เลี้ยงสัตว์เผยแพร่ 20 กันยายน 2569

FCR คืออะไร คำนวณยังไง ค่าเท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี

FCR คืออัตราแลกเนื้อ คำนวณจากอาหารที่กินหารน้ำหนักที่เพิ่ม พร้อมตัวอย่างคิดจริง ค่าอ้างอิงไก่เนื้อ หมูขุน ปลา และสาเหตุที่ FCR แย่ลงพร้อมจุดที่แก้ได้เร็ว

FCR คืออะไร คำนวณยังไง ค่าเท่าไหร่ถึงเรียกว่าดี

คำตอบสั้น ๆ

FCR คืออัตราแลกเนื้อ คำนวณจากอาหารที่กินหารด้วยน้ำหนักที่เพิ่ม ยิ่งตัวเลขน้อยยิ่งดี พร้อมค่าอ้างอิงของไก่เนื้อ หมูขุน และปลา และจุดที่แก้ได้เร็วเมื่อ FCR เริ่มแย่

คำตอบเร็ว: FCR หรืออัตราแลกเนื้อ คือปริมาณอาหารที่สัตว์กินเพื่อสร้างน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 1 กิโลกรัม สูตรคือ FCR = อาหารที่กินทั้งหมด หารด้วย น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด ตัวเลขยิ่งน้อยยิ่งดีเพราะแปลว่าใช้อาหารน้อยกว่าเพื่อเนื้อเท่ากัน เช่นไก่เนื้อกินอาหาร 3.4 กิโลกรัมแล้วน้ำหนักเพิ่ม 2.0 กิโลกรัม FCR เท่ากับ 1.7 ค่าที่ถือว่าใช้ได้ในทางปฏิบัติต่างกันตามชนิดสัตว์ ไก่เนื้อมักอยู่ราว 1.5-1.8 ไก่พื้นเมืองราว 3.0-4.5 หมูขุนราว 2.5-3.2 ปลานิลราว 1.3-1.8 และปลาดุกราว 1.0-1.5 ทั้งนี้ตัวเลขเหล่านี้เป็นช่วงอ้างอิงที่ขยับตามพันธุ์ สูตรอาหาร และอายุที่จับขาย ควรตรวจสอบค่ามาตรฐานล่าสุดจากกรมปศุสัตว์หรือกรมประมงประกอบเสมอ

เวลาคุยกันเรื่องต้นทุนในคอกหรือในบ่อ ตัวเลขที่ชี้เป็นชี้ตายมากที่สุดไม่ใช่ราคาขายหน้าฟาร์ม แต่คือ FCR เพราะค่าอาหารกินสัดส่วนต้นทุนมากที่สุดในเกือบทุกชนิดสัตว์ FCR ที่ต่างกันแค่ 0.2 ในไก่เนื้อหนึ่งรุ่นแปลว่าอาหารที่ต้องซื้อเพิ่มหรือลดหลายร้อยกิโลกรัม ปัญหาคือหลายฟาร์มคำนวณผิดตั้งแต่วิธีนับ เลยได้ตัวเลขสวยกว่าความจริงแล้วไม่รู้ตัวว่ากำไรหายไปตรงไหน

FCR คืออะไร และทำไมต้องสนใจ

ภาพประกอบ FCR คืออะไร และทำไมต้องสนใจ

FCR ย่อมาจาก Feed Conversion Ratio ภาษาไทยเรียกว่าอัตราแลกเนื้อหรืออัตราเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ มันคือ ตัวชี้วัดประสิทธิภาพการใช้อาหาร ไม่ใช่ตัวชี้วัดกำไรโดยตรง แต่เป็นตัวแปรที่เปลี่ยนกำไรได้มากที่สุดที่เกษตรกรควบคุมเองได้

จุดที่ต้องเข้าใจให้ตรงกันคือ FCR เป็นตัวเลขที่ยิ่งน้อยยิ่งดี ต่างจากตัวเลขผลผลิตอื่น ๆ ที่ยิ่งมากยิ่งดี ถ้าใครบอกว่า FCR ของฟาร์มเขาสูงแล้วยิ้มดีใจ แปลว่าเข้าใจสลับกันอยู่

สูตรคำนวณและตัวอย่างคิดจริง

สูตรหลักคือ

  • FCR = อาหารที่กินทั้งหมด (กก.) ÷ น้ำหนักที่เพิ่มขึ้นทั้งหมด (กก.)
  • น้ำหนักที่เพิ่มขึ้น = น้ำหนักรวมตอนจับ − น้ำหนักรวมตอนลง
  • ต้นทุนค่าอาหารต่อเนื้อ 1 กก. = FCR × ราคาอาหารต่อ กก.

