คำตอบสั้น ๆ
อาการใบเหลืองรูปตัววีที่มีเส้นใบดำเป็นสัญญาณของโรคเน่าดำหรือขอบใบทอง บทความนี้อธิบายวิธีแยกจากโรคเน่าเละ และการจัดการตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ถึงหลังเก็บเกี่ยว
คำตอบเร็ว: ถ้าใบกะหล่ำหรือคะน้าเหลืองจากขอบใบเข้าหาเส้นกลางใบเป็นรูปตัววี และเส้นใบในบริเวณนั้นเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มถึงดำ มีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคเน่าดำหรือโรคขอบใบทอง ซึ่งเกิดจากแบคทีเรีย Xanthomonas campestris pv. campestris เชื้อติดมากับเมล็ด เศษซากพืช และวัชพืชตระกูลกะหล่ำ แพร่ไปกับน้ำฝนและน้ำรด ป้องกันโดยใช้เมล็ดคุณภาพ แช่เมล็ดในน้ำอุ่นก่อนเพาะ ถอนต้นเป็นโรคออก และไม่ปลูกผักตระกูลกะหล่ำซ้ำที่เดิม ถ้าไม่แน่ใจให้ส่งตัวอย่างให้หน่วยงานของกรมวิชาการเกษตรตรวจ
ช่วงพฤศจิกายน แปลงกะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บล็อกโคลี และคะน้า กำลังโต พอฝนปลายฤดูยังตกบางวันและน้ำค้างลงหนักตอนเช้า หลายแปลงจะเห็นใบนอกเหลืองเป็นสามเหลี่ยมจากขอบใบ คนปลูกมักคิดว่าขาดปุ๋ยหรือโดนแดด แล้วใส่ปุ๋ยเพิ่ม แต่อาการกลับลามไปใบอื่น บทความนี้จะช่วยแยกว่าใช่โรคเน่าดำหรือไม่ ต่างจากโรคเน่าเละอย่างไร และทำอะไรได้บ้างตั้งแต่ก่อนหยอดเมล็ด (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)
อาการแบบไหนที่ชี้ไปทางโรคเน่าดำ
บทความวิจัยของสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเกษตร ปีที่ 41 ฉบับที่ 1 (มกราคม–เมษายน 2566) บรรยายอาการไว้ดังนี้
- ใบเหลืองจากขอบใบเข้าหาเส้นกลางใบ เป็นรูปตัววี
- เส้นใบในบริเวณที่เหลืองเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้ม
- ใบเหี่ยวและหลุดร่วง
- ถ้าตัดลำต้นตามขวาง จะเห็นท่อน้ำเป็นสีดำ
- ในต้นกล้า ขอบใบเลี้ยงจะเน่าดำและต้นกล้าตาย
- ในคะน้าอาจพบจุดสีน้ำตาลเล็ก ๆ มีวงฉ่ำน้ำล้อมรอบ แล้วขยายรวมกันเป็นแผลใบไหม้และใบเป็นรู
บทความทบทวนวิชาการในฐานข้อมูล PMC ยืนยันลักษณะเดียวกัน คือเส้นใบดำ เนื้อเยื่อตาย และแผลเหลืองรูปตัววี และยังระบุว่าต้นอาจติดเชื้อแบบแฝงโดยยังไม่แสดงอาการได้ แปลว่าต้นที่ดูปกติข้าง ๆ ต้นที่เป็นโรค อาจมีเชื้ออยู่แล้ว
วิธีเช็กง่าย ๆ ในแปลงคือ เด็ดใบที่มีอาการตัววีขึ้นมาส่องกับแสง ถ้าเส้นใบในส่วนเหลืองเป็นเส้นดำชัดเจน ให้สงสัยโรคเน่าดำไว้ก่อน แล้วลองตัดโคนต้นที่เป็นหนักดูท่อน้ำ ถ้าดำเป็นจุดเป็นวงในเนื้อลำต้น ยิ่งเข้าเค้า แล้วเก็บตัวอย่างไปให้เกษตรอำเภอหรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรช่วยยืนยัน ก่อนจะใส่ปุ๋ยเพิ่มหรือซื้อสารมาพ่น
