ปลูกพืชเผยแพร่ 6 ตุลาคม 2569

ฟื้นฟูสวนหลังน้ำท่วม ลำดับงานที่ควรทำก่อนหลังในช่วงสัปดาห์แรก

ฟื้นฟูสวนหลังน้ำท่วม สัปดาห์แรกเริ่มที่ถ่ายรูปก่อนเก็บกวาด ระบายน้ำ ตัดแต่ง ไม่รีบใส่ปุ๋ยแรง ระวังรากเน่า และตรวจสิทธิ์ช่วยเหลือกับเกษตรอำเภอ ข้อมูล 6 ต.ค. 2569

ฟื้นฟูสวนหลังน้ำท่วม ลำดับงานที่ควรทำก่อนหลังในช่วงสัปดาห์แรก

คำตอบสั้น ๆ

เมื่อน้ำลดแล้วเดินเข้าสวน ภาพที่เห็นมักทำให้อยากลงมือทุกอย่างพร้อมกัน ตัดกิ่ง ใส่ปุ๋ย เก็บกวาด เกลี่ยตะกอน แต่ลำดับของงานสำคัญมาก เพราะการเก็บกวาดเร็ว

คำตอบเร็ว: สัปดาห์แรกหลังน้ำท่วมสวน ให้เรียงงานดังนี้ ระบายน้ำออกจากแปลง สังเกตต้นที่รอดและต้นที่ไม่รอด ถ่ายรูปความเสียหายก่อนเก็บกวาด ตัดแต่งเฉพาะส่วนที่เสียหายชัดเจน ยังไม่ใส่ปุ๋ยแรง และเฝ้าระวังอาการรากเน่าโคนเน่า ส่วนเรื่องสิทธิ์รับเงินช่วยเหลือ ให้เช็กว่าขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้ก่อนเกิดภัยหรือไม่ แล้วติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอ บทความนี้ไม่ระบุชื่อสารหรือปริมาณใด ๆ ให้ปรึกษากรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร หรือเกษตรอำเภอ ข้อมูลสิทธิ์ ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2569

เมื่อน้ำลดแล้วเดินเข้าสวน ภาพที่เห็นมักทำให้อยากลงมือทุกอย่างพร้อมกัน ตัดกิ่ง ใส่ปุ๋ย เก็บกวาด เกลี่ยตะกอน แต่ลำดับของงานสำคัญมาก เพราะการเก็บกวาดเร็วไป อาจทำให้หลักฐานที่ต้องใช้ยื่นสิทธิ์หายไป และการใส่ปุ๋ยแรงเร็วเกินไป อาจซ้ำเติมรากที่กำลังบอบช้ำ บทความนี้เรียงลำดับงานสำหรับสวนไม้ผลและไม้ยืนต้นในช่วงสัปดาห์แรก พร้อมจุดตัดสินใจว่าเมื่อเจอสถานการณ์แบบไหนควรทำอะไรต่อ

ข้อจำกัดที่ต้องบอกก่อน คือบทความนี้เสนอเป็นหลักการทั่วไป ไม่ระบุชื่อสารเคมี ปุ๋ย ปูน หรือปริมาณใด ๆ เพราะสภาพสวนแต่ละแห่งต่างกัน ทั้งชนิดไม้ ระยะน้ำท่วม และชนิดดิน สิ่งที่เหมาะกับสวนหนึ่งอาจเป็นอันตรายกับอีกสวนหนึ่ง ให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่ก่อนใช้สารใด ๆ

