ปลูกพืชเผยแพร่ 20 กันยายน 2569

สับปะรดปลูกกี่เดือนถึงเก็บได้ บังคับดอกทำตอนไหน

สับปะรดปลูกกี่เดือนถึงเก็บได้ แยกตามหน่อกับจุก พร้อมเกณฑ์ความพร้อมต้นก่อนบังคับดอก ไทม์ไลน์หลังราดสารถึงวันตัดผล และวิธีนับถอยหลังให้ผลออกตรงช่วงราคาดี

สับปะรดปลูกกี่เดือนถึงเก็บได้ บังคับดอกทำตอนไหน

คำตอบสั้น ๆ

สับปะรดปลูกด้วยหน่อเก็บได้ราว 12–15 เดือน ปลูกด้วยจุกยืดถึง 18–24 เดือน ส่วนการบังคับดอกดูที่ขนาดต้นไม่ใช่ปฏิทิน พร้อมไทม์ไลน์นับถอยหลังให้ผลออกตรงช่วงที่ราคาดี

คำตอบเร็ว: สับปะรดที่ปลูกด้วยหน่อขนาด 350–500 กรัม โดยทั่วไปตัดผลได้เมื่ออายุราว 12–15 เดือนหลังปลูก ถ้าปลูกด้วยจุกจะยืดไปถึง 18–24 เดือน เพราะจุกตั้งตัวช้ากว่าหน่อมาก ส่วนการบังคับดอกไม่ได้ดูปฏิทินอย่างเดียว แต่ดูความพร้อมของต้นเป็นหลัก คือมีใบราว 30–40 ใบ และน้ำหนักต้นพันธุ์ปัตตาเวียราว 2.0–2.5 กิโลกรัม (กลุ่มควีนอย่างภูเก็ตหรือตราดสีทองราว 1.2–1.8 กิโลกรัม) ซึ่งมักตรงกับอายุ 8–12 เดือนหลังปลูก เมื่อราดสารบังคับดอกแล้วให้นับต่อไปอีกราว 5–6 เดือนจึงเก็บเกี่ยว

คำถามที่คนปลูกสับปะรดถามบ่อยที่สุดไม่ใช่ "ปลูกยังไง" แต่เป็น "อีกกี่เดือนจะได้ตัด" เพราะสับปะรดเป็นพืชที่ผู้ปลูกกำหนดวันเก็บเกี่ยวได้เองด้วยการบังคับดอก ต่างจากไม้ผลส่วนใหญ่ที่ต้องรอฤดูกาลของมัน ใครวางแผนวันราดสารเป็น ก็เลือกได้ว่าผลจะออกไปเจอช่วงที่ผลผลิตล้นตลาดหรือช่วงที่ของขาด และนั่นคือความต่างของกำไรต่อไร่ในรอบเดียวกัน

ปัญหาที่เจอในแปลงจริงคือเกษตรกรจำนวนมากราดสารตามเพื่อนบ้าน หรือราดเพราะ "ปลูกมาครบปีแล้ว" ทั้งที่ต้นยังเล็ก ผลที่ได้จึงเป็นผลขนาด 0.8–1.2 กิโลกรัม ซึ่งโรงงานรับซื้อในราคาต่ำและส่งตลาดผลสดไม่ได้ บทความนี้ไล่ให้ชัดว่าอายุเก็บเกี่ยวของแต่ละชนิดหน่อพันธุ์ต่างกันเท่าไร ต้นแบบไหนพร้อมบังคับดอก และจะนับถอยหลังอย่างไรให้ผลไปตกช่วงที่ราคาดี

สับปะรดปลูกกี่เดือนถึงเก็บได้ แยกตามชนิดหน่อพันธุ์

ภาพประกอบ สับปะรดปลูกกี่เดือนถึงเก็บได้ แยกตามชนิดหน่อพันธุ์

สับปะรดขยายพันธุ์ได้หลายส่วน และแต่ละส่วนมีอาหารสะสมไม่เท่ากัน จึงตั้งตัวเร็วช้าต่างกันชัดเจน หน่อดินและหน่อข้างที่มีน้ำหนักมากจะเร่งสร้างใบได้เร็ว ถึงขนาดบังคับดอกก่อน ส่วนจุกที่ติดมากับผลแทบไม่มีอาหารสะสม ต้องใช้เวลาสร้างรากและใบใหม่ทั้งหมด

