คำตอบสั้น ๆ
คำนวณจากเกณฑ์กินวัตถุแห้ง 2.5-3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว แปลงเป็นหญ้าสดต่อวัน ต่อพื้นที่แปลงต่อวัว 1 ตัวและฝูง 5-10 ตัว พร้อมแผนอาหารหยาบช่วงแล้ง
คำตอบเร็ว: วัวกินวัตถุแห้งวันละประมาณ 2.5 ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว เมื่อแปลงเป็นหญ้าสดที่มีวัตถุแห้งราว 20 เปอร์เซ็นต์ วัวโตเต็มวัยน้ำหนัก 300 กิโลกรัมจะกินหญ้าสดประมาณ 38 ถึง 45 กิโลกรัมต่อวัน ส่วนวัวใหญ่ 450 กิโลกรัมจะอยู่ที่ราว 56 ถึง 68 กิโลกรัมต่อวัน เมื่อคิดเป็นพื้นที่ แปลงหญ้าเนเปียร์ที่ให้น้ำและปุ๋ยสม่ำเสมอต้องใช้ประมาณ 1 ถึง 1.5 ไร่ต่อวัว 1 ตัว ส่วนแปลงหญ้ารูซี่หรือแปลงปล่อยแทะเล็มต้องใช้ 2.5 ถึง 3 ไร่ต่อตัว และต้องเผื่อแผนอาหารหยาบสำรองสำหรับช่วงแล้ง 4 ถึง 5 เดือนเสมอ
คำถามนี้เป็นคำถามที่คนเลี้ยงวัวรายย่อยถามบ่อยที่สุดก่อนตัดสินใจซื้อวัวเพิ่ม เพราะคำตอบมันผูกกับที่ดินที่มีอยู่จริง ถ้าประเมินต่ำไป สิ่งที่เกิดขึ้นคือหญ้าหมดแปลงกลางฤดูแล้ง แล้วต้องไปซื้อฟางก้อนราคาแพงในช่วงที่ทุกคนแย่งกันซื้อ ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาฟางขึ้นสูงที่สุดของปีพอดี บทความนี้จะไล่คำนวณจากตัวเลขการกินต่อวัน ไปสู่พื้นที่แปลงหญ้าที่ต้องมี แล้วจบที่แผนอาหารหยาบช่วงแล้งพร้อมต้นทุนต่อวัน เพื่อให้คุณรู้ว่าที่ดินที่มีอยู่รองรับวัวได้กี่ตัวจริง ๆ
เกณฑ์กินวัตถุแห้ง 2.5 ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ แปลว่าอะไรในทางปฏิบัติ
ตัวเลขที่ใช้กันเป็นมาตรฐานในงานโภชนศาสตร์สัตว์เคี้ยวเอื้องคือ ความสามารถในการกินวัตถุแห้ง หรือ dry matter intake ของโคอยู่ที่ประมาณ 2.5 ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวต่อวัน คำว่า "วัตถุแห้ง" หมายถึงส่วนที่ไม่ใช่น้ำ ซึ่งเป็นจุดที่คนเลี้ยงมือใหม่มักเข้าใจผิดมากที่สุด เพราะเห็นตัวเลข 2.5 เปอร์เซ็นต์แล้วเอาไปคูณน้ำหนักวัวตรง ๆ ได้ 7.5 กิโลกรัม แล้วคิดว่าตัดหญ้าให้วันละ 8 กิโลกรัมก็พอ ซึ่งทำให้วัวผอมลงภายในเดือนเดียว