ภาพรวมลำดับงานสัปดาห์แรก

ภาพประกอบ ภาพรวมลำดับงานสัปดาห์แรก
ลำดับงานเหตุผลที่ต้องทำก่อนหลังสิ่งที่ห้ามทำ
1ความปลอดภัยและถ่ายรูปภาพรวมหลักฐานต้องเก็บก่อนสภาพสวนเปลี่ยนเก็บกวาดก่อนถ่ายรูป
2ระบายน้ำออกจากแปลงและร่องสวนรากที่แช่น้ำต่อเนื่องขาดอากาศปล่อยน้ำขังทั้งที่ระบายได้
3สังเกตและจดสภาพต้นรายต้นแยกต้นที่รอดกับไม่รอด ใช้ประกอบการประเมินตัดสินเองว่าตายแล้วรื้อทิ้ง
4ตัดแต่งส่วนที่เสียหายชัดเจนลดภาระให้ต้นที่รอด ลดจุดเริ่มต้นของโรคตัดหนักทั้งทรงพุ่มเมื่อยังไม่แน่ใจ
5ปล่อยให้ต้นตั้งตัว ยังไม่ใส่ปุ๋ยแรงรากที่บอบช้ำยังดูดซึมธาตุอาหารได้ไม่เต็มที่ใส่ปุ๋ยเร่งเพื่อเร่งใบใหม่
6เฝ้าระวังโรครากเน่า โคนเน่าสภาพดินชื้นแฉะเหมาะกับเชื้อราใช้สารโดยไม่ปรึกษาเจ้าหน้าที่
7ยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือที่เกษตรอำเภอต้องติดตามประกาศและขั้นตอนของทางการรอจนพลาดช่วงรับเรื่อง

ขั้นที่ 1: ถ่ายรูปความเสียหายก่อนเก็บกวาด

แม้ลำดับในใจของเจ้าของสวนมักเริ่มที่ "ระบายน้ำ" แต่ในแง่ผลกระทบต่อเงินช่วยเหลือ ภาพถ่ายคือสิ่งที่ต้องทำก่อนจะลงมือเปลี่ยนสภาพสวนทุกอย่าง ตามหลักเกณฑ์ช่วยเหลือด้านการเกษตรที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ประกาศ ต้องเป็นความเสียหายจริง การมีภาพที่เห็นสภาพสวนตอนน้ำท่วมและหลังน้ำลดช่วยให้การตรวจสอบง่ายขึ้น

  • ถ่ายภาพกว้างให้เห็นแนวสวน ระดับรอยน้ำบนลำต้นหรือรั้ว และสิ่งอ้างอิงที่ยืนยันว่าเป็นสวนของคุณ
  • ถ่ายเป็นรายต้นหรือรายแถว ให้เห็นทรงพุ่ม ใบ ผลที่ร่วง โคนต้น และรากที่เปิดออก
  • ถ่ายตะกอนที่ทับถมหน้าดินพร้อมวัตถุอ้างอิงเพื่อให้เห็นความหนา
  • เปิดตั้งค่าวันที่และเวลาในกล้องโทรศัพท์ หรือจดวันที่ลงสมุดคู่กัน
  • ถ่ายซ้ำสวนเดิมมุมเดิมเป็นระยะ เพื่อแสดงว่าอาการของต้นเปลี่ยนไปอย่างไร ต้นที่ยังเขียวในวันแรกอาจทรุดตามมาทีหลัง

ขั้นที่ 2: ระบายน้ำออกจากแปลง

รากไม้ผลต้องการอากาศในดิน เมื่อดินอิ่มน้ำต่อเนื่อง รากหายใจไม่ได้ ใบจะเหี่ยวทั้งที่ดินยังเปียก หลายคนเข้าใจผิดว่าต้นขาดน้ำแล้วรดน้ำเพิ่ม ซึ่งยิ่งทำให้เสียหาย ขั้นนี้ให้เน้นเปิดทางน้ำออก

  • เปิดทางระบายตามร่องสวนและคูรอบแปลง ขุดเปิดจุดที่อุดตันด้วยตะกอนหรือเศษไม้
  • ถ้าระบายด้วยแรงโน้มถ่วงไม่ได้เพราะน้ำนอกสวนยังสูง ให้ถามเกษตรอำเภอหรือผู้นำท้องถิ่นเรื่องการใช้เครื่องสูบน้ำร่วมกัน
  • ระวังอย่าให้เครื่องจักรหนักบดอัดหน้าดินที่ยังเปียก เพราะดินที่แน่นขึ้นระบายน้ำและอากาศแย่ลงอีก
  • หากตะกอนทับหน้าดินหนาจนรากถูกกลบ อย่าขุดหรือเกลี่ยเองโดยไม่มีการประเมิน ให้ถ่ายภาพก่อนแล้วสอบถามเกษตรอำเภอ เพราะอาจเกี่ยวกับเงื่อนไขค่าขุดลอก