เชื้อมาจากไหน และทำไมหน้าหนาวตอนต้นถึงเจอบ่อย
บทความของกรมวิชาการเกษตรระบุว่าเชื้อติดไปกับเมล็ดพันธุ์ เศษซากพืช และพืชอาศัยอื่น แพร่ไปกับน้ำฝนหรือน้ำที่ใช้รด และเข้าสู่พืชทางราก ปากใบ รูระบายน้ำที่ขอบใบ และบาดแผลจากแมลงหรือการเขตกรรม การที่เชื้อเข้าทางรูที่ขอบใบนี่เองที่ทำให้อาการเริ่มจากขอบเป็นรูปตัววี
บทความทบทวนใน PMC ระบุเพิ่มว่าเชื้ออยู่รอดในเศษซากพืชและวัชพืชตระกูลกะหล่ำ แพร่ไปได้ไกลผ่านเมล็ดพันธุ์ และโรคจะรุนแรงเมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยราว 25–30 องศาเซลเซียส ร่วมกับมีฝนเพียงพอหรือน้ำค้างหนัก
ช่วงพฤศจิกายนของไทยตอนบนจึงเป็นช่วงที่ต้องระวัง ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ กรมอุตุนิยมวิทยา ประกาศเมื่อ 16 ต.ค. 2569 ว่าฤดูหนาวเริ่มราวสัปดาห์ที่ 3 ของตุลาคม และช่วงกลางตุลาคมถึงกลางพฤศจิกายนยังมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10–20 ของพื้นที่ พร้อมหมอกตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุดเฉลี่ยปีนี้สูงกว่าปกติราว 2 องศา ผักที่ย้ายกล้าลงแปลงช่วงนี้จึงยังเจอทั้งฝนกระเด็นและน้ำค้าง ซึ่งเป็นตัวพาเชื้อชั้นดี
เน่าดำ หรือ เน่าเละ แยกอย่างไร
สองโรคนี้เกิดจากแบคทีเรียเหมือนกันและเจอในแปลงผักตระกูลกะหล่ำเหมือนกัน แต่หน้าตาคนละแบบ ตารางนี้เทียบจากเอกสารของกรมวิชาการเกษตร
| ประเด็น | โรคเน่าดำ (ขอบใบทอง) | โรคเน่าเละ |
|---|---|---|
| เชื้อสาเหตุ | Xanthomonas campestris pv. campestris | Pectobacterium carotovorum subsp. carotovorum |
| จุดเริ่ม | ขอบใบ เหลืองเป็นรูปตัววีเข้าหาเส้นกลางใบ | จุดฉ่ำน้ำเล็ก ๆ แล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม |
| เนื้อเยื่อ | เส้นใบและท่อน้ำในลำต้นเป็นสีดำ ใบเหี่ยวร่วง | เนื้อเยื่อยุบ เยิ้มเป็นเมือก ต้นยุบทั้งต้น |
| กลิ่น | ไม่มีการระบุกลิ่นเฉพาะในเอกสารที่อ้างอิง | มีกลิ่นเหม็นเฉพาะตัว |
| ช่วงที่พบ | อากาศอุ่นและชื้น มีฝนหรือน้ำค้างหนัก | พบมากในฤดูฝน ทั้งในแปลงและระหว่างเก็บรักษา |
ในแปลงจริงอาจเจอทั้งสองโรคพร้อมกัน เพราะแผลจากโรคหนึ่งเปิดทางให้อีกโรคเข้าซ้ำ ถ้าหัวกะหล่ำเริ่มเยิ้มและเหม็น อ่านต่อที่ โรคเน่าเละในกะหล่ำ
เริ่มที่เมล็ด: แช่น้ำอุ่นก่อนเพาะ
