คำตอบสั้น ๆ
ห่อผลมะม่วงเมื่ออายุผล 45-60 วันหลังดอกบาน พร้อมขั้นตอนปลิดผล พ่นสารก่อนห่อ การเลือกชนิดถุง และผลเสียของการห่อเร็วเกินหรือช้าเกินที่แก้ย้อนหลังไม่ได้
คำตอบเร็ว: ห่อผลมะม่วงให้ได้ผิวสวยควรห่อช่วงผลอายุประมาณ 45-60 วันหลังดอกบาน หรือผลโตเท่าไข่ไก่ขึ้นไป (กว้างราว 4-5 เซนติเมตร) เพราะเป็นช่วงที่ผลผ่านระยะร่วงตามธรรมชาติมาแล้วและขั้วผลเหนียวพอจะรับน้ำหนักถุง ก่อนห่อต้องปลิดผลให้เหลือช่อละ 1-2 ผล พ่นสารป้องกันโรคและแมลงตามคำแนะนำบนฉลาก แล้วรอให้ผิวผลแห้งสนิทจึงสวมถุง ถ้าห่อช้ากว่า 65-70 วัน มักเจอผิวกร้านจากเพลี้ยไฟ รอยวางไข่ของแมลงวันผลไม้ หรือเชื้อแอนแทรคโนสที่ฝังตัวในผิวผลไปแล้ว ซึ่งถุงห่อแก้ย้อนหลังไม่ได้
สวนมะม่วงที่ขายเข้าล้งหรือส่งออกรู้ดีว่า ราคาที่ต่างกันสองถึงสามเท่าระหว่างเกรดส่งออกกับเกรดตลาดใน ไม่ได้มาจากความหวานอย่างเดียว แต่มาจาก "ผิวผล" เป็นหลัก มะม่วงน้ำดอกไม้สีทองที่ผิวเหลืองสม่ำเสมอ ไม่มีจุดดำ ไม่มีรอยกร้านสีน้ำตาลจากเพลี้ยไฟ คือผลที่ถูกห่อถูกเวลา ส่วนผลที่ห่อช้าไปแค่สองสัปดาห์ เมื่อแกะถุงออกก่อนขายมักพบรอยตำหนิที่เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อนห่อแล้วทั้งนั้น ปัญหาคือคำว่า "ห่อตอนผลเท่าไข่" ที่พูดต่อ ๆ กันมา ใช้ได้กับสวนที่ดอกบานพร้อมกัน แต่ในสวนจริงที่ดอกทยอยบานห่างกันเป็นเดือน การนับวันผิดคือสาเหตุที่ทำให้ห่อผิดจังหวะทั้งสวน
ห่อผลมะม่วงตอนไหน นับวันอย่างไรให้แม่น
หลักที่ใช้ได้จริงคือ นับจากวันดอกบาน (full bloom) ของแต่ละช่อ ไม่ใช่นับจากวันที่เห็นผลชัด เมื่อช่อดอกบานเต็มที่ประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ของช่อ ให้ผูกริบบิ้นสีหรือปักป้ายบอกสัปดาห์ไว้ที่กิ่ง แล้วนับไปข้างหน้า ช่วงที่ควรลงมือห่อคือ
- 45-60 วันหลังดอกบาน สำหรับพันธุ์น้ำดอกไม้สีทองและน้ำดอกไม้เบอร์ 4 ซึ่งเป็นพันธุ์ที่ตลาดส่งออกให้ราคาตามผิวมากที่สุด
- 50-60 วันหลังดอกบาน สำหรับมหาชนก ที่ต้องการผิวสีแดงอมส้มสม่ำเสมอ ห่อเร็วเกินไปสีจะซีด
- 40-50 วันหลังดอกบาน สำหรับเขียวเสวยและฟ้าลั่นที่เก็บขายแบบมะม่วงดิบ เพราะรอบผลสั้นกว่าและตลาดดูที่ผิวเขียวนวลไม่มีรอยยางไหล