หญ้าสดมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก หญ้าเนเปียร์ที่ตัดตอนอายุ 45 ถึง 60 วันมีวัตถุแห้งราว 15 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ หญ้ารูซี่และหญ้ากินนีสีม่วงอยู่ที่ราว 20 ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ส่วนฟางข้าวแห้งมีวัตถุแห้งสูงถึง 88 ถึง 92 เปอร์เซ็นต์ การแปลงจึงต้องหารด้วยสัดส่วนวัตถุแห้งของอาหารชนิดนั้น
สูตรที่ใช้ได้จริง คือ ปริมาณหญ้าสดต่อวัน เท่ากับ น้ำหนักตัว คูณ เปอร์เซ็นต์การกินวัตถุแห้ง หารด้วย เปอร์เซ็นต์วัตถุแห้งของหญ้า
ตัวอย่าง วัวลูกผสมบราห์มันน้ำหนัก 350 กิโลกรัม กินวัตถุแห้ง 2.7 เปอร์เซ็นต์ เท่ากับ 9.45 กิโลกรัมวัตถุแห้งต่อวัน ถ้าให้หญ้าเนเปียร์ที่มีวัตถุแห้ง 18 เปอร์เซ็นต์ ต้องตัดให้ 9.45 หารด้วย 0.18 เท่ากับ 52.5 กิโลกรัมหญ้าสดต่อวัน นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนเลี้ยงวัวสิบตัวถึงต้องตัดหญ้าวันละครึ่งตัน
| ประเภทโค | น้ำหนักตัวโดยประมาณ | วัตถุแห้งที่ต้องได้ต่อวัน | หญ้าสดที่ต้องให้ต่อวัน (วัตถุแห้ง 20%) |
|---|---|---|---|
| โคพื้นเมืองโตเต็มวัย | 250 กิโลกรัม | 6.3 ถึง 7.5 กิโลกรัม | 31 ถึง 38 กิโลกรัม |
| โคเนื้อลูกผสมสาว | 300 กิโลกรัม | 7.5 ถึง 9 กิโลกรัม | 38 ถึง 45 กิโลกรัม |
| โคเนื้อลูกผสมโตเต็มวัย | 400 กิโลกรัม | 10 ถึง 12 กิโลกรัม | 50 ถึง 60 กิโลกรัม |
| แม่โคอุ้มท้องท้ายระยะ | 450 กิโลกรัม | 11.3 ถึง 13.5 กิโลกรัม | 56 ถึง 68 กิโลกรัม |
| แม่โคนมกำลังรีดนม | 450 กิโลกรัม | 13.5 ถึง 15.8 กิโลกรัม (3 ถึง 3.5%) | ต้องเสริมอาหารข้น ใช้หญ้าอย่างเดียวไม่พอ |
| ลูกโคหย่านม | 120 กิโลกรัม | 3 ถึง 3.6 กิโลกรัม | 15 ถึง 18 กิโลกรัม |
ข้อสังเกตจากตารางที่ต้องจำไว้คือ แม่โคนมที่กำลังรีดนมกินวัตถุแห้งได้ถึง 3 ถึง 3.5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว แต่กระเพาะรับหญ้าสดปริมาณมากขนาดนั้นไม่ไหว เพราะหญ้าสดมีน้ำมากจนอิ่มก่อนได้พลังงานครบ นี่คือเหตุผลทางสรีรวิทยาที่ฟาร์มโคนมต้องใช้อาหารข้นควบคู่เสมอ ไม่ใช่เรื่องของการอยากลดต้นทุนหรือไม่
สัญญาณหน้าฟาร์มที่บอกว่าให้หญ้าไม่พอ
- วัวยืนร้องที่รั้วหรือแทะเปลือกไม้และเสาคอก ภายในสองถึงสามชั่วโมงหลังให้หญ้ารอบเช้า
- สีข้างซ้ายบริเวณแอ่งหลังซี่โครงยุบลึกเห็นชัดตอนบ่าย ทั้งที่เพิ่งให้อาหารเช้า
- มูลเหลวเป็นน้ำหรือแข็งเป็นก้อนผิดปกติ มูลของวัวที่ได้หญ้าพอควรเป็นกองนุ่มซ้อนกันเป็นชั้น
