เกษตรผสมผสาน

ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเอาใบเหลือให้แพะกิน คุ้มกว่าขายใบอย่างเดียวไหม

ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเอาใบเหลือให้แพะคุ้มกว่าขายใบไหม เจาะปริมาณใบหม่อนเหลือต่อรอบ ต้นทุนอาหารแพะที่ลดได้ และรายได้รวมสามทางจากไหม ใบหม่อน แพะ

ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเอาใบเหลือให้แพะกิน คุ้มกว่าขายใบอย่างเดียวไหม
คำตอบเร็ว: คุ้มกว่าขายใบหม่อนอย่างเดียว สำหรับเกษตรกรที่เลี้ยงไหมอยู่แล้วและมีแพะควบคู่ เพราะใบหม่อนที่เหลือจากการเลี้ยงไหม (ประมาณ 30-40% ของผลผลิตใบทั้งหมด) เป็นของเหลือที่มีต้นทุนศูนย์อยู่แล้ว การเอาไปเลี้ยงแพะแทนขายใบสดซึ่งราคาต่ำและเก็บไม่ได้นาน ช่วยลดต้นทุนอาหารแพะได้จริงและเพิ่มรายได้รวมสามทางจากไหม ใบหม่อน และแพะไปพร้อมกัน แต่ถ้าไม่มีแพะอยู่แล้วและต้องเริ่มเลี้ยงใหม่ทั้งหมด ต้นทุนเริ่มต้นจะทำให้ความคุ้มค่าลดลงในช่วงปีแรก

เกษตรกรที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมักเจอปัญหาใบหม่อนเหลือทิ้งเป็นประจำ เพราะหนอนไหมกินได้เฉพาะใบอ่อนคุณภาพดีในบางช่วงอายุ ส่วนใบแก่และใบส่วนล่างของต้นมักถูกปล่อยทิ้งหรือขายในราคาต่ำเพราะตลาดใบหม่อนสดมีจำกัด คำถามที่น่าสนใจคือ ถ้าเอาใบหม่อนส่วนที่เหลือนี้ไปเลี้ยงแพะแทน จะคุ้มค่ากว่าขายใบสดจริงหรือไม่ และควรมองระบบนี้อย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุดจากทั้งสามทาง

ปริมาณใบหม่อนเหลือต่อรอบเลี้ยงไหม

วงจรการเลี้ยงไหมแต่ละรอบใช้เวลาประมาณ 20-25 วันตั้งแต่ฟักไข่จนหนอนไหมพร้อมทำรัง หนอนไหมต้องการใบหม่อนอ่อนคุณภาพดีมากที่สุดในช่วง 5-7 วันสุดท้ายก่อนทำรัง ซึ่งเป็นช่วงที่กินใบมากที่สุดถึง 80-90% ของปริมาณใบทั้งรอบ ส่วนช่วงแรกที่หนอนไหมยังตัวเล็กกินใบน้อยกว่ามาก ต้นหม่อนที่ปลูกไว้ให้ผลผลิตใบสม่ำเสมอตลอดรอบจึงมักมีใบเหลือมากในช่วงต้นรอบและช่วงที่ใบแก่เกินกว่าหนอนไหมจะกินได้ดี โดยเฉลี่ยแล้วสวนหม่อน 1 ไร่ที่ดูแลดีให้ผลผลิตใบได้ราว 2,000-3,000 กิโลกรัมต่อปี (ตัดใบได้หลายรอบต่อปี) ในจำนวนนี้ใช้เลี้ยงไหมได้จริงประมาณ 60-70% ส่วนที่เหลืออีก 30-40% คือใบแก่ ใบส่วนล่างของต้น และใบที่เก็บเกินความต้องการของหนอนไหมในรอบนั้น ซึ่งเป็นปริมาณที่นำไปเลี้ยงแพะได้อย่างมีนัยสำคัญ ไม่ใช่แค่เศษเล็กน้อย

ต้นทุนอาหารแพะที่ลดได้จากใบหม่อนเหลือ

ใบหม่อนมีโปรตีนสูงถึง 15-25% ของน้ำหนักแห้ง ซึ่งสูงกว่าหญ้าเลี้ยงสัตว์ทั่วไปที่มักมีโปรตีนราว 8-12% เท่านั้น ทำให้ใบหม่อนเป็นอาหารเสริมโปรตีนคุณภาพดีสำหรับแพะ โดยเฉพาะแพะรีดนมที่ต้องการโปรตีนสูงในการผลิตน้ำนม ต่อไปนี้เป็นตัวอย่างเปรียบเทียบต้นทุนอาหารแพะต่อเดือนสำหรับฝูงแพะ 10 ตัว:

