ต้นทุนและกำไร

ต้นทุนเลี้ยงไหมอีรี่ด้วยใบมันสำปะหลัง กำไรต่อรุ่นเท่าไหร่

ต้นทุนเลี้ยงไหมอีรี่ด้วยใบมันสำปะหลังต่อรุ่น ค่าไข่ไหม โรงเลี้ยงเริ่มต้น เทียบต้นทุนใบมันสำปะหลังกับใบหม่อน พร้อมรายได้จากขายรังไหมและเส้นไหมที่คำนวณได้จริง

ต้นทุนเลี้ยงไหมอีรี่ด้วยใบมันสำปะหลัง กำไรต่อรุ่นเท่าไหร่
คำตอบเร็ว: เลี้ยงไหมอีรี่ด้วยใบมันสำปะหลังรุ่นแรกต้องลงทุนซื้อไข่ไหมและอุปกรณ์โรงเลี้ยงเบื้องต้นประมาณ 3,000-6,000 บาท ส่วนรุ่นถัดไปเหลือแค่ต้นทุนไข่ไหมและค่าดูแลประมาณ 1,500-3,000 บาทต่อรุ่น เพราะใช้ใบมันสำปะหลังที่เกษตรกรหลายรายปลูกอยู่แล้วเป็นอาหาร ทำให้ต้นทุนอาหารต่ำกว่าการเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยที่ต้องปลูกแปลงหม่อนแยกต่างหาก แต่ละรุ่นเลี้ยงใช้เวลาประมาณ 25-30 วันตั้งแต่ฟักไข่จนถึงทำรัง กำไรต่อรุ่นขึ้นอยู่กับว่าขายเป็นรังไหมดิบหรือแปรรูปเป็นเส้นไหมเอง ซึ่งราคาต่างกันมาก ควรเช็กราคาซื้อขายปัจจุบันจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมหรือกรมหม่อนไหมก่อนวางแผนรายได้

ไหมอีรี่เป็นไหมอีกชนิดหนึ่งนอกเหนือจากไหมพันธุ์ไทยที่เลี้ยงด้วยใบหม่อน จุดเด่นของไหมอีรี่คือกินใบละหุ่งหรือใบมันสำปะหลังเป็นอาหารหลักได้ ทำให้เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังอยู่แล้วสามารถเลี้ยงไหมอีรี่แซมเป็นรายได้เสริมโดยไม่ต้องปลูกแปลงอาหารแยกต่างหาก บทความนี้แจกแจงต้นทุนจริงและรายได้ที่คำนวณได้จากการเลี้ยงไหมอีรี่ด้วยใบมันสำปะหลัง

ต้นทุนไข่ไหมและโรงเลี้ยงเริ่มต้น

ภาพประกอบ ต้นทุนไข่ไหมและโรงเลี้ยงเริ่มต้น

การเลี้ยงไหมอีรี่ไม่จำเป็นต้องลงทุนโรงเรือนขนาดใหญ่เหมือนการเลี้ยงสัตว์บางชนิด เพราะใช้พื้นที่เลี้ยงในกระด้งหรือถาดเลี้ยงวางในที่ร่มมีอากาศถ่ายเทก็เพียงพอ แต่ต้องป้องกันมด แมลง และสัตว์ศัตรูที่จะมากินไข่หรือตัวหนอนไหม

รายการประมาณการต้นทุน (บาท)หมายเหตุ
ไข่ไหมอีรี่รุ่นแรก500-1,200ควรซื้อจากศูนย์หม่อนไหมหรือแหล่งที่เชื่อถือได้เพื่อให้ได้ไข่ที่ฟักตัวสม่ำเสมอและแข็งแรง
กระด้ง/ถาดเลี้ยง+ชั้นวาง1,500-3,000เป็นการลงทุนครั้งเดียวที่ใช้ได้หลายรุ่น ไม่ต้องซื้อซ้ำทุกรอบ
ตาข่าย/มุ้งป้องกันมด-แมลงศัตรู500-1,000สำคัญมากเพราะมดเป็นศัตรูหลักที่ทำลายไข่และตัวหนอนวัยอ่อน
วัสดุทำรัง (กิ่งไม้/ตะกร้าโปร่ง)300-800ให้หนอนไหมวัยแก่เกาะทำรังไหม
รวมช่วงเริ่มต้น2,800-6,000อุปกรณ์ส่วนใหญ่ใช้ซ้ำได้ รุ่นถัดไปจ่ายแค่ค่าไข่ไหมและอาหารเสริมบางส่วน

ค่าใบมันสำปะหลังต่อรุ่นเทียบกับต้นทุนใบหม่อน

จุดต่างสำคัญของไหมอีรี่คือกินใบมันสำปะหลังหรือใบละหุ่งเป็นอาหารได้ ในขณะที่ไหมพันธุ์ไทยกินใบหม่อนเท่านั้น เกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังเป็นพืชหลักอยู่แล้วจึงมีต้นทุนอาหารต่ำกว่ามาก เพราะไม่ต้องปลูกแปลงหม่อนแยกต่างหากซึ่งต้องใช้พื้นที่และเวลาดูแลเพิ่ม

รายการเปรียบเทียบไหมอีรี่ (ใบมันสำปะหลัง)ไหมพันธุ์ไทย (ใบหม่อน)
แหล่งอาหารใบมันสำปะหลังที่ปลูกอยู่แล้ว หรือใบละหุ่งต้องปลูกแปลงหม่อนแยกต่างหากโดยเฉพาะ
ต้นทุนอาหารต่อรุ่นต่ำ ถ้ามีไร่มันสำปะหลังอยู่แล้วแทบไม่มีต้นทุนเพิ่มมีต้นทุนดูแลแปลงหม่อนต่อเนื่องตลอดปี
พื้นที่ที่ต้องใช้เพิ่มแทบไม่ต้องเพิ่มถ้าใช้ใบจากไร่มันสำปะหลังเดิมต้องมีแปลงหม่อนแยกเฉพาะ
ข้อจำกัดต้องมีใบมันสำปะหลังสดเพียงพอตลอดรอบเลี้ยง 25-30 วันต้องตัดใบหม่อนสดให้ทันทุกวันเช่นกัน

ข้อควรระวังคือใบมันสำปะหลังที่ใช้เลี้ยงไหมอีรี่ควรเป็นใบสดไม่ผ่านการฉีดพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืชในช่วงใกล้เก็บใบ เพราะสารตกค้างในใบอาจเป็นอันตรายต่อตัวหนอนไหมโดยตรง หากไร่มันสำปะหลังมีการฉีดพ่นสารเคมี ควรเว้นระยะเวลาตามฉลากผลิตภัณฑ์ก่อนตัดใบมาเลี้ยงไหม หรือแยกแปลงส่วนที่ไม่ฉีดสารไว้สำหรับเก็บใบเลี้ยงไหมโดยเฉพาะ

รายได้จากขายรังไหมและเส้นไหมต่อรุ่นเลี้ยง

ไหมอีรี่มีจุดเด่นที่ไม่จำเป็นต้องฆ่าดักแด้เพื่อสาวไหมเหมือนไหมพันธุ์ไทยทั่วไป เพราะเส้นใยไหมอีรี่ไม่ได้เป็นเส้นยาวต่อเนื่องเส้นเดียวแบบไหมหม่อน แต่เป็นเส้นใยสั้นที่ต้องนำมาปั่นเป็นเส้นด้ายหลังผีเสื้อออกจากรังแล้ว (บางแหล่งเรียกลักษณะนี้ว่าไหมสันติ หรือ peace silk) ทำให้สามารถปล่อยให้ผีเสื้อออกจากรังตามธรรมชาติเพื่อเก็บไข่รุ่นต่อไปได้ด้วย เป็นข้อดีที่ทำให้เลี้ยงไหมอีรี่ต่อเนื่องได้หลายรุ่นโดยไม่ต้องซื้อไข่ใหม่ทุกครั้ง

รายได้แบ่งเป็นสองทางเลือกหลัก คือขายรังไหมดิบให้กลุ่มแปรรูปในราคาต่อกิโลกรัม หรือแปรรูปเป็นเส้นไหมเองแล้วขายเป็นเส้นด้ายซึ่งได้ราคาสูงกว่าแต่ต้องใช้แรงงานและทักษะการปั่นเส้นเพิ่มเติม ราคาซื้อขายจริงทั้งสองทางผันแปรตามตลาดและคุณภาพเส้นใย ควรตรวจสอบราคาปัจจุบันจากกลุ่มเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมในพื้นที่หรือกรมหม่อนไหมก่อนตัดสินใจว่าจะขายดิบหรือแปรรูปเอง

รายการรายละเอียด
ระยะเวลาต่อรุ่นประมาณ 25-30 วัน ตั้งแต่ฟักไข่จนถึงทำรังสมบูรณ์
ต้นทุนต่อรุ่น (หลังรุ่นแรก)ประมาณ 1,500-3,000 บาท (ไข่ไหม+อาหารเสริม+ค่าแรง)
ช่องทางขายขายรังไหมดิบให้กลุ่มแปรรูป หรือปั่นเส้นไหมเองขายปลีก/ส่ง
ปัจจัยที่กำหนดกำไรคุณภาพรัง อัตรารอดของหนอนไหม และช่องทางขายที่เลือก

ขั้นตอนเลี้ยงไหมอีรี่ด้วยใบมันสำปะหลังให้อัตรารอดสูง

  1. เตรียมกระด้งเลี้ยงในที่ร่ม อากาศถ่ายเทดี ไม่โดนแดดจัดหรือฝนสาดโดยตรง และกันมดเข้าถึงด้วยการทาน้ำมันหรือปูนขาวรอบขาโต๊ะวางกระด้ง
  2. ฟักไข่ไหมในที่อุณหภูมิเหมาะสม สังเกตวันฟักตามคำแนะนำของแหล่งที่ซื้อไข่มา
  3. ตัดใบมันสำปะหลังสดให้หนอนไหมวัยอ่อนวันละหลายครั้ง เพราะหนอนวัยเล็กกินใบอ่อนบางและกินบ่อยครั้งในปริมาณน้อย
  4. เมื่อหนอนโตขึ้นให้ใบมันสำปะหลังในปริมาณมากขึ้นและลดความถี่ลงได้ตามขนาดตัวหนอน
  5. รักษาความสะอาดกระด้งเลี้ยง เก็บมูลและเศษใบเก่าออกสม่ำเสมอเพื่อลดความชื้นสะสมที่ทำให้เกิดโรคในหนอนไหม
  6. เมื่อหนอนไหมหยุดกินอาหารและเริ่มยกหัวส่ายหาที่เกาะ ให้ย้ายไปวางบนวัสดุทำรังทันทีเพื่อให้ทำรังได้สมบูรณ์
  7. เก็บรังไหมหลังทำรังสมบูรณ์แล้วประมาณ 7-10 วัน หรือปล่อยบางส่วนให้ผีเสื้อออกตามธรรมชาติเพื่อเก็บไข่รุ่นต่อไป

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ภาพประกอบ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  • ใช้ใบมันสำปะหลังที่เพิ่งฉีดสารเคมีมาเลี้ยง: สารตกค้างทำให้หนอนไหมตายยกกระด้งโดยไม่รู้สาเหตุ ต้องเว้นระยะเวลาตามฉลากสารเคมีก่อนตัดใบมาใช้เสมอ
  • ไม่ป้องกันมดตั้งแต่ต้น: มดเป็นศัตรูอันดับหนึ่งของไหมอีรี่วัยอ่อน ถ้าไม่กันตั้งแต่แรกอาจสูญเสียหนอนไหมทั้งรุ่น
  • ให้ใบมันสำปะหลังไม่สดหรือเหี่ยวค้างคืน: หนอนไหมกินใบเหี่ยวได้น้อยลง โตช้า และอ่อนแอต่อโรคง่ายขึ้น
  • ปล่อยกระด้งเลี้ยงสกปรกไม่ทำความสะอาด: ความชื้นจากมูลและเศษใบเก่าสะสมทำให้เกิดโรคราหรือแบคทีเรียในหนอนไหม
  • เก็บรังเร็วเกินไปก่อนหนอนทำรังสมบูรณ์: ได้เส้นใยคุณภาพต่ำ ขายได้ราคาไม่ดี

การจัดการอุณหภูมิและความชื้นโรงเลี้ยงให้เหมาะสม

ไหมอีรี่เป็นแมลงที่ไวต่อสภาพอากาศแวดล้อมค่อนข้างมาก โดยเฉพาะในช่วงวัยอ่อนหลังฟักจากไข่ใหม่ ๆ ที่ยังไม่ทนต่อความร้อนจัดหรือความชื้นสูงเกินไป โรงเลี้ยงที่ตั้งอยู่ในที่โล่งแดดจัดโดยไม่มีการพรางแสงจะทำให้อุณหภูมิในกระด้งสูงเกินไปในช่วงกลางวัน ส่งผลให้หนอนไหมอ่อนแอและอัตรารอดต่ำ ทางแก้คือเลือกวางกระด้งเลี้ยงใต้ร่มไม้หรือในโรงเรือนที่มีหลังคาแต่ผนังโปร่งให้อากาศถ่ายเทได้ ไม่ใช่ปิดทึบสนิทซึ่งจะทำให้ความชื้นสะสมสูงเกินไปในทางกลับกัน ช่วงฤดูฝนที่ความชื้นสูงต่อเนื่องหลายวัน ควรเพิ่มความถี่ในการทำความสะอาดกระด้งและเปลี่ยนใบมันสำปะหลังให้บ่อยขึ้นกว่าฤดูแล้ง เพราะความชื้นสะสมจากใบเก่าที่เริ่มเน่าจะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคได้เร็วกว่าปกติ

โรคที่พบบ่อยในไหมอีรี่และการป้องกัน

โรคที่พบบ่อยในการเลี้ยงไหมอีรี่ส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับความชื้นสะสมและความสะอาดของกระด้งเลี้ยงมากกว่าสาเหตุอื่น อาการที่ควรสังเกตคือตัวหนอนที่เคลื่อนไหวช้าผิดปกติ ผิวลำตัวมีจุดดำหรือเปียกฉ่ำผิดจากปกติ และมีกลิ่นเหม็นผิดปกติจากกระด้งเลี้ยง หากพบหนอนที่มีอาการเหล่านี้ควรแยกออกจากกระด้งหลักทันทีเพื่อไม่ให้เชื้อแพร่กระจายไปยังหนอนตัวอื่น เพราะโรคในหนอนไหมมักแพร่ผ่านการสัมผัสและมูลที่ปนเปื้อนในกระด้งเดียวกัน หลักป้องกันที่สำคัญที่สุดคือความสะอาด ทั้งการเปลี่ยนใบมันสำปะหลังให้สดใหม่สม่ำเสมอ การทำความสะอาดกระด้งก่อนเริ่มรุ่นใหม่ทุกครั้ง และการไม่เลี้ยงหนาแน่นเกินไปในกระด้งเดียว เพราะความหนาแน่นสูงทำให้ความชื้นและของเสียสะสมเร็วกว่าการเลี้ยงในความหนาแน่นที่เหมาะสม

ขยายพันธุ์ต่อเนื่องเพื่อลดต้นทุนไข่ไหมในระยะยาว

ภาพประกอบ ขยายพันธุ์ต่อเนื่องเพื่อลดต้นทุนไข่ไหมในระยะยาว

ข้อได้เปรียบสำคัญของไหมอีรี่ที่ต่างจากไหมพันธุ์ไทยคือสามารถเก็บไข่จากผีเสื้อที่เลี้ยงเองได้ต่อเนื่องหลายรุ่นโดยไม่ต้องซื้อไข่ใหม่ทุกครั้ง หลังจากปล่อยให้ผีเสื้อออกจากรังตามธรรมชาติแล้ว ผีเสื้อตัวเมียจะวางไข่ชุดใหม่ที่นำไปฟักเลี้ยงรุ่นถัดไปได้ทันที วิธีนี้ช่วยลดต้นทุนไข่ไหมซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหลักของแต่ละรุ่นลงไปได้มาก แต่ต้องคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่แข็งแรงสมบูรณ์ไว้เป็นแหล่งไข่ และหลีกเลี่ยงการผสมพันธุ์ในสายเลือดใกล้ชิดต่อเนื่องหลายรุ่นเกินไป เพราะจะทำให้สายพันธุ์อ่อนแอลงเรื่อย ๆ ควรสลับหาไข่ไหมสายพันธุ์ใหม่จากแหล่งภายนอกมาผสมเป็นระยะ เพื่อรักษาความแข็งแรงของสายพันธุ์ที่เลี้ยงต่อเนื่องในระยะยาว