- กินหญ้าเกลี้ยงรางภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วโมงทุกมื้อ แล้วเลียรางต่อ
- คะแนนร่างกายลดลง สังเกตจากกระดูกสะโพกและสันหลังที่นูนขึ้นเรื่อย ๆ ในรอบหนึ่งเดือน
ต้องมีแปลงหญ้ากี่ไร่ต่อวัว 1 ตัว
การคำนวณพื้นที่ต้องเริ่มจากผลผลิตหญ้าต่อไร่ต่อปี ซึ่งต่างกันมากตามชนิดหญ้าและการจัดการ ตัวเลขที่กรมปศุสัตว์และศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ใช้อ้างอิงมีช่วงกว้าง เพราะขึ้นกับว่ามีน้ำให้หรือไม่ ใส่ปุ๋ยหรือเปล่า และตัดถี่แค่ไหน
- หญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 ตัดรอบละ 45 ถึง 60 วัน ได้ 4 ถึง 6 รอบต่อปีถ้ามีน้ำ ผลผลิตน้ำหนักสดราว 10 ถึง 15 ตันต่อไร่ต่อปี แปลงที่ให้น้ำและใส่ปุ๋ยเต็มที่ทำได้สูงกว่านี้
- หญ้ากินนีสีม่วง ผลผลิตน้ำหนักสดราว 8 ถึง 12 ตันต่อไร่ต่อปี ทนร่มได้ดีกว่า เหมาะปลูกแซมในสวนไม้ผล
- หญ้ารูซี่ ผลผลิตน้ำหนักสดราว 4 ถึง 6 ตันต่อไร่ต่อปี ต่ำกว่าเนเปียร์มาก แต่ทนแทะเล็มและเหยียบย่ำได้ดีกว่า จึงเหมาะกับแปลงปล่อย
- หญ้าแพงโกลา นิยมทำหญ้าแห้งขาย ผลผลิตน้ำหนักแห้งราว 1.5 ถึง 2.5 ตันต่อไร่ต่อปี
เมื่อรู้ผลผลิตต่อไร่แล้ว การคำนวณตรงไปตรงมา วัว 1 ตัวน้ำหนัก 350 กิโลกรัม กินหญ้าสดราว 50 กิโลกรัมต่อวัน คูณ 365 วัน เท่ากับ 18.25 ตันต่อปี ถ้าปลูกเนเปียร์ที่ให้ 13 ตันต่อไร่ต่อปี ต้องใช้ 1.4 ไร่ต่อตัว ถ้าปลูกรูซี่ที่ให้ 5 ตันต่อไร่ต่อปี ต้องใช้ 3.65 ไร่ต่อตัว
| ขนาดฝูง (วัวโตเต็มวัยเฉลี่ย 350 กิโลกรัม) | หญ้าสดที่ต้องใช้ต่อวัน | ต่อปี | พื้นที่เนเปียร์ตัดให้กิน | พื้นที่รูซี่หรือแปลงปล่อยแทะเล็ม |
|---|---|---|---|---|
| 1 ตัว | ราว 50 กิโลกรัม | 18.3 ตัน | 1.2 ถึง 1.5 ไร่ | 2.5 ถึง 3.5 ไร่ |
| 5 ตัว | ราว 250 กิโลกรัม | 91 ตัน | 6 ถึง 8 ไร่ | 13 ถึง 18 ไร่ |
| 10 ตัว | ราว 500 กิโลกรัม | 183 ตัน | 12 ถึง 15 ไร่ | 25 ถึง 35 ไร่ |
ตัวเลขในตารางคือความต้องการเต็มปี แต่ในความเป็นจริงแปลงหญ้าไม่ได้ให้ผลผลิตเท่ากันทุกเดือน ช่วงฤดูฝนตั้งแต่พฤษภาคมถึงตุลาคม หญ้าโตเร็วจนตัดไม่ทันและมักเหลือทิ้ง ส่วนช่วงพฤศจิกายนถึงเมษายนผลผลิตจะลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะแปลงที่ไม่มีระบบน้ำ ดังนั้น การวางแผนที่ถูกต้องคือคำนวณพื้นที่สำหรับฤดูฝน แล้ววางแผนสำรองอาหารหยาบสำหรับอีก 4 ถึง 5 เดือนที่เหลือแยกต่างหาก ไม่ใช่หวังว่าแปลงเดิมจะรองรับได้ทั้งปี
