ปลูกพืชเผยแพร่ 18 กันยายน 2569

ข้าว 1 ไร่ได้กี่กิโลกรัม ผลผลิตเฉลี่ยจริงของไทยเท่าไหร่

ข้าว 1 ไร่ได้กี่กิโลกรัม รวมผลผลิตเฉลี่ยของไทยแยกนาปีกับนาปรัง รายภาคและรายพันธุ์ พร้อมสูตรปรับน้ำหนักที่ความชื้น 15% วิธีวัดผลผลิตในแปลง และแนวทางเพิ่มผลผลิตที่ได้ผลจริง

ข้าว 1 ไร่ได้กี่กิโลกรัม ผลผลิตเฉลี่ยจริงของไทยเท่าไหร่

คำตอบสั้น ๆ

ข้าวนาปีเฉลี่ยราว 440-470 กิโลกรัมต่อไร่ นาปรังราว 630-690 กิโลกรัมต่อไร่ที่ความชื้น 15% แจกแจงผลผลิตรายภาคและรายพันธุ์ พร้อมวิธีวัดผลผลิตในแปลงตัวเอง

คำตอบเร็ว: ค่าเฉลี่ยทั้งประเทศของข้าวนาปีอยู่ในช่วงประมาณ 440-470 กิโลกรัมต่อไร่ ส่วนข้าวนาปรังซึ่งปลูกในเขตชลประทานด้วยพันธุ์ไม่ไวแสงอยู่ในช่วงประมาณ 630-690 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งหมดคิดที่ความชื้นมาตรฐาน 15% ตามข้อมูลของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรและกรมการข้าวในรอบหลายปีที่ผ่านมา ตัวเลขนี้เปลี่ยนทุกปีตามสภาพอากาศ จึงต้องตรวจสอบสถิติปีล่าสุดจากหน่วยงานโดยตรง และช่วงผลผลิตจริงกระจายกว้างมาก ตั้งแต่ต่ำกว่า 300 กิโลกรัมต่อไร่ในนาน้ำฝนภาคอีสานที่ปลูกข้าวหอมมะลิ ไปจนถึงเกิน 900 กิโลกรัมต่อไร่ในนาชลประทานภาคกลางที่ใช้พันธุ์ผลผลิตสูง

คำถาม "ข้าว 1 ไร่ได้กี่กิโลกรัม" ฟังดูเหมือนควรมีคำตอบเดียว แต่ในทางปฏิบัติมันคือคำถามที่คำตอบต่างกันได้เกือบสามเท่าระหว่างแปลงสองแปลงที่อยู่ห่างกันไม่กี่ร้อยกิโลเมตร ปัญหาคือชาวนาส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ว่าแปลงตัวเองอยู่ตรงไหนของช่วงนั้น เพราะวัดผลผลิตจากน้ำหนักที่โรงสีชั่งได้ ซึ่งเป็นข้าวความชื้นสูงและเทียบกับใครไม่ได้เลย

บทความนี้เจาะเฉพาะเรื่องผลผลิตต่อไร่ ไม่ใช่เรื่องต้นทุนหรือกำไร โดยจะบอกค่าเฉลี่ยอ้างอิงของประเทศ ช่วงที่ต่างกันตามพันธุ์ ภาค และการจัดการ วิธีวัดผลผลิตแปลงตัวเองให้เทียบกับค่าเฉลี่ยได้จริง และจุดที่ปรับได้เร็วที่สุดสำหรับคนที่ได้ต่ำกว่าเฉลี่ย เนื้อหาเรื่องการปลูกพืชอื่นดูเพิ่มได้ในหมวด ปลูกพืช

ค่าเฉลี่ยของประเทศ นาปีกับนาปรังต่างกันเพราะอะไร

ภาพประกอบ ค่าเฉลี่ยของประเทศ นาปีกับนาปรังต่างกันเพราะอะไร

สถิติผลผลิตข้าวของไทยแยกเป็นสองฤดูที่มีเงื่อนไขการผลิตต่างกันสิ้นเชิง จึงห้ามเอาตัวเลขมาปนกัน