ปฏิทินการเลี้ยงไหมอีรี่คู่ขนานกับรอบตัดใบมันสำปะหลัง

เพราะไหมอีรี่ต้องการใบมันสำปะหลังสดทุกวันตลอดรอบเลี้ยง 25-30 วัน การวางแผนให้สอดคล้องกับรอบการแตกใบใหม่ของต้นมันสำปะหลังจึงเป็นเรื่องที่ต่างจากการเลี้ยงไหมด้วยใบหม่อนซึ่งตัดใบแล้วแตกใบใหม่เร็วกว่า ต้นมันสำปะหลังที่ถูกตัดใบไปเลี้ยงไหมมากเกินไปในรอบเดียวจะแตกใบใหม่ช้าลงและอาจกระทบการสร้างหัวมันสำปะหลังใต้ดินซึ่งเป็นผลผลิตหลักของต้นนั้น เกษตรกรที่ต้องการเลี้ยงไหมอีรี่ควบคู่กับการปลูกมันสำปะหลังเป็นพืชหลักจึงควรแบ่งโซนต้นมันสำปะหลังสำหรับเก็บใบเลี้ยงไหมแยกจากโซนที่ปล่อยให้เจริญเติบโตเต็มที่เพื่อเก็บหัว และหมุนเวียนโซนเก็บใบสลับกันไปในแต่ละรุ่นเลี้ยง เพื่อให้ต้นมันสำปะหลังแต่ละต้นมีเวลาพักฟื้นสร้างใบใหม่ก่อนถูกตัดซ้ำอีกครั้ง วิธีนี้ช่วยให้เลี้ยงไหมอีรี่ต่อเนื่องหลายรุ่นต่อปีได้โดยไม่กระทบผลผลิตหัวมันสำปะหลังซึ่งเป็นรายได้หลักของแปลง

แปรรูปรังไหมเป็นเส้นไหมเองคุ้มค่าแค่ไหน

รังไหมอีรี่มีลักษณะเป็นรังเปิดที่ไม่หุ้มตัวดักแด้แน่นแบบไหมพันธุ์ไทย ทำให้ดึงเส้นไหมยาวต่อเนื่องแบบสาวไหมทั่วไปไม่ได้ ต้องใช้วิธีปั่นเป็นเส้นไหมแบบเส้นสั้น (spun silk) ซึ่งเป็นกรรมวิธีต่างจากไหมพันธุ์ไทยโดยสิ้นเชิง เกษตรกรที่ต้องการแปรรูปเองต้องมีทักษะปั่นด้ายเฉพาะทางหรือมีเครื่องปั่นด้ายไหมเส้นสั้น ซึ่งเป็นการลงทุนเพิ่มเติมนอกเหนือจากการเลี้ยงหนอนอย่างเดียว ข้อดีของการแปรรูปเองคือได้ราคาต่อหน่วยสูงกว่าขายรังไหมดิบมาก เพราะเส้นไหมอีรี่มีจุดขายเฉพาะตัวในตลาดสิ่งทอธรรมชาติว่าเป็น "ไหมสันติ" (peace silk) ที่ไม่ต้องฆ่าดักแด้ในกระบวนการผลิตเหมือนไหมพันธุ์ไทยทั่วไป ซึ่งเป็นจุดขายที่ตลาดสิ่งทอรักษ์โลกและงานหัตถกรรมให้ความสนใจเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามเกษตรกรที่เพิ่งเริ่มเลี้ยงและยังไม่มีทักษะปั่นด้ายควรขายเป็นรังไหมดิบให้กลุ่มแปรรูปหรือกรมหม่อนไหมรับซื้อไปก่อน แล้วค่อยพัฒนาไปสู่การแปรรูปเองเมื่อมีปริมาณรังไหมสม่ำเสมอมากพอที่จะคุ้มกับการลงทุนอุปกรณ์ปั่นด้าย

ควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในโรงเลี้ยงช่วงหน้าฝนกับหน้าร้อน

ไหมอีรี่เป็นแมลงที่ไวต่อสภาพอากาศแปรปรวนมากกว่าที่หลายคนคิด โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนที่ความชื้นสะสมสูงในโรงเลี้ยง ถ้าระบายอากาศไม่ดีพอ ใบมันสำปะหลังที่วางในกระด้งจะเปียกชื้นนานขึ้นและเป็นแหล่งสะสมเชื้อราที่ส่งผลต่อสุขภาพหนอนไหมโดยตรง ควรจัดวางโรงเลี้ยงให้มีช่องลมถ่ายเทได้ดีและหลีกเลี่ยงการวางกระด้งเลี้ยงติดพื้นดินโดยตรงในหน้าฝน เพราะความชื้นจากพื้นดินจะซึมขึ้นมาสะสมในกระด้งได้ง่าย ส่วนหน้าร้อนที่อุณหภูมิสูงจัดต่อเนื่องหลายวัน หนอนไหมอาจกินอาหารลดลงและโตช้ากว่าปกติ การเลี้ยงในโรงเรือนที่มีหลังคาบังแดดจัดและเว้นช่องระบายอากาศด้านข้างช่วยลดผลกระทบจากความร้อนสะสมได้ เกษตรกรที่เลี้ยงไหมอีรี่ต่อเนื่องมาหลายรุ่นมักปรับตารางให้อาหารในหน้าร้อนเป็นช่วงเช้าตรู่และเย็นที่อากาศไม่ร้อนจัดแทนช่วงกลางวัน เพื่อให้ใบมันสำปะหลังที่ให้ยังคงความสดไม่เหี่ยวเร็วเกินไปก่อนหนอนจะกินหมด