เมื่อเชื้อมากับเมล็ดได้ ขั้นตอนที่คุ้มที่สุดคือจัดการตั้งแต่ก่อนหยอด ประกาศเตือนภัยของกรมวิชาการเกษตรช่วง 16–29 ธันวาคม 2565 ในหัวข้อผักตระกูลกะหล่ำ แนะนำให้ใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพที่ปลอดโรค และแช่เมล็ดในน้ำอุ่นประมาณ 50 องศาเซลเซียส โดยต้มน้ำจนเดือดแล้วเติมน้ำธรรมดาลงไปเท่าตัว แช่นาน 20–30 นาที คำแนะนำนี้อยู่ในหัวข้อโรคราน้ำค้าง แต่เป็นหลักการจัดการเมล็ดผักตระกูลกะหล่ำทั่วไป
บทความทบทวนใน PMC ระบุว่าการแช่น้ำร้อนเพื่อลดเชื้อเน่าดำในเมล็ดใช้ช่วงอุณหภูมิ 45–55 องศาเซลเซียส มีงานในกะหล่ำดอกที่ใช้ 50 องศาเซลเซียสนาน 20 นาที และพบว่า 52 องศาเซลเซียสนานครึ่งชั่วโมงควบคุมได้ดีที่สุดในการทดลองนั้น แต่ก็ระบุด้วยว่าในผักกาดขาวปลี น้ำร้อนลดความงอกลงมาก ถ้าร้อนเกินหรือนานเกินไป
ข้อควรระวังที่เจอบ่อยในทางปฏิบัติ:
- ใช้เทอร์โมมิเตอร์วัด อย่ากะด้วยมือ น้ำที่ร้อนเกินเพียงไม่กี่องศาทำให้เมล็ดตายได้
- ลองแช่เมล็ดจำนวนน้อยก่อน แล้วเพาะดูความงอกเทียบกับเมล็ดที่ไม่แช่ ก่อนทำทั้งถุง
- เมล็ดที่บริษัทคลุกสารมาแล้ว ให้อ่านฉลากหรือถามผู้ขายก่อนนำไปแช่น้ำ
- หลังแช่ ผึ่งเมล็ดในที่ร่มให้แห้งก่อนหยอด และใช้ภาชนะสะอาด
คนที่ซื้อเมล็ดแบ่งขายถุงเล็กไม่มีแหล่งที่มา มักเสี่ยงที่สุด ถ้าจะคำนวณเมล็ดต่อไร่และเผื่อสำหรับทดสอบความงอก ดูวิธีคิดได้ที่ อัตราเมล็ดพันธุ์ต่อไร่
เมื่อเริ่มเห็นโรคในแปลงแล้ว
ถอนต้นที่เป็นหนักออก
ต้นกล้าที่ใบเลี้ยงเน่าดำ หรือต้นที่ท่อน้ำดำแล้ว แทบไม่มีทางฟื้น ให้ถอนใส่ถุงแล้วนำออกนอกแปลง อย่าโยนทิ้งในร่องน้ำ เพราะเชื้อแพร่ไปกับน้ำได้
ลดน้ำกระเด็นและบาดแผล
รดน้ำที่โคนแทนการฉีดใส่ใบ หลีกเลี่ยงการเข้าแปลงตอนใบเปียกน้ำค้าง เพราะมือและรองเท้าพาเชื้อจากต้นหนึ่งไปอีกต้น การพรวนดินหรือถอนหญ้าที่ทำให้รากและใบเป็นแผลก็เปิดทางให้เชื้อ ควรเริ่มทำงานในแปลงที่ยังสะอาดก่อน แล้วค่อยไปแปลงที่มีโรค ส่วนหนอนที่กัดใบจนเป็นแผลก็ต้องจัดการไปพร้อมกัน อ่านเรื่อง หนอนใยผักในกะหล่ำ
เรื่องสารเคมี
ผู้เขียนไม่พบคำแนะนำสารเคมีที่กรมวิชาการเกษตรประกาศใช้สำหรับโรคเน่าดำในผักตระกูลกะหล่ำโดยตรงในเอกสารที่เปิดอ่าน จึงไม่ระบุชื่อสารในที่นี้ ถ้าโรคระบาดหนัก ให้ติดต่อสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรในจังหวัด หรือเกษตรอำเภอ เพื่อขอคำแนะนำที่ตรงกับพื้นที่ และถ้าจะใช้ผลิตภัณฑ์ใด ให้เลือกที่ฉลากระบุโรคและพืชตรงกัน และทำตามฉลากเคร่งครัด
