คำตอบเร็ว: คุ้ม ถ้าสวนไผ่ของคุณมีอายุตั้งแต่ 2-3 ปีขึ้นไปจนกอไผ่ให้ร่มเงาปกคลุมพื้นดินสม่ำเสมอแล้ว เพราะการเพาะเห็ดใต้กอไผ่ใช้พื้นที่ที่ไม่ได้สร้างรายได้อยู่แล้วให้เกิดประโยชน์เพิ่ม โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงเรือนพรางแสงใหม่เหมือนเพาะเห็ดทั่วไป แต่ถ้าไผ่ยังเล็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ร่มเงายังไม่พอ แสงแดดจะส่องผ่านมากเกินไปจนเห็ดไม่ขึ้นหรือขึ้นไม่สม่ำเสมอ ทำให้ไม่คุ้มที่จะเริ่มเพาะในช่วงนั้น
คนปลูกไผ่เพื่อขายหน่อหรือลำไผ่หลายคนมองข้ามพื้นที่ใต้กอที่ร่มครึ้มและชื้นตลอดปี ทั้งที่สภาพแวดล้อมแบบนี้ใกล้เคียงกับที่เห็ดหลายชนิดต้องการมาก คำถามคือควรเริ่มเพาะเห็ดใต้กอไผ่ตั้งแต่เมื่อไหร่ และคุ้มกว่าการปล่อยพื้นที่ใต้กอไผ่ทิ้งไว้เฉย ๆ แค่ไหน บทความนี้จะตอบแบบมีเงื่อนไขชัดเจน ไม่ใช่บอกว่าทำได้เสมอทุกกรณี เพราะสภาพสวนแต่ละแห่งมีปัจจัยพื้นดินและอายุไผ่ที่ต่างกันมาก
ระยะเวลาที่ไผ่โตพอให้ร่มเงาเพาะเห็ดได้
ไผ่แต่ละพันธุ์ให้ร่มเงาเร็วช้าต่างกัน ไผ่ตงและไผ่ซางที่นิยมปลูกเพื่อขายหน่อมักใช้เวลาประมาณ 2 ปีจึงเริ่มแตกกอหนาแน่นพอให้ร่มเงาปกคลุมพื้นดินสม่ำเสมอ ส่วนไผ่รวกหรือไผ่ที่ปลูกเป็นแนวกันลมอาจให้ร่มเงาเร็วกว่าเล็กน้อยเพราะแตกกอถี่กว่า สัญญาณที่บอกว่าร่มเงาพอเพาะเห็ดได้แล้วคือ พื้นดินใต้กอไผ่มีความชื้นสม่ำเสมอตลอดวันแม้แดดจัด ไม่มีแสงแดดส่องตรงถึงพื้นดินเป็นจุด ๆ ตลอดวัน และเริ่มมีเห็ดป่าบางชนิดขึ้นเองตามธรรมชาติแล้ว ซึ่งเป็นตัวบ่งชี้ว่าสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเจริญของเชื้อราแล้ว หากเริ่มเพาะเห็ดก่อนช่วงนี้ แสงแดดที่ส่องผ่านมากเกินไปจะทำให้วัสดุเพาะแห้งเร็ว เห็ดไม่ออกดอกหรือออกดอกไม่สม่ำเสมอ เสียทั้งเวลาและวัสดุเพาะไปโดยเปล่าประโยชน์ เกษตรกรที่ไม่แน่ใจว่าสวนของตัวเองพร้อมหรือยัง อาจทดลองเพาะในพื้นที่เล็ก ๆ เพียงไม่กี่ตารางเมตรก่อนเป็นการทดสอบสภาพแวดล้อม แทนที่จะลงทุนเต็มพื้นที่ทันทีโดยยังไม่มั่นใจ
เงื่อนไขที่ต้องเช็คก่อนตัดสินใจ (Decision Flow)
