คำตอบสั้น ๆ
เทียบน้ำหมักชีวภาพสามสูตรหลักคือเศษพืชผัก เศษผลไม้สุก และเศษปลาหรือหอย ว่าใช้กับพืชช่วงไหน พร้อมอัตราส่วนวัตถุดิบ กากน้ำตาล น้ำ ระยะหมัก วิธีดูว่าสำเร็จหรือเสีย และอัตราเจือจางก่อนใช้
คำตอบเร็ว: น้ำหมักชีวภาพมีสามสูตรหลักที่ใช้ต่างกัน สูตรเศษพืชผักใช้บำรุงใบและเร่งย่อยสลายตอซัง หมักราว 7-15 วัน สูตรเศษผลไม้สุกใช้ช่วงสะสมอาหารและติดผล หมักราว 15-30 วัน ส่วนสูตรเศษปลาหรือหอยให้ไนโตรเจนสูงสำหรับพืชกินใบและช่วงบำรุงต้น ต้องหมักนานกว่าคือราว 21-30 วันขึ้นไป อัตราส่วนที่จำง่ายคือวัตถุดิบ 3 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วน น้ำ 10 ส่วน หมักสำเร็จจะมีกลิ่นเปรี้ยวอมหวานคล้ายของดอง ไม่ใช่กลิ่นเน่าเหม็น และต้องเจือจางก่อนใช้เสมอ
น้ำหมักชีวภาพเป็นของที่เกษตรกรทำกันเองเกือบทุกพื้นที่ แต่ปัญหาที่เจอซ้ำคือหมักแล้วเหม็นเน่า ใช้ไปแล้วพืชไม่ตอบสนอง หรือใช้เข้มข้นเกินจนใบไหม้ สาเหตุมักมาจากสามเรื่องคือเลือกวัตถุดิบไม่ตรงกับเป้าหมาย สัดส่วนน้ำตาลไม่พอ และใช้ก่อนหมักสุก บทความนี้เรียงตามลำดับการทำจริง ตั้งแต่เลือกสูตรตามเป้าหมาย ชั่งอัตราส่วน ดูว่าหมักสำเร็จหรือเสีย ไปจนถึงอัตราเจือจางก่อนใช้กับพืชแต่ละกลุ่ม
สามสูตรหลัก ใช้ต่างกันอย่างไร
| สูตร | วัตถุดิบหลัก | ระยะหมักโดยประมาณ | เหมาะกับ | ข้อจำกัด |
|---|---|---|---|---|
| สูตรเศษพืชผัก | เศษผัก ผักบุ้ง หยวกกล้วย ใบกระถิน เศษหญ้าสด | ราว 7-15 วัน | บำรุงใบ เร่งย่อยสลายตอซังและเศษพืชในแปลง ผสมกองปุ๋ยหมัก | ธาตุอาหารเจือจาง ใช้แทนปุ๋ยหลักไม่ได้ |
| สูตรเศษผลไม้สุก | กล้วยสุก มะละกอสุก สับปะรด ฟักทองแก่ | ราว 15-30 วัน | ช่วงสะสมอาหารและติดผลของไม้ผลและพืชผักกินผล | กลิ่นหวานดึงดูดแมลงวันทองและมด ต้องปิดภาชนะให้ดี |
| สูตรเศษปลาหรือหอย | เศษปลา หัวปลา ก้างปลา หอยเชอรี่ทุบทั้งเปลือก | ราว 21-30 วันขึ้นไป บางสูตรนานถึง 2-3 เดือน | พืชกินใบ ผักสวนครัว ช่วงบำรุงต้นและเร่งใบอ่อนของไม้ผล | กลิ่นแรงที่สุด ย่อยสลายช้า และเสี่ยงเน่าถ้าน้ำตาลไม่พอ |
ความต่างไม่ได้อยู่แค่กลิ่นหรือวัตถุดิบที่หาได้ แต่อยู่ที่สัดส่วนธาตุอาหารและเวลาที่จุลินทรีย์ต้องใช้ย่อย เศษพืชอวบน้ำมีน้ำตาลและน้ำในตัวเองสูง จุลินทรีย์เริ่มทำงานได้เร็ว จึงใช้เวลาน้อยที่สุด ส่วนเศษปลามีโปรตีนและไขมันสูง ต้องใช้เวลานานกว่ามากและต้องมีน้ำตาลเลี้ยงจุลินทรีย์ให้พอ ไม่เช่นนั้นแบคทีเรียกลุ่มที่ทำให้เน่าจะชนะและได้ของเหม็นแทนของหมัก