รายการใช้ใบหม่อนเหลือเสริมซื้ออาหารข้น/หญ้าแห้งทั้งหมด
อาหารหลัก (หญ้า/ใบไม้)0 บาท (ปลูกหญ้าเอง + ใบหม่อนเหลือ)0 บาท (ปลูกหญ้าเอง)
อาหารเสริมโปรตีน0 บาท (ใบหม่อนเหลือทดแทน)2,500-4,000 บาท/เดือน (อาหารข้นซื้อ)
ค่าแรงเก็บใบหม่อนเสริม500-800 บาท/เดือน0 บาท
รวมต้นทุนต่อเดือน500-800 บาท2,500-4,000 บาท

จากตารางจะเห็นว่าการใช้ใบหม่อนเหลือเสริมช่วยประหยัดค่าอาหารข้นได้ราว 2,000-3,200 บาทต่อเดือนสำหรับฝูงแพะ 10 ตัว หรือคิดเป็นราว 24,000-38,400 บาทต่อปี ซึ่งเป็นตัวเลขที่มีนัยสำคัญมากสำหรับฟาร์มขนาดเล็กถึงกลาง แต่ข้อจำกัดคือปริมาณใบหม่อนเหลือมีตามฤดูกาลเลี้ยงไหม ไม่ได้มีสม่ำเสมอตลอดทั้งปี ช่วงที่ไม่ได้เลี้ยงไหมรอบใหม่หรือช่วงพักสวนหม่อน เกษตรกรยังต้องพึ่งพาหญ้าหรืออาหารเสริมอื่นตามปกติ

รายได้รวมสามทาง (ไหม/ใบหม่อน/แพะ)

เมื่อมองภาพรวม ระบบนี้สร้างรายได้จาก 3 ทางพร้อมกันบนพื้นที่และวัตถุดิบเดียวกัน รายได้หลักยังคงมาจากรังไหมหรือเส้นไหมซึ่งมีมูลค่าต่อหน่วยสูงที่สุด รองลงมาคือการขายใบหม่อนส่วนเกินที่ไม่ได้ใช้เลี้ยงไหมหรือแพะให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงไหมรายอื่นที่ไม่มีสวนหม่อนเพียงพอ และรายได้เสริมจากแพะที่โตเร็วขึ้นและให้น้ำนม/เนื้อคุณภาพดีขึ้นจากการได้กินใบหม่อนเสริมโปรตีน ฟาร์มขนาดเล็กที่มีสวนหม่อน 2-3 ไร่ เลี้ยงไหมควบคู่กับแพะ 10-15 ตัว สามารถมีรายได้รวมจากทั้งสามทางนี้ในช่วง 80,000-150,000 บาทต่อปี ขึ้นกับราคารังไหมและราคาแพะในตลาดปีนั้น ๆ ซึ่งสูงกว่าการเลี้ยงไหมอย่างเดียวหรือขายใบหม่อนอย่างเดียวโดยไม่มีแพะเสริม

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ให้แพะกินใบหม่อนสดมากเกินไปในครั้งเดียว — ใบหม่อนมีความชื้นและโปรตีนสูง ถ้าให้มากเกินไปทำให้แพะท้องเสียหรือท้องอืด ควรให้แบบค่อยเป็นค่อยไปและผสมกับหญ้าแห้ง
  • เก็บใบหม่อนที่ฉีดสารเคมีป้องกันแมลงในสวนหม่อนไปให้แพะทันที — ต้องเว้นระยะปลอดสารตามคำแนะนำก่อนเก็บใบไปเลี้ยงสัตว์ ไม่ใช่เก็บทันทีหลังฉีดพ่น
  • ไม่แยกใบหม่อนที่เก็บสำหรับไหมกับใบที่เก็บสำหรับแพะให้ชัดเจน — ทำให้บางครั้งเผลอใช้ใบอ่อนคุณภาพดีที่ควรสงวนไว้ให้ไหมไปเลี้ยงแพะแทน กระทบผลผลิตไหม
  • ปลูกหม่อนน้อยเกินไปแล้วหวังพึ่งใบเหลือเลี้ยงแพะฝูงใหญ่ — ปริมาณใบเหลือไม่พอ ต้องซื้ออาหารเสริมเพิ่มอยู่ดี ทำให้ไม่ได้ประหยัดต้นทุนตามที่คาดหวัง
  • ไม่วางแผนช่วงที่ไม่ได้เลี้ยงไหม — พอถึงช่วงพักสวนหม่อนหรือไม่มีรอบเลี้ยงไหม ใบหม่อนเหลือหายไปทันที ต้องมีแผนอาหารสำรองสำหรับแพะช่วงนี้
  • เก็บใบหม่อนทิ้งไว้นานก่อนให้แพะกิน — ใบหม่อนที่เหี่ยวหรือขึ้นราจะเป็นอันตรายต่อแพะ ควรเก็บและให้ภายในวันเดียวกัน

การจัดการพื้นที่ปลูกหม่อนให้เอื้อต่อทั้งไหมและแพะ

การออกแบบสวนหม่อนให้ตอบโจทย์ทั้งการเลี้ยงไหมและการเก็บใบเหลือให้แพะ ต้องคำนึงถึงระยะปลูกและวิธีตัดแต่งกิ่งที่ต่างจากสวนหม่อนที่ปลูกเพื่อเลี้ยงไหมอย่างเดียว เกษตรกรที่วางแผนดีมักปลูกหม่อนเป็นแถวห่างพอที่จะเข้าไปตัดแต่งและเก็บใบได้สะดวกทั้งใบบนสำหรับไหมและใบล่างสำหรับแพะ การตัดแต่งทรงพุ่มให้แตกกิ่งใหม่สม่ำเสมอช่วยให้มีใบอ่อนคุณภาพดีสำหรับไหมอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันก็มีใบแก่ที่โคนกิ่งเหลือสำหรับแพะโดยไม่ต้องแย่งกันกับส่วนบนที่สงวนไว้ให้ไหม บางฟาร์มยังแบ่งโซนสวนหม่อนเป็นสองส่วนคือส่วนที่ปลูกเข้มข้นสำหรับป้อนไหมโดยเฉพาะ กับอีกส่วนที่ปล่อยให้โตเต็มที่แล้วตัดใบทั้งต้นให้แพะเป็นหลักเมื่อไม่มีรอบเลี้ยงไหม วิธีนี้ช่วยให้บริหารจัดการใบหม่อนได้ยืดหยุ่นมากขึ้นตามความต้องการของแต่ละช่วง

นอกจากนี้ระยะเวลาตัดใบก็มีผลต่อคุณภาพใบที่ได้ หากตัดใบถี่เกินไปต้นหม่อนจะโทรมและให้ผลผลิตลดลงในระยะยาว ควรเว้นระยะตัดใบให้ต้นได้ฟื้นตัวประมาณ 25-30 วันต่อรอบ ซึ่งพอดีกับรอบการเลี้ยงไหมแต่ละรุ่น ทำให้วงจรการปลูกหม่อน เลี้ยงไหม และเก็บใบเหลือให้แพะ เดินไปพร้อมกันได้อย่างเป็นระบบโดยไม่ทำให้ต้นหม่อนเสื่อมโทรมเร็วเกินไป

ตัวอย่างกรณีศึกษาฟาร์มผสมผสานหม่อนไหมแพะ

ฟาร์มตัวอย่างในภาคตะวันออกเฉียงเหนือแห่งหนึ่งมีสวนหม่อน 3 ไร่ เลี้ยงไหมพันธุ์ไทยพื้นเมืองควบคู่กับแพะนม 12 ตัว เกษตรกรรายนี้เล่าว่าในช่วงแรกที่เริ่มเลี้ยงแพะเสริม ยังไม่มีระบบจัดการใบหม่อนที่ดี ทำให้บางครั้งเผลอเก็บใบอ่อนที่ควรสงวนไว้ให้ไหมไปให้แพะกิน ส่งผลให้ผลผลิตรังไหมลดลงในบางรอบ หลังจากปรับระบบโดยแบ่งโซนเก็บใบชัดเจนและกำหนดตารางตัดใบให้สอดคล้องกับรอบเลี้ยงไหม ผลผลิตทั้งไหมและสุขภาพแพะดีขึ้นอย่างชัดเจน แพะนมให้น้ำนมเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 15-20% เมื่อเทียบกับช่วงที่เลี้ยงด้วยหญ้าอย่างเดียว และค่าอาหารเสริมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้รายได้รวมของครัวเรือนต่อปีเพิ่มขึ้นจากการขายทั้งรังไหม น้ำนมแพะ และลูกแพะที่เกิดใหม่ ฟาร์มนี้ยังพบว่าการมีแพะช่วยจัดการเศษใบหม่อนไม่ให้ตกค้างเป็นแหล่งเชื้อราหรือแมลงในสวน ซึ่งเป็นประโยชน์ทางอ้อมที่ไม่ได้คาดคิดไว้ตั้งแต่แรก

ปัจจัยที่ต้องพิจารณาก่อนเริ่มระบบผสมผสานนี้

ก่อนตัดสินใจทำระบบหม่อนไหมแพะแบบผสมผสาน เกษตรกรควรพิจารณาหลายปัจจัยประกอบกัน ปัจจัยแรกคือขนาดพื้นที่สวนหม่อนที่มีอยู่เทียบกับขนาดฝูงแพะที่ต้องการเลี้ยง หากพื้นที่จำกัดแต่ต้องการฝูงแพะใหญ่ ต้องยอมรับว่าใบหม่อนเหลือจะเป็นเพียงอาหารเสริมส่วนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่อาหารหลักทั้งหมด ปัจจัยที่สองคือแรงงานในครัวเรือน เพราะการดูแลทั้งสวนหม่อน การเลี้ยงไหมซึ่งต้องดูแลใกล้ชิดในช่วงหนอนไหมโตเต็มที่ และการเลี้ยงแพะที่ต้องรีดนมหรือดูแลสุขภาพเป็นประจำ ล้วนต้องใช้แรงงานพร้อมกันในบางช่วง หากแรงงานในครัวเรือนมีจำกัด อาจต้องเลือกทำเพียงบางกิจกรรมหรือจ้างแรงงานเสริมในช่วงเร่งด่วน ปัจจัยที่สามคือตลาดรับซื้อทั้งรังไหมและผลผลิตจากแพะในพื้นที่ ว่ามีความมั่นคงและราคาสมเหตุสมผลหรือไม่ เพราะหากตลาดใดตลาดหนึ่งไม่แน่นอน จะกระทบต่อความคุ้มค่าของระบบผสมผสานโดยรวม

เปรียบเทียบกับการขายใบหม่อนสดอย่างเดียว

ตลาดใบหม่อนสดมีจำกัดเฉพาะเกษตรกรที่เลี้ยงไหมแต่ไม่มีสวนหม่อนของตัวเองหรือมีไม่พอ ราคาขายใบหม่อนสดมักอยู่ที่ 3-5 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งถือว่าต่ำเมื่อเทียบกับมูลค่าที่แท้จริงของใบหม่อนในแง่โภชนาการ นอกจากนี้ใบหม่อนสดเก็บได้ไม่นานก่อนเหี่ยว ทำให้ต้องขายทันทีหลังเก็บซึ่งจำกัดอำนาจต่อรองราคา เมื่อเทียบกับการนำใบหม่อนเหลือไปเลี้ยงแพะแล้วแปลงเป็นมูลค่าเนื้อหรือนมแพะที่ขายได้ราคาสูงกว่ามาก แนวทางนี้จึงให้ผลตอบแทนต่อกิโลกรัมใบหม่อนที่สูงกว่าขายใบสดล้วน แม้จะต้องใช้เวลาและแรงงานเพิ่มเติมในการดูแลแพะก็ตาม เกษตรกรที่มีทั้งสวนหม่อน เลี้ยงไหม และเลี้ยงแพะอยู่แล้วในครัวเรือนเดียวกัน จึงมีข้อได้เปรียบที่เกษตรกรซึ่งทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพียงอย่างเดียวไม่มี

การดูแลสุขภาพแพะเมื่อเปลี่ยนมาใช้ใบหม่อนเป็นอาหารหลัก

การปรับเปลี่ยนอาหารแพะจากหญ้าล้วนมาเป็นใบหม่อนเสริมในสัดส่วนสูงต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ไม่ควรเปลี่ยนทันทีในปริมาณมาก เพราะระบบย่อยอาหารของแพะต้องใช้เวลาปรับตัวกับอาหารที่มีโปรตีนและความชื้นสูงกว่าหญ้าปกติ เกษตรกรที่มีประสบการณ์มักแนะนำให้เริ่มผสมใบหม่อนในสัดส่วนไม่เกิน 20-30% ของอาหารทั้งหมดในสัปดาห์แรก แล้วค่อย ๆ เพิ่มสัดส่วนขึ้นตามการตอบสนองของแพะ หากพบว่าแพะมีอาการท้องเสียหรือไม่กินอาหารตามปกติ ควรลดสัดส่วนใบหม่อนลงและปรึกษาสัตวแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์เคี้ยวเอื้อง นอกจากนี้ควรให้แพะมีน้ำสะอาดเพียงพอตลอดเวลา เพราะอาหารที่มีโปรตีนสูงทำให้แพะต้องการน้ำมากขึ้นในการเผาผลาญ การสังเกตอาการแพะอย่างสม่ำเสมอในช่วงเปลี่ยนอาหารจึงเป็นขั้นตอนสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจกระทบต่อผลผลิตนมหรือเนื้อในระยะยาว

การวางแผนระยะยาวเมื่อขยายทั้งสวนหม่อนและฝูงแพะ

เมื่อระบบผสมผสานเริ่มให้ผลตอบแทนที่ดีและเกษตรกรต้องการขยายกิจการ ควรวางแผนขยายทั้งสวนหม่อนและฝูงแพะไปพร้อมกันในสัดส่วนที่สอดคล้องกัน ไม่ควรขยายฝูงแพะเร็วกว่าการขยายพื้นที่ปลูกหม่อน เพราะจะทำให้กลับไปเจอปัญหาใบหม่อนไม่พอเลี้ยงแพะเหมือนเดิม การขยายที่สมดุลควรคำนวณจากอัตราส่วนโดยประมาณคือสวนหม่อน 1 ไร่รองรับแพะเสริมอาหารได้ราว 3-5 ตัวอย่างยั่งยืน หากต้องการเลี้ยงแพะมากกว่านั้นควรปลูกหม่อนเพิ่มตามสัดส่วน หรือวางแผนปลูกพืชอาหารสัตว์ชนิดอื่นเสริม เช่น หญ้าเนเปียร์ ควบคู่ไปด้วยเพื่อไม่ให้พึ่งพาใบหม่อนเพียงอย่างเดียว การวางแผนที่รอบคอบตั้งแต่ต้นจะช่วยให้ระบบผสมผสานนี้เติบโตได้อย่างมั่นคงในระยะยาว โดยไม่ต้องเผชิญกับปัญหาขาดแคลนอาหารสัตว์หรือผลผลิตไหมลดลงเพราะแย่งทรัพยากรกันเองภายในฟาร์ม

สำหรับเกษตรกรมือใหม่ที่สนใจเริ่มระบบผสมผสานนี้ คำแนะนำคือควรเริ่มจากขนาดเล็กก่อน เช่น สวนหม่อนไม่เกิน 1 ไร่และแพะไม่เกิน 5 ตัว เพื่อเรียนรู้จังหวะการจัดการใบหม่อนระหว่างไหมกับแพะให้คล่องตัวก่อนขยายขนาด การเริ่มต้นเล็กช่วยลดความเสี่ยงหากเกิดข้อผิดพลาดในการจัดการช่วงแรก และยังช่วยให้เกษตรกรเข้าใจจังหวะเวลาที่แท้จริงของฟาร์มตนเองก่อนลงทุนขยายเพิ่มในภายหลัง

ในภาพรวมแล้ว ระบบหม่อนไหมแพะไม่ใช่สูตรสำเร็จที่ใช้ได้เหมือนกันทุกฟาร์ม แต่เป็นแนวทางที่ต้องปรับให้เข้ากับขนาดพื้นที่ แรงงาน และตลาดของแต่ละครัวเรือน เกษตรกรที่ประสบความสำเร็จมักเริ่มจากการสังเกตปริมาณใบหม่อนเหลือจริงในฟาร์มของตนเองก่อนตัดสินใจขนาดฝูงแพะ มากกว่าตั้งเป้าหมายฝูงแพะไว้ล่วงหน้าแล้วค่อยหาทางให้พอดีกับใบหม่อนที่มี