ถ้าคุณกำลังแปลงหน่วยพื้นที่ไปมาระหว่างไร่ งาน ตารางวา และตารางเมตร เพื่อวัดแปลงจริง ลองใช้ เครื่องแปลงหน่วยพื้นที่ ช่วยคำนวณ และดูวิธีคิดต้นทุนค่าอาหารต่อตัวต่อวันเพิ่มเติมได้ที่ เครื่องคำนวณต้นทุนอาหารสัตว์
แผนอาหารหยาบช่วงแล้งเมื่อหญ้าไม่พอ
ช่วงที่เสี่ยงที่สุดของคนเลี้ยงวัวรายย่อยคือมกราคมถึงเมษายน แปลงหญ้าแห้ง ราคาฟางขึ้น และวัวลดน้ำหนักเงียบ ๆ จนกว่าจะขายไม่ได้ราคา ทางออกที่ใช้กันจริงมีสามทาง และควรทำสองในสามทางควบคู่กัน ไม่ใช่รอให้ถึงหน้าแล้งแล้วค่อยวิ่งหา
1. ฟางหมักยูเรีย
ฟางข้าวเปล่า ๆ มีโปรตีนเพียงราว 2 ถึง 4 เปอร์เซ็นต์ และย่อยได้ต่ำ วัวที่กินฟางอย่างเดียวจะน้ำหนักลด การหมักฟางด้วยยูเรียเป็นวิธีมาตรฐานที่กรมปศุสัตว์ส่งเสริมมานาน เพราะช่วยยกระดับโปรตีนขึ้นไปได้ราว 7 ถึง 8 เปอร์เซ็นต์ และทำให้ฟางนุ่มย่อยง่ายขึ้น สูตรที่ใช้กันทั่วไปคือฟางแห้ง 100 กิโลกรัม ต่อยูเรีย 6 กิโลกรัม ละลายในน้ำประมาณ 60 ถึง 100 ลิตร ราดให้ทั่วแล้วอัดแน่นคลุมพลาสติกให้สนิท หมักไว้ประมาณ 10 ถึง 21 วัน
คำเตือนด้านความปลอดภัยที่ห้ามข้าม ยูเรียเป็นสารที่เป็นพิษต่อโคได้ถ้าใช้เกินสัดส่วนหรือให้กินก่อนหมักครบ ห้ามเพิ่มยูเรียเองโดยคิดว่ายิ่งมากยิ่งดี ห้ามให้ลูกโคที่กระเพาะรูเมนยังพัฒนาไม่เต็มที่กิน และเมื่อเปิดกองแล้วต้องผึ่งให้กลิ่นแอมโมเนียระเหยก่อนให้กิน ถ้าไม่เคยทำมาก่อน ให้ขอคำแนะนำจากปศุสัตว์อำเภอหรือศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่ก่อนลงมือครั้งแรก และเริ่มให้ทีละน้อยเพื่อให้วัวปรับตัว
2. หญ้าหมัก
หญ้าหมักคือการเก็บผลผลิตส่วนเกินของฤดูฝนไว้ใช้หน้าแล้ง ซึ่งแก้ปัญหาตรงจุดที่สุด เพราะช่วงกรกฎาคมถึงกันยายนหญ้าเนเปียร์มักเหลือจนตัดทิ้ง วิธีทำคือตัดหญ้าเนเปียร์อายุ 45 ถึง 60 วัน ผึ่งลดความชื้นเล็กน้อยให้อยู่ราว 65 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ สับให้สั้นประมาณ 2 ถึง 3 เซนติเมตร แล้วอัดลงถุงพลาสติกหนาหรือถังหมักให้แน่นที่สุดเพื่อไล่อากาศออก ปิดสนิทแล้วหมักไว้อย่างน้อย 21 ถึง 30 วัน
หญ้าหมักที่สำเร็จจะมีกลิ่นเปรี้ยวอมหวานคล้ายผักดอง สีเขียวอมเหลืองหรือน้ำตาลอ่อน จับแล้วไม่เละเป็นเมือก ถ้าเปิดถุงแล้วมีกลิ่นเหม็นเน่าคล้ายแอมโมเนียแรง มีราขาวหรือราดำเป็นหย่อม แสดงว่าอัดไม่แน่นพอหรือถุงรั่ว ไม่ควรให้วัวกิน หญ้าหมักที่เก็บในถุงที่ยังไม่เปิดสามารถอยู่ได้หลายเดือนถึงราวหนึ่งปี แต่เมื่อเปิดแล้วควรใช้ให้หมดภายในไม่กี่วัน
3. เศษเหลือทางการเกษตรในพื้นที่
ในหลายพื้นที่มีวัสดุที่ใช้เป็นอาหารหยาบเสริมได้ตามฤดู เช่น ยอดและใบอ้อยหลังตัดอ้อยสด เปลือกและหัวมันสำปะหลัง ต้นข้าวโพดหลังเก็บฝัก และกากมันสำปะหลังจากโรงแป้ง ข้อควรระวังคือวัสดุกลุ่มนี้มีข้อจำกัดเฉพาะตัว เช่น มันสำปะหลังสดมีสารไซยาไนด์ ต้องผึ่งหรือหมักก่อนใช้ และไม่ควรใช้เป็นอาหารหลักอย่างเดียว ควรให้ควบคู่กับแหล่งโปรตีนและแร่ธาตุ ก่อนใช้วัสดุชนิดใหม่ในปริมาณมาก ให้ปรึกษาปศุสัตว์อำเภอก่อน
| แหล่งอาหารหยาบช่วงแล้ง | ปริมาณที่ให้ต่อวัวโต 350 กิโลกรัมต่อวัน | ข้อดี | ข้อจำกัดที่ต้องรู้ |
|---|---|---|---|
| หญ้าหมักจากเนเปียร์ | ราว 30 ถึง 40 กิโลกรัม | ใกล้เคียงหญ้าสดที่สุด ใช้ผลผลิตส่วนเกินหน้าฝน | ต้องมีถุงหรือถังหมักและแรงงานสับหญ้าช่วงหน้าฝน |
| ฟางหมักยูเรีย | ราว 8 ถึง 10 กิโลกรัม | ยกโปรตีนจากฟางได้ วัตถุดิบหาง่ายหลังเกี่ยวข้าว | ต้องหมักให้ครบเวลา และมีความเสี่ยงถ้าใช้ยูเรียเกินสัดส่วน |
| ฟางแห้งเปล่า | ราว 8 ถึง 10 กิโลกรัม | เก็บง่าย ขนย้ายสะดวก | โปรตีนต่ำมาก ใช้เดี่ยว ๆ วัวจะน้ำหนักลด ต้องเสริมโปรตีน |
| หญ้าแห้งอัดก้อน | ราว 8 ถึง 10 กิโลกรัม | คุณภาพดีกว่าฟาง เก็บได้นาน | ราคาสูงกว่าฟาง และราคาขยับขึ้นแรงช่วงหน้าแล้ง |
ต้นทุนต่อวันคำนวณอย่างไร
สูตรคือ ต้นทุนอาหารหยาบต่อตัวต่อวัน เท่ากับ ปริมาณที่ให้ต่อวัน คูณ ราคาต่อกิโลกรัม ตัวอย่างเช่น ถ้าซื้อฟางก้อนน้ำหนักก้อนละ 15 กิโลกรัม ในราคาก้อนละ 45 บาท เท่ากับกิโลกรัมละ 3 บาท วัวที่กินฟาง 9 กิโลกรัมต่อวันจะมีต้นทุนอาหารหยาบ 27 บาทต่อตัวต่อวัน ฝูง 10 ตัวเท่ากับ 270 บาทต่อวัน หรือราว 8,100 บาทต่อเดือน ถ้าต้องซื้อฟางกินตลอดสี่เดือนแล้ง ต้นทุนก้อนนี้จะอยู่ที่ราว 32,000 บาท ซึ่งมักมากกว่าต้นทุนการทำหญ้าหมักเองในหน้าฝนพอสมควร
