ปลูกพืชเผยแพร่ 20 กันยายน 2569

มะม่วงห่อผลตอนไหนดี ห่อช้าไปแล้วเป็นอะไร

ห่อผลมะม่วงตอนไหนดี คำตอบคือช่วงอายุผล 45-60 วันหลังดอกบาน พร้อมวิธีนับวัน ขั้นตอนพ่นสารก่อนห่อ การเลือกถุง และผลเสียเมื่อห่อช้าเกินจนผิวผลเสียแล้ว ครบทุกขั้น

มะม่วงห่อผลตอนไหนดี ห่อช้าไปแล้วเป็นอะไร

คำตอบสั้น ๆ

ห่อผลมะม่วงเมื่ออายุผล 45-60 วันหลังดอกบาน พร้อมขั้นตอนปลิดผล พ่นสารก่อนห่อ การเลือกชนิดถุง และผลเสียของการห่อเร็วเกินหรือช้าเกินที่แก้ย้อนหลังไม่ได้

คำตอบเร็ว: ห่อผลมะม่วงให้ได้ผิวสวยควรห่อช่วงผลอายุประมาณ 45-60 วันหลังดอกบาน หรือผลโตเท่าไข่ไก่ขึ้นไป (กว้างราว 4-5 เซนติเมตร) เพราะเป็นช่วงที่ผลผ่านระยะร่วงตามธรรมชาติมาแล้วและขั้วผลเหนียวพอจะรับน้ำหนักถุง ก่อนห่อต้องปลิดผลให้เหลือช่อละ 1-2 ผล พ่นสารป้องกันโรคและแมลงตามคำแนะนำบนฉลาก แล้วรอให้ผิวผลแห้งสนิทจึงสวมถุง ถ้าห่อช้ากว่า 65-70 วัน มักเจอผิวกร้านจากเพลี้ยไฟ รอยวางไข่ของแมลงวันผลไม้ หรือเชื้อแอนแทรคโนสที่ฝังตัวในผิวผลไปแล้ว ซึ่งถุงห่อแก้ย้อนหลังไม่ได้

สวนมะม่วงที่ขายเข้าล้งหรือส่งออกรู้ดีว่า ราคาที่ต่างกันสองถึงสามเท่าระหว่างเกรดส่งออกกับเกรดตลาดใน ไม่ได้มาจากความหวานอย่างเดียว แต่มาจาก "ผิวผล" เป็นหลัก มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่ผิวเหลืองสม่ำเสมอ ไม่มีจุดดำ ไม่มีรอยกร้านสีน้ำตาลจากเพลี้ยไฟ คือผลที่ถูกห่อถูกเวลา ส่วนผลที่ห่อช้าไปแค่สองสัปดาห์ เมื่อแกะถุงออกก่อนขายมักพบรอยตำหนิที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนห่อแล้วทั้งนั้น ปัญหาคือคำว่า "ห่อตอนผลเท่าไข่" ที่พูดต่อ ๆ กันมา ใช้ได้กับสวนที่ดอกบานพร้อมกัน แต่ในสวนจริงที่ดอกทยอยบานห่างกันเป็นเดือน การนับวันผิดคือสาเหตุที่ทำให้ห่อผิดจังหวะทั้งสวน

ห่อผลมะม่วงตอนไหน นับวันอย่างไรให้แม่น

ภาพประกอบ ห่อผลมะม่วงตอนไหน นับวันอย่างไรให้แม่น

หลักที่ใช้ได้จริงคือ นับจากวันดอกบาน (full bloom) ของแต่ละช่อ ไม่ใช่นับจากวันที่เห็นผลชัด เมื่อช่อดอกบานเต็มที่ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ของช่อ ให้ผูกริบบิ้นสีหรือปักป้ายบอกสัปดาห์ไว้ที่กิ่ง แล้วนับไปข้างหน้า ช่วงที่ควรลงมือห่อคือ

  • 45-60 วันหลังดอกบาน สำหรับพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองและน้ำดอกไม้เบอร์ 4 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ตลาดส่งออกให้ราคาตามผิวมากที่สุด
  • 50-60 วันหลังดอกบาน สำหรับมหาชนก ที่ต้องการผิวสีแดงอมส้มสม่ำเสมอ ห่อเร็วเกินไปสีจะซีด
  • 40-50 วันหลังดอกบาน สำหรับเขียวเสวยและฟ้าลั่นที่เก็บขายแบบมะม่วงดิบ เพราะรอบผลสั้นกว่าและตลาดดูที่ผิวเขียวนวลไม่มีรอยยางไหล

ถ้าไม่ได้ผูกป้ายไว้ ให้ใช้ขนาดผลเป็นตัวแทน โดยเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินหน้าสวนคือ ผลกว้างราว 4-5 เซนติเมตร ยาว 6-8 เซนติเมตร จับแล้วแน่นมือ ขั้วผลเริ่มมีสีเขียวเข้มและเหนียว ไม่ใช่ผลที่ยังมีเมือกใสติดมือ อีกสัญญาณที่ชาวสวนใช้กันคือ ผลเริ่ม "ตั้งไหล่" คือส่วนหัวผลด้านขั้วนูนขึ้นชัด ไม่เรียวแหลมเหมือนผลอ่อน

ทำไมต้องรอให้ผ่านช่วงผลร่วงก่อน

มะม่วงติดผลมากกว่าที่ต้นจะเลี้ยงไหวเสมอ หลังดอกบานประมาณ 20-40 วันจะมีช่วงสลัดผลอ่อนทิ้งตามธรรมชาติ บางช่อติด 20 ผลแล้วเหลือจริง 2-3 ผล ถ้าห่อตั้งแต่ผลเท่าหัวแม่มือ (ราววันที่ 25-30) เท่ากับจ่ายค่าถุงและค่าแรงให้ผลที่กำลังจะร่วงอยู่ดี ในสวนขนาด 10 ไร่ ส่วนต่างตรงนี้คิดเป็นถุงหลายหมื่นใบต่อรอบ ซึ่งเป็นต้นทุนที่หายไปเปล่า ๆ การรอให้ถึงวันที่ 45 จึงไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพผล แต่เป็นเรื่องการคุมต้นทุนด้วย

ตารางปฏิทินงานมะม่วง นับจากวันดอกบานถึงวันเก็บ

ช่วงเวลา (นับจากดอกบาน)ระยะของผลงานที่ต้องทำ
0-14 วันดอกโรย ติดผลขนาดหัวไม้ขีดระวังเพลี้ยจักจั่นและโรคราแป้ง ยังไม่ห่อ
15-30 วันผลเท่าหัวแม่มือ ช่วงผลร่วงตามธรรมชาติปล่อยให้ต้นสลัดผลเอง เริ่มวางแผนกำลังคน
30-40 วันผลเท่าไข่นกกระทาถึงไข่เป็ดเล็กปลิดผลให้เหลือช่อละ 1-2 ผล ตัดผลบิดเบี้ยวและผลที่มีรอยทิ้ง
43-50 วันผลเท่าไข่ไก่ ขั้วเหนียวพ่นสารป้องกันโรคและแมลงตามฉลาก รอผิวแห้ง
45-60 วันระยะห่อที่เหมาะที่สุดห่อถุง มัดปากถุงเหนือขั้ว ไม่รัดก้านผล
60-90 วันผลขยายเต็มที่ในถุงเดินตรวจถุงที่หลุด ฉีกขาด หรือมีน้ำขัง เปลี่ยนถุงเฉพาะใบที่เสีย
95-120 วันผลแก่พร้อมเก็บสุ่มแกะถุง 3-5 ผลเช็กไหล่ผลและสีเนื้อ ก่อนเก็บทั้งแปลง

ตัวเลขวันเก็บจะต่างกันตามพันธุ์และอากาศ โดยทั่วไปน้ำดอกไม้สีทองอยู่ราว 100-120 วันหลังดอกบาน เขียวเสวยที่เก็บขายดิบราว 95-110 วัน และมหาชนกราว 110-125 วัน ปีที่อากาศเย็นยาวผลจะแก่ช้ากว่าปกติได้ราวหนึ่งสัปดาห์ จึงควรสุ่มแกะผลเช็กก่อนตัดสินใจเก็บทั้งแปลงเสมอ

ขั้นตอนก่อนห่อ ต้องปลิดผลและพ่นอะไรบ้าง

  1. ปลิดผลก่อน 3-7 วัน เหลือช่อละ 1-2 ผล เลือกผลที่ก้านตรง ขั้วใหญ่ ไม่มีรอยยางไหลหรือรอยข่วนสีน้ำตาล ผลที่มีรอยอยู่แล้วห่อไปก็ไม่ได้เกรด
  2. ตัดใบที่เสียดสีผลออก ใบที่ถูลมกับผิวผลทั้งวันจะทำให้เกิดรอยด้านสีน้ำตาลใต้ถุง เป็นตำหนิที่ล้งตัดเกรดบ่อยที่สุดรองจากเพลี้ยไฟ
  3. พ่นสารป้องกันโรคและแมลงก่อนห่อ 1-2 วัน เป้าหมายหลักคือแอนแทรคโนส เพลี้ยไฟ และแมลงวันผลไม้ ให้เลือกสารที่ขึ้นทะเบียนสำหรับมะม่วง ใช้อัตราตามฉลากผลิตภัณฑ์ และดูระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยวบนฉลากให้ครบ หากไม่แน่ใจให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอหรือกรมวิชาการเกษตรก่อน ไม่ควรกะอัตราเอง
  4. รอผิวผลแห้งสนิท ห้ามห่อตอนผลยังเปียก เพราะความชื้นที่ค้างในถุงคือเงื่อนไขที่เชื้อราต้องการพอดี สวนที่รีบห่อตอนเช้าที่ยังมีน้ำค้างมักเจอผลเน่าคาถุงเป็นหย่อม
  5. ห่อช่วงเช้าหลังน้ำค้างแห้ง หรือช่วงบ่ายแก่ เลี่ยงแดดจัดเที่ยงวัน เพราะผิวผลที่ร้อนจัดแล้วถูกสวมถุงพลาสติกทันทีจะเกิดรอยไหม้แดด
  6. มัดปากถุงเหนือขั้ว ใช้ลวดหรือเชือกที่ติดมากับถุงรัดกิ่งเหนือขั้วผล ไม่ใช่รัดที่ก้านผลโดยตรง เพราะก้านที่ถูกรัดจะช้ำและผลร่วงภายในสองสัปดาห์

ถุงห่อมะม่วงมีแบบไหนบ้าง เลือกอย่างไรให้เหมาะกับตลาด

ภาพประกอบ ถุงห่อมะม่วงมีแบบไหนบ้าง เลือกอย่างไรให้เหมาะกับตลาด
ชนิดถุงจุดเด่นข้อจำกัดเหมาะกับ
ถุงคาร์บอนสองชั้น (ดำในน้ำตาลนอก)ผิวผลเนียน สีเหลืองทองสม่ำเสมอ กันน้ำได้ดีต้นทุนต่อใบสูงสุด ต้องห่อให้ตรงระยะจึงคุ้มน้ำดอกไม้สีทองส่งออก
ถุงกระดาษคาร์บอนชั้นเดียวราคากลาง ระบายอากาศดี น้ำหนักเบาเปื่อยเมื่อเจอฝนต่อเนื่อง ต้องเดินตรวจบ่อยมะม่วงเกรดตลาดบนในประเทศ
ถุงพลาสติกขาวขุ่นเจาะรูมุมล่างถูกที่สุด หาซื้อง่าย กันแมลงวันผลไม้ได้ร้อนสะสม เสี่ยงผลไหม้แดดถ้าไม่มีใบบังสวนขายตลาดท้องถิ่น
ถุงชานอ้อยหรือกระดาษรีไซเคิลต้นทุนต่ำ ย่อยสลายได้ความทนทานต่ำ เปียกแล้วขาดสวนอินทรีย์ขนาดเล็ก

ถ้าปลายทางคือล้งส่งออก ถุงคาร์บอนสองชั้นคือมาตรฐานที่ผู้รับซื้อคุ้นเคย เพราะชั้นในสีดำตัดแสงทำให้ผิวไม่เกิดสีเขียวด่าง ส่วนสวนที่ขายตลาดในพื้นที่ใช้ถุงพลาสติกเจาะรูได้ แต่ต้องเลือกผลที่มีใบบังแดดด้านบน และหลีกเลี่ยงการห่อผลที่อยู่ปลายกิ่งด้านทิศตะวันตกซึ่งโดนแดดบ่ายเต็ม ๆ เรื่องนี้เป็นจุดที่ทำให้สวนมือใหม่เสียผลไปทั้งแถวโดยไม่รู้สาเหตุ

ห่อเร็วเกินไปแล้วเกิดอะไรขึ้น

  • เสียถุงฟรีกับผลที่จะร่วงอยู่แล้ว ถ้าห่อก่อนวันที่ 35-40 ผลจำนวนมากยังอยู่ในช่วงสลัดทิ้งตามธรรมชาติ
  • ขั้วผลช้ำจากน้ำหนักถุงและแรงลม ผลอ่อนมีก้านเปราะ เมื่อถุงรับลมเหมือนใบเรือ แรงสะบัดจะทำให้ขั้วฉีกและผลร่วงในหนึ่งถึงสองสัปดาห์
  • ผิวไหม้จากความร้อนสะสม ผิวผลอ่อนบางกว่าผลที่อายุ 45 วันขึ้นไป โดนความร้อนในถุงพลาสติกแล้วเกิดรอยด่างสีน้ำตาลถาวร
  • ผลโตไม่เต็มที่ การห่อเร็วบางกรณีทำให้ผลได้รับแสงน้อยตั้งแต่ระยะขยายขนาด ขนาดผลเฉลี่ยตกลงกว่าที่ควร
  • สีผิวซีดเกินไปในพันธุ์ที่ต้องการสี มหาชนกที่ห่อเร็วมักได้สีส้มอมชมพูจาง ไม่เข้มตามที่ตลาดต้องการ

ห่อช้าไปแล้วเป็นอะไร

นี่คือความเสียหายที่พบบ่อยกว่าและแก้ย้อนหลังไม่ได้ เพราะรอยทุกอย่างที่เกิดก่อนสวมถุงจะติดอยู่บนผิวผลจนถึงวันเก็บ

  • ผิวกร้านสีน้ำตาลเป็นวงรอบขั้วจากเพลี้ยไฟ เพลี้ยไฟเข้าทำลายผลอ่อนตั้งแต่ช่วง 30-50 วัน ถ้าห่อหลังจากนั้นเท่ากับห่อปิดรอยไว้เฉย ๆ ล้งจะตัดเป็นเกรดรองทันที
  • หนอนแมลงวันผลไม้อยู่ในถุง แมลงวันผลไม้วางไข่ใต้ผิวผลตั้งแต่ก่อนห่อ เมื่อสวมถุงทับ ไข่ฟักเป็นหนอนกินอยู่ข้างใน เปิดถุงตอนเก็บจึงพบผลเละทั้งที่ถุงยังสมบูรณ์
  • แอนแทรคโนสแสดงอาการตอนผลสุก สปอร์เชื้อราเกาะผิวผลตั้งแต่ช่วงฝนแรก ห่อทับแล้วอาการยังไม่ออก แต่จะขึ้นเป็นจุดดำยุบตอนผลเริ่มสุกที่ปลายทาง กลายเป็นปัญหาการเคลมกับผู้รับซื้อ
  • ผลใหญ่เกินถุงและเบียดกัน ห่อตอนผลโตเกินไปทำให้ผลเสียดสีกับถุงจนเป็นรอยด้าน และมัดปากถุงยาก หลุดง่ายเมื่อลมแรง
  • สีผิวไม่เปลี่ยนตามต้องการ การห่อทำให้ผิวเปลี่ยนสีได้ต้องใช้เวลาอยู่ในถุงต่อเนื่องราว 45-60 วันก่อนเก็บ ห่อช้าเหลือเวลาแค่ 30 วัน ผิวจะยังเขียวด่างไม่สม่ำเสมอ
  • ยางไหลเป็นรอยเส้นบนผิว ผลที่ผ่านลมแรงหรือถูกใบครูดนานก่อนห่อ จะมีรอยยางแห้งสีน้ำตาล ซึ่งล้างไม่ออกและไม่หายไปแม้ห่อภายหลัง

สรุปเป็นหลักง่าย ๆ คือ ถุงห่อเป็นเครื่องมือ "ป้องกัน" ไม่ใช่เครื่องมือ "รักษา" ทุกวันที่ปล่อยให้ผลเปลือยเปล่าหลังวันที่ 60 คือวันที่เปิดโอกาสให้ศัตรูพืชทำงานแทนเรา

เช็กลิสต์วันลงมือห่อผล

ภาพประกอบ เช็กลิสต์วันลงมือห่อผล
  • ผลในแปลงส่วนใหญ่อายุ 45 วันขึ้นไปนับจากดอกบาน และโตเท่าไข่ไก่แล้ว
  • ปลิดผลเสร็จแล้วอย่างน้อย 3 วัน เหลือช่อละ 1-2 ผล
  • พ่นสารป้องกันโรคและแมลงแล้วตามอัตราบนฉลาก และผิวผลแห้งสนิท
  • ถุงเตรียมพอกับจำนวนผลที่เหลือจริง บวกสำรองราว 10 เปอร์เซ็นต์สำหรับเปลี่ยนใบที่เสีย
  • มีบันไดหรือแท่นยืนที่มั่นคงสำหรับห่อผลบนยอด ไม่โน้มกิ่งลงมาเพราะกิ่งจะฉีก
  • วางแผนกำลังคนให้ห่อทั้งแปลงจบภายใน 5-7 วัน ไม่ลากยาวจนผลชุดหลังเลยระยะ
  • จดวันห่อของแต่ละแปลงย่อยไว้ เพื่อใช้คำนวณวันเก็บและวางคิวส่ง ตลาดและผู้รับซื้อ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาห่อผลมะม่วง

  • ห่อทั้งสวนวันเดียวโดยไม่แยกช่อ ในสวนที่ดอกบานห่างกันเป็นเดือน การห่อรวดเดียวทำให้ผลชุดแรกช้าไปและชุดหลังเร็วไปพร้อมกัน ควรแบ่งห่อเป็นรอบตามสีริบบิ้นที่ผูกไว้
  • ไม่พ่นสารก่อนห่อเพราะคิดว่าถุงกันได้ทุกอย่าง ถุงกันแมลงที่จะมาใหม่ได้ แต่กันเชื้อและไข่ที่ติดผิวมาก่อนแล้วไม่ได้
  • ห่อตอนผลเปียกน้ำค้างหรือหลังฝนทันที ทำให้เกิดผลเน่าคาถุง พบมากในถุงพลาสติกที่ไม่เจาะรูระบายน้ำที่มุมล่าง
  • รัดปากถุงที่ก้านผลโดยตรง ก้านช้ำแล้วผลร่วงทั้งที่ถุงยังอยู่บนกิ่ง
  • ใช้ถุงเก่าซ้ำโดยไม่คัด ถุงที่เคยห่อผลเป็นโรคมีสปอร์ติดอยู่ ถ้าจะใช้ซ้ำต้องเลือกเฉพาะใบที่แห้งสะอาดและไม่มีคราบดำ
  • ไม่เดินตรวจถุงหลังลมแรง ถุงที่หลุดหรือฉีกแล้วไม่ได้เปลี่ยน คือช่องทางให้แมลงวันผลไม้เข้าถึงผลในช่วงที่ผลใกล้แก่ซึ่งเป็นช่วงที่แมลงชอบที่สุด

สวนที่จัดการโรคและแมลงได้ดีมักเป็นสวนที่จดบันทึกวันดอกบาน วันพ่นสาร และวันห่อไว้ครบ ทำให้ย้อนดูได้ว่าปีไหนพลาดตรงไหน อ่านแนวทางจัดการศัตรูพืชอื่น ๆ เพิ่มได้ที่หมวด โรคและแมลงศัตรูพืช และดูเทคนิคการปลูกไม้ผลอื่นในหมวด ปลูกพืช

สรุป

จังหวะห่อผลมะม่วงที่ให้ผลคุ้มที่สุดคือช่วงอายุผล 45-60 วันหลังดอกบาน ซึ่งผ่านช่วงผลร่วงตามธรรมชาติแล้วและขั้วผลเหนียวพอ การห่อเร็วเกินไปทำให้เสียถุงกับผลที่จะร่วงและเสี่ยงผิวไหม้ ส่วนการห่อช้ากว่า 65-70 วันคือการปิดทับความเสียหายที่เกิดไปแล้วทั้งรอยเพลี้ยไฟ ไข่แมลงวันผลไม้ และเชื้อแอนแทรคโนส หัวใจจึงอยู่ที่การจดวันดอกบานรายช่อ ปลิดผลและพ่นสารตามฉลากก่อนห่อ แล้วเลือกชนิดถุงให้ตรงกับตลาดปลายทางที่จะขาย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมวิชาการเกษตร — คำแนะนำการผลิตมะม่วงคุณภาพ การจัดการศัตรูพืช และสารที่ขึ้นทะเบียนให้ใช้กับมะม่วงพร้อมอัตราและระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยว
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — เอกสารส่งเสริมการห่อผลไม้ ปฏิทินการปฏิบัติงานในสวนมะม่วง และการติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่
  • 📄สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) — มาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับมะม่วงและหลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ที่ผู้ส่งออกใช้ตัดเกรด
  • 📄สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) — ข้อมูลราคาและสถานการณ์การผลิตมะม่วงรายเดือนสำหรับวางแผนช่วงเก็บเกี่ยว

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ถ้าจำวันดอกบานไม่ได้ ใช้อะไรตัดสินใจแทน

ใช้ขนาดและลักษณะผลแทนได้ โดยดูว่าผลกว้างประมาณ 4-5 เซนติเมตร จับแล้วแน่นมือ ขั้วผลเขียวเข้มและเหนียว ส่วนหัวผลด้านขั้วเริ่มนูนไม่เรียวแหลม ถ้าผลยังนิ่มและมีเมือกใสแสดงว่ายังเร็วไป ให้รออีก 7-10 วัน และคราวหน้าควรผูกริบบิ้นบอกสัปดาห์ไว้ตั้งแต่ดอกบานเพื่อให้นับวันได้แม่นขึ้น

ห่อผลแล้วยังต้องพ่นสารอีกไหม

ยังต้องดูแลต้นและใบต่อ เพราะเพลี้ยไฟ ไรแดง และโรคราดำยังทำลายใบและกิ่งได้ ซึ่งกระทบการเลี้ยงผล แต่การพ่นลงผลโดยตรงจะลดลงมากเพราะผลอยู่ในถุงแล้ว ให้เน้นพ่นตามคำแนะนำสำหรับใบและยอดอ่อน และตรวจระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยวบนฉลากทุกครั้งก่อนพ่นในช่วงใกล้เก็บ

ถุงห่อมะม่วงใช้ซ้ำได้กี่รอบ

ถุงคาร์บอนสองชั้นคุณภาพดีมักใช้ได้ 2-3 รอบถ้าเก็บดี คือผึ่งให้แห้งสนิท เก็บในที่ไม่โดนแดดและไม่มีความชื้น ก่อนใช้ซ้ำต้องคัดใบที่มีคราบดำ รอยฉีก หรือเคยห่อผลที่เป็นโรคออกทิ้ง ส่วนถุงกระดาษชั้นเดียวและถุงชานอ้อยโดยทั่วไปใช้ได้รอบเดียวเพราะเปื่อยเร็วเมื่อเจอฝน

มะม่วงกินเองในบ้านจำเป็นต้องห่อไหม

ถ้าปลูกกินเองไม่ได้เน้นผิวสวย การห่อยังมีประโยชน์ตรงที่กันแมลงวันผลไม้ซึ่งทำให้ผลเละจนกินไม่ได้ โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ใกล้สวนผลไม้อื่น ใช้ถุงพลาสติกขาวขุ่นเจาะรูมุมล่างหรือถุงกระดาษก็พอ ห่อเฉพาะผลที่ตั้งใจจะเก็บกินจริง ไม่ต้องห่อทั้งต้น

ห่อผลแล้วมะม่วงจะหวานขึ้นหรือไม่

การห่อมีผลต่อผิวและการลดตำหนิเป็นหลัก ส่วนความหวานขึ้นกับพันธุ์ ความสมบูรณ์ของต้น การให้น้ำและปุ๋ยช่วงสะสมอาหาร และอายุเก็บเกี่ยวมากกว่า ผลที่ห่อแล้วเก็บเร็วเกินไปก็ยังไม่หวาน ดังนั้นควรสุ่มแกะผลเช็กสีเนื้อและไหล่ผลก่อนกำหนดวันเก็บทั้งแปลง

ห่อผลแล้วเจอถุงหลุดหรือฉีกควรทำอย่างไร

ควรเดินตรวจแปลงหลังลมแรงหรือฝนตกหนักทุกครั้ง ถุงที่หลุดหรือฉีกให้เปลี่ยนใบใหม่ทันทีถ้าผลยังไม่มีรอยเสียหาย แต่ถ้าพบรอยเจาะของแมลงวันผลไม้แล้วควรเก็บผลนั้นออกจากแปลงไปทำลาย ไม่ทิ้งไว้ใต้ต้นเพราะจะกลายเป็นแหล่งขยายพันธุ์ของแมลงในรอบถัดไป