ชนิดหน่อพันธุ์น้ำหนักที่เหมาะสมอายุถึงพร้อมบังคับดอกอายุรวมถึงเก็บเกี่ยวข้อสังเกตจากแปลง
หน่อดิน / หน่อข้าง350–500 กรัม7–9 เดือน12–15 เดือนตั้งตัวเร็วที่สุด ผลสม่ำเสมอ ราคาหน่อแพงกว่า
หน่อข้างขนาดเล็ก200–350 กรัม9–12 เดือน14–18 เดือนต้องบำรุงเพิ่มอีกรอบก่อนราดสาร
ตะเกียง (หน่อใต้ผล)150–300 กรัม10–13 เดือน15–19 เดือนได้ปริมาณมากจากแปลงเดิม แต่ขนาดไม่สม่ำเสมอ
จุก150–250 กรัม13–18 เดือน18–24 เดือนต้นทุนหน่อถูกที่สุด แต่กินเวลาที่ดินนานเกือบเท่าตัว
ผลตอ (หน่อที่ไว้ต่อจากต้นแม่)–ไว้หน่อหลังตัดผลแม่12–14 เดือนหลังตัดผลแม่ประหยัดค่าเตรียมดิน แต่ผลมักเล็กลง 10–20%

ทำไมจุกถึงช้ากว่าหน่อเกือบหนึ่งปี

จุกคือยอดที่อยู่บนผล มีเนื้อเยื่อสะสมอาหารน้อยและต้องผึ่งลมให้แผลแห้ง 3–7 วันก่อนปลูก เมื่อลงแปลงแล้วยังต้องใช้เวลาอีกราว 1–2 เดือนกว่ารากใหม่จะทำงาน ขณะที่หน่อดินน้ำหนัก 400 กรัมมีอาหารสะสมพอจะแทงใบใหม่ภายใน 3–4 สัปดาห์ ดังนั้นถ้าคุณเช่าที่ดินและคิดค่าเช่าเป็นรายปี การใช้จุกที่ดูเหมือนประหยัดค่าพันธุ์อาจแพงกว่าเมื่อคิดค่าเช่าที่เพิ่มอีกหนึ่งรอบปี

ในทางปฏิบัติ แปลงที่ส่งโรงงานแปรรูปมักคัดหน่อให้ขนาดใกล้เคียงกันแล้วปลูกแยกล็อต เพราะถ้าเอาหน่อ 200 กรัมกับ 450 กรัมมาปลูกปนกันในแปลงเดียว วันที่ต้นใหญ่พร้อมราดสาร ต้นเล็กจะยังไม่พร้อม พอราดพร้อมกันก็ได้ผลสองขนาดในแปลงเดียว เก็บเกี่ยวลำบากและถูกตัดราคา

บังคับดอกทำตอนไหน เช็กความพร้อมของต้นก่อนเสมอ

หลักคิดสำคัญคือ น้ำหนักผลที่จะได้แปรผันตามขนาดต้นในวันที่ราดสาร ไม่ใช่ตามการใส่ปุ๋ยหลังราด เพราะเมื่อสับปะรดเปลี่ยนไปสร้างดอกแล้ว ต้นจะหยุดสร้างใบใหม่ อาหารทั้งหมดที่ผลจะใช้ถูกกำหนดจากใบที่มีอยู่แล้วในวันนั้น ราดตอนต้นเล็กจึงได้ผลเล็กเสมอ แก้ทีหลังไม่ได้

