โรคและการดูแล

โรคใบไหม้ทุเรียนจากเชื้อ Rhizoctonia ต่างจากโรคใบติดอย่างไร

เปรียบเทียบโรคใบไหม้ทุเรียนจากเชื้อ Rhizoctonia กับโรคใบติด อาการที่แยกได้ชัด สาเหตุเชื้อรา วิธีป้องกันเฉพาะแต่ละโรค และช่วงเวลาที่มักระบาดหนักในสวนทุเรียนไทย

โรคใบไหม้ทุเรียนจากเชื้อ Rhizoctonia ต่างจากโรคใบติดอย่างไร
คำตอบเร็ว: ชื่อ "โรคใบไหม้จากเชื้อ Rhizoctonia" และ "โรคใบติด" ในทุเรียนส่วนใหญ่หมายถึงโรคเดียวกัน เกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia solani ที่สร้างเส้นใยคล้ายใยแมงมุมยึดใบให้ติดกันเป็นกระจุกแล้วไหม้แห้งคาต้น ส่วนโรคที่เกษตรกรมักสับสนจริง ๆ คือโรคแอนแทรคโนส (ใบจุดจากเชื้อ Colletotrichum) ซึ่งอาการเป็นจุดวงแหวนสีน้ำตาลกระจายทั่วใบโดยไม่มีเส้นใยยึดใบติดกัน ทั้งสองโรคระบาดหนักช่วงฝนตกชุกและทรงพุ่มทึบเหมือนกัน แต่วิธีป้องกันต่างกันที่จุดสำคัญคือการจัดการความชื้นกับการตัดแต่งทรงพุ่ม

เกษตรกรสวนทุเรียนจำนวนไม่น้อยเจอปัญหาใบทุเรียนเปลี่ยนสีผิดปกติในช่วงฤดูฝน แล้วไปค้นหาข้อมูลจนงงว่าที่เจอเรียกว่า "โรคใบไหม้" หรือ "โรคใบติด" กันแน่ บางคนถามร้านขายยาแล้วได้คำตอบไม่ตรงกัน ซื้อสารเคมีผิดตัวมาฉีดแล้วอาการไม่ดีขึ้น ปัญหาจริง ๆ คือชื่อสองชื่อนี้ในเอกสารวิชาการส่วนใหญ่อ้างถึงเชื้อราตัวเดียวกัน แต่มีอีกโรคหนึ่งที่หน้าตาคล้ายกันในช่วงแรกจนแยกไม่ออกด้วยตาเปล่า คือโรคแอนแทรคโนสหรือใบจุด บทความนี้จะช่วยแยกให้ชัดว่าอาการแบบไหนคือ Rhizoctonia อาการแบบไหนคือแอนแทรคโนส และต้องป้องกันต่างกันอย่างไร

โรคใบไหม้ Rhizoctonia กับโรคใบติด คือโรคเดียวกันหรือไม่

ภาพประกอบ โรคใบไหม้ Rhizoctonia กับโรคใบติด คือโรคเดียวกันหรือไม่

ในเอกสารวิชาการด้านโรคพืชของไทย ชื่อ "โรคใบไหม้" และ "โรคใบติด" ที่เกิดในทุเรียนมักอ้างถึงเชื้อราชนิดเดียวกันคือ Rhizoctonia solani ต่างกันแค่มุมมองการตั้งชื่อ คือ "ใบไหม้" อธิบายจากลักษณะใบที่แห้งกรอบเป็นสีน้ำตาลเข้มคล้ายถูกไฟลน ส่วน "ใบติด" อธิบายจากพฤติกรรมของเชื้อราที่สร้างเส้นใยสีขาวถึงน้ำตาลอ่อนคล้ายใยแมงมุมยึดใบหลายใบให้ติดกันเป็นกระจุก แล้วใบเหล่านั้นจะร่วงลงมาติดกันเป็นก้อนใต้ทรงพุ่มโดยไม่หลุดกระจาย ถ้าสวนของคุณเจออาการที่ใบติดกันเป็นก้อนแบบนี้ ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นเชื้อ Rhizoctonia ไม่ใช่โรคอื่น