สรุป

ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมเอาใบเหลือให้แพะคุ้มกว่าขายใบหม่อนอย่างเดียวจริง สำหรับเกษตรกรที่เลี้ยงไหมและแพะอยู่แล้วในครัวเรือนเดียวกัน เพราะใบหม่อนเหลือ 30-40% ของผลผลิตทั้งหมดเป็นวัตถุดิบต้นทุนศูนย์ที่ช่วยลดค่าอาหารแพะได้จริงและเพิ่มรายได้รวมจากสามทางพร้อมกัน แต่ระบบนี้เหมาะกับฟาร์มขนาดเล็กถึงกลางที่มีสวนหม่อนสอดคล้องกับขนาดฝูงแพะ ไม่ใช่ทางออกสำหรับฟาร์มที่ต้องการเลี้ยงแพะฝูงใหญ่โดยพึ่งใบหม่อนเหลือเพียงอย่างเดียว ซึ่งจะพบว่าปริมาณใบไม่พอในไม่ช้า

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมหม่อนไหม — ข้อมูลการปลูกหม่อนเลี้ยงไหมและผลผลิตใบหม่อนต่อไร่
  • 📄กรมปศุสัตว์ — คำแนะนำการใช้ใบหม่อนเป็นอาหารเสริมโปรตีนสำหรับแพะ
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — แนวทางเกษตรผสมผสานที่ใช้วัตถุดิบเหลือใช้ระหว่างกิจกรรม

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

ดูแนวทางเกษตรผสมผสานรูปแบบอื่นเพิ่มเติมได้ที่ หมวดเกษตรผสมผสาน

คำถามที่พบบ่อย

ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมมีใบหม่อนเหลือให้แพะเท่าไหร่ต่อรอบ

โดยเฉลี่ยการเลี้ยงไหมใช้ใบหม่อนเพียง 60-70% ของผลผลิตใบที่ต้นหม่อนให้ได้ทั้งหมด เพราะต้องเผื่อใบอ่อนคุณภาพดีที่สุดให้หนอนไหมช่วงลอกคราบ ส่วนที่เหลือคือใบแก่และใบส่วนล่างที่ไหมไม่กินหรือกินได้น้อยกว่า เหลือเป็นอาหารแพะได้ราว 30-40% ของผลผลิตใบทั้งหมด

แพะกินใบหม่อนแล้วให้ผลผลิตนมหรือเนื้อดีขึ้นจริงไหม

ดีขึ้นจริงในแง่โปรตีน เพราะใบหม่อนมีโปรตีนสูงกว่าหญ้าทั่วไปมาก แพะที่ได้กินใบหม่อนเสริมมักโตเร็วกว่าและให้น้ำนมมากกว่าแพะที่กินหญ้าล้วน แต่ต้องให้ในสัดส่วนที่เหมาะสมไม่มากเกินไปเพราะอาจทำให้แพะท้องเสียได้หากกินใบหม่อนสดมากเกินไปในครั้งเดียว

ต้นทุนอาหารแพะลดลงเท่าไหร่เมื่อใช้ใบหม่อนเหลือ

ลดได้ค่อนข้างมากสำหรับฟาร์มที่มีแพะจำนวนไม่มาก เพราะใบหม่อนเหลือถือเป็นต้นทุนศูนย์อยู่แล้ว ลดการซื้ออาหารข้นหรือหญ้าแห้งเสริมได้บางส่วน แต่ถ้าฝูงแพะมีขนาดใหญ่ ใบหม่อนเหลือเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอเลี้ยงทั้งฝูง ต้องเสริมอาหารอื่นควบคู่ไปด้วย

รายได้จากไหมกับรายได้จากแพะ อันไหนเป็นรายได้หลักของระบบนี้

โดยทั่วไปรายได้จากไหม (รังไหมหรือเส้นไหม) ยังคงเป็นรายได้หลักเพราะมีมูลค่าต่อหน่วยสูงกว่า ส่วนรายได้จากแพะเป็นรายได้เสริมที่ช่วยเพิ่มมูลค่าจากใบหม่อนที่เหลือทิ้ง ทำให้ระบบนี้ไม่ได้เปลี่ยนแพะเป็นรายได้หลักแต่ช่วยเพิ่มรายได้รวมของครัวเรือน

ต้องปลูกหม่อนเพิ่มไหมถ้าต้องการเลี้ยงแพะเป็นเรื่องหลัก

ถ้าต้องการเน้นแพะเป็นรายได้หลักจริง ๆ ควรปลูกหม่อนเพิ่มหรือเสริมพืชอาหารสัตว์ชนิดอื่นด้วย เพราะใบหม่อนเหลือจากการเลี้ยงไหมเพียงอย่างเดียวมักไม่พอเลี้ยงฝูงแพะขนาดใหญ่ได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงที่ไม่ได้เลี้ยงไหมรอบใหม่