  • จำนวนใบ ปัตตาเวียควรมีใบจริงราว 30–40 ใบ นับเฉพาะใบที่ยังเขียวและทำงาน
  • น้ำหนักต้น ปัตตาเวียราว 2.0–2.5 กิโลกรัม กลุ่มควีน (ภูเก็ต ตราดสีทอง สวี) ราว 1.2–1.8 กิโลกรัม เพราะทรงต้นเล็กกว่าโดยธรรมชาติ
  • ใบ D คือใบที่ยาวที่สุดและตั้งชันบริเวณกลางต้น ถ้าใบ D ยาวเกิน 90–100 เซนติเมตรและหนา แสดงว่าต้นสมบูรณ์พอ
  • งดปุ๋ยไนโตรเจน อย่างน้อย 30–45 วันก่อนราดสาร ต้นที่กำลังแตกใบอ่อนจัดจะตอบสนองต่อสารบังคับดอกได้ไม่ดีและออกดอกไม่พร้อมกัน
  • ความชื้นดิน ดินควรมีความชื้นพอสมควร ต้นที่เครียดจากความแห้งแล้งจัดอาจออกดอกไม่สม่ำเสมอ

หลักการบังคับดอก เอทิลีนคือหัวใจ

สับปะรดออกดอกเมื่อได้รับก๊าซเอทิลีนในปริมาณที่เพียงพอ สารที่เกษตรกรไทยใช้กันจึงเป็นสารที่ปลดปล่อยเอทิลีนหรือสารที่ทำปฏิกิริยาแล้วได้ก๊าซในกลุ่มเดียวกัน เช่น เอทิฟอนที่มักผสมกับยูเรียเพื่อปรับสภาพน้ำยา หรือแคลเซียมคาร์ไบด์ (แก๊สก้อน) ที่ชาวสวนเรียกกันติดปาก ทั้งสองแบบใช้วิธีหยอดหรือราดลงตรงยอดต้นให้น้ำยาขังอยู่ในกรวยใบ ไม่ใช่ฉีดพ่นให้ทั่วแปลงแบบสารกำจัดวัชพืช

เงื่อนไขที่ชี้ขาดความสำเร็จคืออุณหภูมิและเวลา ควรราดในช่วงที่อากาศเย็น อุณหภูมิต่ำกว่าประมาณ 30 องศาเซลเซียส จึงนิยมทำตั้งแต่หัวค่ำถึงเช้ามืด เพราะเอทิลีนสลายตัวเร็วเมื่ออากาศร้อนจัด และถ้าฝนตกภายใน 3–6 ชั่วโมงหลังราด น้ำยาในกรวยใบจะถูกเจือจางจนต้องราดซ้ำ ชาวไร่ที่ทำเป็นจะดูพยากรณ์อากาศย้อนหลังและล่วงหน้าก่อนกำหนดคืนราดเสมอ

คำเตือนด้านความปลอดภัยและความถูกต้อง อัตราการใช้สารบังคับดอกต่อต้นและความเข้มข้นของน้ำยาแตกต่างกันตามชนิดสาร ความเข้มข้นของผลิตภัณฑ์ ขนาดต้น และฤดูกาล อย่าคัดลอกสูตรจากเพื่อนบ้านหรือจากคลิปโดยไม่อ่านฉลาก ให้ยึดอัตราตามฉลากผลิตภัณฑ์ที่ขึ้นทะเบียนถูกต้อง และสอบถามคำแนะนำล่าสุดจากศูนย์วิจัยพืชสวนหรือเกษตรอำเภอในพื้นที่ สวมถุงมือและแว่นตาขณะผสมน้ำยา และห้ามใช้สารที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับพืชอาหาร

จากวันราดสารถึงวันตัดผล ไทม์ไลน์ที่ใช้นับได้จริง

ภาพประกอบ จากวันราดสารถึงวันตัดผล ไทม์ไลน์ที่ใช้นับได้จริง

เมื่อผ่านการบังคับดอกแล้ว ช่วงเวลาที่เหลือค่อนข้างคาดเดาได้ เพราะขึ้นกับอุณหภูมิสะสมเป็นหลัก ฤดูหนาวที่อากาศเย็นจะยืดทุกช่วงออกไปประมาณ 10–20 วัน ส่วนฤดูร้อนจะกระชับเข้ามาเล็กน้อย