- ถ้าไผ่อายุ 2-3 ปีขึ้นไปและร่มเงาปกคลุมสม่ำเสมอแล้ว → เริ่มเพาะเห็ดได้ทันที ความเสี่ยงต่ำเพราะสภาพแวดล้อมพร้อมแล้ว
- ถ้าไผ่ยังอายุน้อยกว่า 2 ปี ร่มเงายังไม่พอ → รอก่อน อย่าเพิ่งลงทุนวัสดุเพาะเพราะจะเสียเปล่า ควรรอให้ทรงกอหนาแน่นกว่านี้
- ถ้าดินใต้กอไผ่ระบายน้ำดี ไม่มีน้ำขัง → เหมาะเพาะเห็ด เพราะเห็ดต้องการความชื้นสม่ำเสมอแต่ไม่ใช่น้ำท่วมขัง
- ถ้าดินใต้กอไผ่แฉะหรือระบายน้ำไม่ดี → ต้องปรับพื้นที่ก่อน เช่นทำร่องระบายน้ำ ไม่งั้นทั้งเห็ดและรากไผ่อาจเน่าเสียหายพร้อมกัน
- ถ้ามีแรงงานพอดูแลเห็ดเพิ่มเติมทุกวัน (รดน้ำ เก็บเกี่ยว) → ควรทำ เพราะเห็ดต้องการการดูแลถี่กว่าไผ่มาก
- ถ้าสวนไผ่มีขนาดเล็กมาก พื้นที่ใต้กอจำกัด → ควรประเมินว่าปริมาณเห็ดที่ได้คุ้มกับแรงงานเพิ่มเติมหรือไม่ก่อนเริ่ม
รายได้เสริมจากเห็ดใต้กอไผ่
ต้นทุนเพิ่มเติมที่ต่ำเพราะใช้ร่มเงาที่มีอยู่แล้วเป็นจุดขายหลักของแนวทางนี้ ต่างจากการเพาะเห็ดในที่โล่งที่ต้องสร้างโรงเรือนพรางแสง 70-80% ซึ่งมีต้นทุนก่อสร้างสูง ตัวอย่างเปรียบเทียบต้นทุนสำหรับพื้นที่ใต้กอไผ่ 200 ตารางเมตร:
| รายการ | เพาะใต้กอไผ่ | เพาะในโรงเรือนพรางแสงสร้างใหม่ |
|---|---|---|
| โครงสร้างพรางแสง | 0 บาท (ใช้ร่มเงาไผ่) | 15,000-25,000 บาท |
| ก้อนเชื้อเห็ด/วัสดุเพาะ (200 ตร.ม.) | 6,000-9,000 บาท | 6,000-9,000 บาท |
| ระบบรดน้ำ | 2,000-4,000 บาท (ใช้ร่วมกับระบบรดไผ่ได้) | 3,000-5,000 บาท |
| รวมโดยประมาณ | 8,000-13,000 บาท | 24,000-39,000 บาท |
เมื่อต้นทุนเริ่มต้นต่ำกว่ามาก รายได้จากการขายเห็ดจึงกลายเป็นกำไรสุทธิที่สูงกว่าเมื่อเทียบสัดส่วน สำหรับเห็ดฟางหรือเห็ดนางฟ้าที่เพาะในพื้นที่ 200 ตารางเมตรใต้กอไผ่ สามารถให้ผลผลิตได้ประมาณ 80-150 กิโลกรัมต่อรอบ ขายได้ราคาเฉลี่ย 50-80 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นรายได้ราว 4,000-12,000 บาทต่อรอบ ซึ่งเมื่อหักต้นทุนวัสดุเพาะที่ต่ำแล้ว ถือเป็นรายได้เสริมที่ดีสำหรับสวนไผ่ที่มีพื้นที่ใต้กอเหลือใช้อยู่แล้ว
ผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของไผ่