สรุป

เลี้ยงไหมอีรี่ด้วยใบมันสำปะหลังเป็นทางเลือกที่ลงทุนต่ำกว่าการเลี้ยงไหมพันธุ์ไทยด้วยใบหม่อน โดยเฉพาะสำหรับเกษตรกรที่ปลูกมันสำปะหลังอยู่แล้ว เพราะไม่ต้องปลูกแปลงอาหารแยกต่างหาก รอบเลี้ยงสั้นเพียง 25-30 วัน ทำให้เลี้ยงซ้ำได้หลายรุ่นต่อปี กำไรที่แท้จริงขึ้นอยู่กับการป้องกันมดและสารเคมีตกค้างในใบอาหารตั้งแต่ต้น และการเลือกช่องทางขายระหว่างรังไหมดิบกับเส้นไหมแปรรูป ผู้ที่สนใจควรเริ่มเลี้ยงจำนวนน้อยก่อนเพื่อฝึกทักษะและประเมินอัตรารอดของตัวเองก่อนขยายรุ่นถัดไป ดูข้อมูลต้นทุนการเลี้ยงสัตว์เศรษฐกิจชนิดอื่นประกอบการวางแผนเพิ่มเติมได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมหม่อนไหม — ข้อมูลการเลี้ยงไหมอีรี่และการจัดการอาหารทดแทนใบหม่อน
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — คำแนะนำการใช้ใบมันสำปะหลังอย่างปลอดภัยเมื่อมีการใช้สารเคมีในแปลง

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ไหมอีรี่กินใบมันสำปะหลังได้ทุกสายพันธุ์ไหม

โดยทั่วไปไหมอีรี่กินใบมันสำปะหลังได้หลายสายพันธุ์ที่ปลูกทั่วไป แต่ควรใช้ใบสดไม่ผ่านสารเคมีตกค้าง และหลีกเลี่ยงใบจากต้นที่กำลังขาดน้ำรุนแรงเพราะใบจะเหี่ยวเร็ว

ไม่มีไร่มันสำปะหลังของตัวเอง เลี้ยงไหมอีรี่ได้ไหม

เลี้ยงได้ถ้าหาซื้อหรือขอใบมันสำปะหลังสดจากไร่ใกล้เคียงได้สม่ำเสมอตลอดรอบเลี้ยง 25-30 วัน แต่ต้นทุนจะสูงกว่าคนที่ปลูกมันสำปะหลังเองเพราะต้องมีค่าใบเพิ่มเข้ามา

ทำไมไหมอีรี่ไม่ต้องฆ่าดักแด้เหมือนไหมพันธุ์ไทย

เพราะเส้นใยไหมอีรี่เป็นเส้นใยสั้นไม่ได้พันเป็นเส้นยาวต่อเนื่องเส้นเดียวรอบรังเหมือนไหมหม่อน จึงสาวเป็นเส้นยาวจากรังที่ยังมีดักแด้อยู่ข้างในไม่ได้ ต้องนำเส้นใยมาปั่นเป็นเส้นด้ายหลังผีเสื้อออกจากรังแล้วแทน

เลี้ยงไหมอีรี่ต้องมีใบอนุญาตหรือขึ้นทะเบียนไหม

ควรสอบถามหน่วยงานกรมหม่อนไหมหรือเกษตรอำเภอในพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อกำหนดล่าสุด เพราะกฎระเบียบอาจปรับเปลี่ยนตามช่วงเวลาและพื้นที่

ขายรังไหมดิบหรือปั่นเส้นเองอย่างไหนคุ้มกว่า

การปั่นเส้นไหมเองได้ราคาต่อหน่วยสูงกว่าขายรังไหมดิบ แต่ต้องใช้แรงงานและทักษะเพิ่มเติม เกษตรกรมือใหม่ควรเริ่มจากขายรังไหมดิบให้กลุ่มแปรรูปก่อน แล้วค่อยเรียนรู้การปั่นเส้นเมื่อชำนาญขึ้น เพื่อเพิ่มมูลค่าในรุ่นถัดไป