บทความของกรมวิชาการเกษตรฉบับเดียวกันยังรายงานว่ามีการพัฒนาชุดตรวจแบบแถบทดสอบที่ตรวจหาเชื้อได้ภายใน 10–15 นาที ซึ่งเป็นงานวิจัยที่ช่วยในการวินิจฉัย ถ้าต้องการตรวจยืนยันให้สอบถามหน่วยงานดังกล่าวว่าให้บริการในพื้นที่หรือไม่
หลังเก็บเกี่ยว: ตัดวงจรเชื้อ
เมื่อเชื้ออยู่ในเศษซากพืชและวัชพืชตระกูลกะหล่ำได้ ให้เก็บเศษซากหลังตัดหัวออกจากแปลง และกำจัดผักกาดหรือมัสตาร์ดที่ขึ้นเองรอบแปลง ประกาศของกรมวิชาการเกษตรแนะนำว่าหลังพบการระบาดไม่ควรปลูกผักตระกูลกะหล่ำซ้ำ ให้ปลูกพืชอื่นหมุนเวียน สำหรับจำนวนปีที่ควรเว้น ผู้เขียนไม่พบตัวเลขทางการที่ชัดเจน ให้สอบถามเกษตรอำเภอตามสภาพพื้นที่ บทความของกรมวิชาการเกษตรในวารสารวิชาการเกษตรระบุพืชอาศัยของโรคนี้ไว้ ได้แก่ บล็อกโคลี กะหล่ำดาว กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก คะน้า กะหล่ำปม และมัสตาร์ด ดังนั้นการหมุนจากกะหล่ำปลีไปคะน้าไม่ถือว่าเป็นการหมุนเวียน
ใครเพิ่งเริ่มปลูก อ่านพื้นฐานการเตรียมแปลงได้ที่ ปลูกกะหล่ำปลีสำหรับมือใหม่
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เห็นใบเหลืองรูปตัววีแล้วคิดว่าขาดปุ๋ย ใส่ปุ๋ยเพิ่ม โดยไม่ได้ดูว่าเส้นใบดำหรือไม่
- ใช้เมล็ดแบ่งขายไม่มีแหล่งที่มา หรือเก็บเมล็ดเองจากแปลงที่เคยเป็นโรค
- แช่เมล็ดในน้ำร้อนโดยกะอุณหภูมิด้วยมือ จนเมล็ดงอกน้อยหรือไม่งอก
- เดินเข้าแปลงตอนเช้าใบเปียก แล้วไปจับต้นอื่นต่อ เชื้อจึงกระจายทั่วแปลง
- หมุนจากกะหล่ำไปปลูกคะน้าหรือบล็อกโคลี ซึ่งเป็นพืชอาศัยของเชื้อตัวเดียวกัน
สรุป
ใบเหลืองรูปตัววีจากขอบใบที่มีเส้นใบดำ เป็นสัญญาณสำคัญของโรคเน่าดำหรือขอบใบทอง ซึ่งเป็นโรคแบคทีเรียที่มากับเมล็ด เศษซาก และน้ำ ช่วงพฤศจิกายนที่ยังมีฝนบางแห่งและน้ำค้างหนักเป็นช่วงที่ต้องเฝ้าระวัง การจัดการที่คุ้มที่สุดอยู่ก่อนหยอดเมล็ด คือใช้เมล็ดคุณภาพและแช่น้ำอุ่นอย่างระวัง ส่วนในแปลงให้ถอนต้นเป็นโรคออก ลดน้ำกระเด็น และหมุนไปปลูกพืชที่ไม่ใช่ตระกูลกะหล่ำ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- วารสารวิชาการเกษตร ปีที่ 41 ฉบับที่ 1 (ม.ค.–เม.ย. 2566) สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร — อาการโรคเน่าดำหรือขอบใบทอง เชื้อสาเหตุ พืชอาศัย การแพร่ระบาด และชุดตรวจแบบแถบทดสอบ https://li01.tci-thaijo.org/index.php/thaiagriculturalresearch/article/download/255362/176307
- PMC (National Library of Medicine) — บทความทบทวนเรื่องโรคเน่าดำในพืชตระกูลกะหล่ำ: อาการ สภาพอากาศที่เอื้อต่อโรค และการแช่เมล็ดในน้ำร้อน https://pmc.ncbi.nlm.nih.gov/articles/PMC9726911/
- กรมวิชาการเกษตร — ประกาศเตือนภัยการเกษตร ช่วงวันที่ 16–29 ธันวาคม 2565: การแช่เมล็ดผักตระกูลกะหล่ำในน้ำอุ่นและการหมุนเวียนพืช https://www.doa.go.th/hort/wp-content/uploads/2023/02/เตือนภัยช่วง16ธคถึง29ธค2565.pdf
- สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8 กรมวิชาการเกษตร — ประกาศเตือนภัยการเกษตร ช่วงวันที่ 18–31 ตุลาคม 2566: อาการโรคเน่าเละและการป้องกัน https://doa.go.th/ac/nakhonsithammarat/wp-content/uploads/2023/10/เตือนภัยการเกษตร-ช่วงวันที่-18-31-ต.ค.2566.pdf
- ศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ กรมอุตุนิยมวิทยา — ประกาศการเริ่มต้นฤดูหนาวและการคาดหมายลักษณะอากาศฤดูหนาว 2569–2570 (16 ต.ค. 2569) https://cmmet.tmd.go.th/forecast/winter.pdf
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
วัวควายไอ น้ำมูกไหลช่วงหน้าหนาว เมื่อไรต้องเรียกสัตวแพทย์
ไอและน้ำมูกในวัวควายช่วงหน้าหนาวอาจเป็นแค่อาการเล็กน้อย หรือเป็นสัญญาณแรกของโรคคอบวมที่รักษาได้ผลเฉพาะระยะแรก บทความนี้ช่วยให้ตัดสินใจได้ว่าเมื่อไรต้องโทรหาสัตวแพทย์
โรคใบจุดสีม่วงในหอมแดงและหอมหัวใหญ่ ระบาดหน้าหนาว ป้องกันอย่างไร
โรคใบจุดสีม่วงจากเชื้อ Alternaria porri ระบาดเมื่อหมอกและน้ำค้างลงหนัก บทความนี้ช่วยแยกอาการจากแอนแทรคโนส และวางแผนป้องกันตั้งแต่หัวพันธุ์จนถึงหลังเก็บเกี่ยว
ราแป้งในแตงและฟักทองช่วงหนาวแห้ง สังเกตเร็วและคุมอย่างไร
ราแป้งในพืชตระกูลแตงชอบอากาศค่อนข้างแห้งช่วงหนาวที่มีหมอกตอนเช้า ตรวจใบล่างให้เจอเร็ว จัดแปลงให้โปร่ง และใช้สารตามชื่อสามัญที่กรมวิชาการเกษตรแนะนำแบบสลับกลุ่ม
ข้าวนาปรังเจออากาศเย็นตอนออกรวง เสี่ยงโรคไหม้คอรวงแค่ไหน
อากาศเย็นราว 22–25 องศาเซลเซียสกับน้ำค้างที่ค้างใบถึงสาย ทำให้ข้าวนาปรังที่ออกรวงช่วงหน้าหนาวเสี่ยงไหม้คอรวงมากขึ้น บทความนี้บอกวิธีประเมินความเสี่ยงและดูแปลงให้ทัน
ไก่หน้าบวม น้ำมูกไหลช่วงหน้าหนาว เป็นหวัดหน้าบวมหรือ CRD
หวัดหน้าบวมกับ CRD ทำให้ไก่หน้าบวมและมีน้ำมูกได้เหมือนกัน แต่ความเร็วของโรคและการจัดการต่างกัน บทความนี้ช่วยแยกอาการและบอกว่าเมื่อไรต้องเรียกเจ้าหน้าที่
โรคพุ่มแจ้มันสำปะหลัง สังเกตอาการ แมลงพาหะ และวิธีจัดการ
โรคพุ่มแจ้ทำให้มันสำปะหลังแคระ แตกยอดเป็นพุ่มฝอย และมีเส้นดำใต้เปลือก บทความนี้เล่าอาการ หลักฐานเรื่องพาหะที่ยังไม่ตรงกัน และแนวทางจัดการตามกรมส่งเสริมการเกษตรและมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