อัตราส่วนวัตถุดิบ กากน้ำตาล และน้ำ
สูตรที่จำง่ายและใช้ได้กับทุกกลุ่มวัตถุดิบคือ วัตถุดิบ 3 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วน น้ำ 10 ส่วน โดยน้ำหนักหรือปริมาตรก็ได้ เช่น เศษผัก 3 กิโลกรัม กากน้ำตาล 1 กิโลกรัม น้ำสะอาด 10 ลิตร ใส่ถังหมักขนาด 20 ลิตรจะเหลือช่องว่างพอสำหรับแก๊สที่เกิดขึ้น
กรมพัฒนาที่ดินมีสูตรอ้างอิงพร้อมสารเร่งจุลินทรีย์ซุปเปอร์ พด. สำหรับทำน้ำหมักชีวภาพ ทั้งจากวัตถุดิบพืชและจากเศษสัตว์ ซึ่งระบุน้ำหนักวัตถุดิบและระยะเวลาหมักไว้ชัดเจน ขอรับสารเร่งและเอกสารได้ฟรีที่สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดหรือผ่านหมอดินอาสาประจำตำบล ควรขอเอกสารฉบับล่าสุดเพราะรายละเอียดสูตรมีการปรับปรุงเป็นระยะ
ข้อสังเกตเรื่องน้ำตาล กากน้ำตาลมีราคาถูกและมีจุลธาตุติดมาด้วย จึงเป็นตัวเลือกหลัก ถ้าหาไม่ได้ใช้น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำอ้อยแทนได้ แต่ต้องเพิ่มปริมาณเพราะความเข้มข้นต่างกัน หน้าที่ของน้ำตาลไม่ใช่ปุ๋ย แต่เป็นอาหารเลี้ยงจุลินทรีย์ให้ทำงานชนะเชื้อเน่า ดังนั้นสูตรที่วัตถุดิบมีโปรตีนสูงอย่างเศษปลา ห้ามลดน้ำตาลลงเด็ดขาด
ขั้นตอนทำทีละขั้น
- เตรียมภาชนะ ใช้ถังพลาสติกทึบแสงมีฝาปิด ขนาดที่เหลือช่องว่างอย่างน้อยหนึ่งในห้าของถัง ห้ามใช้ภาชนะโลหะเพราะกรดที่เกิดขึ้นระหว่างหมักจะกัดกร่อน และห้ามปิดฝาแน่นสนิทเพราะแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นจะดันจนถังบวมหรือระเบิด ให้ปิดหลวมหรือเจาะรูเล็กแล้วปิดทับด้วยผ้า
- เตรียมน้ำ ถ้าใช้น้ำประปาให้พักในภาชนะเปิดอย่างน้อย 1-2 วันเพื่อให้คลอรีนระเหย เพราะคลอรีนฆ่าจุลินทรีย์ที่เราต้องการ น้ำบ่อหรือน้ำฝนใช้ได้เลย
- สับวัตถุดิบให้ชิ้นเล็ก ยิ่งชิ้นเล็กยิ่งย่อยเร็ว เศษปลาให้สับหรือบดรวมก้าง หอยเชอรี่ให้ทุบทั้งเปลือกเพื่อให้แคลเซียมละลายออกมาด้วย
- ผสมกากน้ำตาลกับน้ำให้ละลายก่อน แล้วค่อยเทลงคลุกกับวัตถุดิบ วิธีนี้ทำให้น้ำตาลกระจายทั่วถึง ไม่นอนก้นถังเป็นชั้นเหนียว
- ใส่สารเร่งจุลินทรีย์ถ้ามี คนให้เข้ากันแล้วปิดฝาหลวม วางถังในที่ร่ม อากาศถ่ายเท ไม่โดนแดดโดยตรง เพราะความร้อนจากแดดทำให้จุลินทรีย์ตาย
- คนวันละครั้งในสัปดาห์แรก เพื่อระบายแก๊สและให้วัตถุดิบที่ลอยขึ้นมาจมกลับลงไปในน้ำ ชิ้นที่ลอยพ้นน้ำนาน ๆ คือจุดที่ราขึ้นและทำให้กองเสีย