ระยะนับจากวันราดสารสิ่งที่ต้องทำ
ราดสารบังคับดอกวันที่ 0ราดช่วงกลางคืน งดปุ๋ยไนโตรเจนมาแล้วอย่างน้อย 30 วัน
ตาดอกเริ่มพัฒนา (ยังไม่เห็นด้วยตา)10–20 วันห้ามใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง อาจทำให้ตาดอกกลายเป็นใบ
ช่อดอกโผล่กลางยอด (เห็นดอกแดง)35–45 วันประเมินเปอร์เซ็นต์การออกดอก ถ้าต่ำกว่า 80% พิจารณาราดซ้ำเฉพาะต้นที่ไม่ออก
ดอกบานหมดช่อ60–75 วันเริ่มให้ปุ๋ยทางใบสูตรที่มีโพแทสเซียมเพื่อขยายผล
ผลเริ่มเข้าสี ตาผลแบน120–140 วันคลุมผลกันแดดเผาในแปลงที่แดดจัด โดยเฉพาะผลสำหรับตลาดสด
เก็บเกี่ยวราว 150–180 วันโรงงานมักรับที่ตาเปลี่ยนสีราว 10–25% ตลาดผลสดเก็บแก่กว่านั้น

ตัวเลขนี้คือเหตุผลที่ชาวไร่สับปะรดพูดกันว่า "ราดวันนี้ ตัดอีกห้าเดือนครึ่ง" ถ้าจะให้แม่นขึ้น ให้จดวันราดของทุกล็อตลงสมุดหรือแอปในโทรศัพท์ พร้อมบันทึกอุณหภูมิช่วงนั้น แล้วเทียบกับวันตัดจริงของปีที่ผ่านมา สองถึงสามรอบ คุณจะได้ค่าประจำแปลงของตัวเองที่แม่นกว่าค่ากลางในตำรา

วางแผนให้ผลออกตรงช่วงราคาดี

ผลผลิตสับปะรดไทยมักกระจุกตัวเป็นสองช่วงใหญ่ในรอบปี ซึ่งเป็นช่วงที่โรงงานมีวัตถุดิบล้นและราคาหน้าโรงงานอ่อนตัว ส่วนช่วงที่ของขาดราคามักดีขึ้น แต่ช่วงเวลาที่แน่นอนและระดับราคาในแต่ละปีเปลี่ยนตามปริมาณผลผลิตรวมและคำสั่งซื้อส่งออก จึงไม่ควรยึดตัวเลขจากปีใดปีหนึ่งเป็นสูตรตายตัว ให้ตรวจสอบสถานการณ์ราคาและปริมาณผลผลิตล่าสุดจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรและจากโรงงานคู่สัญญาในพื้นที่ก่อนกำหนดแผนราดสารทุกครั้ง

วิธีนับถอยหลังทำได้ง่าย ๆ คือ เอาเดือนที่อยากตัดผล ลบออก 5–6 เดือน ได้เดือนที่ต้องราดสาร แล้วลบต่ออีก 8–12 เดือน จะได้เดือนที่ต้องลงหน่อ

อยากตัดผลเดือนต้องราดสารราวเดือนต้องลงหน่อ (หน่อ 400 กรัม) ราวเดือน
มกราคมกรกฎาคม–สิงหาคม ปีก่อนหน้าตุลาคม–ธันวาคม สองปีก่อนหน้า
เมษายนตุลาคม–พฤศจิกายน ปีก่อนหน้ามกราคม–มีนาคม ปีก่อนหน้า
กรกฎาคมมกราคม–กุมภาพันธ์ ปีเดียวกันเมษายน–มิถุนายน ปีก่อนหน้า
ตุลาคมเมษายน–พฤษภาคม ปีเดียวกันกรกฎาคม–กันยายน ปีก่อนหน้า

เทคนิคที่สวนขนาดกลางถึงใหญ่ใช้กันคือ แบ่งแปลงเป็นล็อตย่อย 3–5 ล็อต แล้วราดสารห่างกันล็อตละ 2–3 สัปดาห์ ผลที่ได้คือทยอยตัดได้ต่อเนื่องแทนที่จะเจอทั้งแปลงพร้อมกันในสัปดาห์เดียว ข้อดีคือใช้แรงงานเก็บเกี่ยวชุดเดิมได้ตลอด ไม่ต้องจ้างแรงงานก้อนใหญ่ครั้งเดียว และถ้าราคาช่วงหนึ่งไม่ดี ยังมีอีกล็อตรออยู่ ความเสี่ยงด้านราคาจึงกระจายออก ใครสนใจอ่านเรื่องการวางแผนพืชไร่พืชสวนอื่น ๆ ดูได้ที่หมวด ปลูกพืช