อาการที่แยกโรคใบไหม้ Rhizoctonia ออกจากโรคแอนแทรคโนสที่มักสับสน

โรคที่มีอาการคล้ายกันในระยะแรกและทำให้เกษตรกรสับสนบ่อยที่สุดคือโรคแอนแทรคโนส (Anthracnose) เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum spp. ทั้งสองโรคระบาดในช่วงฤดูฝนเหมือนกัน แต่มีจุดสังเกตที่ต่างกันชัดเจนถ้าดูใกล้ ๆ

ลักษณะโรคใบไหม้/ใบติด (Rhizoctonia solani)โรคแอนแทรคโนส (Colletotrichum spp.)
ลักษณะแผลใบไหม้แห้งเป็นปื้นใหญ่ไม่มีขอบชัด ลามจากปลายใบหรือขอบใบเข้าหากลางใบจุดวงกลมหรือวงรีขนาดเล็กถึงกลาง มีขอบสีน้ำตาลเข้มชัดเจน บางจุดมีวงแหวนซ้อนกัน
เส้นใยเชื้อรามีเส้นใยสีขาวถึงน้ำตาลอ่อนคล้ายใยแมงมุมยึดใบหลายใบติดกันไม่มีเส้นใยยึดใบ ใบร่วงแยกจากกันตามปกติ
จุดเริ่มอาการมักเริ่มจากใบล่างหรือใบในทรงพุ่มที่ชื้นและแสงส่องไม่ถึงเกิดได้ทั้งใบอ่อนและใบแก่ รวมถึงก้านใบและผลอ่อน
การลุกลามลามเร็วเป็นกลุ่มก้อนตามจุดที่ใบเบียดกันแน่นลามทีละจุดกระจายทั่วต้น ไม่รวมกลุ่มเป็นก้อน

วิธีสังเกตง่ายที่สุดในสวนคือลองยกกิ่งที่มีใบร่วงติดกันเป็นก้อนขึ้นดู ถ้าดึงแล้วใบหลายใบติดกันเป็นแผ่นเดียวโดยมีเส้นใยสีขาวคั่นอยู่ นั่นคือสัญญาณของ Rhizoctonia แทบจะทันที เพราะแอนแทรคโนสจะไม่ทำให้ใบติดกันเป็นก้อนแบบนี้

สาเหตุเชื้อราที่ต่างกันและปัจจัยที่ทำให้ระบาด

ภาพประกอบ สาเหตุเชื้อราที่ต่างกันและปัจจัยที่ทำให้ระบาด

Rhizoctonia solani เป็นเชื้อราในดินที่อาศัยอยู่ได้ทั้งในเศษซากพืชและดินชื้น เมื่อความชื้นสัมพัทธ์ในทรงพุ่มสูงต่อเนื่องหลายวัน เชื้อจะสร้างเส้นใยลอยขึ้นมาตามกิ่งใบที่เบียดกันแน่น ส่วน Colletotrichum spp. ที่ก่อโรคแอนแทรคโนสแพร่กระจายผ่านสปอร์ที่กระเด็นไปกับน้ำฝนหรือน้ำที่รดจากด้านบน จึงพบมากในสวนที่ใช้สปริงเกอร์รดน้ำเหนือทรงพุ่มบ่อย ทั้งสองเชื้อชอบสภาพอากาศชื้นคล้ายกัน แต่ต้นเหตุการแพร่กระจายต่างกัน จุดนี้สำคัญมากเพราะเป็นตัวกำหนดว่าเกษตรกรต้องแก้ปัญหาที่ต้นเหตุจุดไหน