ฤดูผลผลิตเฉลี่ยทั้งประเทศโดยประมาณแหล่งน้ำหลักพันธุ์ที่ใช้เป็นหลักสัดส่วนพื้นที่
ข้าวนาปีประมาณ 440-470 กิโลกรัมต่อไร่น้ำฝนเป็นหลัก มีชลประทานบางส่วนข้าวไวต่อช่วงแสง เช่น ขาวดอกมะลิ 105 กข15 กข6ราว 80% ของพื้นที่นาทั้งประเทศ
ข้าวนาปรังประมาณ 630-690 กิโลกรัมต่อไร่ชลประทานเกือบทั้งหมดข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง เช่น กข41 กข47 กข57 กข61 ปทุมธานี 1ราว 20% ของพื้นที่นาทั้งประเทศ

ช่องว่างราว 200 กิโลกรัมต่อไร่ระหว่างสองฤดูไม่ได้เกิดจากดินฟ้าอากาศดีกว่ากันเฉย ๆ แต่เกิดจากสามเรื่องที่คุมได้ คือนาปรังมีน้ำสั่งได้ตลอดช่วงวิกฤต ใช้พันธุ์ที่ตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจนสูงโดยไม่ล้ม และมีแสงแดดช่วงสร้างเมล็ดที่ต่อเนื่องกว่าเพราะไม่ตรงกับฤดูฝน ในทางกลับกัน นาปรังมีต้นทุนน้ำและปุ๋ยสูงกว่า และเสี่ยงเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลระบาดหนักกว่าเพราะปลูกต่อเนื่องหลายรอบ

ควรเน้นว่าตัวเลขค่าเฉลี่ยข้างต้นเป็นค่าที่พบในรอบหลายปีที่ผ่านมาเพื่อใช้เป็นกรอบเปรียบเทียบ ปีที่เจอฝนทิ้งช่วงรุนแรงหรือน้ำท่วมใหญ่ค่าเฉลี่ยจะลดลงชัดเจน ผู้ที่ต้องการตัวเลขปีล่าสุดเพื่อใช้อ้างอิงในเอกสารหรือการขอสินเชื่อ ต้องดึงจากรายงานของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรหรือกรมการข้าวในปีนั้นโดยตรง

ช่วงผลผลิตจริงที่ต่างกันตามภาค

ภาพประกอบ ช่วงผลผลิตจริงที่ต่างกันตามภาค

สาเหตุที่ค่าเฉลี่ยนาปีทั้งประเทศอยู่แค่ราว 450 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งที่หลายแปลงในภาคกลางได้เกิน 700 คือภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีพื้นที่นามากที่สุดของประเทศ และเป็นนาน้ำฝนบนดินทรายที่ปลูกข้าวหอมมะลิซึ่งให้ผลผลิตต่อไร่ต่ำโดยธรรมชาติของพันธุ์ ตัวเลขของภาคนี้จึงถ่วงค่าเฉลี่ยทั้งประเทศลงมา

ภาคช่วงผลผลิตนาปีที่พบทั่วไปเงื่อนไขหลักที่กำหนดผลผลิต
ภาคกลางและลุ่มเจ้าพระยาประมาณ 600-750 กิโลกรัมต่อไร่ชลประทานทั่วถึง ดินเหนียวอุ้มน้ำดี ใช้พันธุ์ไม่ไวแสงผลผลิตสูง
ภาคเหนือตอนล่างประมาณ 550-700 กิโลกรัมต่อไร่ชลประทานบางส่วน ดินตะกอนดี ปลูกข้าวเจ้าไม่ไวแสงเป็นหลัก
ภาคเหนือตอนบนประมาณ 450-600 กิโลกรัมต่อไร่นาขั้นบันไดและที่ราบหุบเขา ปลูกทั้งข้าวเหนียวและข้าวเจ้า
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 300-420 กิโลกรัมต่อไร่นาน้ำฝน ดินทรายจัด อินทรียวัตถุต่ำ ปลูกข้าวหอมมะลิและข้าวเหนียว กข6
ภาคใต้ประมาณ 350-450 กิโลกรัมต่อไร่แดดน้อยในฤดูฝน พื้นที่นาไม่ต่อเนื่อง บางพื้นที่ดินเปรี้ยว

ข้อสรุปเชิงปฏิบัติจากตารางนี้คือ ก่อนจะสรุปว่าตัวเองทำได้ดีหรือแย่ ต้องเทียบกับค่าเฉลี่ยของภาคและชนิดข้าวเดียวกัน ไม่ใช่ค่าเฉลี่ยประเทศ ชาวนาอีสานที่ได้ 420 กิโลกรัมต่อไร่จากข้าวหอมมะลินาน้ำฝนถือว่าทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของภาคอย่างชัดเจน ขณะที่ชาวนาชลประทานภาคกลางที่ได้ 480 กิโลกรัมต่อไร่ถือว่าต่ำกว่าศักยภาพของพื้นที่มาก ทั้งที่ตัวเลขดิบของคนหลังสูงกว่า