ตัวอย่างที่ 1 ไก่เนื้อ 1,000 ตัว ลงลูกไก่น้ำหนักตัวละ 0.042 กก. รวม 42 กก. เลี้ยง 40 วัน จับได้ 960 ตัว น้ำหนักรวม 2,304 กก. ใช้อาหารรวม 3,900 กก.

  • น้ำหนักที่เพิ่ม = 2,304 − 42 = 2,262 กก. (กรณีคิดจากตัวที่รอดอย่างเดียว)
  • FCR = 3,900 ÷ 2,262 = 1.72
  • ถ้าอาหารกิโลกรัมละ 20 บาท ต้นทุนอาหารต่อเนื้อ 1 กก. = 1.72 × 20 = 34.4 บาท

ตัวอย่างที่ 2 หมูขุน 20 ตัว ลงน้ำหนักเฉลี่ยตัวละ 25 กก. จับที่ 100 กก. ใช้ อาหารหมูขุน รวม 4,800 กก.

  • น้ำหนักที่เพิ่ม = (100 − 25) × 20 = 1,500 กก.
  • FCR = 4,800 ÷ 1,500 = 3.2

ตัวอย่างที่ 3 ปลาดุกในบ่อ ลงลูกปลา 3,000 ตัว น้ำหนักรวมตอนลงราว 15 กก. จับได้น้ำหนักรวม 720 กก. ใช้อาหารเม็ดรวม 900 กก.

  • น้ำหนักที่เพิ่ม = 720 − 15 = 705 กก.
  • FCR = 900 ÷ 705 = 1.28

กับดักที่ทำให้ FCR ที่คำนวณได้สวยกว่าความจริง

เรื่องนี้เจอบ่อยมากในฟาร์มที่จดบันทึกเอง

  • ไม่นับอาหารของตัวที่ตาย ถ้าไก่ตายไป 40 ตัวตอนอายุ 25 วัน อาหารที่มันกินไปแล้วยังเป็นเงินที่จ่ายจริง การหารด้วยน้ำหนักเฉพาะตัวที่รอดจะทำให้ FCR ดูแย่ลงซึ่งถูกต้องกว่า ฟาร์มที่อยากได้ตัวเลขเทียบกับมาตรฐานสายพันธุ์มักใช้ FCR ที่ปรับแล้ว แต่สำหรับการคิดต้นทุนจริงให้ใช้แบบที่รวมอาหารทั้งหมดที่ซื้อ
  • ลืมอาหารที่ค้างในถังและในราง ตอนปิดรุ่นต้องหักอาหารที่เหลือออกจากยอดซื้อ ไม่ใช่เอายอดกระสอบที่ซื้อมาทั้งหมดมาหาร
  • ไม่หักน้ำหนักตอนลง ในหมูและปลาที่ลงด้วยน้ำหนักเริ่มต้นสูง การลืมหักทำให้ FCR ดูดีเกินจริงอย่างมาก
  • ชั่งเฉพาะตัวใหญ่ตอนสุ่ม การสุ่มชั่งต้องสุ่มจากหลายจุดในโรงเรือนหรือหลายมุมบ่อ ไม่ใช่จับตัวที่เดินเข้ามาหาคนหรือตัวที่ขึ้นมากินหน้าบ่อ

ค่า FCR อ้างอิงแยกตามชนิดสัตว์

ตัวเลขข้างล่างนี้เป็นช่วงที่ใช้เทียบเคียงกับฟาร์มของตัวเองได้ ไม่ใช่ค่ามาตรฐานตายตัว เพราะขึ้นกับพันธุ์ คุณภาพอาหาร สภาพโรงเรือน และน้ำหนักที่จับขาย ฟาร์มที่เลี้ยงตามคู่มือสายพันธุ์เฉพาะควรยึดตารางของสายพันธุ์นั้นเป็นหลัก

