบก่อนติดตาข่าย
- วางแผนพัดลมหรือช่องลมเสริมถ้าใช้ตาข่ายถี่
- เตรียมวิธีและเวลาล้างตาข่าย (จากด้านในออก ด้วยสายยาง)
- ทดลองผืนเล็กแล้วนับแมลงก่อนและหลัง
อ่านต่อในเรื่องที่เกี่ยวข้อง
ถ้ากำลังเลือกซื้อตาข่ายหรือมุ้งสำหรับแปลงผัก ดูรีวิวที่ รีวิว 9 ตาข่ายและมุ้งกันแมลงสำหรับแปลงผัก ส่วนตัวอย่างการลงทุนเรือนกันแมลงในพืชราคาสูงอ่านที่ ปลูกมะเขือเทศราชินีในโรงเรือนกันแมลง ลงทุนเท่าไร โรงเรือนปลูกผักแบบประหยัดและเรื่องระบายอากาศอยู่ใน โรงเรือนปลูกผักแบบประหยัด วัสดุ ระบายอากาศ และการคุมฝน และหากสงสัยว่าความเสียหายบนผลมาจากแมลงวันทองหรือหนอนเจาะผล ดู แมลงวันทองกับหนอนเจาะผลชนิดอื่น
สรุป
ตาข่ายกันแมลงใช้ได้ผลในทางหลักการ เมื่อช่องเล็กกว่าตัวแมลง ปิดช่องรั่วครบ และมีลมพอ เพลี้ยไฟต้องช่องเล็กสุดและเสียลมมากสุด (UConn ระบุลมลด 45% และต้องใช้พื้นที่ตาข่าย 3-4 เท่า) งาน AIT ในมะเขือเทศพบว่า 52 เมชเป็นข้อประนีประนอมที่ให้ผลผลิตดีที่สุดในสามระดับที่ทดสอบ ขณะที่ 78 เมชลดอัตราแลกอากาศราว 50% และทำให้ความชื้นสูงเป็น 2 เท่า ตัวเลขขนาดช่องสำหรับเพลี้ยไฟจากสองแหล่งไม่ตรงกัน จึงควรขอขนาดช่องจากร้านและปรึกษาเกษตรอำเภอหรือศูนย์วิจัยก่อนซื้อ ข้อมูล ณ ต.ค. 2569
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- UConn Extension, John W. Bartok Jr. (2016) "Insect Screening can be an Important Pest Management Tool" — ขนาดช่องตาข่ายตามชนิดแมลง ลมลดลง พื้นที่ตาข่าย 3-4 เท่าสำหรับเพลี้ยไฟ ผ้าหด 1-2% การล้างและปิดช่องว่าง https://ipm-cahnr.media.uconn.edu/wp-content/uploads/sites/3216/2023/01/2016insectscreeningjb.pdf
- Harmanto (2006) วิทยานิพนธ์ มหาวิทยาลัยฮันโนเวอร์ "Evaluation of net greenhouses for tomato production in the tropics" — การทดลองที่ AIT กรุงเทพฯ เรือน 40 52 78 เมช อัตราแลกอากาศ อุณหภูมิ ความชื้น และตารางเมชกับขนาดช่อง https://ceac.arizona.edu/sites/default/files/net_screen_tropical_greenhouse_design_thesis.pdf
- Kotilainen, Robson, Hernández (2018) PLoS ONE 13(6):e0199628 — คุณภาพแสงใต้ม่านและตาข่ายพรางแสง วัสดุคล้ายกันให้แสงต่างกัน https://journals.plos.org/plosone/article?id=10.1371%2Fjournal.pone.0199628
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
โดรนเกษตรต้องขึ้นทะเบียนหรือขออนุญาตอะไรบ้างก่อนพ่นปุ๋ยและยา
สรุปว่าโดรนเกษตรต้องขึ้นทะเบียนกับ กสทช. และ กพท. อย่างไร ตามประกาศล่าสุดปี 2569 พร้อมแผนตามสถานการณ์ทั้งซื้อ จ้าง และฟาร์มชายแดน
โดรนพ่นปุ๋ยทางใบและหว่านปุ๋ยเม็ด จ้างหรือซื้อ ต้นทุนต่อไร่เป็นอย่างไร
เปรียบเทียบต้นทุนจ้างโดรนพ่นปุ๋ยกับซื้อเองด้วยตัวเลขที่ระบุที่มาและวันที่ พร้อมตัวอย่างจุดคืนทุนและต้นทุนที่ใบเสนอราคามักไม่บอก
สอบเทียบเครื่องพ่นยา วัดอัตราพ่นต่อไร่ก่อนผสมปุ๋ยหรือสาร
วัดอัตราพ่นของเครื่องเป็นลิตรต่อไร่ด้วยแปลงทดสอบ 16 ตารางเมตร พ่นน้ำเปล่า 3 รอบ ตรวจหัวฉีดทีละหัว แล้วคำนวณจำนวนถังและปริมาณผสมตามฉลากแทนการเดา