อีกเรื่องที่ต้องคิดคู่กันคือเงื่อนไขของผู้รับซื้อ ถ้าคุณทำสัญญากับโรงงานแปรรูป โรงงานมักกำหนดช่วงส่งมอบและขนาดผลขั้นต่ำไว้ล่วงหน้า การราดสารให้ผลไปตกนอกหน้าต่างส่งมอบอาจทำให้ต้องขายผ่านพ่อค้าคนกลางในราคาต่ำกว่า จึงควรคุยกำหนดการกับผู้รับซื้อก่อนกำหนดคืนราด ไม่ใช่หลังตัดผลแล้วค่อยหาตลาด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ภาพประกอบ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  • ราดสารเพราะครบปี ไม่ได้ดูขนาดต้น ผลที่ได้จะเล็กกว่าเกณฑ์รับซื้อ และแก้ไขภายหลังไม่ได้เพราะต้นหยุดสร้างใบแล้ว
  • ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนใกล้วันราดมากเกินไป ต้นที่แตกใบอ่อนจัดตอบสนองต่อสารไม่สม่ำเสมอ บางต้นออกดอก บางต้นไม่ออก ทำให้ตัดผลไม่พร้อมกัน
  • ราดกลางวันที่อากาศร้อน ประสิทธิภาพของสารลดลงชัดเจน ควรเลือกช่วงหัวค่ำถึงเช้ามืดและเลี่ยงคืนที่ฝนจะตก
  • ปลูกหน่อคละขนาดในแปลงเดียว ทำให้หาวันราดที่เหมาะกับทุกต้นไม่ได้ ควรคัดขนาดหน่อแยกล็อตตั้งแต่วันปลูก
  • ลืมป้องกันผลไหม้แดด ผลที่โดนแดดจัดช่วงเข้าสีจะเกิดรอยไหม้สีซีดด้านที่รับแดด ตลาดผลสดตัดราคาทันที
  • ไม่จดวันราดของแต่ละล็อต พอถึงเวลาเก็บเกี่ยวก็เดาอายุผลไม่ถูก ตัดอ่อนไปหรือแก่เกินจนเนื้อช้ำระหว่างขนส่ง
  • ไว้ผลตอโดยไม่บำรุงต้นแม่ หน่อตอที่ได้จะเล็กและผลรุ่นถัดไปลดขนาดลงมาก ควรใส่ปุ๋ยและคัดหน่อให้เหลือ 1–2 หน่อต่อต้น

สรุป

อายุเก็บเกี่ยวของสับปะรดขึ้นกับชนิดหน่อพันธุ์เป็นหลัก หน่อดินขนาด 350–500 กรัมใช้เวลาราว 12–15 เดือน ส่วนจุกยืดไปถึง 18–24 เดือน การบังคับดอกต้องยึดความพร้อมของต้นคือใบ 30–40 ใบและน้ำหนักต้นตามกลุ่มพันธุ์ ไม่ใช่ยึดปฏิทินอย่างเดียว เพราะขนาดผลถูกกำหนดตั้งแต่วันที่ราดสาร เมื่อราดแล้วให้นับไปอีกราว 5–6 เดือนจึงตัดผล การนับถอยหลังจากเดือนที่อยากขายจึงเป็นเครื่องมือวางแผนที่ทรงพลังที่สุดของคนปลูกสับปะรด และควรตรวจสอบสถานการณ์ราคาและเงื่อนไขผู้รับซื้อล่าสุดก่อนกำหนดวันราดทุกครั้ง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมวิชาการเกษตร — คำแนะนำพันธุ์สับปะรด การบังคับดอก และการใช้สารที่ขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้อง
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — แนวทางการจัดการแปลงสับปะรดและการติดต่อเกษตรอำเภอในพื้นที่
  • 📄สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) — ข้อมูลปริมาณผลผลิตและราคาสับปะรดรายเดือนสำหรับวางแผนช่วงเก็บเกี่ยว
  • 📄สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) — มาตรฐานสินค้าเกษตรและแนวปฏิบัติ GAP สำหรับสับปะรด