พันธุ์ข้าวกำหนดเพดานผลผลิตตั้งแต่วันหว่าน

ภาพประกอบ พันธุ์ข้าวกำหนดเพดานผลผลิตตั้งแต่วันหว่าน

พันธุ์เป็นตัวแปรที่ตั้งเพดานไว้ก่อนที่การจัดการจะเข้ามามีบทบาท ข้าวไวต่อช่วงแสงอย่างขาวดอกมะลิ 105 มีลักษณะต้นสูง ปล้องยาว และตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจนได้จำกัด เพราะถ้าใส่มากจะเฝือใบและล้มก่อนเก็บเกี่ยว ศักยภาพจึงอยู่ในระดับกลาง ๆ แต่ชดเชยด้วยราคาขายที่สูงกว่า

กลุ่มพันธุ์ตัวอย่างพันธุ์ช่วงผลผลิตที่ทำได้ในสภาพจัดการดีลักษณะที่กำหนดเพดาน
ข้าวหอมไวต่อช่วงแสงขาวดอกมะลิ 105 กข15ประมาณ 350-450 กิโลกรัมต่อไร่ต้นสูง ล้มง่าย ตอบสนองปุ๋ยไนโตรเจนได้จำกัด
ข้าวเหนียวไวต่อช่วงแสงกข6ประมาณ 350-480 กิโลกรัมต่อไร่คุณสมบัติคล้ายข้าวหอมไวแสง เสี่ยงโรคไหม้ในบางพื้นที่
ข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสงกข41 กข47 กข57 กข61 สุพรรณบุรี 1 พิษณุโลก 2ประมาณ 700-900 กิโลกรัมต่อไร่ต้นเตี้ยแข็ง รับปุ๋ยไนโตรเจนได้สูงโดยไม่ล้ม ปลูกได้ทั้งปีในเขตชลประทาน
ข้าวหอมไม่ไวต่อช่วงแสงปทุมธานี 1ประมาณ 650-800 กิโลกรัมต่อไร่ให้ผลผลิตสูงและหอม แต่อ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลบางชนิด
ข้าวเฉพาะกลุ่มตลาดสุขภาพกข43ประมาณ 450-600 กิโลกรัมต่อไร่อายุสั้น ผลผลิตต่ำกว่ากลุ่มไม่ไวแสงทั่วไป แต่ขายได้ราคาสูงกว่า

สิ่งที่ต้องคิดควบคู่คือผลผลิตสูงสุดไม่เท่ากับรายได้สูงสุด ข้าวหอมมะลิที่ได้ 400 กิโลกรัมต่อไร่แต่ขายได้ราคาต่อตันสูงกว่าข้าวเจ้าอย่างมีนัยสำคัญ อาจให้รายได้ต่อไร่ใกล้เคียงหรือมากกว่าข้าวเจ้าที่ได้ 700 กิโลกรัมต่อไร่ ขึ้นกับราคาของแต่ละปี ผู้ที่ต้องการเทียบเป็นเงิน ควรใช้ราคาที่ขายได้จริงในพื้นที่มาคำนวณ และดูราคาเปรียบเทียบได้ที่หมวด ตลาดและการขาย

วิธีวัดผลผลิตแปลงตัวเองให้เทียบกับค่าเฉลี่ยได้จริง

ปัญหาใหญ่ที่ทำให้ชาวนาส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวเลขจริงของตัวเอง คือเอาน้ำหนักที่โรงสีชั่งได้มาหารด้วยจำนวนไร่ตรง ๆ ข้าวที่เกี่ยวด้วยรถเกี่ยวนวดและขนไปขายสดมักมีความชื้น 25-30% ขณะที่สถิติทุกแหล่งอ้างอิงที่ความชื้น 15% การเปรียบเทียบจึงผิดตั้งแต่ต้น และมักทำให้เข้าใจว่าตัวเองได้ผลผลิตสูงกว่าความจริงราว 12-18%