ราคาฟางและหญ้าแห้งเป็นราคาตลาดที่ผันผวนตามพื้นที่และช่วงเวลา โดยเฉพาะปีที่แล้งจัดหรือปีที่พื้นที่นาถูกไถกลบแทนการอัดฟาง ให้สำรวจราคาจริงในอำเภอของคุณช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม แล้วตัดสินใจว่าจะซื้อตุนหรือจะทำหญ้าหมัก อย่ารอถึงเดือนมีนาคม และดูแนวทางจัดการฝูงเพิ่มเติมได้ในหมวด เลี้ยงสัตว์
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เอา 2.5 เปอร์เซ็นต์ไปคูณน้ำหนักตัวแล้วให้หญ้าสดตามนั้น ซึ่งทำให้ให้หญ้าน้อยกว่าที่ควรราวสี่ถึงห้าเท่า เพราะลืมหารด้วยเปอร์เซ็นต์วัตถุแห้งของหญ้า
- คำนวณพื้นที่จากผลผลิตหญ้าช่วงฤดูฝน แล้วคิดว่าพอทั้งปี ทั้งที่ผลผลิตหน้าแล้งลดลงมากในแปลงที่ไม่มีระบบน้ำ
- ปล่อยวัวลงแปลงเดียวต่อเนื่องจนหญ้าถูกแทะจนติดดิน หญ้าที่ถูกแทะต่ำกว่า 10 ถึง 15 เซนติเมตรจะฟื้นช้าและเปิดทางให้วัชพืชขึ้นแทน ควรแบ่งแปลงย่อยหมุนเวียนและพักแปลงให้หญ้าฟื้น
- ลืมว่าแม่โคอุ้มท้องท้ายระยะและแม่โคเลี้ยงลูกกินมากกว่าวัวทั่วไป การคำนวณด้วยค่าเฉลี่ยตัวเดียวทั้งฝูงทำให้แม่โคช่วงวิกฤตได้อาหารไม่พอ
- ให้ฟางเปล่าเป็นอาหารหลักตลอดหน้าแล้งโดยไม่เสริมโปรตีน วัวจะอิ่มแต่ผอม เพราะฟางมีโปรตีนต่ำมากและย่อยได้น้อย
- ไม่มีน้ำสะอาดให้กินตลอดเวลา วัวโตเต็มวัยดื่มน้ำหลายสิบลิตรต่อวันและมากขึ้นอีกในหน้าร้อน ถ้าน้ำไม่พอ การกินอาหารจะลดลงทันทีแม้หญ้าจะมีเหลือ
สรุป
ตัวเลขหลักที่ต้องจำมีสองชั้น ชั้นแรกคือวัวกินวัตถุแห้ง 2.5 ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว ซึ่งเมื่อแปลงเป็นหญ้าสดที่มีวัตถุแห้งราว 20 เปอร์เซ็นต์แล้วจะอยู่ที่ประมาณ 38 ถึง 68 กิโลกรัมต่อวันตามขนาดตัว ชั้นที่สองคือพื้นที่ ซึ่งอยู่ที่ราว 1.2 ถึง 1.5 ไร่ต่อตัวถ้าปลูกเนเปียร์ตัดให้กิน และ 2.5 ถึง 3.5 ไร่ต่อตัวถ้าเป็นแปลงปล่อยแทะเล็ม ฝูง 10 ตัวจึงต้องการแปลงเนเปียร์ราว 12 ถึง 15 ไร่ สิ่งที่ทำให้แผนพังบ่อยที่สุดไม่ใช่การคำนวณผิดในหน้าฝน แต่คือการไม่ได้เตรียมอาหารหยาบสำหรับ 4 ถึง 5 เดือนแล้งไว้ล่วงหน้า ให้ตัดสินใจเรื่องหญ้าหมักหรือซื้อฟางตุนตั้งแต่ปลายฤดูฝน ไม่ใช่ตอนที่แปลงแห้งแล้ว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมปศุสัตว์ กองอาหารสัตว์ — เกณฑ์ความต้องการวัตถุแห้งของโค แนวทางการทำฟางหมักยูเรียและหญ้าหมัก และคำแนะนำการจัดการอาหารหยาบช่วงแล้ง
- ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ — ข้อมูลผลผลิตต่อไร่และรอบการตัดของหญ้าเนเปียร์ปากช่อง 1 หญ้ากินนีสีม่วง หญ้ารูซี่ และหญ้าแพงโกลา
- สำนักงานปศุสัตว์อำเภอและปศุสัตว์จังหวัด — ที่ปรึกษาในพื้นที่สำหรับสัดส่วนสูตรอาหาร การใช้ยูเรียอย่างปลอดภัย และการตรวจสุขภาพฝูงโค
- กรมส่งเสริมการเกษตร — ข้อมูลการจัดการแปลงพืชอาหารสัตว์และการใช้เศษเหลือทางการเกษตรในพื้นที่
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
ปากเท้าเปื่อยสายพันธุ์ SAT1 คืออะไร และฟาร์มรายย่อยต้องป้องกันอย่างไร
SAT1 เป็นซีโรไทป์ปากเท้าเปื่อยที่ต่างจาก O, A และ Asia1 ที่พบในไทย วัคซีนเดิมไม่ครอบคลุม บทความนี้สรุปสถานะล่าสุดที่ตรวจได้ และสิ่งที่ฟาร์มรายย่อยทำได้ทันที
หน้าหนาววัว แพะ ไก่ป่วยง่าย ปรับคอกและเสริมอาหารอย่างไร
หน้าหนาวสัตว์ป่วยง่ายเพราะลม ความชื้น และการเปลี่ยนอาหาร บทความนี้เรียงงานตั้งแต่เช็กคอก อาหาร วัคซีน จนถึงเมื่อไรต้องแจ้งปศุสัตว์ โดยอิงเอกสารกรมปศุสัตว์
แมงดานาหน้าฝน ส่องไฟจับหรือเลี้ยงในบ่อแบบไหนคุ้มกว่า
ส่องไฟลงทุนน้อยแต่ขึ้นกับฤดูฝน ส่วนเลี้ยงบ่อคุมรอบได้มากกว่าแต่ต้องมีอาหารสัตว์น้ำทุกวัน บทความนี้เทียบสองทางด้วยตัวเลขที่ตรวจสอบได้และตัวอย่างคำนวณที่ระบุฐานทุกตัว
อึ่งอ่างฝนแรกขายได้ราคาดี เลี้ยงอึ่งเองได้ไหม ต้องเตรียมบ่อแบบไหน
อธิบายการเลี้ยงอึ่งปากขวดจากงานวิจัยในไทย ตั้งแต่แยกชนิดอึ่ง เตรียมบ่อ เพาะพันธุ์ อัตราการโต ไปจนถึงวิธีคิดต้นทุนก่อนลงทุน
จับจักจั่นขายในสวนลำไย ทำอย่างไรให้เป็นรายได้เสริมโดยไม่ทำร้ายสวน
จักจั่นในสวนลำไยช่วงต้นปีกลายเป็นรายได้เสริมของหลายสวนในจันทบุรีและนครสวรรค์ บทความนี้รวมวิธีจับที่ชาวสวนใช้จริง ราคาที่ข่าวรายงานพร้อมปีที่ลงข่าว และข้อควรระวังไม่ให้กระทบต้นลำไยและผู้บริโภค
หมาแมวน้ำท่วม อพยพสัตว์เลี้ยงอย่างไร และติดต่อศูนย์ช่วยสัตว์ได้ที่ไหน
คนจำนวนไม่น้อยไม่ยอมออกจากบ้านตอนน้ำขึ้นเพราะห่วงหมาแมว บางคนออกไปแล้วแต่ทิ้งสัตว์ไว้บนหลังคาหรือชั้นสอง คิดว่าน้ำจะลดในไม่กี่วัน แล้วกลับมาพบว่าสัตว์
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

พริกป่นพม่า 500 กรัม ตราอารี พริกแห้งอบ พริกบดหยาบ พริกป่นทำอาหาร พริกป่นเผ็ดมาก