ชนิดสัตว์ช่วง FCR ที่พบทั่วไปเงื่อนไขที่ตัวเลขนี้อ้างอิง
ไก่เนื้อสายพันธุ์การค้าราว 1.5-1.8จับที่อายุ 35-42 วัน น้ำหนักราว 2.2-2.6 กก. โรงเรือนคุมอุณหภูมิได้
ไก่พื้นเมืองและไก่ลูกผสมพื้นเมืองราว 3.0-4.5เลี้ยงปล่อยหรือกึ่งขัง 3-4 เดือน กินอาหารไก่บ้านผสมวัตถุดิบท้องถิ่น
เป็ดเนื้อราว 2.3-3.0จับที่อายุราว 45-60 วัน แล้วแต่พันธุ์และระบบเลี้ยง
หมูขุนราว 2.5-3.2ช่วงน้ำหนัก 25-100 กก. ใช้อาหารแยกสูตรตามช่วงอายุ
ปลานิลราว 1.3-1.8เลี้ยงในบ่อดินด้วยอาหารเม็ดลอยน้ำ ให้อาหารตามการกินจริง
ปลาดุกราว 1.0-1.5บ่อปูนหรือบ่อดิน ใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปตลอดรอบ
กุ้งขาวราว 1.3-1.8ขึ้นกับความหนาแน่น คุณภาพน้ำ และการเช็กยอ

ข้อสังเกตที่ทำให้อ่านตารางนี้ไม่ผิด คือสัตว์น้ำมักมี FCR ต่ำกว่าสัตว์บกอย่างเห็นได้ชัด เพราะปลาไม่ต้องใช้พลังงานรักษาอุณหภูมิร่างกายและไม่ต้องพยุงน้ำหนักตัวเองเหมือนสัตว์บก ไม่ได้แปลว่าเลี้ยงปลาแล้วกำไรดีกว่าเสมอไป เพราะต้องดูราคาต่ออาหารและราคาขายประกอบด้วย

FCR ของสัตว์ที่ให้ผลผลิตแบบไข่หรือน้ำนมคิดต่างออกไป

ไก่ไข่ เป็ดไข่ และโคนม ไม่ได้วัดด้วยน้ำหนักที่เพิ่ม เพราะเป้าหมายไม่ใช่เนื้อ จึงเปลี่ยนตัวหารเป็นผลผลิตแทน เช่นกิโลกรัมอาหารต่อไข่หนึ่งโหล กิโลกรัมอาหารต่อมวลไข่หนึ่งกิโลกรัม หรือกิโลกรัมอาหารต่อน้ำนมหนึ่งกิโลกรัม ถ้าเลี้ยงเป็ดไข่แล้วอยากเทียบประสิทธิภาพ ให้จดปริมาณ อาหารเป็ดไข่ ที่ให้ต่อวันคู่กับจำนวนฟองที่เก็บได้ แล้วคิดเป็นอาหารต่อไข่หนึ่งฟองจะเปรียบเทียบข้ามรุ่นได้ตรงกว่า

อะไรทำให้ FCR แย่ลง และจุดไหนแก้ได้เร็ว

เวลาตัวเลขเริ่มเพี้ยน ให้ไล่เช็กตามลำดับนี้ เพราะสามข้อแรกแก้ได้ภายในวันเดียวและมักเป็นตัวการจริง

