คำตอบเร็ว: ฟาร์มโคนมขนาด 20-30 ตัวที่ปลูกหญ้าเนเปียร์เองบนพื้นที่ 5-8 ไร่ ร่วมกับทำบ่อก๊าซชีวภาพจากมูลโค สามารถลดต้นทุนอาหารหยาบได้ประมาณ 40,000-60,000 บาทต่อปี และลดค่าไฟ/ก๊าซหุงต้มได้ประมาณ 15,000-25,000 บาทต่อปี รวมประหยัดได้ประมาณ 55,000-85,000 บาทต่อปี โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้นทั้งระบบ (พื้นที่ปลูกหญ้า ระบบให้น้ำ และบ่อก๊าซชีวภาพขนาดกลาง) ประมาณ 150,000-250,000 บาท ซึ่งจะคืนทุนได้ภายในประมาณ 3-4 ปีหากบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง ระบบนี้เหมาะกับฟาร์มโคนมที่มีพื้นที่เพียงพอและมีเงินทุนตั้งต้นระดับปานกลาง ไม่เหมาะกับฟาร์มขนาดเล็กมากที่ไม่มีพื้นที่ปลูกหญ้าเพียงพอ
ระบบเกษตรผสมผสานที่รวมฟาร์มโคนม การปลูกหญ้าเนเปียร์เป็นอาหารสัตว์ และบ่อก๊าซชีวภาพจากมูลโคเข้าด้วยกัน เป็นแนวทางที่เกษตรกรโคนมหลายรายเริ่มนำมาใช้เพื่อลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว เพราะทั้งสามองค์ประกอบเกื้อกูลกันเป็นวงจร มูลโคที่เกิดจากการเลี้ยงถูกนำไปผลิตก๊าซชีวภาพใช้ในฟาร์ม ขณะที่กากที่เหลือจากบ่อก๊าซชีวภาพนำไปเป็นปุ๋ยให้แปลงหญ้าเนเปียร์ ซึ่งหญ้าที่ปลูกได้ก็นำกลับมาเป็นอาหารหยาบให้โคนมอีกที บทความนี้จะวิเคราะห์ตัวเลขต้นทุนและผลตอบแทนของระบบนี้อย่างละเอียดเพื่อช่วยเกษตรกรตัดสินใจว่าคุ้มค่าที่จะลงทุนหรือไม่
ต้นทุนอาหารที่ลดได้จากปลูกเนเปียร์เอง
ฟาร์มโคนมขนาด 20-30 ตัวที่ซื้ออาหารหยาบสำเร็จรูปหรือหญ้าแห้งจากภายนอกทั้งหมด มักมีต้นทุนอาหารหยาบประมาณ 80,000-100,000 บาทต่อปี (คำนวณจากการซื้อหญ้าหรือฟางประมาณ 25-30 กิโลกรัมต่อตัวต่อวัน ราคาเฉลี่ย 1.5-2.5 บาทต่อกิโลกรัม) หากเปลี่ยนมาปลูกหญ้าเนเปียร์เองบนพื้นที่ 5-8 ไร่ ต้นทุนที่เหลือจะเป็นเพียงค่าปุ๋ย ค่าน้ำ และค่าแรงงานตัดหญ้า ซึ่งรวมแล้วประมาณ 25,000-35,000 บาทต่อปี ทำให้ประหยัดต้นทุนอาหารหยาบได้ประมาณ 40,000-60,000 บาทต่อปี หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 50-60% ของต้นทุนอาหารหยาบเดิม
| รายการ | ซื้ออาหารหยาบทั้งหมด | ปลูกเนเปียร์เอง |
|---|---|---|
| ต้นทุนต่อปี (ฟาร์ม 20-30 ตัว) | 80,000-100,000 บาท | 25,000-35,000 บาท |
| ผลผลิตหญ้าต่อไร่ต่อปี | - | 15-20 ตัน (ตัดได้ 5-6 รอบ) |
| ประหยัดต่อปี | - | 40,000-60,000 บาท |
หญ้าเนเปียร์เหมาะกับโคนมอย่างไร