คำถามสำคัญที่เกษตรกรกังวลคือการเพาะเห็ดจะแย่งสารอาหารหรือกระทบการเจริญเติบโตของไผ่หรือไม่ ในทางปฏิบัติ ถ้าจัดการความชื้นให้เหมาะสมไม่รดน้ำมากเกินไปจนท่วมขังบริเวณโคนกอ ผลกระทบต่อไผ่มีน้อยมาก เพราะวัสดุเพาะเห็ดที่ย่อยสลายแล้วยังกลายเป็นอินทรียวัตถุเสริมให้ดินใต้กอไผ่ไปในตัว แต่ต้องระวังไม่ให้เดินย่ำบริเวณรากไผ่ตื้นบ่อยเกินไปตอนเก็บเกี่ยวเห็ด เพราะรากไผ่ส่วนใหญ่อยู่ตื้นใกล้ผิวดินและอ่อนไหวต่อการถูกเหยียบย่ำซ้ำ ๆ ควรทำทางเดินเฉพาะสำหรับเก็บเกี่ยวเห็ดแยกจากจุดที่ไม่ต้องการให้คนเดินผ่านบ่อย
ชนิดไผ่ที่เหมาะกับการเพาะเห็ดใต้กอมากที่สุด
ไม่ใช่ไผ่ทุกพันธุ์ที่ให้สภาพแวดล้อมเหมาะกับการเพาะเห็ดเท่ากัน ไผ่ตงและไผ่ซางหม่นที่มีทรงกอกว้างและใบหนาแน่นให้ร่มเงาปกคลุมพื้นดินได้ดีกว่าไผ่รวกที่ลำต้นเรียวและใบบางกว่า ทำให้แสงแดดส่องผ่านลงพื้นได้มากกว่าแม้อายุไผ่จะเท่ากัน สวนที่ปลูกไผ่ตงหรือไผ่ซางหม่นเพื่อขายหน่อจึงมีความได้เปรียบตามธรรมชาติสำหรับการเพาะเห็ดใต้กอควบคู่ไปด้วย ต่างจากสวนไผ่รวกที่ปลูกเป็นแนวกันลมซึ่งอาจต้องรอให้กอแน่นหนามากกว่าและอาจต้องเสริมร่มเงาเพิ่มเติมด้วยตาข่ายพรางแสงบางส่วนถ้าต้องการเริ่มเพาะเห็ดเร็วกว่าที่ร่มเงาธรรมชาติจะให้ได้
เปรียบเทียบรายได้สะสมระยะยาว 3 ปี
เมื่อมองในระยะยาว 3 ปี สวนไผ่ที่เพาะเห็ดควบคู่จะสร้างรายได้สะสมมากกว่าสวนไผ่ที่ปลูกอย่างเดียวอย่างชัดเจน เพราะรายได้จากหน่อไผ่และลำไผ่มักเป็นรายได้ตามฤดูกาลปีละ 1-2 ครั้ง ขณะที่เห็ดสามารถเก็บเกี่ยวได้หลายรอบต่อปีถ้าจัดการวัสดุเพาะต่อเนื่อง ทำให้มีกระแสเงินสดหมุนเวียนสม่ำเสมอกว่า ช่วยเสริมสภาพคล่องในช่วงที่ยังไม่ถึงฤดูเก็บหน่อไผ่หรือตัดลำขาย ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่มองข้ามไม่ได้สำหรับเกษตรกรรายย่อยที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอมากกว่ารอเงินก้อนใหญ่เพียงปีละครั้ง
การเตรียมพื้นที่ใต้กอไผ่ก่อนวางวัสดุเพาะ
- ตัดแต่งกิ่งไผ่แห้งและใบร่วงเก่าที่สะสมหนาเกินไปออกบางส่วน เพื่อไม่ให้อับชื้นจนเกิดเชื้อราที่ไม่ต้องการปะปนกับเชื้อเห็ดที่ตั้งใจเพาะ
- ปรับหน้าดินให้เรียบเสมอกันในจุดที่จะวางวัสดุเพาะ กำจัดวัชพืชที่แข่งขันธาตุอาหารออกก่อน
- ทำร่องระบายน้ำเล็ก ๆ รอบบริเวณที่จะเพาะเห็ด เพื่อป้องกันน้ำขังเมื่อฝนตกหนักหรือรดน้ำเห็ด
- วางวัสดุเพาะเห็ด (ฟางหมัก ขี้เลื่อย หรือก้อนเชื้อสำเร็จรูป) เป็นแปลงหรือกองตามชนิดเห็ดที่เลือก
- คลุมด้วยใบไผ่แห้งบาง ๆ เพื่อรักษาความชื้นเพิ่มเติมและช่วยพรางแสงในจุดที่ร่มเงายังไม่หนาแน่นเต็มที่
ขั้นตอนเตรียมพื้นที่นี้ใช้เวลาไม่นาน ส่วนใหญ่ทำเสร็จได้ภายใน 1-2 วันสำหรับพื้นที่ขนาดกลาง เพราะไม่ต้องขุดดินลึกหรือสร้างโครงสร้างถาวรเหมือนเพาะเห็ดในโรงเรือน เกษตรกรที่มีพื้นฐานปลูกไผ่อยู่แล้วมักทำเองได้โดยไม่ต้องจ้างแรงงานเพิ่มในขั้นตอนเตรียมพื้นที่ ต่างจากขั้นตอนดูแลรดน้ำและเก็บเกี่ยวที่ต้องทำต่อเนื่องทุกวันตลอดรอบการเพาะ
เมื่อไหร่ที่ควรหยุดหรือไม่ควรเริ่ม
แม้แนวคิดนี้จะน่าสนใจ แต่มีบางสถานการณ์ที่ไม่ควรฝืนทำ เช่นสวนไผ่ที่ปลูกในพื้นที่ดินเหนียวระบายน้ำไม่ดีมาก่อนอยู่แล้ว เพราะการเพิ่มความชื้นจากการเพาะเห็ดจะยิ่งซ้ำเติมปัญหาน้ำขังจนกระทบรากไผ่รุนแรงกว่าเดิม หรือสวนที่เจ้าของต้องใช้พื้นที่ใต้กอไผ่เป็นทางเดินหลักสำหรับเก็บหน่อและตัดลำเป็นประจำทุกวัน เพราะจะเกิดความขัดแย้งระหว่างพื้นที่เพาะเห็ดกับเส้นทางทำงานเดิม นอกจากนี้ถ้าสวนไผ่อยู่ในพื้นที่ที่มีประวัติการใช้สารกำจัดวัชพืชแบบดูดซึมสะสมในดินมานาน ควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าสารเคมีเหล่านั้นสลายตัวหมดแล้วก่อนเริ่มเพาะเห็ด เพราะสารตกค้างอาจยับยั้งการเจริญของเชื้อเห็ดหรือปนเปื้อนในผลผลิตที่จะขายให้ผู้บริโภคได้
การจัดการแรงงานให้ไม่ชนกับงานสวนไผ่หลัก
งานเก็บหน่อไผ่มักทำช่วงเช้าตรู่ก่อนหน่ออ่อนเกินไป ส่วนงานเก็บเกี่ยวเห็ดก็ต้องทำช่วงเช้าเช่นกันเพราะเห็ดที่บานเต็มที่แล้วคุณภาพจะลดลงเร็ว การจัดตารางงานทั้งสองอย่างในช่วงเวลาเดียวกันจึงอาจเป็นปัญหาสำหรับครัวเรือนที่มีแรงงานจำกัด ทางแก้ที่สวนหลายแห่งใช้คือแบ่งโซนการเก็บเกี่ยว เก็บหน่อไผ่โซนหนึ่งก่อน แล้วค่อยเก็บเห็ดในอีกโซนหนึ่งต่อในช่วงเวลาถัดมา หรือมอบหมายให้สมาชิกในครัวเรือนคนละคนรับผิดชอบงานคนละส่วน เพื่อให้ทั้งสองงานเสร็จทันเวลาโดยไม่กระทบคุณภาพผลผลิตทั้งสองอย่าง เกษตรกรที่วางแผนแรงงานไม่ดีมักพบว่าเห็ดบานเก่าคุณภาพต่ำเพราะไปทำงานเก็บหน่อไผ่ก่อนจนลืมเวลาที่ควรเก็บเห็ด