สูตรปรับน้ำหนักให้เป็นความชื้นมาตรฐาน 15%

ใช้สูตรนี้ทุกครั้งก่อนเปรียบเทียบ

น้ำหนักที่ความชื้น 15% = น้ำหนักที่ชั่งได้ × (100 − ความชื้นจริง) ÷ 85

ตัวอย่าง ชั่งได้ 900 กิโลกรัมต่อไร่ที่ความชื้น 28% คำนวณได้ 900 × (100 − 28) ÷ 85 = 900 × 72 ÷ 85 ซึ่งเท่ากับประมาณ 762 กิโลกรัมต่อไร่ ตัวเลข 762 คือค่าที่เอาไปเทียบกับสถิติของ สศก. ได้ ส่วน 900 คือตัวเลขที่ใช้เทียบอะไรไม่ได้เลย

ประมาณผลผลิตก่อนเกี่ยวด้วยการสุ่มเก็บ 1 ตารางเมตร

วิธีนี้ใช้ได้ตั้งแต่ก่อนเกี่ยวประมาณหนึ่งสัปดาห์ และมีประโยชน์มากสำหรับการวางแผนคิวรถเกี่ยวกับการต่อรองราคา

  1. ทำกรอบไม้หรือเชือกขนาด 1 เมตร คูณ 1 เมตร
  2. สุ่มวาง 5 จุดกระจายทั่วแปลง หลีกเลี่ยงขอบแปลงและร่องน้ำ เพราะให้ค่าสูงเกินจริง
  3. เกี่ยวข้าวทั้งหมดในกรอบ นวด ทำความสะอาด แล้วชั่งน้ำหนักเมล็ด
  4. หาค่าเฉลี่ยของ 5 จุดเป็นกรัมต่อตารางเมตร แล้วคูณด้วย 1.6 จะได้กิโลกรัมต่อไร่ เพราะ 1 ไร่เท่ากับ 1,600 ตารางเมตร
  5. วัดความชื้นเมล็ด แล้วปรับเป็นค่าที่ 15% ด้วยสูตรข้างต้น

ตัวอย่าง ค่าเฉลี่ยได้ 420 กรัมต่อตารางเมตร คูณ 1.6 ได้ 672 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้าความชื้นตอนวัดอยู่ที่ 20% ค่าที่ 15% จะเท่ากับ 672 × 80 ÷ 85 ซึ่งประมาณ 632 กิโลกรัมต่อไร่

แยกดูองค์ประกอบผลผลิตเพื่อรู้ว่าปัญหาอยู่ตรงไหน

ผลผลิตข้าวประกอบด้วยสามตัวคูณกัน คือจำนวนรวงต่อตารางเมตร จำนวนเมล็ดดีต่อรวง และน้ำหนักเมล็ด การรู้ว่าตัวไหนต่ำช่วยให้แก้ถูกจุดในฤดูถัดไป

  • รวงต่อตารางเมตรน้อยกว่า 250 รวง มักมาจากอัตราเมล็ดพันธุ์ต่ำเกิน ความงอกไม่ดี หรือหอยเชอรี่กับปูนากินต้นกล้า ปัญหาอยู่ช่วง 30 วันแรก
  • เมล็ดดีต่อรวงน้อยหรือรวงลีบมาก มักมาจากขาดน้ำหรือขาดไนโตรเจนช่วงตั้งท้องถึงออกรวง หรือเจอเพลี้ยและโรคไหม้คอรวงในระยะนั้น
  • เมล็ดเล็กและน้ำหนักเบา มักมาจากช่วงสะสมแป้ง 20-30 วันหลังออกรวงมีปัญหา เช่น น้ำแห้งเร็วเกินไป ใบล่างแห้ง หรือระบายน้ำออกเร็วก่อนเมล็ดเต็ม

ปัจจัยที่ทำให้ได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และจุดที่ปรับได้เร็วที่สุด

ภาพประกอบ ปัจจัยที่ทำให้ได้ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย และจุดที่ปรับได้เร็วที่สุด

เมื่อวัดแล้วพบว่าต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภาคและพันธุ์เดียวกัน ให้ไล่ตามลำดับนี้ เพราะเรียงตามผลตอบแทนต่อความพยายาม