หญ้าเนเปียร์เป็นหญ้าอาหารสัตว์ที่ให้ผลผลิตสูงและมีโปรตีนพอสมควรเมื่อตัดในช่วงอายุที่เหมาะสม (ประมาณ 45-60 วันหลังปลูกหรือหลังตัดครั้งก่อน) เกษตรกรที่ปลูกเนเปียร์เองสามารถควบคุมคุณภาพและความสดของหญ้าได้ดีกว่าหญ้าแห้งที่ซื้อจากภายนอกซึ่งอาจสูญเสียคุณค่าทางอาหารไปบ้างระหว่างการขนส่งและเก็บรักษา หญ้าเนเปียร์สดยังช่วยเพิ่มปริมาณน้ำนมและคุณภาพน้ำนมได้ดีกว่าการให้อาหารหยาบแห้งเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่อผสมกับอาหารข้นในสัดส่วนที่เหมาะสม
ค่าไฟ/ก๊าซที่ประหยัดได้จากบ่อก๊าซชีวภาพ
ฟาร์มโคนมขนาด 20-30 ตัวผลิตมูลโคได้ประมาณ 300-450 กิโลกรัมต่อวัน ซึ่งเพียงพอสำหรับป้อนบ่อก๊าซชีวภาพขนาดกลาง (ปริมาตรประมาณ 20-30 ลูกบาศก์เมตร) ที่ผลิตก๊าซชีวภาพได้ประมาณ 15-25 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน เพียงพอสำหรับใช้ทดแทนก๊าซหุงต้มในครัวเรือนและบางส่วนสำหรับเครื่องปั่นไฟขนาดเล็กในฟาร์ม โดยทั่วไปฟาร์มที่มีบ่อก๊าซชีวภาพขนาดนี้สามารถประหยัดค่าก๊าซหุงต้มได้ประมาณ 8,000-12,000 บาทต่อปี และหากใช้ก๊าซชีวภาพส่วนที่เหลือผลิตไฟฟ้าสำหรับใช้ในฟาร์มบางส่วน (เช่น ปั๊มน้ำ ไฟส่องสว่างคอกสัตว์) จะประหยัดค่าไฟเพิ่มได้อีกประมาณ 7,000-13,000 บาทต่อปี รวมประหยัดค่าไฟ/ก๊าซทั้งหมดประมาณ 15,000-25,000 บาทต่อปี
กากจากบ่อก๊าซชีวภาพใช้ประโยชน์อะไรได้อีก
นอกจากก๊าซชีวภาพแล้ว กากที่เหลือจากกระบวนการหมักในบ่อก๊าซชีวภาพยังเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีสำหรับใส่แปลงหญ้าเนเปียร์ ช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีที่ต้องซื้อเพิ่มเติมได้อีกทางหนึ่ง ทำให้วงจรของระบบผสมผสานนี้สมบูรณ์มากขึ้น มูลโคที่เดิมเป็นของเสียที่ต้องจัดการกลายเป็นทั้งพลังงานและปุ๋ยที่มีมูลค่าใช้ประโยชน์ได้จริง ลดการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอกทั้งด้านพลังงานและปุ๋ยไปพร้อมกัน
การใช้กากปุ๋ยอินทรีย์จากบ่อก๊าซชีวภาพยังช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินในระยะยาว ทำให้ดินร่วนซุยและอุ้มน้ำได้ดีขึ้นเมื่อเทียบกับการใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว ซึ่งส่งผลดีต่อความยั่งยืนของแปลงหญ้าเนเปียร์ในระยะยาวมากกว่าการพึ่งพาปุ๋ยเคมีทั้งหมด
เงินลงทุนเริ่มต้นของทั้งระบบ