ขั้นที่ 3: สังเกตต้นที่รอดและต้นที่ไม่รอด

นี่คือจุดที่ต้องใช้ความอดทนที่สุด ต้นไม้ที่ถูกน้ำท่วมขังนานบางต้นแสดงอาการช้า ในวันแรกอาจดูเหมือนปกติแต่ใบเหลืองและร่วงตามมา ให้ใช้การสังเกตซ้ำเป็นระยะแทนการตัดสินครั้งเดียว

  • สัญญาณที่ต้นยังมีโอกาส เปลือกที่โคนยังชุ่มและไม่หลุดลอก ยอดหรือตาใหม่ยังสด กิ่งยังยืดหยุ่น
  • สัญญาณที่ควรกังวล ใบเหี่ยวเหลืองร่วงต่อเนื่อง เปลือกโคนนิ่มเปื่อยหรือมีกลิ่นเน่า กิ่งหักง่ายแห้งกรอบ ต้นเอียงเพราะรากถูกพัดหลุดจากดิน
  • จดผลการสังเกตเป็นรายแถวหรือรายต้นลงสมุดพร้อมวันที่ เช่น แถวไหนใบร่วง แถวไหนเปลือกโคนเสีย

จุดตัดสินใจที่สำคัญ คือ ถ้าอาการของต้นไม่ชัด อย่ารื้อหรือปลูกซ่อมเองทันที ให้รอให้เจ้าหน้าที่ประเมินก่อน เพราะการประเมินว่าต้นไม้ผล "เสียหายสิ้นเชิง" หรือ "ชะงักการเจริญเติบโตแต่ฟื้นฟูได้" เป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตามหลักเกณฑ์ ซึ่งผูกกับอัตราช่วยเหลือที่ต่างกัน

ขั้นที่ 4: ตัดแต่งอย่างมีจุดมุ่งหมาย

การตัดแต่งหลังน้ำท่วมมีเป้าหมายสองอย่าง คือ ลดภาระของต้นที่รากอ่อนแอให้เลี้ยงเรือนยอดที่ใหญ่เกินกำลัง และเอาส่วนที่เสียหายออกเพื่อไม่ให้เป็นจุดเริ่มต้นของโรค แต่การตัดหนักเกินไปในขณะที่ยังไม่ทราบว่าต้นรอดหรือไม่ อาจทำให้ต้นที่พอฟื้นได้เสียโอกาส

  • เริ่มจากกิ่งหัก กิ่งฉีก และกิ่งที่แห้งตายชัดเจน
  • ใช้อุปกรณ์ตัดแต่งที่สะอาด ฆ่าเชื้อตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ก่อนเปลี่ยนต้น ไม่ให้เชื้อติดจากต้นป่วยไปต้นดี
  • ตัดให้แผลเรียบ และเก็บเศษกิ่งออกนอกสวนหรือจัดการตามคำแนะนำ ไม่ปล่อยกองใกล้โคนต้น
  • ต้นที่อาการไม่ชัด ให้ตัดเฉพาะส่วนที่เสียแน่นอนก่อน แล้วสังเกตต่อ
  • การตัดแต่งต้องรอหลังถ่ายภาพต้นสภาพเดิมแล้ว เพื่อไม่ให้หลักฐานเปลี่ยนไป

ขั้นที่ 5: ไม่รีบใส่ปุ๋ยแรง

สัญชาตญาณของเจ้าของสวนคือ "ต้นอ่อนแอ ต้องบำรุง" แต่รากที่ถูกน้ำท่วมนานเสียหายและดูดธาตุอาหารได้ไม่เต็มที่ การใส่ปุ๋ยแรงในช่วงนี้อาจทำให้รากที่เหลือไหม้หรือทำให้ต้นแตกใบอ่อนที่รากยังเลี้ยงไม่ไหว เราไม่ระบุชื่อปุ๋ยหรือปริมาณ ให้ใช้หลักการต่อไปนี้