ช่วงเวลาที่มักระบาดหนักในรอบปี

โรคทั้งสองระบาดหนักในช่วงฤดูฝน โดยเฉพาะช่วงที่ฝนตกติดต่อกันหลายวันจนความชื้นในทรงพุ่มไม่มีเวลาแห้ง ทุเรียนที่ปลูกชิดกันเกินไปหรือไม่ได้ตัดแต่งกิ่งล่างให้โปร่งจะเสี่ยงมากเป็นพิเศษ สวนที่อยู่ในหุบเขาหรือพื้นที่อับลมซึ่งน้ำค้างไม่ระเหยจนสาย มักเจอ Rhizoctonia รุนแรงกว่าสวนพื้นที่โล่งลมโกรก ส่วนแอนแทรคโนสมักระบาดหนักในช่วงที่มีฝนตกสลับแดดจัด เพราะสปอร์ต้องอาศัยความชื้นในการงอกแต่ก็ต้องการรอบการแพร่กระจายผ่านหยดน้ำ

วิธีป้องกันเฉพาะแต่ละโรค

ภาพประกอบ วิธีป้องกันเฉพาะแต่ละโรค

เพราะสาเหตุการแพร่กระจายต่างกัน วิธีป้องกันจึงต้องเน้นคนละจุด

  • สำหรับโรคใบไหม้/ใบติด Rhizoctonia: ตัดแต่งกิ่งล่างและกิ่งในทรงพุ่มให้โปร่ง ให้แสงแดดและลมผ่านได้ ลดจุดที่ใบเบียดกันแน่นซึ่งเป็นจุดเริ่มของเชื้อ เก็บกวาดใบที่ติดกันเป็นก้อนใต้ต้นออกไปเผาทำลายนอกแปลง ไม่ทิ้งไว้เป็นแหล่งสะสมเชื้อ
  • สำหรับโรคแอนแทรคโนส: ปรับวิธีการให้น้ำจากรดผ่านหัวสปริงเกอร์เหนือทรงพุ่มเป็นระบบน้ำหยดหรือรดโคนต้นแทน เพื่อลดการกระเซ็นของสปอร์ผ่านหยดน้ำ
  • มาตรการร่วมทั้งสองโรค: ใส่ปุ๋ยให้สมดุล ไม่เร่งไนโตรเจนมากเกินจนใบอ่อนแอ และรักษาระบบระบายน้ำในสวนไม่ให้มีน้ำขังสะสมความชื้น
  • การใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์: เกษตรกรหลายสวนใช้ไตรโคเดอร์มาราดโคนต้นหรือผสมกับปุ๋ยหมักเพื่อช่วยควบคุมเชื้อราในดินและลดการสะสมของเชื้อก่อโรคทั้งสองกลุ่ม ควบคู่กับการดูแลทุเรียนด้านความสมบูรณ์ของต้นให้แข็งแรงต้านทานโรคได้ดีขึ้น แต่ควรใช้ตามคำแนะนำบนฉลากผลิตภัณฑ์และปรึกษาเกษตรอำเภอหากไม่แน่ใจปริมาณที่เหมาะกับขนาดสวน

ผู้ที่ต้องการศึกษาโรคพืชและสัตว์ชนิดอื่นเพิ่มเติมสามารถดูข้อมูลได้ในหมวด โรคและการดูแล

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อรับมือโรคใบไหม้และใบติดในทุเรียน

  • ฉีดสารเคมีตัวเดียวกันทุกครั้งโดยไม่แยกว่าเป็นโรคไหน ทำให้ควบคุมไม่ได้ผลเพราะเชื้อราคนละกลุ่มตอบสนองต่อสารต่างกัน
  • ไม่ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งก่อนเข้าฤดูฝน ปล่อยให้กิ่งใบเบียดกันแน่นซึ่งเป็นสภาพที่ Rhizoctonia ชอบที่สุด
  • ทิ้งใบที่ติดกันเป็นก้อนไว้ใต้ทรงพุ่ม กลายเป็นแหล่งสะสมเชื้อราให้ระบาดซ้ำในฤดูถัดไป
  • รดน้ำผ่านสปริงเกอร์เหนือทรงพุ่มตลอดฤดูฝน เพิ่มความเสี่ยงแอนแทรคโนสโดยไม่รู้ตัว
  • รอจนอาการลามทั่วต้นค่อยจัดการ แทนที่จะตัดกิ่งที่เป็นโรคออกตั้งแต่พบจุดแรกเพื่อลดแหล่งแพร่เชื้อ
  • ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมากเกินไปช่วงเข้าฤดูฝน ทำให้ใบอ่อนแอและอวบน้ำ เสี่ยงต่อเชื้อราทั้งสองกลุ่มมากขึ้น