1. อัตราเมล็ดพันธุ์ที่หว่านมากเกินไป แก้ได้ทันทีในฤดูหน้า

ในนาหว่านน้ำตม อัตราที่กรมการข้าวแนะนำอยู่ในช่วงประมาณ 15-20 กิโลกรัมต่อไร่ แต่ชาวนาจำนวนมากใช้ 25-30 กิโลกรัมต่อไร่ เพราะกลัวข้าวไม่ขึ้น ผลที่ได้กลับตรงข้าม คือต้นแน่นจนแย่งแสงและอาหาร ต้นอ่อนแอ โรคและเพลี้ยระบาดง่ายเพราะทรงพุ่มทึบและอับชื้น และล้มง่ายในช่วงใกล้เก็บเกี่ยว การลดอัตราลงมาอยู่ในช่วงที่แนะนำจึงประหยัดค่าเมล็ดพันธุ์และเพิ่มโอกาสได้ผลผลิตดีขึ้นพร้อมกัน สำหรับนาดำใช้ประมาณ 5-7 กิโลกรัมต่อไร่ และนาหยอดประมาณ 8-10 กิโลกรัมต่อไร่

คำนวณปริมาณเมล็ดพันธุ์ตามวิธีปลูกและพื้นที่จริงได้ที่ เครื่องคำนวณอัตราเมล็ดพันธุ์

2. คุณภาพเมล็ดพันธุ์และข้าวปน

การเก็บเมล็ดพันธุ์ใช้เองต่อเนื่องหลายฤดูโดยไม่คัดทำให้เกิดข้าวปนพันธุ์ ข้าวดีดข้าวเด้ง และความงอกลดลง ข้าวดีดที่ขึ้นแซมจะสูงกว่าข้าวปลูก ร่วงก่อนเกี่ยว และแย่งธาตุอาหาร ทางแก้คือเปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์ชั้นพันธุ์ขยายหรือชั้นพันธุ์จำหน่ายจากศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวหรือแหล่งที่ได้รับการรับรองอย่างน้อยทุก 2-3 ฤดู และถอนข้าวดีดออกก่อนออกรวงเพื่อไม่ให้ทิ้งเมล็ดไว้ในแปลง

3. การจัดการน้ำในช่วงวิกฤต

ช่วงที่ข้าวอ่อนไหวต่อการขาดน้ำมากที่สุดคือระยะกำเนิดช่อดอกจนถึงออกรวงและผสมเกสร การขาดน้ำในช่วงนี้แม้ไม่กี่วันทำให้เมล็ดลีบเป็นสัดส่วนสูงและดึงผลผลิตลงมากกว่าการขาดน้ำในระยะอื่น ในเขตชลประทานควรวางแผนรอบน้ำให้ครอบคลุมช่วงนี้เป็นอันดับแรก ส่วนในนาน้ำฝนควรเลือกวันปลูกให้ช่วงออกรวงตรงกับช่วงที่ฝนยังมีตามสถิติของพื้นที่ ไม่ใช่ปลูกตามเพื่อนบ้าน

4. จังหวะและปริมาณปุ๋ยไนโตรเจน

การใส่ปุ๋ยไนโตรเจนทั้งหมดรวดเดียวตอนต้นทำให้ข้าวเฝือใบ อ่อนแอต่อโรค และไนโตรเจนสูญเสียไปกับน้ำ วิธีที่ให้ผลดีกว่าคือแบ่งใส่ โดยงวดสำคัญที่สุดคือช่วงกำเนิดช่อดอกซึ่งอยู่ราว 30 วันก่อนออกรวง เพราะเป็นช่วงที่กำหนดจำนวนเมล็ดต่อรวง ปริมาณที่ควรใช้ควรอิงผลวิเคราะห์ดินของแปลงจริง ซึ่งขอรับบริการได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินหรือสำนักงานเกษตรอำเภอ และกรมการข้าวมีแผ่นเทียบสีใบข้าวสำหรับตัดสินใจว่าต้องเติมไนโตรเจนหรือยังโดยไม่ต้องเดา

ประเมินปริมาณและค่าใช้จ่ายปุ๋ยตามพื้นที่จริงได้ที่ เครื่องคำนวณปุ๋ย

5. ความเป็นกรดของดินและอินทรียวัตถุ

ดินนาที่ค่าความเป็นกรดด่างต่ำกว่าประมาณ 5.0 ทำให้ธาตุอาหารบางตัวถูกตรึงและรากทำงานได้ไม่เต็มที่ แม้ใส่ปุ๋ยเท่าเดิมก็ได้ผลน้อยลง การแก้ต้องอาศัยผลวิเคราะห์ดินก่อนเสมอ เพราะอัตราการใส่วัสดุปรับปรุงดินขึ้นกับค่าที่วัดได้และเนื้อดิน ไม่ควรใส่ตามที่คนอื่นบอก รายละเอียดเรื่องดินอ่านเพิ่มได้ที่หมวด ดิน น้ำ ปุ๋ย