ดูรายละเอียด
ทุ้งหยอดข้าวเหล็ก ปลายแหลมสั้น สำหรับปลูกข้าว/หยอดเมล็ดพันธุ์ ขนาด 2x3 นิ้ว น้ำหนัก 500 กรัม
ดูรายละเอียด
กล่องพลาสติกใส BP 104 ใส่ผัก ผลไม้ (500 กรัม ราคายกลัง 600 ใบ สุดคุ้มค่า ใส่ผลไม้ ตามฤดูกาล สวยงาม
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
วัว 1 ตัวกินหญ้าสดวันละกี่กิโลกรัม
วัวโตเต็มวัยน้ำหนัก 300 ถึง 400 กิโลกรัม กินหญ้าสดประมาณ 38 ถึง 60 กิโลกรัมต่อวัน คิดจากเกณฑ์กินวัตถุแห้ง 2.5 ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว แล้วหารด้วยเปอร์เซ็นต์วัตถุแห้งของหญ้าชนิดนั้น ถ้าหญ้ามีน้ำมากอย่างเนเปียร์ที่ตัดอ่อน ปริมาณที่ต้องให้จะสูงกว่าหญ้าที่แก่กว่า
เลี้ยงวัว 5 ตัวต้องมีที่กี่ไร่
ถ้าปลูกหญ้าเนเปียร์แบบตัดให้กินและมีน้ำให้ตลอด ต้องใช้ประมาณ 6 ถึง 8 ไร่ แต่ถ้าเป็นแปลงหญ้ารูซี่หรือแปลงปล่อยแทะเล็มที่อาศัยน้ำฝน ต้องใช้ราว 13 ถึง 18 ไร่ ตัวเลขนี้ยังไม่รวมพื้นที่คอก บ่อน้ำ และทางเดิน และต้องมีแผนสำรองอาหารหยาบช่วงแล้งเพิ่มอีกต่างหาก
หน้าแล้งหญ้าไม่พอ ควรทำหญ้าหมักหรือซื้อฟาง
ถ้าคุณมีแปลงหญ้าที่เหลือทิ้งในหน้าฝนอยู่แล้ว การทำหญ้าหมักมักถูกกว่าการซื้อฟางในหน้าแล้ง เพราะใช้วัตถุดิบที่ไม่ต้องซื้อและได้คุณภาพใกล้เคียงหญ้าสด แต่ถ้าไม่มีแรงงานสับหญ้าและอัดถุงในช่วงฤดูฝน การซื้อฟางตุนไว้ตั้งแต่ช่วงหลังเกี่ยวข้าวในราคาที่ยังไม่ขึ้นก็เป็นทางเลือกที่จัดการง่ายกว่า
ให้ฟางอย่างเดียวได้ไหม
ไม่แนะนำให้ใช้ฟางเปล่าเป็นอาหารหลักตลอดช่วงแล้ง เพราะฟางข้าวมีโปรตีนเพียงราว 2 ถึง 4 เปอร์เซ็นต์และย่อยได้ต่ำ วัวจะอิ่มท้องแต่น้ำหนักลด ถ้าจำเป็นต้องใช้ฟางเป็นฐาน ควรหมักด้วยยูเรียตามสูตรของกรมปศุสัตว์เพื่อยกระดับโปรตีน หรือเสริมแหล่งโปรตีนและแร่ธาตุควบคู่ โดยปรึกษาปศุสัตว์อำเภอเรื่องสัดส่วนที่เหมาะกับฝูงของคุณ
วัวกินหญ้าเยอะแต่ยังผอม เกิดจากอะไร
สาเหตุที่พบบ่อยคือหญ้าที่ให้แก่เกินไปจนย่อยได้ต่ำ พยาธิภายในที่ยังไม่ได้ถ่าย และน้ำดื่มไม่เพียงพอหรือไม่สะอาด อีกกรณีคือปริมาณดูเหมือนมากแต่วัตถุแห้งจริงน้อยเพราะหญ้าอ่อนมีน้ำสูง ให้ตรวจสามเรื่องนี้ก่อน แล้วถ้ายังไม่ดีขึ้นภายในสองถึงสามสัปดาห์ ควรให้ปศุสัตว์อำเภอหรือสัตวแพทย์เข้ามาตรวจ