เงินลงทุนเริ่มต้นสำหรับระบบผสมผสานนี้แบ่งได้เป็นสามส่วนหลัก ส่วนแรกคือการเตรียมพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ 5-8 ไร่ รวมพันธุ์หญ้า ระบบให้น้ำ และการเตรียมดินเบื้องต้น ประมาณ 30,000-50,000 บาท ส่วนที่สองคือบ่อก๊าซชีวภาพขนาดกลางพร้อมระบบท่อส่งก๊าซและอุปกรณ์เชื่อมต่อ ประมาณ 80,000-150,000 บาท (ขึ้นกับวัสดุที่ใช้ บ่อแบบถุงพลาสติกราคาถูกกว่าบ่อคอนกรีตแต่มีอายุการใช้งานสั้นกว่า) และส่วนที่สามคือค่าอุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่น เครื่องปั่นไฟขนาดเล็กหากต้องการผลิตไฟฟ้าใช้เองด้วย ประมาณ 40,000-50,000 บาท รวมเงินลงทุนเริ่มต้นทั้งระบบประมาณ 150,000-250,000 บาท
| รายการลงทุน | ช่วงราคาโดยประมาณ |
|---|---|
| เตรียมพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์ 5-8 ไร่ | 30,000-50,000 บาท |
| บ่อก๊าซชีวภาพขนาดกลาง | 80,000-150,000 บาท |
| เครื่องปั่นไฟและอุปกรณ์เสริม | 40,000-50,000 บาท |
| รวมเงินลงทุนเริ่มต้น | 150,000-250,000 บาท |
ระยะเวลาคืนทุนของระบบผสมผสาน
เมื่อรวมเงินประหยัดจากทั้งต้นทุนอาหารและค่าไฟ/ก๊าซประมาณ 55,000-85,000 บาทต่อปี เทียบกับเงินลงทุนเริ่มต้น 150,000-250,000 บาท จะได้ระยะเวลาคืนทุนประมาณ 3-4 ปี ซึ่งถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่คุ้มค่าสำหรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานทางการเกษตรที่มีอายุการใช้งานยาวนานกว่านั้นมาก โดยเฉพาะบ่อก๊าซชีวภาพแบบคอนกรีตที่สามารถใช้งานได้นานกว่า 15-20 ปีหากดูแลรักษาอย่างเหมาะสม ทำให้ผลตอบแทนสุทธิตลอดอายุการใช้งานของระบบสูงกว่าเงินลงทุนเริ่มต้นหลายเท่าตัว
แหล่งเงินทุนและการสนับสนุนที่อาจช่วยลดภาระการลงทุนเริ่มต้น
เกษตรกรที่มีเงินทุนจำกัดสามารถพิจารณาแหล่งเงินทุนสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐที่มีโครงการส่งเสริมพลังงานทดแทนในภาคเกษตร หรือสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการลงทุนด้านพลังงานสะอาดจากธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งบางโครงการอาจช่วยลดภาระเงินลงทุนเริ่มต้นได้บางส่วน ทำให้ระยะเวลาคืนทุนสั้นลงกว่าการลงทุนด้วยเงินสดทั้งหมดเอง ควรตรวจสอบเงื่อนไขและความพร้อมของโครงการสนับสนุนในพื้นที่ของตัวเองก่อนตัดสินใจวางแผนการลงทุน เพราะเงื่อนไขและงบประมาณสนับสนุนอาจเปลี่ยนแปลงในแต่ละปี
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ปลูกหญ้าเนเปียร์บนพื้นที่ไม่เพียงพอต่อจำนวนโค ทำให้ยังต้องซื้ออาหารหยาบเสริมจากภายนอกอยู่ดี ไม่ได้ประหยัดตามที่คาด