6. การสูญเสียตอนเก็บเกี่ยว

เป็นจุดที่ถูกมองข้ามมากที่สุด เพราะผลผลิตหายไปหลังจากข้าวโตเต็มที่แล้ว การสูญเสียเกิดจากเกี่ยวช้าเกินไปจนเมล็ดร่วง ตั้งความเร็วลูกนวดหรือพัดลมของรถเกี่ยวไม่เหมาะกับสภาพข้าว และการขนถ่ายที่ทำให้ข้าวหก ช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับเกี่ยวข้าวโดยทั่วไปคือประมาณ 28-30 วันหลังข้าวออกดอกพร้อมกันราว 80% ของแปลง ถ้าปล่อยเลยไปมาก เมล็ดจะร่วงและข้าวหักตอนสีมากขึ้น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

ภาพประกอบ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
  • เทียบผลผลิตของตัวเองที่ความชื้น 28% กับสถิติที่ 15% ทำให้คิดว่าทำได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยทั้งที่จริงแล้วต่ำกว่า และตัดสินใจไม่ปรับปรุงอะไรเลย
  • หว่านเมล็ดพันธุ์หนาเพราะกลัวข้าวไม่ขึ้น เป็นสาเหตุอันดับต้นของต้นล้ม เพลี้ยระบาด และผลผลิตต่ำในนาหว่านน้ำตม
  • เอาค่าเฉลี่ยประเทศมาตัดสินแปลงตัวเอง ทั้งที่ควรเทียบกับค่าเฉลี่ยของภาคและพันธุ์เดียวกัน
  • เปลี่ยนไปใช้พันธุ์ผลผลิตสูงในนาน้ำฝน โดยไม่มีน้ำสำรองในช่วงตั้งท้อง ผลคือได้ต่ำกว่าพันธุ์เดิมเพราะพันธุ์ผลผลิตสูงต้องการน้ำและปุ๋ยสม่ำเสมอ
  • ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนรวดเดียวตอนต้นฤดู แล้วไม่มีเหลือในช่วงกำเนิดช่อดอกซึ่งเป็นช่วงที่กำหนดจำนวนเมล็ดต่อรวง
  • ใช้เมล็ดพันธุ์เก็บเองติดต่อกันหลายปีโดยไม่คัด ทำให้ข้าวปนและข้าวดีดสะสมจนผลผลิตลดลงทีละน้อยทุกฤดูโดยไม่รู้สาเหตุ
  • วัดผลผลิตจากจุดเดียวกลางแปลงที่ข้าวงามที่สุด แล้วสรุปทั้งแปลง ทำให้ประเมินสูงเกินจริงและวางแผนขายผิด

สรุป

คำตอบมาตรฐานของคำถามนี้คือข้าวนาปีเฉลี่ยราว 440-470 กิโลกรัมต่อไร่ และข้าวนาปรังราว 630-690 กิโลกรัมต่อไร่ ที่ความชื้น 15% ตามสถิติของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรและกรมการข้าว แต่ตัวเลขที่มีความหมายต่อชาวนาแต่ละรายคือค่าเฉลี่ยของภาคและพันธุ์เดียวกัน เพราะช่วงจริงกว้างตั้งแต่ต่ำกว่า 300 ถึงเกิน 900 กิโลกรัมต่อไร่

สิ่งที่ควรทำเป็นอันดับแรกคือวัดผลผลิตแปลงตัวเองด้วยการสุ่มเก็บ 1 ตารางเมตร 5 จุด แล้วปรับเป็นความชื้น 15% เพื่อให้รู้ตำแหน่งจริงของตัวเอง จากนั้นจึงไล่แก้ตามลำดับที่ให้ผลเร็วที่สุด คือลดอัตราหว่านให้อยู่ในช่วงที่แนะนำ เปลี่ยนมาใช้เมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการรับรอง และคุมน้ำกับปุ๋ยไนโตรเจนให้ตรงช่วงกำเนิดช่อดอก

