คำตอบสั้น ๆ
เลือกพันธุ์หญ้าจากวิธีใช้ก่อน เนเปียร์สำหรับตัดสดและหมัก รูซี่สำหรับแปลงปล่อยแทะเล็ม แพงโกล่าสำหรับหญ้าแห้ง พร้อมวิธีคำนวณพื้นที่และวางแผนสำรองอาหารหยาบช่วงแล้ง
คำตอบเร็ว: เลือกพันธุ์หญ้าจากวิธีที่จะใช้ก่อน ไม่ใช่จากผลผลิตต่อไร่อย่างเดียว ถ้าตัดสดให้วัวกินในคอกหรือจะทำหญ้าหมัก ให้เลือกหญ้าเนเปียร์ซึ่งให้ผลผลิตต่อไร่สูงที่สุดและตัดได้หลายรอบต่อปี ถ้าจะปล่อยสัตว์แทะเล็มในแปลงเอง ให้เลือกหญ้ารูซี่ซึ่งทนการเหยียบย่ำและคลุมดินได้ดี ส่วนแพงโกล่าเหมาะกับการทำหญ้าแห้งขายหรือเก็บไว้ใช้เอง เพราะลำเล็กแห้งเร็วและสัตว์ชอบกิน สูตรวางแผนที่ใช้ได้จริงคือ ปลูกเนเปียร์เป็นแปลงหลักสำหรับตัดสดและหมัก บวกแปลงรูซี่หรือแพงโกล่าไว้เสริม แล้วสำรองหญ้าหมักให้พอครอบคลุมเดือนแล้งที่หญ้าไม่โต ราคาท่อนพันธุ์ เมล็ดพันธุ์ และค่าจ้างเตรียมดินเปลี่ยนตามฤดูกาล ควรตรวจสอบราคาปัจจุบันจากศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในพื้นที่และกรมปศุสัตว์ก่อนวางแผน
คนเลี้ยงวัวที่ต้องซื้ออาหารหยาบทุกเดือนรู้ดีว่าค่าฟางกับค่าหญ้าช่วงมีนาคมถึงพฤษภาคมกินกำไรไปเท่าไหร่ คำถามที่ตามมาคือถ้าจะปลูกหญ้าเองควรเลือกพันธุ์ไหน และต้องกี่ไร่ถึงจะพอเลี้ยงทั้งปีโดยไม่ต้องซื้อเสริมช่วงแล้ง บทความนี้เรียงเป็นชุดเงื่อนไขให้ตัดสินใจตามสถานการณ์จริงของฟาร์ม ทั้งเรื่องความต่างของสามพันธุ์หลัก การคำนวณพื้นที่จากจำนวนสัตว์ และการวางแผนสำรองอาหารหยาบข้ามหน้าแล้ง ดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมได้ในหมวด เลี้ยงสัตว์
เนเปียร์ รูซี่ แพงโกล่า ต่างกันตรงไหน
สามชื่อนี้คือหญ้าที่คนเลี้ยงวัวในไทยพูดถึงบ่อยที่สุด แต่มันไม่ได้ทดแทนกันได้ทั้งหมด เพราะธรรมชาติของต้นต่างกันจนวิธีใช้ต่างกันไปเลย เนเปียร์เป็นหญ้าต้นสูงลำใหญ่ที่ปลูกด้วยท่อนพันธุ์ ให้ผลผลิตต่อไร่สูงที่สุดในกลุ่มนี้ แต่ปล่อยสัตว์ลงแทะเล็มไม่ได้เพราะจะถูกเหยียบจนกอเสียหาย รูซี่เป็นหญ้าต้นเตี้ยกว่าที่ปลูกด้วยเมล็ด แตกกอคลุมดินและทนการเหยียบย่ำ จึงเหมาะกับแปลงปล่อยแทะเล็ม ส่วนแพงโกล่าเป็นหญ้าลำเล็กเลื้อย ปลูกด้วยท่อนพันธุ์เช่นกัน จุดเด่นคือตากแห้งได้เร็วและได้หญ้าแห้งคุณภาพดีที่ตลาดรับซื้อ
| หัวข้อ | หญ้าเนเปียร์ | หญ้ารูซี่ | หญ้าแพงโกล่า |
|---|---|---|---|
| วิธีปลูก | ท่อนพันธุ์ ปักหรือวางในร่อง | เมล็ด หว่านหรือโรยเป็นแถว | ท่อนพันธุ์ ปักชำ |
| ผลผลิตต่อไร่ | สูงที่สุดในสามชนิด | ปานกลาง | ปานกลาง |
| เหมาะกับการใช้แบบไหน | ตัดสด สับให้กิน ทำหญ้าหมัก | ปล่อยแทะเล็ม ตัดสดได้บ้าง | ทำหญ้าแห้ง ตัดสด |
| ปล่อยสัตว์ลงแปลงได้ไหม | ไม่เหมาะ กอเสียหายง่าย | ได้ดี ทนเหยียบย่ำ | ได้บ้าง ต้องคุมรอบพัก |
| การจัดการที่ต้องมี | ต้องมีเครื่องสับและแรงงานตัด ต้องการปุ๋ยและน้ำมาก | ดูแลง่ายกว่า ต้องคุมไม่ให้แทะเล็มต่ำเกิน | ต้องมีลานตากและช่วงแดดจัดต่อเนื่อง |
| จุดอ่อนที่เจอจริง | ถ้าตัดช้าลำจะแข็งเป็นไม้ วัวกินได้น้อยลง | แทะเล็มซ้ำจนโคนเตียนแล้วฟื้นช้า | โดนฝนระหว่างตากแล้วขึ้นราเสียทั้งกอง |
จุดที่คนปลูกเนเปียร์ครั้งแรกมักพลาดคือปล่อยให้ต้นสูงเกินไปก่อนตัดเพราะเห็นว่าได้น้ำหนักเยอะ แต่ลำที่แก่แล้วจะแข็งจนวัวเลือกกินแต่ใบและทิ้งลำ ผลคือน้ำหนักที่ตัดมาส่วนหนึ่งกลายเป็นเศษเหลือในราง วิธีสังเกตที่ใช้ได้คือลองหักลำด้วยมือ ถ้าหักยากและมีเสี้ยนแปลว่าแก่เกินจุดที่ควรตัดไปแล้ว ให้ขยับรอบตัดของรอบถัดไปให้เร็วขึ้น
เลือกตามเงื่อนไขของฟาร์ม
- ถ้าเลี้ยงแบบขังคอกและตัดหญ้าให้กิน ให้เนเปียร์เป็นแปลงหลัก เพราะได้น้ำหนักต่อไร่มากที่สุดและเข้ากับเครื่องสับได้ดี
- ถ้ามีที่ดินกว้างและปล่อยวัวเดินกินเอง ให้รูซี่เป็นหลัก แล้วแบ่งแปลงหมุนเวียนเพื่อให้แต่ละแปลงได้พัก
- ถ้าต้องการเก็บอาหารหยาบไว้ขายหรือใช้ข้ามฤดู และมีลานตากกับแดดจัด ให้เพิ่มแพงโกล่าสำหรับทำหญ้าแห้ง
- ถ้าน้ำจำกัดและไม่มีระบบให้น้ำในหน้าแล้ง อย่าทุ่มพื้นที่ทั้งหมดไปกับเนเปียร์ซึ่งต้องการน้ำมาก ให้กระจายความเสี่ยงด้วยหญ้าที่ทนกว่าและเน้นสำรองหญ้าหมักตั้งแต่ปลายฤดูฝน
- ถ้าดินเป็นดินทรายจัดหรือดินเปรี้ยว ให้ปรึกษาศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์หรือสถานีพัฒนาที่ดินในจังหวัดก่อนเลือกพันธุ์ เพราะบางพันธุ์ไม่ทนสภาพดินบางแบบ
คำนวณพื้นที่แปลงหญ้าต่อจำนวนสัตว์
หลักการคำนวณไม่ซับซ้อน ตั้งต้นจากปริมาณที่สัตว์กินต่อวัน คูณจำนวนตัว คูณจำนวนวันในหนึ่งปี จะได้ความต้องการอาหารหยาบทั้งปี จากนั้นหารด้วยผลผลิตหญ้าสดต่อไร่ต่อปีของพันธุ์ที่จะปลูก ก็จะได้จำนวนไร่ที่ต้องมี สิ่งที่ต้องระวังคือผลผลิตต่อไร่ที่ประกาศกันทั่วไปเป็นตัวเลขภายใต้การจัดการที่ดี มีปุ๋ยและน้ำเพียงพอ ถ้าฟาร์มให้น้ำได้เฉพาะหน้าฝน ต้องหักลดลงตามจริง
| ขั้นตอน | วิธีคิด | สิ่งที่ต้องหาข้อมูลจริง |
|---|---|---|
| 1. หาความต้องการต่อตัวต่อวัน | ประเมินจากน้ำหนักตัวสัตว์และชนิดของสัตว์ | ขอคำแนะนำจากปศุสัตว์อำเภอตามน้ำหนักฝูงจริง |
| 2. คูณจำนวนตัวและ 365 วัน | ได้ความต้องการหญ้าสดทั้งปีของฝูง | นับจำนวนสัตว์แยกตามขนาด ไม่เหมารวมลูกกับแม่ |
| 3. หาผลผลิตหญ้าต่อไร่ต่อปี | ใช้ตัวเลขของพันธุ์ที่เลือกภายใต้การจัดการที่ฟาร์มทำได้จริง | สอบถามศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในเขตพื้นที่ |
| 4. หารเพื่อหาจำนวนไร่ | ความต้องการทั้งปี หารด้วย ผลผลิตต่อไร่ต่อปี | ตัวเลขนี้คือขั้นต่ำ ยังไม่รวมเผื่อ |
| 5. เผื่อความเสี่ยง | บวกเพิ่มอีกราว 20-30 เปอร์เซ็นต์ | เผื่อแล้งยาว ฝนทิ้งช่วง และการสูญเสียระหว่างเก็บ |
เหตุผลที่ต้องเผื่อพื้นที่เพิ่มคือหญ้าไม่ได้โตสม่ำเสมอทั้งปี ในฤดูฝนหญ้าโตเร็วจนตัดไม่ทันและเหลือ ส่วนปลายหน้าแล้งแทบไม่โตเลย ถ้าคำนวณพอดีเป๊ะตามตัวเลขเฉลี่ยทั้งปี ผลที่ได้คือหญ้าล้นในหน้าฝนและขาดในหน้าแล้ง ซึ่งเป็นปัญหาเดิมที่เจอกันทุกปี ทางแก้ไม่ใช่การปลูกเพิ่มอย่างเดียว แต่คือการย้ายหญ้าส่วนเกินของหน้าฝนไปเก็บไว้ใช้หน้าแล้งในรูปของหญ้าหมักหรือหญ้าแห้ง
จัดแปลงหมุนเวียนให้มีของตัดต่อเนื่อง
- แบ่งพื้นที่ออกเป็นแปลงย่อยตามจำนวนรอบตัดของพันธุ์ที่เลือก เพื่อให้ตัดสลับกันและมีหญ้าอายุเหมาะสมเสมอ
- จดวันตัดของแต่ละแปลงไว้บนป้ายหัวแปลง เพราะแยกด้วยสายตายากเมื่อหญ้าโตขึ้นมาใกล้กัน
- ใส่ปุ๋ยหลังตัดทุกครั้งตามคำแนะนำจากผลวิเคราะห์ดิน ไม่ใช่ใส่ตามความเคยชิน สามารถส่งตัวอย่างดินตรวจกับสถานีพัฒนาที่ดินในจังหวัดได้
- กำจัดวัชพืชในช่วงหลังปลูกใหม่ซึ่งเป็นช่วงที่หญ้ายังคลุมดินไม่เต็ม เป็นจังหวะที่ตัดสินว่าแปลงจะดีหรือแย่ไปอีกหลายปี
- ในแปลงปล่อยแทะเล็ม ให้ย้ายฝูงออกก่อนที่หญ้าจะถูกกินจนเตียนติดดิน เพราะกอที่เหลือใบน้อยจะฟื้นช้ามากโดยเฉพาะปลายฤดูฝน
- วางแผนรื้อและปลูกใหม่เมื่อกอเริ่มโทรมและผลผลิตต่อรอบลดลงชัดเจน แทนที่จะฝืนใส่ปุ๋ยเพิ่มอย่างเดียว
สำรองอาหารหยาบช่วงแล้งด้วยหญ้าหมัก
หญ้าหมักคือการเก็บหญ้าสดในสภาพไร้อากาศให้จุลินทรีย์สร้างกรดจนถนอมไว้ได้ ข้อดีคือทำได้แม้ในช่วงที่แดดไม่แน่นอน ต่างจากหญ้าแห้งที่ต้องอาศัยแดดจัดต่อเนื่องหลายวัน สำหรับฟาร์มขนาดเล็กถึงกลาง การหมักในถุงพลาสติกหนาหรือถังพลาสติกที่ปิดสนิทเป็นวิธีที่ลงทุนน้อยที่สุดและควบคุมคุณภาพได้ง่ายกว่าการทำหลุมหมักขนาดใหญ่
| ขั้นตอนทำหญ้าหมัก | สิ่งที่ต้องทำให้ถูก | สัญญาณว่าพลาด |
|---|---|---|
| เลือกช่วงตัด | ตัดหญ้าที่อายุเหมาะสม ไม่แก่จนเป็นลำแข็ง | หมักออกมาแล้ววัวเลือกกินแต่ใบ เหลือลำทิ้ง |
| ผึ่งลดความชื้น | ผึ่งให้หมาดก่อนสับ กำแล้วบีบไม่มีน้ำไหลออกตามง่ามมือ | ชื้นเกินจะได้กลิ่นเปรี้ยวฉุนและน้ำขังก้นถุง |
| สับให้สั้น | สับเป็นท่อนสั้นเพื่ออัดให้แน่นได้ | ท่อนยาวเกินทำให้อัดไม่แน่นและมีอากาศค้าง |
| อัดและปิดสนิท | อัดไล่อากาศออกให้มากที่สุด มัดปากถุงให้แน่น | ถุงพองลม หรือเปิดมาแล้วเจอราขาวเขียวเป็นหย่อม |
| เก็บและหมัก | วางในที่ร่ม ป้องกันหนูและของมีคมเจาะถุง | ถุงรั่วแล้วอากาศเข้า ทำให้เสียทั้งถุง |
| เปิดใช้ | เปิดเมื่อครบเวลาหมักตามคำแนะนำ และใช้ให้หมดต่อเนื่องหลังเปิด | เปิดทิ้งไว้หลายวันแล้วขึ้นราที่ผิวหน้า |
สัญญาณของหญ้าหมักที่ใช้ได้คือกลิ่นเปรี้ยวอมหวานคล้ายของดอง สีออกเขียวอมน้ำตาล เนื้อยังเป็นเส้นไม่เละ ส่วนหญ้าหมักที่ต้องทิ้งคือมีราสีขาวหรือเขียวเป็นวง กลิ่นเหม็นเน่าแบบแอมโมเนียฉุน หรือเนื้อเละเป็นเมือก อย่าเสียดายเอาไปให้สัตว์กินเพราะเสี่ยงต่อสุขภาพสัตว์ หากไม่แน่ใจให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอก่อนนำไปใช้
เรื่องปริมาณที่ต้องสำรอง ให้ประมาณจากจำนวนเดือนที่หญ้าในแปลงโตไม่ทันความต้องการจริงของฟาร์ม ซึ่งในหลายพื้นที่คือช่วงราวเดือนมกราคมถึงพฤษภาคม จากนั้นคูณความต้องการต่อวันของฝูงด้วยจำนวนวันในช่วงนั้น แล้วเริ่มทยอยหมักตั้งแต่ช่วงที่หญ้าเหลือในฤดูฝน ไม่ใช่รอให้แล้งมาถึงแล้วค่อยคิด เพราะตอนนั้นไม่มีหญ้าสดให้หมักแล้ว
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเรื่องแปลงหญ้า
- ปลูกเนเปียร์แล้วปล่อยวัวลงแทะเล็ม กอจะถูกเหยียบและแทะจนโทรมภายในไม่กี่รอบ ถ้าต้องการแปลงปล่อยต้องเลือกพันธุ์ที่ทนเหยียบย่ำอย่างรูซี่
- ตัดช้าเพราะอยากได้น้ำหนัก ได้น้ำหนักบนตาชั่งแต่คุณค่าทางอาหารต่ำและสัตว์กินได้น้อย เหลือเศษในรางมาก
- ไม่ใส่ปุ๋ยหลังตัด แปลงหญ้าเป็นพืชที่ถูกเก็บเกี่ยวออกไปทั้งต้นหลายรอบต่อปี ถ้าไม่คืนธาตุอาหารผลผลิตจะลดลงเรื่อย ๆ ภายในปีที่สองถึงสาม
- ไม่วางแผนน้ำสำหรับหน้าแล้ง แปลงหญ้าที่ไม่มีน้ำจะหยุดโตพอดีกับช่วงที่ฟาร์มต้องการหญ้ามากที่สุด
- ไม่ทำหญ้าหมักตอนหญ้าล้นในหน้าฝน เป็นการทิ้งของฟรีที่จะต้องเอาเงินไปซื้อคืนในราคาแพงอีกสามเดือนถัดมา
- ซื้อท่อนพันธุ์จากแหล่งที่ไม่รู้ที่มา เสี่ยงได้พันธุ์ปนหรือท่อนพันธุ์ที่ไม่สมบูรณ์ ควรติดต่อศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์หรือหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ในพื้นที่
- ปลูกพันธุ์เดียวทั้งฟาร์ม พอเจอปัญหาโรคหรือสภาพอากาศผิดปกติก็กระทบทั้งระบบพร้อมกัน การมีสองพันธุ์ช่วยกระจายความเสี่ยง
สรุป
การเลือกหญ้าอาหารสัตว์เริ่มจากคำถามว่าจะใช้แบบไหน ตัดสดและหมักให้ไปทางเนเปียร์ ปล่อยแทะเล็มให้ไปทางรูซี่ ทำหญ้าแห้งให้ไปทางแพงโกล่า แล้วค่อยคำนวณพื้นที่จากความต้องการของฝูงคูณ 365 วันหารด้วยผลผลิตต่อไร่ที่ทำได้จริง พร้อมเผื่ออีก 20-30 เปอร์เซ็นต์ สิ่งที่ทำให้แผนทั้งปีอยู่รอดไม่ใช่จำนวนไร่อย่างเดียว แต่คือการเก็บหญ้าส่วนเกินของหน้าฝนไว้เป็นหญ้าหมักให้พอครอบคลุมเดือนที่หญ้าไม่โต และการใส่ปุ๋ยคืนแปลงหลังตัดทุกครั้งเพื่อไม่ให้ผลผลิตทรุดลงในปีถัดไป
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมปศุสัตว์ กองอาหารสัตว์ และศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ — พันธุ์พืชอาหารสัตว์ การปลูก การจัดการแปลง และแหล่งท่อนพันธุ์
- กรมพัฒนาที่ดิน — การวิเคราะห์ดินและคำแนะนำการปรับปรุงบำรุงดินสำหรับแปลงพืชอาหารสัตว์
- กรมส่งเสริมการเกษตร — แนวทางการวางแผนการผลิตพืชอาหารสัตว์และการจัดการน้ำในแปลง
- สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร — ข้อมูลราคาปัจจัยการผลิตและต้นทุนที่ใช้ประเมินความคุ้มค่าของแปลงหญ้า
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
ปากเท้าเปื่อยสายพันธุ์ SAT1 คืออะไร และฟาร์มรายย่อยต้องป้องกันอย่างไร
SAT1 เป็นซีโรไทป์ปากเท้าเปื่อยที่ต่างจาก O, A และ Asia1 ที่พบในไทย วัคซีนเดิมไม่ครอบคลุม บทความนี้สรุปสถานะล่าสุดที่ตรวจได้ และสิ่งที่ฟาร์มรายย่อยทำได้ทันที
หน้าหนาววัว แพะ ไก่ป่วยง่าย ปรับคอกและเสริมอาหารอย่างไร
หน้าหนาวสัตว์ป่วยง่ายเพราะลม ความชื้น และการเปลี่ยนอาหาร บทความนี้เรียงงานตั้งแต่เช็กคอก อาหาร วัคซีน จนถึงเมื่อไรต้องแจ้งปศุสัตว์ โดยอิงเอกสารกรมปศุสัตว์
แมงดานาหน้าฝน ส่องไฟจับหรือเลี้ยงในบ่อแบบไหนคุ้มกว่า
ส่องไฟลงทุนน้อยแต่ขึ้นกับฤดูฝน ส่วนเลี้ยงบ่อคุมรอบได้มากกว่าแต่ต้องมีอาหารสัตว์น้ำทุกวัน บทความนี้เทียบสองทางด้วยตัวเลขที่ตรวจสอบได้และตัวอย่างคำนวณที่ระบุฐานทุกตัว
อึ่งอ่างฝนแรกขายได้ราคาดี เลี้ยงอึ่งเองได้ไหม ต้องเตรียมบ่อแบบไหน
อธิบายการเลี้ยงอึ่งปากขวดจากงานวิจัยในไทย ตั้งแต่แยกชนิดอึ่ง เตรียมบ่อ เพาะพันธุ์ อัตราการโต ไปจนถึงวิธีคิดต้นทุนก่อนลงทุน
จับจักจั่นขายในสวนลำไย ทำอย่างไรให้เป็นรายได้เสริมโดยไม่ทำร้ายสวน
จักจั่นในสวนลำไยช่วงต้นปีกลายเป็นรายได้เสริมของหลายสวนในจันทบุรีและนครสวรรค์ บทความนี้รวมวิธีจับที่ชาวสวนใช้จริง ราคาที่ข่าวรายงานพร้อมปีที่ลงข่าว และข้อควรระวังไม่ให้กระทบต้นลำไยและผู้บริโภค
หมาแมวน้ำท่วม อพยพสัตว์เลี้ยงอย่างไร และติดต่อศูนย์ช่วยสัตว์ได้ที่ไหน
คนจำนวนไม่น้อยไม่ยอมออกจากบ้านตอนน้ำขึ้นเพราะห่วงหมาแมว บางคนออกไปแล้วแต่ทิ้งสัตว์ไว้บนหลังคาหรือชั้นสอง คิดว่าน้ำจะลดในไม่กี่วัน แล้วกลับมาพบว่าสัตว์
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่
คำถามที่พบบ่อย
ปลูกหญ้าเนเปียร์กี่ไร่ถึงพอเลี้ยงวัว 10 ตัว
ต้องคำนวณจากความต้องการอาหารหยาบต่อวันของวัวตามน้ำหนักจริงคูณ 10 ตัวคูณ 365 วัน แล้วหารด้วยผลผลิตหญ้าสดต่อไร่ต่อปีที่ฟาร์มทำได้จริง จากนั้นเผื่อเพิ่มอีกราว 20-30 เปอร์เซ็นต์สำหรับช่วงแล้งและการสูญเสีย ตัวเลขผลผลิตต่อไร่ต่างกันมากตามการให้น้ำและปุ๋ย จึงควรขอคำแนะนำจากศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์ในเขตพื้นที่ก่อนสรุปจำนวนไร่
หญ้าเนเปียร์ตัดได้กี่ครั้งต่อปี
จำนวนรอบตัดขึ้นกับน้ำ ปุ๋ย และฤดูกาล แปลงที่มีระบบให้น้ำและใส่ปุ๋ยหลังตัดทุกครั้งจะได้รอบตัดถี่กว่าแปลงที่อาศัยน้ำฝนอย่างเดียวอย่างชัดเจน หลักที่ใช้ตัดสินใจไม่ใช่การนับวันอย่างเดียว แต่ดูที่ความแก่ของลำ ถ้าลำเริ่มแข็งจนหักยากแปลว่าเลยจุดที่ควรตัดแล้ว ควรขยับรอบตัดครั้งถัดไปให้เร็วขึ้น
หญ้าหมักเก็บได้นานแค่ไหน
ถ้าอัดแน่น ปิดสนิท ไม่มีอากาศเข้า และเก็บในที่ร่มพ้นหนูและของมีคม หญ้าหมักเก็บไว้ได้ข้ามฤดู แต่เมื่อเปิดถุงแล้วอากาศเข้าถึง ควรใช้ให้หมดต่อเนื่องภายในระยะสั้น ไม่เปิดค้างไว้หลายวัน เพราะผิวหน้าจะขึ้นราและเสียหายลามเข้าไป ควรแบ่งหมักเป็นถุงขนาดที่ใช้หมดพอดีตามจำนวนสัตว์ในฟาร์ม
ปลูกหญ้ารูซี่ด้วยเมล็ดหรือท่อนพันธุ์ดีกว่ากัน
รูซี่นิยมปลูกด้วยเมล็ดเพราะสะดวกกับพื้นที่กว้างและต้นทุนแรงงานต่ำกว่า ส่วนเนเปียร์และแพงโกล่าใช้ท่อนพันธุ์ การเลือกจึงขึ้นกับพันธุ์เป็นหลัก ไม่ใช่ความชอบ สิ่งสำคัญคือแหล่งที่มาของเมล็ดหรือท่อนพันธุ์ต้องเชื่อถือได้ ควรติดต่อศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารสัตว์หรือหน่วยงานของกรมปศุสัตว์ในพื้นที่เพื่อสอบถามแหล่งพันธุ์และเงื่อนไขปัจจุบัน
หญ้าแห้งกับหญ้าหมักเลือกทำแบบไหนดี
ถ้าพื้นที่มีแดดจัดต่อเนื่องหลายวันและมีลานตาก หญ้าแห้งจัดการง่ายกว่าและขนย้ายสะดวก แต่ถ้าฝนตกระหว่างตากจะเสียทั้งกอง ส่วนหญ้าหมักทำได้แม้อากาศไม่แน่นอนและเก็บคุณค่าทางอาหารได้ดีกว่าเมื่อทำถูกวิธี แต่ต้องมีอุปกรณ์สับและอัดให้แน่น ฟาร์มจำนวนมากทำทั้งสองอย่างควบคู่เพื่อกระจายความเสี่ยงของสภาพอากาศ
ปลูกหญ้าอาหารสัตว์ในดินทรายได้ไหม
ปลูกได้แต่ผลผลิตต่อไร่จะต่ำกว่าดินร่วน และต้องจัดการเรื่องอินทรียวัตถุกับการให้น้ำมากขึ้น แนวทางที่ควรทำก่อนตัดสินใจคือส่งตัวอย่างดินไปวิเคราะห์กับสถานีพัฒนาที่ดินในจังหวัดเพื่อดูความอุดมสมบูรณ์และค่าความเป็นกรดด่าง แล้วเลือกพันธุ์กับแผนใส่ปุ๋ยตามผลวิเคราะห์ ไม่ใช่ใช้สูตรปุ๋ยที่ฟาร์มอื่นบอกต่อกันมา