  • ปล่อยให้ดินหมาดและรากเริ่มฟื้นก่อน สังเกตว่ามีตาใหม่หรือรากใหม่ขึ้นหรือยัง
  • เมื่อต้องการให้ปุ๋ย ให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่เกษตรหรือส่งตรวจดินเพื่อกำหนดชนิดและอัตราให้เหมาะกับสภาพดินที่เปลี่ยนไปหลังน้ำท่วม
  • ถ้าตะกอนทับหน้าดิน ชนิดดินที่ผิวหน้าอาจเปลี่ยนไปจากเดิม จึงไม่ควรใช้สูตรเดิมที่เคยใช้โดยไม่ตรวจสอบ
  • อ่านฉลากผลิตภัณฑ์จริงทุกครั้งก่อนใช้ ห้ามผสมสารหลายชนิดเอง

ขั้นที่ 6: ระวังโรครากเน่า โคนเน่า (เชิงหลักการ)

ดินแฉะต่อเนื่องและรากที่บอบช้ำเป็นสภาพที่เชื้อราในดินชอบ อาการที่ควรเฝ้าดูคือ ใบเหลืองเหี่ยวทั้งที่ดินชื้น เปลือกโคนต้นช้ำเปื่อย มีน้ำเยิ้มหรือกลิ่นเหม็น และกิ่งแห้งไล่จากปลายเข้าหาลำต้น ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของรากเน่าหรือโคนเน่า แต่การวินิจฉัยโรคที่แน่ชัดต้องอาศัยเจ้าหน้าที่หรือการตรวจ จึงไม่ควรสรุปเอง

  • ถ่ายภาพอาการแล้วนำไปปรึกษาเกษตรอำเภอหรือหน่วยงานของกรมวิชาการเกษตรที่ใกล้ที่สุด
  • รักษาความสะอาดของอุปกรณ์ ไม่ใช้อุปกรณ์เดียวกันตัดหลายต้นโดยไม่ทำความสะอาด
  • ปรับการระบายน้ำให้โคนต้นไม่แฉะ ไม่พูนดินสูงทับโคนต้นหรือรากแก้ว
  • การใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชต้องเป็นไปตามฉลากและคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ บทความนี้ไม่ระบุชื่อสารหรือปริมาณ
  • ถ้าต้นเดียวมีอาการหนัก ควรแยกการเก็บเศษซากไม่ให้เชื้อกระจายไปต้นข้างเคียง

ขั้นที่ 7: ยื่นเรื่องขอความช่วยเหลือ

งานในสวนกับงานเอกสารต้องทำขนานกัน ตามข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร ลำดับคือ ตรวจสอบทะเบียนเกษตรกร แล้วยื่นแบบ กษ.01 ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ให้ผู้ใหญ่บ้าน องค์การบริหารส่วนตำบล หรือเทศบาลรับรอง จากนั้นเข้าร่วมประชาคมและติดตามประกาศผลตรวจสอบ เงื่อนไขสำคัญ คือ ต้องขึ้นทะเบียนหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนเกิดภัย พื้นที่ต้องอยู่ในเขตที่ผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศให้ความช่วยเหลือ และต้องเสียหายจริง ผู้ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนก่อนเกิดภัยจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ

ตามหลักเกณฑ์ที่ใช้กับภัยตั้งแต่ 21 สิงหาคม 2569 เป็นต้นไป ช่วยเหลือไม่เกินครัวเรือนละ 30 ไร่ โดยไม้ผลและไม้ยืนต้นที่เสียหายสิ้นเชิงได้ 6,800 บาท/ไร่ และที่ชะงักการเจริญเติบโตแต่ฟื้นฟูได้ 3,400 บาท/ไร่ ส่วนที่ดินที่มีดิน ทราย ตะกอนทับถมจนกลับมาใช้ไม่ได้ มีค่าขุดลอก 16,000 บาท/ไร่ ไม่เกิน 5 ไร่ ตัวเลขเหล่านี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ฯ พ.ศ. 2569 ฉบับประกาศ ยืนยันกับสำนักงานเกษตรอำเภอก่อน ถ้าต้องการอ่านรายละเอียดการเทียบอัตรา ให้ดูบทความเรื่องเยียวยาสวนผลไม้น้ำท่วมของเรา

ผังตัดสินใจ: ถ้าเจอแบบนี้ ให้ทำอย่างนี้

  • ถ้าน้ำยังขังอยู่และระบายออกไม่ได้ ให้ถ่ายภาพระดับน้ำ แล้วประสานเกษตรอำเภอหรือผู้นำท้องถิ่นเรื่องการสูบน้ำร่วมกัน อย่าเข้าไปในสวนที่น้ำไหลแรงหรือไฟฟ้าอาจรั่ว
  • ถ้าน้ำลดแล้วแต่ต้นยังดูเขียวดี ให้ถ่ายภาพ จดสภาพ และสังเกตซ้ำเป็นระยะ ยังไม่ต้องบำรุงหนัก
  • ถ้าเปลือกโคนต้นเปื่อยหรือมีกลิ่นเน่า ให้ถ่ายภาพ แล้วปรึกษาเจ้าหน้าที่ก่อนจัดการ
  • ถ้าต้นล้มหรือรากหลุดจากดิน ให้ถ่ายภาพก่อนเคลื่อนย้าย แจ้งเกษตรอำเภอ และขอคำแนะนำว่าควรประเมินก่อนรื้อหรือไม่
  • ถ้ายังไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร ให้สอบถามเกษตรอำเภอทันทีว่ามีช่องทางใดหรือไม่ แล้วเก็บหลักฐานต่อไปตามปกติ
  • ถ้าต้องใช้เงินทุนฟื้นฟูสวน ลูกค้า ธ.ก.ส. ที่ประสบภัยดูมาตรการสินเชื่อได้ ตามหัวข้อด้านล่าง

เงินทุนระหว่างรอผลช่วยเหลือ

ระหว่างที่รอผลประเมิน ค่าแรง ค่าซ่อมระบบน้ำ และค่าดูแลต้นไม้ยังต้องจ่าย ตามประกาศ ธ.ก.ส. สำหรับลูกค้าเกษตรกรที่ประสบภัยในปีบัญชี 2569/70 มีสินเชื่อฉุกเฉิน ดอกเบี้ย 0% นาน 6 เดือนแรก วงเงินไม่เกินรายละ 50,000 บาท ใช้ได้กับค่าใช้จ่ายฉุกเฉินในครัวเรือน ซ่อมบ้านหรือเครื่องมือ และทุนการผลิต และสินเชื่อฟื้นฟูและคุณภาพชีวิต ดอกเบี้ย MRR-2 ต่อปี ตามประกาศ ธ.ก.ส. วงเงินไม่เกินรายละ 500,000 บาท ชำระภายใน 15 ปี ยื่นที่สาขาที่เป็นลูกค้า หรือสอบถามที่ BAAC Contact Center 02 555 0555 ตลอด 24 ชั่วโมง เงินกู้ต้องชำระคืน จึงควรประเมินรายรับของสวนก่อนตัดสินใจ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เก็บกวาดและตัดแต่งก่อนถ่ายภาพความเสียหาย ทำให้ไม่มีหลักฐานสภาพเดิม
  • รดน้ำเพิ่มเพราะเห็นใบเหี่ยว ทั้งที่รากแช่น้ำเกินพออยู่แล้ว
  • ใส่ปุ๋ยแรงเพื่อเร่งต้นฟื้น ทั้งที่รากยังบอบช้ำ
  • ตัดแต่งหนักทั้งทรงพุ่มก่อนรู้ว่าต้นรอดหรือไม่
  • ใช้อุปกรณ์ตัดต้นป่วยแล้วตัดต้นดีต่อโดยไม่ทำความสะอาด ทำให้เชื้อกระจาย
  • ใช้สารกำจัดโรคโดยไม่ปรึกษาเจ้าหน้าที่และไม่อ่านฉลาก
  • ลืมว่าต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรก่อนเกิดภัย และไม่ตรวจสอบกับเกษตรอำเภอเรื่องสิทธิ์ของตนจนพลาดช่วงรับเรื่อง
  • รื้อต้นไม้ที่ตายก่อนให้เจ้าหน้าที่ประเมิน