สาเหตุสัญญาณที่สังเกตได้สิ่งที่ทำได้ทันที
อาหารหกและถูกเขี่ยทิ้งมีอาหารกองใต้ราง พื้นรองมีเม็ดอาหารปนปรับความสูงรางให้เสมอระดับหลังสัตว์ ใส่อาหารไม่เกินหนึ่งในสามของราง
น้ำไม่พอหรือน้ำสกปรกสัตว์แย่งจุดน้ำ มูลแฉะ กินอาหารลดลงเช็กแรงดันและจำนวนจุดน้ำ ล้างถังน้ำ ตรวจตะกอนในท่อ
อากาศร้อนจัดช่วงกลางวันหอบ กางปีก กินอาหารกลางวันน้อยลงเลื่อนเวลาให้อาหารไปเช้ามืดและเย็น เพิ่มการระบายอากาศ
โรคและพยาธิมูลเหลว ขนหยอง โตไม่สม่ำเสมอ ตัวแคระปนมากขึ้นแยกตัวป่วย ปรึกษาสัตวแพทย์หรือปศุสัตว์อำเภอก่อนใช้ยาใด ๆ
อาหารเสื่อมคุณภาพหรือขึ้นรากลิ่นอับ เม็ดจับตัวเป็นก้อน ฝุ่นละเอียดมากยกกระสอบขึ้นแท่นให้พ้นพื้น ใช้ตามลำดับเข้าก่อนออกก่อน ไม่สต็อกนานเกินคำแนะนำบนฉลาก
เลี้ยงแน่นเกินไปสัตว์นอนทับกัน ตัวที่อ่อนแอเข้ารางไม่ได้ลดความหนาแน่น เพิ่มพื้นที่รางอาหารต่อตัว
ให้อาหารปลาเกินที่กินจริงอาหารลอยค้างเกิน 20-30 นาที น้ำเริ่มเขียวจัดและขุ่นลดมื้อลง ใช้ยอหรือถาดเช็กการกินก่อนเพิ่มปริมาณ
ใช้อาหารผิดช่วงอายุสัตว์เล็กกินเม็ดใหญ่ไม่ไหว เหลือฝุ่นในรางเปลี่ยนเบอร์อาหารตามช่วงน้ำหนักในคำแนะนำของผู้ผลิต

ชั้นเชิงจากหน้าคอกที่คนเลี้ยงใหม่มักมองข้าม

  • อาหารที่หกลงพื้นวันละนิดเดียวดูไม่มาก แต่ถ้าหกวันละ 2 เปอร์เซ็นต์ตลอดรุ่น 40 วัน มันคืออาหารเกือบหนึ่งกระสอบต่อไก่หนึ่งพันตัวที่หายไปเฉย ๆ
  • การสุ่มชั่งน้ำหนักสัปดาห์ละครั้งด้วยตาชั่งเดิมและเวลาเดิมของวัน ช่วยให้เห็นแนวโน้ม FCR ระหว่างรุ่นได้ก่อนจะสายเกินแก้ ถ้าชั่งตอนเช้าก่อนให้อาหารครั้งหนึ่ง แล้วชั่งตอนบ่ายหลังกินอิ่มอีกครั้ง ตัวเลขจะเพี้ยนจนเทียบกันไม่ได้
  • ในบ่อปลา ถ้าให้อาหารตามตารางโดยไม่ดูอากาศ วันที่ฟ้าครึ้มหรือน้ำเย็นปลาจะกินน้อยลงชัดเจน อาหารที่เหลือจะจมลงไปทำให้น้ำเสียและ FCR พุ่งสองต่อ
  • อย่าเปรียบเทียบ FCR ของฟาร์มตัวเองกับตัวเลขในโฆษณาอาหารโดยไม่ดูน้ำหนักจับขายและอายุที่ใช้เทียบ เพราะยิ่งเลี้ยงนานและตัวยิ่งใหญ่ FCR จะสูงขึ้นตามธรรมชาติอยู่แล้ว

ใช้ FCR ตัดสินใจเรื่องเงินอย่างไร

FCR ที่ต่ำที่สุดไม่ได้แปลว่ากำไรสูงที่สุดเสมอไป เพราะอาหารที่ให้ FCR ดีมักมีราคาต่อกิโลกรัมสูงกว่า สิ่งที่ต้องเทียบคือ ต้นทุนค่าอาหารต่อเนื้อหนึ่งกิโลกรัม ไม่ใช่ FCR เปล่า ๆ

ทางเลือกFCRราคาอาหารต่อ กก. (สมมติ)ต้นทุนอาหารต่อเนื้อ 1 กก.
อาหารสูตร ก1.6521 บาท34.65 บาท
อาหารสูตร ข1.8018 บาท32.40 บาท
อาหารสูตร ค1.5524 บาท37.20 บาท