ถ้าไม่ได้ผูกป้ายไว้ ให้ใช้ขนาดผลเป็นตัวแทน โดยเกณฑ์ที่ใช้ตัดสินหน้าสวนคือ ผลกว้างราว 4-5 เซนติเมตร ยาว 6-8 เซนติเมตร จับแล้วแน่นมือ ขั้วผลเริ่มมีสีเขียวเข้มและเหนียว ไม่ใช่ผลที่ยังมีเมือกใสติดมือ อีกสัญญาณที่ชาวสวนใช้กันคือ ผลเริ่ม "ตั้งไหล่" คือส่วนหัวผลด้านขั้วนูนขึ้นชัด ไม่เรียวแหลมเหมือนผลอ่อน
ทำไมต้องรอให้ผ่านช่วงผลร่วงก่อน
มะม่วงติดผลมากกว่าที่ต้นจะเลี้ยงไหวเสมอ หลังดอกบานประมาณ 20-40 วันจะมีช่วงสลัดผลอ่อนทิ้งตามธรรมชาติ บางช่อติด 20 ผลแล้วเหลือจริง 2-3 ผล ถ้าห่อตั้งแต่ผลเท่าหัวแม่มือ (ราววันที่ 25-30) เท่ากับจ่ายค่าถุงและค่าแรงให้ผลที่กำลังจะร่วงอยู่ดี ในสวนขนาด 10 ไร่ ส่วนต่างตรงนี้คิดเป็นถุงหลายหมื่นใบต่อรอบ ซึ่งเป็นต้นทุนที่หายไปเปล่า ๆ การรอให้ถึงวันที่ 45 จึงไม่ใช่แค่เรื่องคุณภาพผล แต่เป็นเรื่องการคุมต้นทุนด้วย
ตารางปฏิทินงานมะม่วง นับจากวันดอกบานถึงวันเก็บ
| ช่วงเวลา (นับจากดอกบาน) | ระยะของผล | งานที่ต้องทำ |
|---|---|---|
| 0-14 วัน | ดอกโรย ติดผลขนาดหัวไม้ขีด | ระวังเพลี้ยจักจั่นและโรคราแป้ง ยังไม่ห่อ |
| 15-30 วัน | ผลเท่าหัวแม่มือ ช่วงผลร่วงตามธรรมชาติ | ปล่อยให้ต้นสลัดผลเอง เริ่มวางแผนกำลังคน |
| 30-40 วัน | ผลเท่าไข่นกกระทาถึงไข่เป็ดเล็ก | ปลิดผลให้เหลือช่อละ 1-2 ผล ตัดผลบิดเบี้ยวและผลที่มีรอยทิ้ง |
| 43-50 วัน | ผลเท่าไข่ไก่ ขั้วเหนียว | พ่นสารป้องกันโรคและแมลงตามฉลาก รอผิวแห้ง |
| 45-60 วัน | ระยะห่อที่เหมาะที่สุด | ห่อถุง มัดปากถุงเหนือขั้ว ไม่รัดก้านผล |
| 60-90 วัน | ผลขยายเต็มที่ในถุง | เดินตรวจถุงที่หลุด ฉีกขาด หรือมีน้ำขัง เปลี่ยนถุงเฉพาะใบที่เสีย |
| 95-120 วัน | ผลแก่พร้อมเก็บ | สุ่มแกะถุง 3-5 ผลเช็กไหล่ผลและสีเนื้อ ก่อนเก็บทั้งแปลง |
ตัวเลขวันเก็บจะต่างกันตามพันธุ์และอากาศ โดยทั่วไปน้ำดอกไม้สีทองอยู่ราว 100-120 วันหลังดอกบาน เขียวเสวยที่เก็บขายดิบราว 95-110 วัน และมหาชนกราว 110-125 วัน ปีที่อากาศเย็นยาวผลจะแก่ช้ากว่าปกติได้ราวหนึ่งสัปดาห์ จึงควรสุ่มแกะผลเช็กก่อนตัดสินใจเก็บทั้งแปลงเสมอ
ขั้นตอนก่อนห่อ ต้องปลิดผลและพ่นอะไรบ้าง
- ปลิดผลก่อน 3-7 วัน เหลือช่อละ 1-2 ผล เลือกผลที่ก้านตรง ขั้วใหญ่ ไม่มีรอยยางไหลหรือรอยข่วนสีน้ำตาล ผลที่มีรอยอยู่แล้วห่อไปก็ไม่ได้เกรด