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) — สถิติเนื้อที่เพาะปลูก เนื้อที่เก็บเกี่ยว ผลผลิต และผลผลิตต่อไร่ของข้าวนาปีและข้าวนาปรัง รายภาคและรายจังหวัด
  • 📄กรมการข้าว — ข้อมูลพันธุ์ข้าวรับรอง ศักยภาพผลผลิตของแต่ละพันธุ์ อัตราเมล็ดพันธุ์ที่แนะนำตามวิธีปลูก และการใช้แผ่นเทียบสีใบข้าว
  • 📄กรมพัฒนาที่ดิน — บริการวิเคราะห์ดินและคำแนะนำการจัดการดินนาเปรี้ยวและดินทรายจัด ซึ่งเป็นข้อจำกัดผลผลิตหลักในหลายพื้นที่
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — คำแนะนำการจัดการน้ำและปุ๋ยในนาข้าวผ่านสำนักงานเกษตรอำเภอ และการเข้าถึงบริการวิเคราะห์ดินในพื้นที่

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ข้าว 1 ตันเท่ากับกี่ไร่

ถ้าใช้ค่าเฉลี่ยข้าวนาปีที่ราว 450 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวเปลือก 1 ตันหรือ 1,000 กิโลกรัม จะมาจากพื้นที่ประมาณ 2.2 ไร่ แต่ถ้าเป็นนาปรังในเขตชลประทานที่ได้ราว 660 กิโลกรัมต่อไร่ จะใช้พื้นที่ประมาณ 1.5 ไร่ ตัวเลขนี้คิดที่ความชื้น 15% ถ้าเป็นข้าวสดความชื้นสูงจะใช้พื้นที่น้อยกว่านี้แต่เป็นน้ำหนักน้ำ ไม่ใช่เนื้อข้าว

ข้าวเปลือก 1 ตันสีเป็นข้าวสารได้กี่กิโลกรัม

อัตราการสีขึ้นกับพันธุ์ ความชื้น และคุณภาพเมล็ด โดยทั่วไปข้าวเปลือกคุณภาพดีจะได้ข้าวสารประมาณ 60-68% ของน้ำหนัก ส่วนที่เหลือเป็นแกลบและรำ ถ้าข้าวมีเมล็ดลีบมากหรือเก็บเกี่ยวช้าจนเมล็ดร้าว สัดส่วนข้าวเต็มเมล็ดจะลดลงและถูกตัดราคา จึงควรสอบถามอัตราการสีที่โรงสีในพื้นที่เพื่อใช้เป็นค่าอ้างอิงจริง

ทำนาอินทรีย์ได้ผลผลิตต่อไร่น้อยกว่ามากไหม

ในช่วงปีแรกที่เปลี่ยนระบบมักได้ต่ำลง เพราะดินยังปลดปล่อยธาตุอาหารได้ไม่ทันกับความต้องการของข้าว หลังจากที่อินทรียวัตถุในดินสะสมขึ้นในช่วง 3-5 ปี ผลผลิตมักฟื้นเข้าใกล้ระบบเดิมมากขึ้น แต่จะเท่ากันหรือไม่ขึ้นกับเนื้อดินและแหล่งน้ำเป็นหลัก ควรวางแผนการเงินโดยคิดเผื่อผลผลิตที่ลดลงในช่วงเปลี่ยนผ่าน

ปลูกข้าว 2 รอบต่อปี ทำให้ผลผลิตรอบหลังลดลงหรือไม่

การปลูกต่อเนื่องโดยไม่พักดินมักทำให้เกิดสองปัญหาคือการสะสมของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลและโรคที่ติดมากับตอซัง และดินขาดช่วงระบายอากาศทำให้รากทำงานได้ไม่ดี ทางลดผลกระทบคือเว้นช่วงตากดินหลังเก็บเกี่ยว จัดการตอซังให้ย่อยสลายก่อนปลูกรอบใหม่ และสลับพันธุ์เพื่อไม่ให้แมลงปรับตัวเข้ากับพันธุ์เดิม

ทำไมแปลงข้างกันปลูกพันธุ์เดียวกันแต่ได้ผลผลิตต่างกันมาก

สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดสามข้อคือความสม่ำเสมอของระดับพื้นนาซึ่งทำให้น้ำลึกไม่เท่ากันและข้าวโตไม่พร้อมกัน คุณภาพเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ต่างแหล่งกัน และจังหวะการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนงวดสองที่ต่างกันเพียงไม่กี่วันในช่วงกำเนิดช่อดอก การปรับระดับพื้นนาให้เรียบเป็นการลงทุนที่เห็นผลข้ามฤดูและช่วยประหยัดน้ำไปพร้อมกัน