ตลาดรับซื้อเห็ดจากใต้กอไผ่
เห็ดที่เพาะจากใต้กอไผ่ไม่ได้มีความพิเศษต่างจากเห็ดที่เพาะแบบทั่วไปในแง่รสชาติหรือคุณภาพ จึงขายในตลาดเดียวกับเห็ดทั่วไปได้ปกติ ไม่ว่าจะเป็นตลาดสดในพื้นที่ พ่อค้าคนกลางที่รับซื้อเห็ดจากเกษตรกรรายย่อย หรือขายตรงให้ร้านอาหารในท้องถิ่น ข้อได้เปรียบของเกษตรกรที่ทำสวนไผ่อยู่แล้วคือสามารถขายเห็ดพ่วงไปกับหน่อไผ่และผลิตภัณฑ์จากไผ่อื่น ๆ ในช่องทางเดียวกัน เช่นถ้ามีลูกค้าประจำที่ซื้อหน่อไผ่อยู่แล้ว การเสนอขายเห็ดเพิ่มเติมในช่วงที่มีผลผลิตก็ทำได้ง่ายกว่าเริ่มหาตลาดใหม่ทั้งหมด ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านการตลาดและการขนส่งที่ต้องทำซ้ำสองรอบสำหรับสินค้าสองชนิด
ผลตอบแทนต่อพื้นที่เมื่อเทียบเป็นรายไร่
เมื่อคำนวณเป็นรายไร่ พื้นที่ใต้กอไผ่ที่เพาะเห็ดได้มักคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 20-30% ของพื้นที่สวนไผ่ทั้งหมด ขึ้นกับความหนาแน่นของการปลูกและระยะห่างระหว่างกอ สวนไผ่ 1 ไร่ที่มีพื้นที่ใต้กอใช้เพาะเห็ดได้ราว 200-300 ตารางเมตร สามารถสร้างรายได้เสริมได้อีกราว 4,000-8,000 บาทต่อรอบเพาะ โดยไม่กระทบพื้นที่ปลูกไผ่หลักเลยแม้แต่ตารางเมตรเดียว เมื่อเทียบกับการขยายพื้นที่ปลูกไผ่เพิ่มซึ่งต้องรอ 2-3 ปีกว่าจะเริ่มมีรายได้ การเพาะเห็ดใต้กอไผ่ที่มีอยู่แล้วจึงให้ผลตอบแทนที่เร็วกว่ามากในแง่การใช้พื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดโดยไม่ต้องรอเวลานาน และไม่ต้องเสี่ยงลงทุนซื้อที่ดินเพิ่มเพื่อขยายกิจการแต่อย่างใด เป็นการเพิ่มรายได้จากทรัพยากรเดิมที่มีอยู่แล้วล้วน ๆ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เริ่มเพาะเห็ดตั้งแต่ไผ่ยังเล็กเกินไป — ร่มเงายังไม่พอ แสงแดดส่องผ่านมากเกินไป เห็ดไม่ขึ้นหรือขึ้นไม่สม่ำเสมอ เสียวัสดุเพาะเปล่า
- รดน้ำเห็ดมากเกินไปจนน้ำขังบริเวณโคนไผ่ — รากไผ่เน่า กระทบการเจริญเติบโตของไผ่ที่เป็นรายได้หลัก
- เดินย่ำบริเวณรากไผ่ตื้นบ่อยเกินไปตอนเก็บเกี่ยว — รากไผ่เสียหายสะสมจนกอไผ่โทรมลงในระยะยาว
- ไม่ตรวจสอบว่ามีการฉีดสารเคมีกำจัดวัชพืชในสวนไผ่ก่อนเพาะเห็ด — สารเคมีตกค้างในดินอาจยับยั้งการเจริญของเชื้อเห็ดหรือปนเปื้อนในผลผลิต
- เลือกเห็ดชนิดที่ต้องการแสงมากกว่าที่ร่มเงาไผ่ให้ได้ — บางชนิดเห็ดต้องการแสงรำไรมากกว่าที่ใต้กอไผ่หนาทึบให้ได้ ทำให้ผลผลิตต่ำ
- ไม่วางแผนเก็บเกี่ยวให้ตรงจังหวะ — เห็ดหลายชนิดมีช่วงเก็บเกี่ยวที่สั้นมาก ถ้าไม่ตรวจแปลงสม่ำเสมอจะพลาดช่วงเก็บเกี่ยวจนเห็ดบานเก่าคุณภาพต่ำ
ตัวอย่างสวนไผ่ที่ทดลองเพาะเห็ดใต้กอ
สวนไผ่ตงขนาด 6 ไร่ในภาคกลางแห่งหนึ่งปลูกไผ่มาแล้ว 4 ปี มีพื้นที่ใต้กอที่ร่มครึ้มเต็มที่ประมาณ 800 ตารางเมตร เจ้าของสวนทดลองเพาะเห็ดฟางในพื้นที่ 300 ตารางเมตรก่อนโดยใช้ฟางข้าวที่เหลือจากนาข้างเคียงเป็นวัสดุเพาะ ผลปรากฏว่าในช่วง 3 เดือนแรกเก็บเห็ดขายได้รวมประมาณ 180 กิโลกรัม ราคาขายเฉลี่ย 60 บาทต่อกิโลกรัม คิดเป็นรายได้เสริมราว 10,800 บาท โดยใช้ต้นทุนวัสดุเพาะเพียงประมาณ 4,500 บาทเพราะไม่ต้องสร้างโรงเรือนพรางแสงเลย เจ้าของสวนพอใจกับผลลัพธ์และวางแผนขยายพื้นที่เพาะเห็ดในกอไผ่ที่เหลืออีก 500 ตารางเมตรในรอบถัดไป พร้อมทั้งปรับระบบรดน้ำให้แม่นยำขึ้นหลังพบว่าบางจุดที่รดน้ำมากเกินไปเริ่มมีปัญหาน้ำขังเล็กน้อยบริเวณโคนกอ กรณีนี้แสดงให้เห็นว่าการเริ่มทดลองในพื้นที่เล็กก่อนแล้วค่อยขยายเป็นแนวทางที่ปลอดภัยกว่าลงทุนเต็มพื้นที่ตั้งแต่รอบแรก เพราะช่วยให้เห็นปัญหาเล็ก ๆ ได้ทันก่อนที่จะลุกลามเป็นความเสียหายใหญ่
สรุป
โดยสรุปแล้ว การเพาะเห็ดใต้กอไผ่คุ้มค่ากว่าปลูกไผ่อย่างเดียวจริง สำหรับสวนที่ไผ่โตพอให้ร่มเงาสม่ำเสมอแล้วและมีพื้นที่ใต้กอเหลือใช้ เพราะต้นทุนเริ่มต้นต่ำกว่าเพาะเห็ดในโรงเรือนสร้างใหม่มากถึงครึ่งหนึ่ง ในขณะที่ได้รายได้เสริมโดยไม่ต้องขยายพื้นที่ปลูกใหม่เลย แต่ต้องรอให้ไผ่ถึงวัยที่เหมาะสมก่อนเสมอ ไม่ควรเร่งเริ่มเพาะเห็ดตั้งแต่ไผ่ยังเล็ก และต้องบริหารความชื้นให้พอดีเพื่อไม่ให้กระทบรากไผ่ที่เป็นรายได้หลักของสวน สำหรับสวนไผ่ที่มีพื้นที่ใต้กอมากพอ นี่เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร — ข้อมูลการปลูกไผ่และเกษตรผสมผสานร่วมกับการเพาะเห็ด
- กรมส่งเสริมการเกษตร — คำแนะนำการเพาะเห็ดในพื้นที่ร่มเงาธรรมชาติ
- สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) — ข้อมูลราคาผลผลิตเห็ดและไผ่รายภูมิภาค
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
ดูแนวทางเกษตรผสมผสานรูปแบบอื่นเพิ่มเติมได้ที่ หมวดเกษตรผสมผสาน
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่
คำถามที่พบบ่อย
ไผ่ต้องโตแค่ไหนถึงให้ร่มเงาพอเพาะเห็ดใต้กอได้
โดยทั่วไปไผ่ต้องมีอายุตั้งแต่ 2-3 ปีขึ้นไปที่ทรงกอเริ่มหนาแน่นและสูงพอให้เกิดร่มเงาปกคลุมพื้นดินสม่ำเสมอ ก่อนหน้านั้นแสงแดดยังส่องผ่านมากเกินไปจนไม่เหมาะกับเห็ดที่ต้องการความชื้นและร่มเงาต่อเนื่อง
เพาะเห็ดชนิดไหนใต้กอไผ่ได้ผลดีที่สุด
เห็ดตับเต่าและเห็ดโคนน้อยเป็นเห็ดที่ขึ้นเองตามธรรมชาติใต้กอไผ่อยู่แล้วในบางพื้นที่ ส่วนเห็ดที่เพาะแบบควบคุมได้ เช่นเห็ดฟางและเห็ดนางฟ้าก็ปรับตัวได้ดีถ้าจัดการความชื้นและแสงให้เหมาะสม
ต้นทุนเพิ่มเติมจากการเพาะเห็ดใต้กอไผ่มีอะไรบ้าง
ส่วนใหญ่เป็นค่าก้อนเชื้อเห็ดหรือวัสดุเพาะ (ฟาง ขี้เลื่อย) และแรงงานดูแล เพราะโครงสร้างร่มเงาใช้ของที่มีอยู่แล้วจากกอไผ่ ไม่ต้องสร้างโรงเรือนพรางแสงเพิ่มเหมือนเพาะเห็ดในที่โล่ง ทำให้ต้นทุนต่ำกว่าการเพาะเห็ดแบบทั่วไปพอสมควร
เพาะเห็ดใต้กอไผ่กระทบการเจริญเติบโตของไผ่หรือไม่
ถ้าจัดการดีไม่กระทบมากนัก แต่ต้องระวังเรื่องความชื้นสะสมที่มากเกินไปซึ่งอาจทำให้รากไผ่เน่าได้ในพื้นที่ระบายน้ำไม่ดี ควรเลือกพื้นที่ที่ดินระบายน้ำดีและไม่รดน้ำเห็ดมากเกินความจำเป็นจนท่วมขังบริเวณโคนกอไผ่
รายได้จากเห็ดใต้กอไผ่คุ้มค่าแรงงานที่เพิ่มขึ้นไหม
คุ้มสำหรับสวนไผ่ที่มีพื้นที่ใต้กอเยอะและยังไม่ได้ใช้ประโยชน์ เพราะเป็นรายได้เสริมที่แทบไม่ต้องเพิ่มพื้นที่ปลูกใหม่ แต่ถ้าสวนไผ่มีขนาดเล็กมากพื้นที่ใต้กอจำกัด รายได้ที่ได้อาจไม่คุ้มกับเวลาที่ต้องดูแลเห็ดเพิ่มเติมทุกวัน