สรุป

ลำดับงานสัปดาห์แรกคือ ถ่ายภาพก่อนเก็บกวาด ระบายน้ำ สังเกตต้นที่รอดและไม่รอด ตัดแต่งเฉพาะส่วนที่เสียชัดเจน ยังไม่ใส่ปุ๋ยแรง และเฝ้าระวังรากเน่าโคนเน่าเชิงหลักการ ควบคู่กับการตรวจทะเบียนเกษตรกรและยื่นแบบ กษ.01 ที่เกษตรอำเภอ บทความนี้ไม่ระบุสารเคมีหรือปริมาณ ให้ปรึกษากรมส่งเสริมการเกษตร กรมวิชาการเกษตร หรือเกษตรอำเภอ ข้อมูลเป็นไปตามประกาศที่อ้างอิง ณ วันที่ 6 ตุลาคม 2569

เรื่องปลูกพืชและดูแลสวนอื่น ๆ อ่านต่อได้ที่ หมวดปลูกพืช

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ — เอกสารหลักเกณฑ์ฯ พ.ศ. 2569 ฉบับประกาศ — "หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2569" ลงนามปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 21 สิงหาคม 2569 ข้อ 5.1 อัตราด้านพืช (www4.fisheries.go.th/local/file_document/20260824100414_1_file.pdf)
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร (DOAE) — เงื่อนไขขึ้นทะเบียนเกษตรกรและขั้นตอนยื่นแบบ กษ.01 (doaenews.doae.go.th/archives/34053)
  • 📄สำนักประชาสัมพันธ์ (PRD) — อัตราช่วยเหลือด้านพืชตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (prd.go.th)
  • 📄ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) — มาตรการสินเชื่อสำหรับลูกค้าที่ประสบภัย (baac.or.th/news/baacfloodpolicy2026)
  • 📄เว็บไซต์รัฐบาลไทย (thaigov.go.th) — มาตรการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (thaigov.go.th/th/news/169722)

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

หลังน้ำท่วมสวน ควรทำอะไรก่อน

ถ่ายภาพความเสียหายก่อนเก็บกวาด แล้วระบายน้ำออกจากแปลง จากนั้นสังเกตสภาพต้นเป็นระยะ ยังไม่ต้องรีบใส่ปุ๋ยแรง และแจ้งเกษตรอำเภอเพื่อขอรับการประเมิน

จะรู้ได้อย่างไรว่าต้นไม้ผลรอดหรือไม่รอด

ดูจากเปลือกโคนต้น ตาใหม่ และความยืดหยุ่นของกิ่ง แต่อาการอาจแสดงช้า จึงควรถ่ายภาพซ้ำเป็นระยะ และให้เจ้าหน้าที่เป็นผู้ประเมินความเสียหายตามหลักเกณฑ์

ควรใส่ปุ๋ยฟื้นฟูต้นทันทีหลังน้ำลดไหม

ไม่ควรรีบใส่ปุ๋ยแรง เพราะรากที่บอบช้ำยังดูดธาตุอาหารได้ไม่เต็มที่ ให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่เกษตรเรื่องชนิดและอัตราที่เหมาะกับสภาพดินของสวนคุณ บทความนี้ไม่ระบุชื่อปุ๋ยหรือปริมาณ

ตะกอนที่ทับหน้าดินต้องเกลี่ยออกเองไหม

อย่าเพิ่งจัดการเอง ให้ถ่ายภาพและสอบถามเกษตรอำเภอก่อน เพราะอาจเกี่ยวกับค่าขุดลอก 16,000 บาท/ไร่ ไม่เกิน 5 ไร่ ตามที่รัฐบาลแจ้ง ซึ่งต้องมีหลักฐานว่าที่ดินใช้ทำการเกษตรไม่ได้

ถ้าไม่ได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกรก่อนเกิดภัย ยังได้รับเงินช่วยเหลือไหม

ตามข้อมูลของกรมส่งเสริมการเกษตร ผู้ที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนก่อนเกิดภัยจะไม่ได้รับเงินช่วยเหลือ ให้สอบถามสำนักงานเกษตรอำเภอว่ามีช่องทางอื่นหรือไม่

ต้องยื่นเรื่องที่ไหนและใช้แบบอะไร

ยื่นแบบ กษ.01 ที่สำนักงานเกษตรอำเภอ ให้ผู้ใหญ่บ้าน อบต. หรือเทศบาลรับรอง แล้วติดตามประกาศผลตรวจสอบและการประชาคม วันปิดรับเรื่องเรายังไม่มีข้อมูลที่ตรวจสอบแล้ว ต้องสอบถามเกษตรอำเภอ