ตัวเลขราคาในตารางเป็นตัวเลขสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิดเท่านั้น ราคาอาหารสัตว์และราคาขายหน้าฟาร์มขยับตามราคาวัตถุดิบในแต่ละช่วง ให้ตรวจสอบราคาปัจจุบันจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรหรือกรมการค้าภายในก่อนใช้ตัดสินใจจริง และใส่ตัวเลขของฟาร์มตัวเองแทนเสมอ หากต้องการดูวิธีจัดโครงต้นทุนทั้งรุ่น อ่านเพิ่มได้ในหมวด เลี้ยงสัตว์

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่อง FCR

  • เข้าใจว่าค่ายิ่งสูงยิ่งดี ทำให้ตีความรายงานผิดทั้งรุ่นและปรับการจัดการผิดทาง
  • เทียบ FCR ข้ามชนิดสัตว์ เช่นเอาตัวเลขปลาดุกไปเทียบกับหมูขุนแล้วสรุปว่าเลี้ยงหมูไม่คุ้ม ทั้งที่ราคาขายต่อกิโลกรัมและต้นทุนอื่นต่างกันมาก
  • คำนวณแค่ครั้งเดียวตอนปิดรุ่น กว่าจะรู้ว่าแย่ก็แก้ไม่ทันแล้ว ควรคิด FCR สะสมทุกสัปดาห์จากการสุ่มชั่ง
  • ไม่จดปริมาณอาหารที่ให้จริงรายวัน จดแค่ยอดซื้อทำให้แยกไม่ออกว่าอาหารหายไปกับการหก การเสื่อมสภาพ หรือกินจริง
  • ละเลยอัตราการตาย ฟาร์มที่ FCR ดูดีแต่ตายเยอะ กำไรจริงมักแย่กว่าฟาร์มที่ FCR สูงกว่าเล็กน้อยแต่อัตรารอดสูง ควรดูคู่กับอัตรารอดที่คิดจาก จำนวนที่รอด หารด้วย จำนวนเริ่มต้น คูณร้อย
  • เปลี่ยนสูตรอาหารกลางรุ่นแบบกะทันหัน ทำให้สัตว์ปรับตัวไม่ทัน กินลดลงหลายวันและ FCR เสียทั้งช่วง ควรผสมอาหารเก่ากับใหม่ค่อย ๆ เปลี่ยนภายในสามถึงห้าวัน

สรุป

FCR คืออาหารที่กินหารด้วยน้ำหนักที่เพิ่ม ตัวเลขยิ่งน้อยยิ่งใช้อาหารคุ้มกว่า ค่าอ้างอิงที่พบทั่วไปคือไก่เนื้อราว 1.5-1.8 หมูขุนราว 2.5-3.2 และปลาราว 1.0-1.8 แล้วแต่ชนิดและระบบเลี้ยง สิ่งที่ทำให้ตัวเลขเพี้ยนมากที่สุดคือวิธีนับที่ไม่รวมอาหารของตัวที่ตายและไม่หักน้ำหนักตอนลง ส่วนสาเหตุที่ FCR แย่ลงจริงมักมาจากอาหารหก น้ำไม่พอ อากาศร้อน และโรค ซึ่งสามข้อแรกแก้ได้ภายในวันเดียว สุดท้ายให้ตัดสินใจด้วยต้นทุนค่าอาหารต่อเนื้อหนึ่งกิโลกรัมควบคู่กับอัตรารอด และตรวจสอบราคาอาหารปัจจุบันจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรก่อนวางแผนรุ่นถัดไป

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมปศุสัตว์ — คำแนะนำการเลี้ยงสัตว์ปีกและสุกร ข้อมูลประสิทธิภาพการผลิต และมาตรฐานการจัดการฟาร์ม
  • 📄กรมประมง — คำแนะนำการให้อาหารสัตว์น้ำ การจัดการคุณภาพน้ำ และข้อมูลการเลี้ยงปลานิลและปลาดุก
  • 📄สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) — ข้อมูลราคาอาหารสัตว์ ราคาสินค้าปศุสัตว์และสัตว์น้ำ สำหรับตรวจสอบราคาปัจจุบัน
  • 📄สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) — มาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสำหรับฟาร์มเลี้ยงสัตว์และการบันทึกข้อมูลฟาร์ม