- ตัดใบที่เสียดสีผลออก ใบที่ถูลมกับผิวผลทั้งวันจะทำให้เกิดรอยด้านสีน้ำตาลใต้ถุง เป็นตำหนิที่ล้งตัดเกรดบ่อยที่สุดรองจากเพลี้ยไฟ
- พ่นสารป้องกันโรคและแมลงก่อนห่อ 1-2 วัน เป้าหมายหลักคือแอนแทรคโนส เพลี้ยไฟ และแมลงวันผลไม้ ให้เลือกสารที่ขึ้นทะเบียนสำหรับมะม่วง ใช้อัตราตามฉลากผลิตภัณฑ์ และดูระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยวบนฉลากให้ครบ หากไม่แน่ใจให้ปรึกษาเจ้าหน้าที่เกษตรอำเภอหรือกรมวิชาการเกษตรก่อน ไม่ควรกะอัตราเอง
- รอผิวผลแห้งสนิท ห้ามห่อตอนผลยังเปียก เพราะความชื้นที่ค้างในถุงคือเงื่อนไขที่เชื้อราต้องการพอดี สวนที่รีบห่อตอนเช้าที่ยังมีน้ำค้างมักเจอผลเน่าคาถุงเป็นหย่อม
- ห่อช่วงเช้าหลังน้ำค้างแห้ง หรือช่วงบ่ายแก่ เลี่ยงแดดจัดเที่ยงวัน เพราะผิวผลที่ร้อนจัดแล้วถูกสวมถุงพลาสติกทันทีจะเกิดรอยไหม้แดด
- มัดปากถุงเหนือขั้ว ใช้ลวดหรือเชือกที่ติดมากับถุงรัดกิ่งเหนือขั้วผล ไม่ใช่รัดที่ก้านผลโดยตรง เพราะก้านที่ถูกรัดจะช้ำและผลร่วงภายในสองสัปดาห์
ถุงห่อมะม่วงมีแบบไหนบ้าง เลือกอย่างไรให้เหมาะกับตลาด
| ชนิดถุง | จุดเด่น | ข้อจำกัด | เหมาะกับ |
|---|---|---|---|
| ถุงคาร์บอนสองชั้น (ดำในน้ำตาลนอก) | ผิวผลเนียน สีเหลืองทองสม่ำเสมอ กันน้ำได้ดี | ต้นทุนต่อใบสูงสุด ต้องห่อให้ตรงระยะจึงคุ้ม | น้ำดอกไม้สีทองส่งออก |
| ถุงกระดาษคาร์บอนชั้นเดียว | ราคากลาง ระบายอากาศดี น้ำหนักเบา | เปื่อยเมื่อเจอฝนต่อเนื่อง ต้องเดินตรวจบ่อย | มะม่วงเกรดตลาดบนในประเทศ |
| ถุงพลาสติกขาวขุ่นเจาะรูมุมล่าง | ถูกที่สุด หาซื้อง่าย กันแมลงวันผลไม้ได้ | ร้อนสะสม เสี่ยงผลไหม้แดดถ้าไม่มีใบบัง | สวนขายตลาดท้องถิ่น |
| ถุงชานอ้อยหรือกระดาษรีไซเคิล | ต้นทุนต่ำ ย่อยสลายได้ | ความทนทานต่ำ เปียกแล้วขาด | สวนอินทรีย์ขนาดเล็ก |
ถ้าปลายทางคือล้งส่งออก ถุงคาร์บอนสองชั้นคือมาตรฐานที่ผู้รับซื้อคุ้นเคย เพราะชั้นในสีดำตัดแสงทำให้ผิวไม่เกิดสีเขียวด่าง ส่วนสวนที่ขายตลาดในพื้นที่ใช้ถุงพลาสติกเจาะรูได้ แต่ต้องเลือกผลที่มีใบบังแดดด้านบน และหลีกเลี่ยงการห่อผลที่อยู่ปลายกิ่งด้านทิศตะวันตกซึ่งโดนแดดบ่ายเต็ม ๆ เรื่องนี้เป็นจุดที่ทำให้สวนมือใหม่เสียผลไปทั้งแถวโดยไม่รู้สาเหตุ
ห่อเร็วเกินไปแล้วเกิดอะไรขึ้น
- เสียถุงฟรีกับผลที่จะร่วงอยู่แล้ว ถ้าห่อก่อนวันที่ 35-40 ผลจำนวนมากยังอยู่ในช่วงสลัดทิ้งตามธรรมชาติ
- ขั้วผลช้ำจากน้ำหนักถุงและแรงลม ผลอ่อนมีก้านเปราะ เมื่อถุงรับลมเหมือนใบเรือ แรงสะบัดจะทำให้ขั้วฉีกและผลร่วงในหนึ่งถึงสองสัปดาห์
- ผิวไหม้จากความร้อนสะสม ผิวผลอ่อนบางกว่าผลที่อายุ 45 วันขึ้นไป โดนความร้อนในถุงพลาสติกแล้วเกิดรอยด่างสีน้ำตาลถาวร
- ผลโตไม่เต็มที่ การห่อเร็วบางกรณีทำให้ผลได้รับแสงน้อยตั้งแต่ระยะขยายขนาด ขนาดผลเฉลี่ยตกลงกว่าที่ควร
- สีผิวซีดเกินไปในพันธุ์ที่ต้องการสี มหาชนกที่ห่อเร็วมักได้สีส้มอมชมพูจาง ไม่เข้มตามที่ตลาดต้องการ
ห่อช้าไปแล้วเป็นอะไร
นี่คือความเสียหายที่พบบ่อยกว่าและแก้ย้อนหลังไม่ได้ เพราะรอยทุกอย่างที่เกิดก่อนสวมถุงจะติดอยู่บนผิวผลจนถึงวันเก็บ
- ผิวกร้านสีน้ำตาลเป็นวงรอบขั้วจากเพลี้ยไฟ เพลี้ยไฟเข้าทำลายผลอ่อนตั้งแต่ช่วง 30-50 วัน ถ้าห่อหลังจากนั้นเท่ากับห่อปิดรอยไว้เฉย ๆ ล้งจะตัดเป็นเกรดรองทันที
- หนอนแมลงวันผลไม้อยู่ในถุง แมลงวันผลไม้วางไข่ใต้ผิวผลตั้งแต่ก่อนห่อ เมื่อสวมถุงทับ ไข่ฟักเป็นหนอนกินอยู่ข้างใน เปิดถุงตอนเก็บจึงพบผลเละทั้งที่ถุงยังสมบูรณ์
- แอนแทรคโนสแสดงอาการตอนผลสุก สปอร์เชื้อราเกาะผิวผลตั้งแต่ช่วงฝนแรก ห่อทับแล้วอาการยังไม่ออก แต่จะขึ้นเป็นจุดดำยุบตอนผลเริ่มสุกที่ปลายทาง กลายเป็นปัญหาการเคลมกับผู้รับซื้อ
- ผลใหญ่เกินถุงและเบียดกัน ห่อตอนผลโตเกินไปทำให้ผลเสียดสีกับถุงจนเป็นรอยด้าน และมัดปากถุงยาก หลุดง่ายเมื่อลมแรง
- สีผิวไม่เปลี่ยนตามต้องการ การห่อทำให้ผิวเปลี่ยนสีได้ต้องใช้เวลาอยู่ในถุงต่อเนื่องราว 45-60 วันก่อนเก็บ ห่อช้าเหลือเวลาแค่ 30 วัน ผิวจะยังเขียวด่างไม่สม่ำเสมอ
- ยางไหลเป็นรอยเส้นบนผิว ผลที่ผ่านลมแรงหรือถูกใบครูดนานก่อนห่อ จะมีรอยยางแห้งสีน้ำตาล ซึ่งล้างไม่ออกและไม่หายไปแม้ห่อภายหลัง
สรุปเป็นหลักง่าย ๆ คือ ถุงห่อเป็นเครื่องมือ "ป้องกัน" ไม่ใช่เครื่องมือ "รักษา" ทุกวันที่ปล่อยให้ผลเปลือยเปล่าหลังวันที่ 60 คือวันที่เปิดโอกาสให้ศัตรูพืชทำงานแทนเรา
เช็กลิสต์วันลงมือห่อผล
- ผลในแปลงส่วนใหญ่อายุ 45 วันขึ้นไปนับจากดอกบาน และโตเท่าไข่ไก่แล้ว
- ปลิดผลเสร็จแล้วอย่างน้อย 3 วัน เหลือช่อละ 1-2 ผล
- พ่นสารป้องกันโรคและแมลงแล้วตามอัตราบนฉลาก และผิวผลแห้งสนิท
- ถุงเตรียมพอกับจำนวนผลที่เหลือจริง บวกสำรองราว 10 เปอร์เซ็นต์สำหรับเปลี่ยนใบที่เสีย
- มีบันไดหรือแท่นยืนที่มั่นคงสำหรับห่อผลบนยอด ไม่โน้มกิ่งลงมาเพราะกิ่งจะฉีก
- วางแผนกำลังคนให้ห่อทั้งแปลงจบภายใน 5-7 วัน ไม่ลากยาวจนผลชุดหลังเลยระยะ
- จดวันห่อของแต่ละแปลงย่อยไว้ เพื่อใช้คำนวณวันเก็บและวางคิวส่ง ตลาดและผู้รับซื้อ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเวลาห่อผลมะม่วง
- ห่อทั้งสวนวันเดียวโดยไม่แยกช่อ ในสวนที่ดอกบานห่างกันเป็นเดือน การห่อรวดเดียวทำให้ผลชุดแรกช้าไปและชุดหลังเร็วไปพร้อมกัน ควรแบ่งห่อเป็นรอบตามสีริบบิ้นที่ผูกไว้
- ไม่พ่นสารก่อนห่อเพราะคิดว่าถุงกันได้ทุกอย่าง ถุงกันแมลงที่จะมาใหม่ได้ แต่กันเชื้อและไข่ที่ติดผิวมาก่อนแล้วไม่ได้
- ห่อตอนผลเปียกน้ำค้างหรือหลังฝนทันที ทำให้เกิดผลเน่าคาถุง พบมากในถุงพลาสติกที่ไม่เจาะรูระบายน้ำที่มุมล่าง
- รัดปากถุงที่ก้านผลโดยตรง ก้านช้ำแล้วผลร่วงทั้งที่ถุงยังอยู่บนกิ่ง
- ใช้ถุงเก่าซ้ำโดยไม่คัด ถุงที่เคยห่อผลเป็นโรคมีสปอร์ติดอยู่ ถ้าจะใช้ซ้ำต้องเลือกเฉพาะใบที่แห้งสะอาดและไม่มีคราบดำ
- ไม่เดินตรวจถุงหลังลมแรง ถุงที่หลุดหรือฉีกแล้วไม่ได้เปลี่ยน คือช่องทางให้แมลงวันผลไม้เข้าถึงผลในช่วงที่ผลใกล้แก่ซึ่งเป็นช่วงที่แมลงชอบที่สุด
สวนที่จัดการโรคและแมลงได้ดีมักเป็นสวนที่จดบันทึกวันดอกบาน วันพ่นสาร และวันห่อไว้ครบ ทำให้ย้อนดูได้ว่าปีไหนพลาดตรงไหน อ่านแนวทางจัดการศัตรูพืชอื่น ๆ เพิ่มได้ที่หมวด โรคและแมลงศัตรูพืช และดูเทคนิคการปลูกไม้ผลอื่นในหมวด ปลูกพืช
สรุป
จังหวะห่อผลมะม่วงที่ให้ผลคุ้มที่สุดคือช่วงอายุผล 45-60 วันหลังดอกบาน ซึ่งผ่านช่วงผลร่วงตามธรรมชาติแล้วและขั้วผลเหนียวพอ การห่อเร็วเกินไปทำให้เสียถุงกับผลที่จะร่วงและเสี่ยงผิวไหม้ ส่วนการห่อช้ากว่า 65-70 วันคือการปิดทับความเสียหายที่เกิดไปแล้วทั้งรอยเพลี้ยไฟ ไข่แมลงวันผลไม้ และเชื้อแอนแทรคโนส หัวใจจึงอยู่ที่การจดวันดอกบานรายช่อ ปลิดผลและพ่นสารตามฉลากก่อนห่อ แล้วเลือกชนิดถุงให้ตรงกับตลาดปลายทางที่จะขาย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร — คำแนะนำการผลิตมะม่วงคุณภาพ การจัดการศัตรูพืช และสารที่ขึ้นทะเบียนให้ใช้กับมะม่วงพร้อมอัตราและระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยว
- กรมส่งเสริมการเกษตร — เอกสารส่งเสริมการห่อผลไม้ ปฏิทินการปฏิบัติงานในสวนมะม่วง และการติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่
- สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) — มาตรฐานสินค้าเกษตรสำหรับมะม่วงและหลักปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ที่ผู้ส่งออกใช้ตัดเกรด
- สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) — ข้อมูลราคาและสถานการณ์การผลิตมะม่วงรายเดือนสำหรับวางแผนช่วงเก็บเกี่ยว
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
เพาะบอนสีขาย เริ่มต้นอย่างไรจากไม้ตลาดสู่ไม้ด่าง
เริ่มเพาะบอนสีขายจากไม้ตลาดต้นทุนต่ำ แล้วคัดต้นแปลกไว้ขยายซ้ำเพื่อลุ้นไม้ด่าง พร้อมขั้นตอนผ่าหัว ข้อมูลจากงานวิจัย และตัวอย่างคำนวณต้นทุน
ปลูกแคคตัสขายออนไลน์ เริ่มจากไม้ตลาดหรือไม้สะสมดี
มือใหม่ที่อยากขายแคคตัสออนไลน์ควรเริ่มจากไม้ตลาดหรือไม้สะสม บทความนี้ช่วยตัดสินใจตามทุนและเวลา พร้อมวิธีเพาะเมล็ดและขยายพันธุ์จากแหล่งที่ตรวจสอบได้
เพาะเห็ดแครงขาย ใช้ขี้เลื่อยยางพาราอย่างไรและเก็บได้เมื่อไหร่
สรุปวิธีเพาะเห็ดแครงในถุงขี้เลื่อยยางพาราตามสูตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ลำดับเวลา นึ่ง บ่ม เปิดดอก เก็บเกี่ยว และข้อควรคิดเรื่องขายสดหรือแห้ง
ปลูกเบญจมาศตัดดอก เปิดไฟกลางคืนคุมการออกดอกอย่างไร
อธิบายหลักการวันสั้นของเบญจมาศและวิธีเปิดไฟกลางคืนเพื่อให้ต้นสูงพอก่อนออกดอก พร้อมตัวเลขจากหน่วยงานทางการและข้อควรระวังเรื่องต้นทุนและราคา
ข้าวพันธุ์ใหม่ปี 2569 มีพันธุ์อะไรบ้าง และเหมาะกับพื้นที่แบบไหน
กรมการข้าวประกาศรับรองพันธุ์ข้าวใหม่ 7 พันธุ์ในเดือนตุลาคม 2569 บทความนี้สรุปแต่ละพันธุ์ ตัวเลขผลผลิตจากเอกสารที่เสนอรับรอง จุดอ่อน และพื้นที่ที่เหมาะ พร้อมบอกว่ายังมีอะไรที่ไม่ประกาศ
ปลูกวานิลลาในไทย ทำค้าง ผสมเกสรด้วยมือ และบ่มฝักอย่างไร
วานิลลาต้องมีค้างให้เลื้อย ต้องผสมเกสรด้วยมือเพราะดอกบานวันเดียว และต้องบ่มฝักอีกหลายเดือนกลิ่นจึงออก บทความนี้ไล่งานแต่ละขั้นตามเอกสารของโครงการหลวง มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และ UF/IFAS
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่
คำถามที่พบบ่อย
ถ้าจำวันดอกบานไม่ได้ ใช้อะไรตัดสินใจแทน
ใช้ขนาดและลักษณะผลแทนได้ โดยดูว่าผลกว้างประมาณ 4-5 เซนติเมตร จับแล้วแน่นมือ ขั้วผลเขียวเข้มและเหนียว ส่วนหัวผลด้านขั้วเริ่มนูนไม่เรียวแหลม ถ้าผลยังนิ่มและมีเมือกใสแสดงว่ายังเร็วไป ให้รออีก 7-10 วัน และคราวหน้าควรผูกริบบิ้นบอกสัปดาห์ไว้ตั้งแต่ดอกบานเพื่อให้นับวันได้แม่นขึ้น
ห่อผลแล้วยังต้องพ่นสารอีกไหม
ยังต้องดูแลต้นและใบต่อ เพราะเพลี้ยไฟ ไรแดง และโรคราดำยังทำลายใบและกิ่งได้ ซึ่งกระทบการเลี้ยงผล แต่การพ่นลงผลโดยตรงจะลดลงมากเพราะผลอยู่ในถุงแล้ว ให้เน้นพ่นตามคำแนะนำสำหรับใบและยอดอ่อน และตรวจระยะปลอดภัยก่อนเก็บเกี่ยวบนฉลากทุกครั้งก่อนพ่นในช่วงใกล้เก็บ
ถุงห่อมะม่วงใช้ซ้ำได้กี่รอบ
ถุงคาร์บอนสองชั้นคุณภาพดีมักใช้ได้ 2-3 รอบถ้าเก็บดี คือผึ่งให้แห้งสนิท เก็บในที่ไม่โดนแดดและไม่มีความชื้น ก่อนใช้ซ้ำต้องคัดใบที่มีคราบดำ รอยฉีก หรือเคยห่อผลที่เป็นโรคออกทิ้ง ส่วนถุงกระดาษชั้นเดียวและถุงชานอ้อยโดยทั่วไปใช้ได้รอบเดียวเพราะเปื่อยเร็วเมื่อเจอฝน
มะม่วงกินเองในบ้านจำเป็นต้องห่อไหม
ถ้าปลูกกินเองไม่ได้เน้นผิวสวย การห่อยังมีประโยชน์ตรงที่กันแมลงวันผลไม้ซึ่งทำให้ผลเละจนกินไม่ได้ โดยเฉพาะบ้านที่อยู่ใกล้สวนผลไม้อื่น ใช้ถุงพลาสติกขาวขุ่นเจาะรูมุมล่างหรือถุงกระดาษก็พอ ห่อเฉพาะผลที่ตั้งใจจะเก็บกินจริง ไม่ต้องห่อทั้งต้น
ห่อผลแล้วมะม่วงจะหวานขึ้นหรือไม่
การห่อมีผลต่อผิวและการลดตำหนิเป็นหลัก ส่วนความหวานขึ้นกับพันธุ์ ความสมบูรณ์ของต้น การให้น้ำและปุ๋ยช่วงสะสมอาหาร และอายุเก็บเกี่ยวมากกว่า ผลที่ห่อแล้วเก็บเร็วเกินไปก็ยังไม่หวาน ดังนั้นควรสุ่มแกะผลเช็กสีเนื้อและไหล่ผลก่อนกำหนดวันเก็บทั้งแปลง
ห่อผลแล้วเจอถุงหลุดหรือฉีกควรทำอย่างไร
ควรเดินตรวจแปลงหลังลมแรงหรือฝนตกหนักทุกครั้ง ถุงที่หลุดหรือฉีกให้เปลี่ยนใบใหม่ทันทีถ้าผลยังไม่มีรอยเสียหาย แต่ถ้าพบรอยเจาะของแมลงวันผลไม้แล้วควรเก็บผลนั้นออกจากแปลงไปทำลาย ไม่ทิ้งไว้ใต้ต้นเพราะจะกลายเป็นแหล่งขยายพันธุ์ของแมลงในรอบถัดไป