- สร้างบ่อก๊าซชีวภาพขนาดไม่เหมาะกับปริมาณมูลโคที่มี ทำให้ผลิตก๊าซไม่พอใช้หรือใหญ่เกินความจำเป็นจนลงทุนสูงเกินไป
- ไม่ดูแลรักษาบ่อก๊าซชีวภาพอย่างสม่ำเสมอ ปล่อยให้มีสิ่งอุดตันในระบบท่อจนก๊าซไหลไม่สะดวก
- ไม่ใช้ประโยชน์จากกากที่เหลือจากบ่อก๊าซชีวภาพเป็นปุ๋ย ปล่อยทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์ทั้งที่ช่วยลดต้นทุนปุ๋ยได้
- ตัดหญ้าเนเปียร์ไม่ตรงช่วงอายุที่เหมาะสม ทำให้หญ้าแก่เกินไปมีคุณค่าทางอาหารต่ำหรือแข็งเกินไปให้โคกิน
- คำนวณเงินลงทุนไม่ครบ ไม่เผื่อค่าซ่อมบำรุงระบบท่อและอุปกรณ์บ่อก๊าซชีวภาพในระยะยาว
- ลงทุนบ่อก๊าซชีวภาพและปลูกหญ้าพร้อมกันทั้งระบบตั้งแต่ต้นโดยไม่ทดลองทีละขั้น ทำให้ปรับตัวไม่ทันหากมีปัญหาเกิดขึ้น
- ไม่มีแหล่งน้ำสำรองสำหรับแปลงหญ้าในช่วงหน้าแล้ง ทำให้ผลผลิตหญ้าลดลงมากจนต้องกลับไปซื้ออาหารเสริม
การจัดการแปลงหญ้าเนเปียร์ให้ได้ผลผลิตสม่ำเสมอ
เพื่อให้ได้ผลผลิตหญ้าเนเปียร์สม่ำเสมอตลอดปี เกษตรกรควรแบ่งแปลงปลูกออกเป็นหลายแปลงย่อยและทยอยตัดหมุนเวียนกัน แทนที่จะปลูกและตัดพร้อมกันทั้งหมด วิธีนี้ช่วยให้มีหญ้าสดป้อนโคได้ต่อเนื่องทุกสัปดาห์โดยไม่ขาดช่วง นอกจากนี้ควรใส่ปุ๋ยหลังตัดทุกครั้งเพื่อให้หญ้าแตกใบใหม่เร็วและให้ผลผลิตรอบถัดไปสม่ำเสมอ การใช้กากจากบ่อก๊าซชีวภาพเป็นปุ๋ยหลักช่วยลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้มาก แต่ในบางช่วงอาจต้องเสริมปุ๋ยเคมีบ้างหากดินขาดธาตุอาหารบางชนิดที่ปุ๋ยอินทรีย์ให้ไม่เพียงพอ
การเลือกพันธุ์หญ้าเนเปียร์ที่เหมาะกับพื้นที่
หญ้าเนเปียร์มีหลายสายพันธุ์ให้เลือกปลูก เช่น เนเปียร์ปากช่อง 1 ที่ให้ผลผลิตสูงและเป็นที่นิยมแพร่หลาย หรือเนเปียร์แคระที่เหมาะกับพื้นที่จำกัดมากกว่า เกษตรกรควรเลือกพันธุ์ที่เหมาะกับสภาพดินและปริมาณน้ำฝนในพื้นที่ของตัวเอง และควรปรึกษาเกษตรกรที่มีประสบการณ์ปลูกในพื้นที่ใกล้เคียงหรือหน่วยงานส่งเสริมการเกษตรท้องถิ่นก่อนตัดสินใจเลือกพันธุ์ เพราะแต่ละพันธุ์มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน การเลือกพันธุ์ผิดตั้งแต่ต้นอาจทำให้ผลผลิตไม่เป็นไปตามที่คาดหวังแม้จะดูแลอย่างดีก็ตาม
การบริหารจัดการน้ำสำหรับแปลงหญ้าในช่วงหน้าแล้ง
ช่วงหน้าแล้งเป็นช่วงที่ท้าทายที่สุดสำหรับการปลูกหญ้าเนเปียร์ เพราะหญ้าต้องการน้ำสม่ำเสมอเพื่อให้ผลผลิตต่อเนื่อง เกษตรกรที่วางแผนระบบผสมผสานนี้ควรมีแหล่งน้ำสำรองหรือระบบให้น้ำที่มีประสิทธิภาพ เช่น ระบบสปริงเกลอร์หรือน้ำหยด เพื่อให้แปลงหญ้ายังให้ผลผลิตได้แม้ในช่วงที่ฝนทิ้งช่วงนาน หากขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้งจนหญ้าโตช้าหรือผลผลิตลดลงมาก อาจต้องกลับไปซื้ออาหารหยาบเสริมจากภายนอกชั่วคราว ซึ่งจะลดทอนความคุ้มค่าของระบบในช่วงนั้น