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์

หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

คำถามที่พบบ่อย

FCR 1.7 กับ 2.0 ต่างกันมากไหมในทางเงิน

ต่างกันมากกว่าที่คิด ถ้าผลิตเนื้อรวม 2,000 กิโลกรัมต่อรุ่น FCR 1.7 ใช้อาหาร 3,400 กิโลกรัม ส่วน FCR 2.0 ใช้ 4,000 กิโลกรัม ต่างกัน 600 กิโลกรัมหรือราวสิบสองกระสอบต่อรุ่นเดียว นี่คือเหตุผลที่ฟาร์มขนาดกลางถึงใหญ่ยอมลงทุนกับการคุมอุณหภูมิและระบบน้ำ เพราะคืนทุนจากอาหารที่ประหยัดได้

คิด FCR ยังไงถ้าเลี้ยงหลายรุ่นในโรงเรือนเดียวกัน

ต้องแยกบัญชีอาหารและน้ำหนักของแต่ละรุ่นออกจากกัน ถ้าแยกไม่ได้จริง ๆ ตัวเลขที่ได้จะเป็นค่าเฉลี่ยรวมที่ใช้เทียบข้ามรุ่นไม่ได้ วิธีที่ใช้ได้ในฟาร์มเล็กคือกั้นคอกและตั้งถังอาหารแยกต่อรุ่น แล้วจดยอดเบิกอาหารจากถังนั้นทุกวัน จะได้ตัวเลขที่เอาไปเทียบกันได้จริง

ทำไม FCR ช่วงท้ายรุ่นถึงแย่ลงทั้งที่จัดการเหมือนเดิม

เป็นเรื่องปกติทางสรีรวิทยา สัตว์ที่โตขึ้นจะใช้พลังงานส่วนหนึ่งไปกับการดำรงชีพของร่างกายที่ใหญ่ขึ้น และเริ่มสะสมไขมันซึ่งใช้อาหารมากกว่าการสร้างกล้ามเนื้อ FCR สะสมจึงค่อย ๆ สูงขึ้นตามอายุ จุดที่ต้องตัดสินใจคือน้ำหนักที่จับขายแล้วคุ้มที่สุด ไม่ใช่เลี้ยงต่อไปเรื่อย ๆ เพราะเห็นว่าตัวยังโตได้อีก

FCR ของไก่พื้นเมืองสูงกว่าไก่เนื้อมาก แปลว่าเลี้ยงไม่คุ้มหรือเปล่า

ไม่จำเป็น เพราะไก่พื้นเมืองขายได้ราคาต่อกิโลกรัมสูงกว่าและมีต้นทุนโรงเรือนต่ำกว่า อีกทั้งกินอาหารเสริมจากธรรมชาติในระบบปล่อยได้ สิ่งที่ต้องเทียบคือกำไรสุทธิต่อตัวและต่อรอบ ไม่ใช่ FCR เดี่ยว ๆ ให้คิดจากรายได้รวมลบต้นทุนรวม แล้วหารด้วยจำนวนตัวที่ขายได้จริง

วัดน้ำหนักบ่อยแค่ไหนถึงจะคำนวณ FCR ได้แม่น

สัปดาห์ละครั้งเพียงพอสำหรับสัตว์ปีกและหมู โดยสุ่มอย่างน้อย 5 เปอร์เซ็นต์ของฝูงหรืออย่างน้อย 30 ตัวในฝูงเล็ก และสุ่มจากหลายมุมของโรงเรือน สำหรับปลาให้ทอดแหสุ่มทุกสองถึงสามสัปดาห์ในเวลาเดียวกันของวัน จุดสำคัญคือต้องชั่งในเงื่อนไขเดียวกันทุกครั้ง เช่นก่อนให้อาหารเช้า มิฉะนั้นตัวเลขจะเปรียบเทียบกันไม่ได้

มีมาตรฐานกลางของ FCR ที่หน่วยงานราชการกำหนดไหม

ไม่มีตัวเลขบังคับว่าฟาร์มต้องทำ FCR ได้เท่าไหร่ แต่กรมปศุสัตว์และกรมประมงมีเอกสารคำแนะนำการเลี้ยงและข้อมูลประสิทธิภาพการผลิตที่ใช้อ้างอิงได้ รวมถึงคู่มือของแต่ละสายพันธุ์ที่ผู้ผลิตลูกพันธุ์ให้มา ควรใช้ตัวเลขเหล่านั้นเป็นกรอบเทียบเคียงและตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานโดยตรง