โรคและการดูแล

โรคหัวเน่าสับปะรด ระบาดในดินระบายน้ำไม่ดี ป้องกันและรักษาอย่างไร

โรคหัวเน่าสับปะรดเกิดจากเชื้อ Phytophthora ในดินระบายน้ำไม่ดี เช็กอาการใบยอดเปลี่ยนสี วิธีป้องกันด้วยร่องระบายน้ำ และขั้นตอนกำจัดต้นติดเชื้อไม่ให้ลามทั้งแปลง

โรคหัวเน่าสับปะรด ระบาดในดินระบายน้ำไม่ดี ป้องกันและรักษาอย่างไร
คำตอบเร็ว: โรคหัวเน่าสับปะรดเกิดจากเชื้อรา Phytophthora ที่สะสมและแพร่ระบาดหนักในแปลงดินระบายน้ำไม่ดีหรือมีน้ำขังหลังฝนตกติดต่อกัน อาการเริ่มจากใบยอดเปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วงหรือเหลืองซีดแล้วเหี่ยวโค้งลง โคนต้นเน่าดึงหลุดง่ายและมีกลิ่นเหม็น ป้องกันหลักคือทำร่องระบายน้ำและยกแปลงปลูกให้สูงก่อนเข้าฤดูฝน พร้อมถอนทำลายต้นที่ติดเชื้อทันทีเพื่อกันไม่ให้เชื้อลามทั้งแปลง

สวนสับปะรดที่ปลูกในพื้นที่ลุ่มหรือดินเหนียวอุ้มน้ำ มักเจอปัญหาต้นทรุดตายเป็นหย่อม ๆ หลังฝนตกหนักติดต่อกันหลายวัน ถ้าสังเกตแล้วพบว่าใบยอดเปลี่ยนสีและดึงหลุดออกจากลำต้นได้ง่ายผิดปกติ นั่นคือสัญญาณของโรคหัวเน่าที่ต้องรีบจัดการก่อนลุกลามไปทั้งแปลง เพราะเชื้อราชนิดนี้แพร่กระจายผ่านน้ำได้เร็วมากในสภาพดินที่ระบายน้ำไม่ดี ดูข้อมูลโรคพืชชนิดอื่นเพิ่มเติมได้ที่ หมวดโรคและการดูแล

อาการโรคหัวเน่าสับปะรดที่สังเกตได้

ภาพประกอบ อาการโรคหัวเน่าสับปะรดที่สังเกตได้

ระยะเริ่มต้น ใบอ่อนบริเวณยอดจะเปลี่ยนเป็นสีแดงอมม่วงหรือเหลืองซีดผิดปกติ ขอบใบม้วนงอเล็กน้อย ต่างจากอาการขาดธาตุอาหารที่สีจะซีดสม่ำเสมอทั้งต้น เมื่อโรคลุกลามเข้าสู่ระยะกลาง ใบยอดจะเหี่ยวโค้งลงและดึงหลุดออกจากลำต้นได้ง่ายมือเปล่า โคนใบและเนื้อเยื่อบริเวณหัว (แกนกลางต้น) เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลอมเทาถึงดำ เนื้อเยื่อฉ่ำน้ำและมีกลิ่นเหม็นเน่าเฉพาะตัว หากผ่าดูจะเห็นเส้นแบ่งชัดเจนระหว่างเนื้อเยื่อเน่ากับเนื้อเยื่อปกติ ระยะท้ายต้นจะยุบตัวและตายทั้งต้นภายใน 1-3 สัปดาห์หลังเริ่มแสดงอาการ ขึ้นกับความชื้นในดินและอุณหภูมิ

สาเหตุ: ทำไมดินระบายน้ำไม่ดีถึงทำให้ระบาดหนัก

เชื้อสาเหตุหลักคือรา Phytophthora (พบทั้ง P. cinnamomi และ P. nicotianae ขึ้นกับพื้นที่) ซึ่งเป็นเชื้อราที่อาศัยอยู่ในดินและต้องการน้ำเพื่อสร้างสปอร์เคลื่อนที่ (zoospore) ไปติดเชื้อที่รากและโคนต้น เมื่อดินอุ้มน้ำนานเกิน 24-48 ชั่วโมงหลังฝนตกโดยไม่มีทางระบาย ออกซิเจนในดินจะลดลงและเป็นสภาพที่เชื้อ Phytophthora เจริญเติบโตได้ดีที่สุด สปอร์จะว่ายน้ำไปตามผิวดินและน้ำท่วมขังเพื่อแพร่จากต้นที่ติดเชื้อไปยังต้นข้างเคียง ทำให้ในแปลงที่มีร่องน้ำ หรือจุดต่ำที่น้ำขังประจำ มักพบต้นตายเป็นหย่อมวงกลมขยายตัวออกไปเรื่อย ๆ ตามทิศทางการไหลของน้ำ

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้โรคระบาดหนักขึ้น

ภาพประกอบ ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้โรคระบาดหนักขึ้น
  • แปลงปลูกอยู่ในที่ลุ่มหรือดินเหนียวเนื้อแน่น อัตราการซึมน้ำต่ำกว่า 1 เซนติเมตรต่อชั่วโมง
  • ปลูกช่วงต้นฤดูฝนโดยไม่มีร่องระบายน้ำรองรับฝนตกหนักติดต่อกัน
  • ใช้หน่อพันธุ์จากแปลงที่เคยมีประวัติโรคหัวเน่ามาก่อนโดยไม่ผ่านการคัดหรือแช่สารป้องกันเชื้อรา
  • แปลงเดิมปลูกสับปะรดต่อเนื่องหลายรอบโดยไม่พักดินหรือปลูกพืชหมุนเวียน ทำให้เชื้อสะสมในดินมากขึ้นทุกปี
  • ดินเป็นกรดจัด (pH ต่ำกว่า 4.5) ซึ่งงานวิจัยพบว่าเอื้อต่อการเจริญของเชื้อ Phytophthora มากกว่าดินที่ปรับ pH ให้เป็นกลาง

วิธีป้องกันไม่ให้โรคหัวเน่าระบาดในแปลง

หัวใจของการป้องกันคือ "ตัดวงจรน้ำขัง" เพราะเชื้อ Phytophthora ไม่สามารถแพร่กระจายได้ถ้าไม่มีน้ำเป็นตัวพา แนวทางที่ควรทำก่อนและระหว่างฤดูฝนมีดังนี้

ช่วงเวลาสิ่งที่ต้องทำเป้าหมาย
ก่อนปลูกยกร่องแปลงสูงอย่างน้อย 20-30 เซนติเมตร ขุดร่องระบายน้ำรอบแปลงและทางลาดเทเข้าคลองระบายไม่ให้น้ำขังบริเวณโคนต้นเกิน 24 ชั่วโมง
ก่อนปลูกคัดหน่อพันธุ์จากแปลงที่ไม่มีประวัติโรค แช่หน่อในสารป้องกันกำจัดเชื้อราตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรก่อนปลูกลดเชื้อสะสมที่ติดมากับหน่อ
ระหว่างฤดูฝนตรวจแปลงทุก 7-10 วัน สังเกตต้นที่ใบยอดเปลี่ยนสี ถอนต้นต้องสงสัยไปตรวจทันทีพบและตัดวงจรโรคตั้งแต่ต้น
ระหว่างฤดูฝนหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องมือหรือเดินย่ำในแปลงขณะดินเปียกแฉะ ทำความสะอาดรองเท้า/อุปกรณ์ก่อนย้ายแปลงลดการพาสปอร์เชื้อจากจุดติดเชื้อไปจุดอื่น
หลังพบต้นเป็นโรคถอนต้นและเนื้อดินรอบโคนรัศมี 30 เซนติเมตรออกไปเผาทำลายนอกแปลง โรยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุดตัดแหล่งเชื้อไม่ให้ลามไปต้นข้างเคียง

วิธีรักษาต้นที่เริ่มแสดงอาการ

ภาพประกอบ วิธีรักษาต้นที่เริ่มแสดงอาการ

สับปะรดที่เริ่มแสดงอาการระยะต้น (ใบยอดเปลี่ยนสีแต่ยังไม่เหี่ยว) ยังพอมีโอกาสฟื้นตัวได้บ้างหากจัดการเร็ว โดยลดความชื้นรอบโคนต้นทันทีด้วยการเปิดร่องระบายน้ำเพิ่ม และปรึกษาเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอหรือกรมวิชาการเกษตรเรื่องสารป้องกันกำจัดเชื้อรากลุ่มที่ใช้ควบคุม Phytophthora โดยเฉพาะ เนื่องจากชนิดและอัตราการใช้ต้องเลือกตามระดับความรุนแรงและข้อกำหนดฉลากผลิตภัณฑ์ แต่ถ้าต้นเข้าสู่ระยะโคนเน่าจนใบดึงหลุดง่ายแล้ว โอกาสรอดแทบไม่มี ควรถอนทำลายทันทีเพื่อป้องกันการแพร่เชื้อดีกว่าปล่อยไว้

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยของเกษตรกร

  • ปล่อยต้นที่ตายแล้วทิ้งไว้ในแปลงโดยไม่เผาทำลาย ทำให้เชื้อสะสมในดินและแพร่ต่อในฤดูถัดไป
  • เข้าใจผิดว่าอาการใบเหลืองเป็นเรื่องขาดปุ๋ย จึงเร่งใส่ปุ๋ยไนโตรเจนเพิ่ม ซึ่งกลับยิ่งกระตุ้นให้เนื้อเยื่ออ่อนติดเชื้อง่ายขึ้น
  • ขุดร่องระบายน้ำแค่รอบแปลงใหญ่ แต่ไม่ทำร่องย่อยระหว่างแถวปลูก ทำให้จุดกลางแปลงยังมีน้ำขัง
  • ใช้หน่อพันธุ์จากแปลงเดิมที่เคยเป็นโรคโดยไม่คัดแยกหรือแช่สารป้องกันเชื้อราก่อนปลูกรอบใหม่
  • เดินเข้าแปลงที่ติดเชื้อแล้วเดินต่อไปแปลงปกติทันทีโดยไม่ล้างรองเท้าหรือล้อรถเข็น
  • รอจนต้นเหี่ยวทั้งต้นค่อยถอน ทำให้พลาดช่วงเวลาทองในการควบคุมโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

สรุป

โรคหัวเน่าสับปะรดมีต้นเหตุหลักจากน้ำขังในดินที่ระบายน้ำไม่ดี การป้องกันที่ได้ผลที่สุดคือจัดการระบบระบายน้ำในแปลงให้ดีตั้งแต่ก่อนปลูก คัดหน่อพันธุ์สะอาด และตรวจแปลงสม่ำเสมอในฤดูฝนเพื่อพบต้นติดเชื้อและถอนทำลายให้เร็วที่สุด การจัดการเชิงป้องกันแบบนี้ได้ผลดีกว่าการรอให้โรคแสดงอาการชัดแล้วค่อยแก้ไข เพราะเมื่อเข้าสู่ระยะโคนเน่ารุนแรงแล้วโอกาสรักษาต้นให้ฟื้นมีน้อยมาก

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมวิชาการเกษตร — ข้อมูลโรคพืชสับปะรดที่เกิดจากเชื้อรา Phytophthora และแนวทางป้องกันกำจัด
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — คำแนะนำการจัดการแปลงปลูกสับปะรดและการระบายน้ำเพื่อลดความเสี่ยงโรครากและโคนเน่า

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

โรคหัวเน่าสับปะรดติดต่อไปต้นอื่นได้เร็วแค่ไหน

ถ้าแปลงมีน้ำขังต่อเนื่องและฝนตกซ้ำ เชื้อสามารถแพร่จากต้นหนึ่งไปต้นข้างเคียงได้ภายใน 1-2 สัปดาห์ โดยเฉพาะต้นที่อยู่ในทิศทางที่น้ำไหลผ่านจากจุดติดเชื้อเดิม

ดินแบบไหนเสี่ยงเป็นโรคหัวเน่าสับปะรดมากที่สุด

ดินเหนียวเนื้อแน่นที่ระบายน้ำช้า หรือพื้นที่ลุ่มต่ำกว่าบริเวณรอบข้าง เพราะน้ำจะไหลมาสะสมและขังอยู่นานกว่าจุดอื่น

ใส่ปูนขาวช่วยป้องกันโรคหัวเน่าสับปะรดได้จริงไหม

ปูนขาวช่วยปรับดินที่เป็นกรดจัดให้ใกล้เป็นกลางมากขึ้น ซึ่งเป็นสภาพที่ไม่เอื้อต่อเชื้อ Phytophthora เท่าดินกรด แต่ต้องใช้ร่วมกับการจัดการระบายน้ำ ไม่ใช่ใช้แทนกัน

พันธุ์สับปะรดที่ปลูกอยู่ทั่วไปในไทยต้านทานโรคนี้ได้หรือไม่

พันธุ์การค้าหลักที่ปลูกแพร่หลาย เช่น กลุ่มปัตตาเวีย ยังอ่อนแอต่อเชื้อ Phytophthora พอสมควรหากสภาพแปลงเอื้อให้เชื้อระบาด การจัดการดินและน้ำจึงสำคัญกว่าการหวังพึ่งความต้านทานของพันธุ์อย่างเดียว

ต้นที่เป็นโรคแล้วต้องถอนทำลายทั้งหมดหรือแค่บางส่วน

ควรถอนทั้งต้นพร้อมดินรอบโคนรัศมีประมาณ 30 เซนติเมตร แล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลง ไม่ควรทิ้งไว้ในร่องหรือกองรวมในแปลงเพราะเชื้อยังอยู่ในเนื้อเยื่อและดินที่ติดมาได้