ผลกระทบต่อคุณภาพน้ำนมและผลผลิตของโค
นอกจากการประหยัดต้นทุนแล้ว การให้หญ้าเนเปียร์สดที่ปลูกเองยังส่งผลดีต่อคุณภาพน้ำนมของโค เนื่องจากหญ้าสดมีความชุ่มฉ่ำและคุณค่าทางอาหารสูงกว่าหญ้าแห้งหรือฟางที่ผ่านการเก็บรักษานาน เกษตรกรหลายรายรายงานว่าหลังเปลี่ยนมาให้หญ้าเนเปียร์สดเป็นอาหารหยาบหลัก ปริมาณน้ำนมต่อตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อยและค่าไขมันในน้ำนมมีแนวโน้มดีขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อราคารับซื้อน้ำนมที่คำนวณตามคุณภาพด้วย อย่างไรก็ตามผลลัพธ์ด้านนี้ขึ้นกับหลายปัจจัยประกอบกัน ทั้งพันธุ์โค การจัดการฟาร์มโดยรวม และสัดส่วนอาหารข้นที่ให้ร่วมด้วย ไม่ควรคาดหวังว่าการเปลี่ยนอาหารหยาบอย่างเดียวจะเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญโดยไม่ปรับปัจจัยอื่นควบคู่กัน
ขั้นตอนเริ่มต้นระบบผสมผสานสำหรับฟาร์มที่ยังไม่มีทั้งสองส่วน
เกษตรกรที่สนใจเริ่มระบบนี้ควรวางแผนเป็นขั้นตอน ไม่จำเป็นต้องลงทุนทั้งหมดพร้อมกันในคราวเดียว ขั้นแรกแนะนำให้เริ่มจากการปลูกหญ้าเนเปียร์ในพื้นที่บางส่วนก่อน เพื่อทดสอบผลผลิตและปรับวิธีการดูแลให้เหมาะกับสภาพดินและน้ำของฟาร์มตัวเอง เมื่อมั่นใจในระบบปลูกหญ้าแล้วจึงค่อยขยายพื้นที่และเริ่มลงทุนบ่อก๊าซชีวภาพในลำดับถัดไป การแบ่งลงทุนเป็นขั้นตอนเช่นนี้ช่วยลดความเสี่ยงทางการเงินและให้เวลาเกษตรกรเรียนรู้การจัดการแต่ละส่วนได้อย่างเต็มที่ก่อนขยายระบบให้สมบูรณ์
สรุป
ระบบเกษตรผสมผสานที่รวมฟาร์มโคนม การปลูกหญ้าเนเปียร์เอง และบ่อก๊าซชีวภาพจากมูลโค สามารถลดต้นทุนอาหารและพลังงานรวมกันได้ประมาณ 55,000-85,000 บาทต่อปีสำหรับฟาร์มขนาด 20-30 ตัว โดยใช้เงินลงทุนเริ่มต้นประมาณ 150,000-250,000 บาท และคืนทุนได้ภายในประมาณ 3-4 ปี ระบบนี้เหมาะกับฟาร์มที่มีพื้นที่เพียงพอสำหรับปลูกหญ้าและมีเงินทุนตั้งต้นระดับปานกลาง ความสำเร็จของระบบขึ้นอยู่กับการจัดการที่ต่อเนื่องทั้งการดูแลแปลงหญ้า การบำรุงรักษาบ่อก๊าซชีวภาพ และการใช้ประโยชน์จากกากปุ๋ยอินทรีย์อย่างเต็มที่ ไม่ใช่เพียงการลงทุนสร้างระบบแล้วปล่อยละเลยการดูแลในระยะยาว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมปศุสัตว์ — ข้อมูลการเลี้ยงโคนมและการจัดการอาหารหยาบสำหรับฟาร์มโคนม
- กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน — ข้อมูลเทคโนโลยีบ่อก๊าซชีวภาพจากมูลสัตว์และการประยุกต์ใช้ในฟาร์มปศุสัตว์
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
ดูข้อมูลระบบเกษตรผสมผสานรูปแบบอื่นเพิ่มเติมได้ที่หมวด เกษตรผสมผสาน
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่
คำถามที่พบบ่อย
บ่อก๊าซชีวภาพต้องดูแลรักษาอย่างไรบ้าง
ควรตรวจสอบระบบท่อส่งก๊าซเป็นประจำไม่ให้มีการรั่วซึมหรืออุดตัน กวนหรือคนของเสียในบ่อเป็นระยะเพื่อไม่ให้ตกตะกอนแข็งตัว และป้อนมูลโคเข้าบ่ออย่างสม่ำเสมอตามอัตราส่วนที่เหมาะสมกับขนาดบ่อ หากป้อนมูลโคมากเกินไปหรือน้อยเกินไปจะทำให้ประสิทธิภาพการผลิตก๊าซลดลง
พื้นที่เท่าไหร่ถึงจะเพียงพอสำหรับปลูกเนเปียร์เลี้ยงโคนม 20-30 ตัว
โดยทั่วไปใช้พื้นที่ประมาณ 5-8 ไร่สำหรับโคนม 20-30 ตัว ขึ้นกับความอุดมสมบูรณ์ของดินและการจัดการแปลง หากดินดีและมีน้ำเพียงพอ พื้นที่ 5 ไร่ก็อาจเพียงพอ แต่หากดินไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์อาจต้องใช้พื้นที่มากถึง 8-10 ไร่เพื่อให้ได้ผลผลิตหญ้าเพียงพอตลอดปี
บ่อก๊าซชีวภาพแบบถุงพลาสติกกับแบบคอนกรีตต่างกันอย่างไร
บ่อแบบถุงพลาสติกลงทุนต่ำกว่ามากและติดตั้งง่ายกว่า แต่มีอายุการใช้งานสั้นกว่า (ประมาณ 5-8 ปี) และเสี่ยงฉีกขาดได้ง่ายกว่า ส่วนบ่อแบบคอนกรีตลงทุนสูงกว่าแต่ทนทานกว่ามาก ใช้งานได้นาน 15-20 ปีขึ้นไป เหมาะกับฟาร์มที่ต้องการลงทุนระยะยาวและมีเงินทุนเพียงพอตั้งแต่ต้น
ถ้าไม่มีพื้นที่ปลูกหญ้าเพียงพอ ยังคุ้มที่จะทำบ่อก๊าซชีวภาพไหม
บ่อก๊าซชีวภาพยังคุ้มค่าแม้ไม่มีพื้นที่ปลูกหญ้าเนเปียร์เอง เพราะประโยชน์หลักของบ่อก๊าซชีวภาพคือการจัดการมูลโคให้เป็นพลังงานและลดค่าไฟ/ก๊าซ ซึ่งแยกส่วนจากการปลูกหญ้าได้ แต่ถ้าทำทั้งสองส่วนร่วมกันจะได้ประโยชน์สูงสุดเพราะกากจากบ่อก๊าซชีวภาพนำไปเป็นปุ๋ยให้แปลงหญ้าได้โดยตรง ลดต้นทุนได้มากกว่าการทำแยกส่วนกัน
ระบบนี้เหมาะกับฟาร์มโคนมขนาดเล็กกว่า 20 ตัวไหม
ฟาร์มขนาดเล็กกว่า 20 ตัวยังสามารถทำระบบนี้ได้แต่ต้องปรับขนาดบ่อก๊าซชีวภาพและพื้นที่ปลูกหญ้าให้เล็กลงตามสัดส่วน ซึ่งอาจทำให้ต้นทุนต่อหน่วยสูงกว่าฟาร์มขนาดใหญ่เล็กน้อยเพราะต้นทุนคงที่บางส่วน เช่น ค่าออกแบบและติดตั้งระบบ ไม่ได้ลดลงตามสัดส่วนขนาด ฟาร์มขนาดเล็กจึงควรคำนวณความคุ้มค่าอย่างละเอียดก่อนตัดสินใจลงทุนเต็มระบบ



