ข่าว กฎหมาย มาตรฐาน

ประกาศเขตภัยพิบัติทางการเกษตร เกษตรกรขอรับเงินชดเชยอย่างไร

เงื่อนไขประกาศเขตภัยพิบัติทางการเกษตร ขั้นตอนยื่นขอรับเงินช่วยเหลือหลังพื้นที่ถูกประกาศ และอัตราชดเชยตามชนิดพืชและสัตว์ที่เกษตรกรต้องรู้ก่อนยื่นเรื่อง

ประกาศเขตภัยพิบัติทางการเกษตร เกษตรกรขอรับเงินชดเชยอย่างไร
คำตอบเร็ว: เมื่อพื้นที่เกิดภัยพิบัติ (น้ำท่วม ภัยแล้ง วาตภัย โรคระบาด) จนเสียหายชัดเจน ผู้ว่าราชการจังหวัดจะประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ล่วงหน้าแล้วต้องยื่นแบบขอรับความช่วยเหลือต่อเกษตรตำบล/เกษตรอำเภอ ให้คณะกรรมการระดับตำบลตรวจสอบพื้นที่จริง ก่อนได้รับเงินช่วยเหลือตามอัตราที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์กำหนดแยกตามชนิดพืชและสัตว์ ผ่านบัญชีธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.)

หลายครั้งที่เกษตรกรพลาดสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือทั้งที่พื้นที่ถูกน้ำท่วมจริง เพราะไม่รู้ว่าต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ก่อนเกิดภัย หรือยื่นเอกสารช้าเกินกำหนดเวลา บทความนี้อธิบายเงื่อนไขการประกาศเขตภัยพิบัติ ขั้นตอนยื่นขอรับเงินชดเชยทีละขั้น และหลักการกำหนดอัตราชดเชยตามชนิดพืช/สัตว์ที่แตกต่างกัน

เงื่อนไขการประกาศเขตภัยพิบัติทางการเกษตร

ภาพประกอบ เงื่อนไขการประกาศเขตภัยพิบัติทางการเกษตร

เมื่อเกิดภัยธรรมชาติที่สร้างความเสียหายต่อพื้นที่เกษตรกรรมในวงกว้าง เช่น น้ำท่วมฉับพลัน ภัยแล้งยืดเยื้อ วาตภัย หรือโรคระบาดในสัตว์ กระบวนการเริ่มจากกำนัน/ผู้ใหญ่บ้าน หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรายงานความเสียหายเข้าสู่อำเภอ จากนั้นอำเภอเสนอเรื่องให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพิจารณาประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน การประกาศนี้เป็นเงื่อนไขแรกที่ต้องเกิดขึ้นก่อน เกษตรกรในพื้นที่นอกประกาศจะไม่มีสิทธิ์ยื่นขอรับเงินชดเชยตามช่องทางนี้ แม้จะเสียหายจริงก็ตาม จึงควรติดตามประกาศของจังหวัดหรือสอบถามกำนัน/ผู้ใหญ่บ้านทันทีหลังเกิดภัย

ขั้นตอนยื่นขอรับเงินชดเชยทีละขั้น

ภาพประกอบ ขั้นตอนยื่นขอรับเงินชดเชยทีละขั้น
ขั้นตอนรายละเอียด
1. ตรวจสอบสถานะการขึ้นทะเบียนเกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรไว้ก่อนเกิดภัย และปรับปรุงข้อมูลแปลง/ชนิดพืชสัตว์ให้เป็นปัจจุบัน เกษตรกรที่ไม่เคยขึ้นทะเบียนมักไม่มีสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือ
2. รอประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือของจังหวัดต้องอยู่ในพื้นที่ที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศแล้วเท่านั้น
3. ยื่นแบบขอรับความช่วยเหลือต่อเกษตรตำบล/เกษตรอำเภอแจ้งความเสียหายพร้อมพื้นที่ปลูก/จำนวนสัตว์ที่เสียหายจริงตามความเป็นจริง
4. คณะกรรมการระดับตำบลลงพื้นที่ตรวจสอบตรวจสอบความเสียหายจริงเทียบกับข้อมูลที่ขึ้นทะเบียนไว้ เพื่อยืนยันสิทธิ์และปริมาณความเสียหาย
5. ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์ได้รับเงินช่วยเหลือปิดประกาศให้ตรวจสอบและคัดค้านได้ภายในระยะเวลาที่กำหนด หากพบชื่อตกหล่นต้องรีบแจ้งแก้ไขทันที
6. รับเงินช่วยเหลือผ่านบัญชี ธ.ก.ส.โอนเข้าบัญชีที่ผูกไว้กับการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ควรตรวจสอบให้บัญชียังใช้งานได้และผูกกับชื่อตัวเองจริง

อัตราชดเชยตามชนิดพืชและสัตว์

ภาพประกอบ อัตราชดเชยตามชนิดพืชและสัตว์

อัตราการช่วยเหลือกำหนดโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แยกตามประเภทความเสียหายและชนิดพืช/สัตว์ที่ได้รับผลกระทบ โดยหลักการคำนวณจะพิจารณาจากพื้นที่เพาะปลูกจริงที่เสียหาย (ต่อไร่) สำหรับพืชไร่ พืชสวน และนาข้าว ส่วนปศุสัตว์และประมงคำนวณตามจำนวนตัว/น้ำหนัก/ขนาดบ่อที่เสียหายจริง ซึ่งอัตราของพืชแต่ละชนิดและปศุสัตว์แต่ละประเภทไม่เท่ากัน และมีการทบทวนปรับปรุงอัตราเป็นระยะ เกษตรกรจึงไม่ควรอ้างอิงตัวเลขบาทต่อไร่จากข่าวเก่าหรือปีก่อนหน้ามาคาดการณ์เงินที่จะได้รับ ควรสอบถามอัตราปัจจุบันโดยตรงจากสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดในพื้นที่ ซึ่งจะทราบประกาศอัตราล่าสุดที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยจนพลาดสิทธิ์รับเงินชดเชย

ภาพประกอบ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยจนพลาดสิทธิ์รับเงินชดเชย
  • ไม่เคยขึ้นทะเบียนเกษตรกรมาก่อน หรือขึ้นทะเบียนไว้แต่ไม่เคยปรับปรุงข้อมูลให้ตรงกับพืช/สัตว์ที่ปลูก/เลี้ยงจริงในปีนั้น
  • รอจนน้ำลด/ภัยผ่านไปนานแล้วค่อยไปแจ้งความเสียหาย ทำให้พ้นกรอบเวลาที่คณะกรรมการจะลงพื้นที่ตรวจสอบร่องรอยความเสียหายได้ทัน
  • แจ้งพื้นที่เสียหายเกินจริงเทียบกับที่ขึ้นทะเบียนไว้ ทำให้ถูกตัดสิทธิ์ทั้งหมดเมื่อตรวจสอบพบความไม่ตรงกัน
  • ไม่ตรวจสอบประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิ์ในช่วงปิดประกาศ ทำให้พลาดโอกาสแก้ไขกรณีชื่อตกหล่นหรือข้อมูลผิด
  • บัญชี ธ.ก.ส. ที่ผูกไว้ปิดใช้งานไปแล้วหรือเปลี่ยนชื่อบัญชี ทำให้เงินโอนไม่สำเร็จและต้องแก้ไขล่าช้า
  • เข้าใจว่าประกาศเขตภัยพิบัติของอำเภอข้างเคียงครอบคลุมพื้นที่ตนเองด้วย ทั้งที่ประกาศระบุเฉพาะตำบล/หมู่บ้านที่กำหนดเท่านั้น

สรุป

การขอรับเงินชดเชยหลังพื้นที่ถูกประกาศเป็นเขตภัยพิบัติทางการเกษตรต้องเริ่มจากการขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ล่วงหน้า จากนั้นยื่นแบบขอรับความช่วยเหลือทันทีหลังจังหวัดประกาศเขต ให้คณะกรรมการระดับตำบลตรวจสอบพื้นที่จริงก่อนได้รับเงินตามอัตราที่กำหนดแยกตามชนิดพืช/สัตว์ เนื่องจากอัตราชดเชยเปลี่ยนแปลงได้ตามประกาศแต่ละช่วง เกษตรกรควรสอบถามตัวเลขล่าสุดกับสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่เสมอ

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ — ขั้นตอนขึ้นทะเบียนเกษตรกรและการขอรับความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติด้านพืช
  • 📄กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) — ระเบียบและขั้นตอนการประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

ดูข่าวกฎหมายและมาตรฐานเกษตรอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ที่ ข่าว กฎหมาย มาตรฐานเกษตร

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าไม่เคยขึ้นทะเบียนเกษตรกรมาก่อน จะขึ้นทะเบียนตอนเกิดภัยแล้วทันหรือไม่

โดยหลักการต้องขึ้นทะเบียนก่อนเกิดภัยจึงจะมีสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือในรอบนั้น หากขึ้นทะเบียนหลังเกิดภัยแล้วมักไม่เข้าเงื่อนไข ควรขึ้นทะเบียนและปรับปรุงข้อมูลไว้ล่วงหน้าทุกปีก่อนเข้าฤดูเพาะปลูก/เลี้ยงสัตว์

พื้นที่เสียหายจริงแต่จังหวัดยังไม่ประกาศเขตภัยพิบัติ ทำอย่างไรได้บ้าง

ควรแจ้งความเสียหายต่อผู้ใหญ่บ้าน/กำนันหรือเกษตรตำบลทันทีเพื่อรวบรวมข้อมูลเสนอต่ออำเภอและจังหวัดพิจารณาประกาศเขต การแจ้งล่าช้าอาจทำให้ร่องรอยความเสียหายจางหายก่อนตรวจสอบ

อัตราชดเชยของนาข้าวกับพืชสวนต่างกันเท่าไร

อัตราต่อไร่ของพืชแต่ละชนิดไม่เท่ากันตามต้นทุนการผลิตและลักษณะความเสียหาย และมีการปรับปรุงเป็นระยะ ควรสอบถามตัวเลขล่าสุดจากสำนักงานเกษตรอำเภอโดยตรงแทนการอ้างอิงตัวเลขเก่า

ปศุสัตว์และประมงมีวิธีคำนวณเงินชดเชยต่างจากพืชอย่างไร

พืชคำนวณจากพื้นที่เพาะปลูกที่เสียหายเป็นหลัก ส่วนปศุสัตว์และประมงคำนวณจากจำนวนตัว น้ำหนัก หรือขนาดบ่อ/กระชังที่เสียหายจริง ซึ่งต้องมีทะเบียนฟาร์มหรือทะเบียนเกษตรกรรองรับไว้ก่อนเช่นกัน

ยื่นเอกสารขอรับเงินชดเชยไปแล้วแต่ยังไม่เห็นเงินเข้าบัญชี ต้องทำอย่างไร

ควรติดตามสถานะกับเกษตรตำบล/เกษตรอำเภอที่ยื่นเรื่องไว้โดยตรง หากพบว่าชื่อไม่อยู่ในประกาศหรือมีข้อมูลผิดพลาด ควรแจ้งแก้ไขภายในช่วงปิดประกาศทันที