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ปลูกสับปะรดด้วยจุกคุ้มไหม

คุ้มเมื่อมีจุกเหลือจากการขายผลอยู่แล้วและที่ดินเป็นของตัวเอง เพราะต้นทุนหน่อแทบเป็นศูนย์ แต่รอบการผลิตยืดไปถึง 18–24 เดือน ถ้าเช่าที่ดินรายปี ค่าเช่าที่เพิ่มอีกรอบมักกลบส่วนต่างค่าหน่อ ทางสายกลางคือปลูกจุกเป็นแปลงผลิตหน่อ แล้วนำหน่อไปปลูกในแปลงผลิตผลจริง

ราดสารแล้วออกดอกไม่ถึงครึ่งแปลง ทำอย่างไร

ประเมินที่อายุ 40–45 วันหลังราด ถ้าออกดอกต่ำกว่าราว 80% มักเกิดจากต้นยังอ่อน ไนโตรเจนในต้นสูง หรืออากาศร้อนจัดตอนราด ให้ทำเครื่องหมายต้นที่ไม่ออกดอกแล้วพิจารณาราดซ้ำเฉพาะกลุ่มนั้นตามฉลากและคำแนะนำนักวิชาการ ไม่ควรราดซ้ำทั้งแปลงเพราะสิ้นเปลืองเปล่า

สับปะรดกลุ่มควีนกับปัตตาเวียใช้เกณฑ์บังคับดอกเดียวกันได้ไหม

ใช้หลักการเดียวกันแต่เกณฑ์น้ำหนักต้นต่างกัน กลุ่มควีนอย่างภูเก็ตและตราดสีทองมีทรงต้นเล็กกว่าปัตตาเวียโดยธรรมชาติ ถ้ารอให้หนักถึง 2.5 กิโลกรัมแบบปัตตาเวียจะเสียเวลาเปล่าและต้นอาจแทงดอกเอง โดยทั่วไปกลุ่มควีนเริ่มพิจารณาบังคับดอกที่น้ำหนักต้นราว 1.2–1.8 กิโลกรัม

ทำไมบางต้นออกดอกเองโดยไม่ได้ราดสาร

สับปะรดออกดอกเองได้เมื่อเจออากาศเย็นต่อเนื่องหลายคืน ซึ่งกระตุ้นการสร้างเอทิลีนภายในต้น มักพบในแปลงที่ปลูกต้นฤดูฝนแล้วต้นโตทันช่วงอากาศเย็นปลายปี ผลที่ตามมาคือได้ผลนอกแผนและขนาดไม่สม่ำเสมอ ทางแก้คือวางแผนวันปลูกให้ต้นถึงขนาดบังคับดอกในช่วงที่ต้องการ

ดูอย่างไรว่าผลสับปะรดแก่พอจะตัดได้

ดูที่ตาผลบริเวณโคนผลเริ่มแบนและขอบตาเรียบขึ้น สีเปลือกที่โคนผลเปลี่ยนจากเขียวเป็นเหลืองอมส้ม และเริ่มมีกลิ่นหอมชัดเมื่อดมใกล้โคนผล ส่งโรงงานแปรรูปมักตัดตอนตาเปลี่ยนสีเพียงบางส่วนเพื่อให้ทนขนส่ง ส่วนตลาดผลสดเก็บแก่กว่า เกณฑ์แน่นอนให้ยึดตามข้อกำหนดของผู้รับซื้อ

ไว้ผลตอสับปะรดได้กี่รอบ

โดยทั่วไปนิยมไว้ตอ 1–2 รอบ เพราะขนาดผลมักลดลงราว 10–20% ในแต่ละรอบ และโรคกับเพลี้ยแป้งสะสมในแปลงมากขึ้น หากจะไว้ตอควรคัดหน่อให้เหลือ 1–2 หน่อต่อต้นแม่ที่แข็งแรงที่สุด พร้อมใส่ปุ๋ยฟื้นต้นทันทีหลังตัดผล ถ้าพบอาการเหี่ยวจากเพลี้ยแป้งมากควรรื้อแปลงปลูกใหม่