หัวพ่นยาแบบไหนเหมาะกับงานอะไร หัวพัด หัวกรวย ขนาดละอองต่างกันอย่างไร
หัวพ่นยาแต่ละแบบต่างกันอย่างไร หัวพัด หัวกรวย หัวดูดอากาศ และขนาดละออง อธิบายตามมาตรฐาน ASABE และงานทดสอบ เพื่อเลือกหัวให้ตรงกับงานในแปลง
ล้างและเก็บเครื่องพ่นยาเครื่องพ่นปุ๋ยหลังใช้ ทำอย่างไรให้ใช้ได้นานไม่ตัน
ขั้นตอนล้างและเก็บเครื่องพ่นยาเครื่องพ่นปุ๋ยหลังใช้งาน ตั้งแต่ล้างถัง ปั๊ม ไส้กรอง ไปจนถึงหัวพ่น เพื่อกันตัน กันกัดกร่อน และให้พร้อมใช้ฤดูถัดไป
เครื่องพ่นปุ๋ยสตาร์ทไม่ติด ตรวจน้ำมัน หัวเทียน และคาร์บูเรเตอร์ตามลำดับ
เครื่องพ่นปุ๋ยหรือเครื่องพ่นยาเครื่องยนต์สตาร์ทไม่ติด ให้ตรวจเชื้อเพลิง หัวเทียน ไส้กรองอากาศและคาร์บูเรเตอร์ตามลำดับ ก่อนส่งช่างหรือเปลี่ยนอะไหล่
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

มุ้งขาวกันแมลง ตาข่ายกันแมลง มุ้งขาว32ตา ตาข่ายปลูกผัก ตาข่ายขาว มุ้งกันแมลง มุ้งไนลอนสีขาว
ดูรายละเอียด
นิวแลนด์ แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน (1L) แลมป์ดา ยาน็อคแมลง สูตรเย็น ใช้กำจัดแมลง หนอน แมลงสิง แมลงหวี่ขาว
ดูรายละเอียด
ต้น อบเชบเทศ หรือ อบเชยลังกา ชำกิ่ง ขนาด50-60เซนฯไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบเปลือกต้นตากแห้งบดมีกลิ่นหอมเป็นสมุนไพร
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
ตาข่ายกันแมลงกี่เมชกันเพลี้ยไฟได้
แหล่งข้อมูลสองแหล่งที่ผมเปิดอ่านให้ตัวเลขไม่ตรงกัน UConn ให้ช่องสำหรับเพลี้ยไฟ 0.0059 นิ้ว (ประมาณ 150 ไมครอน) ส่วนวิทยานิพนธ์ที่อ้าง Bethke (1990) จับคู่ช่อง 192 ไมครอนกับเมชประมาณ 132 ขณะที่ตาข่าย "กันเพลี้ยไฟ" ที่ทดสอบจริงที่ AIT คือ 78 x 52 จึงยืนยันเลขเมชเดียวไม่ได้ ให้ขอขนาดช่องจากร้านและถามหน่วยงานในพื้นที่
ตาข่ายกันแมลงหวี่ขาวต้องใช้กี่เมช
ในเอกสาร UConn แมลงหวี่ขาวใบเงินใช้ช่อง 0.0107 x 0.0304 นิ้ว และแมลงหวี่ขาวเรือนกระจกใช้ 0.0158 x 0.0178 นิ้ว ส่วนเรือนทดลองที่ AIT ใช้ 52 เมชเป็นชนิด "กันแมลงหวี่ขาว" และให้ผลผลิตดีที่สุดในสามระดับที่ทดสอบ แต่เป็นผลในมะเขือเทศ
ตาข่ายถี่ทำให้เรือนร้อนจริงไหม
ในงาน AIT เรือนตาข่ายถี่ขึ้นมีอุณหภูมิอากาศสูงขึ้น 1-3 องศาเซลเซียส และเรือน 78 เมชมีอัตราแลกอากาศลดลงประมาณ 50% เทียบกับ 40 เมช UConn ก็ระบุว่าตาข่ายแต่ละชนิดลดลมต่างกัน ตั้งแต่ 15% ถึง 45%
ตาข่ายกันแมลงต้องล้างไหม ล้างอย่างไร
ต้องล้าง ฝุ่นและละอองเรณูอุดช่อง UConn แนะนำล้างจากด้านในออกด้านนอกด้วยสายยางในวันที่อากาศอุ่น และไม่ใช้เครื่องเป่าลมแรงสูง
ใช้ตาข่ายกันแมลงแล้วไม่ต้องพ่นยาเลยใช่ไหม
ผมไม่มีข้อมูลที่อ่านได้ว่าตาข่ายแทนการพ่นยาได้ทั้งหมด ถ้าแมลงหลุดเข้ามาหรือมีอยู่ก่อนติดตาข่าย ยังต้องจัดการ ถ้าต้องใช้สารกำจัดแมลง ให้ปฏิบัติตามฉลากและคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรหรือเกษตรอำเภอ
ตาข่ายกันแมลงต้องเผื่อผ้าหดไหม
UConn ให้เผื่อผ้าหด 1-2% เมื่อวัดและตัดผ้า และให้ปิดช่องว่างทั้งหมด