สรุป

โรคใบไหม้จากเชื้อ Rhizoctonia และโรคใบติดในทุเรียนแทบทั้งหมดคือโรคเดียวกัน ต่างจากโรคแอนแทรคโนสที่มักถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโรคเดียวกันแต่จริง ๆ แล้วมีเชื้อสาเหตุและลักษณะแผลต่างกันชัดเจน การแยกให้ถูกโรคตั้งแต่ต้นช่วยให้เลือกวิธีป้องกันได้ตรงจุด ทั้งการตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งสำหรับ Rhizoctonia และการปรับวิธีให้น้ำสำหรับแอนแทรคโนส ซึ่งสำคัญกว่าการพึ่งสารเคมีเพียงอย่างเดียว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมวิชาการเกษตร — ข้อมูลโรคพืชทุเรียนและเชื้อราสาเหตุ Rhizoctonia solani และ Colletotrichum spp.
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — คำแนะนำการจัดการทรงพุ่มและการป้องกันโรคใบในสวนทุเรียนช่วงฤดูฝน

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

โรคใบไหม้ Rhizoctonia กับโรคใบติดในทุเรียนคือโรคเดียวกันหรือไม่

ในเอกสารวิชาการส่วนใหญ่ทั้งสองชื่อหมายถึงเชื้อราตัวเดียวกันคือ Rhizoctonia solani เพียงแต่ชื่อ "ใบไหม้" เน้นลักษณะใบแห้งไหม้ ส่วน "ใบติด" เน้นพฤติกรรมเส้นใยที่ยึดใบให้ติดกันเป็นก้อน

จะสังเกตยังไงว่าใบทุเรียนติดเชื้อ Rhizoctonia ไม่ใช่แอนแทรคโนส

ดูที่ใบร่วงใต้ทรงพุ่ม ถ้าใบหลายใบติดกันเป็นก้อนโดยมีเส้นใยสีขาวคั่นอยู่ คือ Rhizoctonia แต่ถ้าใบเป็นจุดวงกลมขอบน้ำตาลเข้มกระจายแยกกันโดยไม่ติดกันเป็นก้อน คือแอนแทรคโนส

ช่วงไหนที่ทุเรียนเสี่ยงเป็นโรคใบไหม้ Rhizoctonia มากที่สุด

ช่วงฤดูฝนที่ฝนตกติดต่อกันหลายวันจนความชื้นในทรงพุ่มไม่มีเวลาแห้ง โดยเฉพาะสวนที่ทรงพุ่มทึบและอยู่ในพื้นที่อับลม

ป้องกันโรคใบไหม้ Rhizoctonia ในสวนทุเรียนทำอย่างไร

เน้นตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง เก็บกวาดใบที่ติดกันเป็นก้อนออกไปทำลาย และรักษาระบบระบายน้ำไม่ให้ความชื้นสะสม บางสวนใช้ไตรโคเดอร์มาราดโคนต้นร่วมด้วยเพื่อควบคุมเชื้อราในดิน

ถ้าใบทุเรียนติดกันเป็นก้อนเหมือนใยแมงมุม ควรตัดทิ้งเลยไหม

ควรตัดกิ่งที่มีใบติดกันเป็นก้อนออกและนำไปเผาทำลายนอกแปลงทันทีที่พบ เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อไม่ให้ลามไปยังกิ่งข้างเคียงหรือแพร่ในฤดูถัดไป