10ชิ้น กาวดักแมลงวันทอง แมลงวันที่แข็งแกร่งดักแมลงสองด้านสี…
กับดักแมลง
ใช้ติดตามและดักแมลงศัตรูพืชแบบไม่ใช้สาร

ไตรโคเดอร์มา Trichoderma เชื้อราไตรโคเดอร์มา…
ชีวภัณฑ์
ทางเลือกชีวภัณฑ์ที่มีทะเบียน ใช้ตามอัตราบนฉลากเท่านั้น

เป้หยอดปุ๋ย 30L ถังใส่ปุ๋ยข้าวโพด ไม่ต้องก้มหลัง…
เครื่องพ่น/ถังพ่น
ใช้พ่นปุ๋ยน้ำหรือสารตามฉลากให้ทั่วทรงพุ่ม
เช็กก่อนซื้อ
- ความจุถังและน้ำหนักเมื่อเติมเต็มสำหรับสะพาย
- ระบบแรงดัน: โยกมือ แบตเตอรี่ หรือเครื่องยนต์

รองเท้าบูทยาว บูทกันน้ำ,บูทนาเกาหลี
อุปกรณ์ป้องกันขณะทำงาน
ป้องกันมือ เท้า และผิวหนังระหว่างพ่นสารหรือทำงานในแปลง
ลิงก์ไปยัง Shopee เป็นลิงก์พันธมิตร (affiliate link) หากคุณสั่งซื้อผ่านลิงก์ เว็บไซต์อาจได้รับค่าคอมมิชชันโดยที่คุณไม่ต้องจ่ายเพิ่ม ราคาและรายละเอียดจริงอาจต่างกันในแต่ละร้าน กรุณาตรวจสอบก่อนสั่งซื้อ
คำถามที่พบบ่อย
โรคเน่าดำในกะหล่ำเกิดจากอะไร
เกิดจากแบคทีเรีย Xanthomonas campestris pv. campestris ตามบทความของกรมวิชาการเกษตร บางแห่งเรียกว่าโรคขอบใบทอง เชื้อมากับเมล็ด เศษซากพืช และพืชอาศัย แพร่ไปกับน้ำฝนและน้ำรด
ใบเหลืองรูปตัววีแบบไหนที่เป็นโรคเน่าดำ
ใบเหลืองจากขอบใบเข้าหาเส้นกลางใบ และเส้นใบในส่วนที่เหลืองเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มถึงดำ ถ้าตัดลำต้นตามขวางจะเห็นท่อน้ำสีดำ
โรคเน่าดำกับโรคเน่าเละต่างกันอย่างไร
เน่าดำเริ่มที่ขอบใบเป็นรูปตัววีและเส้นใบดำ ส่วนเน่าเละเริ่มจากจุดฉ่ำน้ำ เนื้อเยื่อยุบ เยิ้มเป็นเมือก มีกลิ่นเหม็นเฉพาะตัว และต้นยุบทั้งต้น
แช่เมล็ดผักตระกูลกะหล่ำในน้ำอุ่นอย่างไร
ประกาศของกรมวิชาการเกษตรแนะนำแช่น้ำอุ่นประมาณ 50 องศาเซลเซียส นาน 20–30 นาที ควรใช้เทอร์โมมิเตอร์วัด และลองกับเมล็ดจำนวนน้อยก่อน เพราะงานวิจัยพบว่าร้อนหรือนานเกินไปทำให้เมล็ดงอกน้อยลง
มีสารเคมีที่แนะนำสำหรับโรคเน่าดำไหม
ผู้เขียนไม่พบคำแนะนำสารเคมีของกรมวิชาการเกษตรสำหรับโรคนี้โดยตรงในเอกสารที่เปิดอ่าน ให้ติดต่อสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร หรือเกษตรอำเภอ และทำตามฉลากของผลิตภัณฑ์ที่ระบุโรคตรงกัน
หลังเป็นโรคเน่าดำควรปลูกอะไรต่อ
ไม่ควรปลูกผักตระกูลกะหล่ำซ้ำ รวมถึงคะน้าและบล็อกโคลี ซึ่งเป็นพืชอาศัยของเชื้อเดียวกัน ให้หมุนไปปลูกพืชตระกูลอื่น ส่วนจำนวนปีที่ควรเว้นให้สอบถามเกษตรอำเภอ