- รอตามระยะของแต่ละสูตร แล้วกรองด้วยผ้าหรือตะแกรงก่อนนำไปใช้ กากที่เหลือนำไปใส่กองปุ๋ยหมักต่อได้ ไม่ต้องทิ้ง
ดูอย่างไรว่าหมักสำเร็จ
- กลิ่น เปรี้ยวอมหวานคล้ายผักดองหรือไวน์ นี่คือสัญญาณที่ชัดที่สุดว่าจุลินทรีย์กลุ่มที่ต้องการทำงานอยู่
- ฟองแก๊ส ช่วงแรกจะมีฟองผุดมาก เมื่อใกล้สำเร็จฟองจะลดลงจนเกือบหยุด แสดงว่าน้ำตาลถูกใช้ไปเกือบหมดแล้ว
- สี เปลี่ยนเป็นน้ำตาลเข้มถึงน้ำตาลอมแดง ค่อนข้างใสหลังกรอง ไม่ขุ่นข้นเป็นตะกอนเละ
- ฝ้าขาวบนผิว เป็นยีสต์ที่เกิดตามปกติ ไม่ใช่ของเสีย ให้คนกลับลงไปได้
- ความเป็นกรด น้ำหมักที่สำเร็จจะเป็นกรดชัดเจน ถ้ามีกระดาษวัดกรดด่างจะอ่านได้ประมาณ 3.5-4.5 ความเป็นกรดนี่เองที่ยับยั้งเชื้อเน่า
สัญญาณว่าเสีย กลิ่นเหม็นเน่าแบบของเน่าหรือกลิ่นแก๊สไข่เน่า มีราสีดำหรือเขียวเป็นแผ่นหนาบนผิว มีหนอนแมลงวันในถัง และน้ำเป็นเมือกยืด กรณีแบบนี้เกิดจากน้ำตาลน้อยเกิน ใส่วัตถุดิบโปรตีนสูงมากเกินสัดส่วน หรือวัตถุดิบลอยพ้นน้ำแล้วไม่ได้คน ถ้ายังไม่เสียมาก ให้เติมกากน้ำตาลเพิ่มราวครึ่งหนึ่งของที่ใส่ครั้งแรก คนให้เข้ากันแล้วหมักต่ออีก 7-10 วัน ถ้ากลิ่นยังเน่าอยู่ให้เลิกใช้กับพืช แล้วเทลงกองปุ๋ยหมักหรือหลุมกลบขยะอินทรีย์แทน อย่าเสียดายเอาไปรดพืชเพราะเสี่ยงทั้งกลิ่นในแปลงและเชื้อที่ไม่ต้องการ
อัตราเจือจางก่อนใช้
| วิธีใช้ | อัตราเจือจางโดยประมาณ | คิดเป็นต่อน้ำ 20 ลิตร | ความถี่ |
|---|---|---|---|
| รดโคนต้นในแปลงผัก | ประมาณ 1 ต่อ 200 ถึง 1 ต่อ 500 | ราว 40-100 มิลลิลิตร หรือ 3-7 ช้อนโต๊ะ | ทุก 7-10 วัน |
| ฉีดพ่นทางใบ | เจือจางกว่า ราว 1 ต่อ 500 ถึง 1 ต่อ 1,000 | ราว 20-40 มิลลิลิตร หรือ 1.5-3 ช้อนโต๊ะ | ทุก 10-14 วัน พ่นตอนเช้าหรือเย็น |
| ราดตอซังและเศษพืชในนาเพื่อเร่งย่อยสลาย | เข้มข้นกว่าได้ ราว 1 ต่อ 100 | ราว 200 มิลลิลิตร | ราดหลังเกี่ยวแล้วย่ำกลบ ขังน้ำ 7-10 วัน |
| ผสมในกองปุ๋ยหมักเพื่อเร่งการย่อย | ราว 1 ต่อ 100 ถึง 1 ต่อ 200 | ราว 100-200 มิลลิลิตร | รดตอนกลับกองทุก 7-10 วัน |
สูตรเศษปลามีความเข้มข้นสูงกว่าสูตรพืช ควรเริ่มที่อัตราเจือจางกว่าเสมอ และทดลองกับต้นสัก 3-5 ต้นก่อนใช้ทั้งแปลง ดูอาการในวันถัดไป ถ้าปลายใบไม่ไหม้และต้นไม่เหี่ยวจึงขยายผล ข้อผิดพลาดที่ทำให้พืชเสียหายมากที่สุดคือการเทน้ำหมักเข้มข้นลงโคนต้นโดยตรงเพราะคิดว่ายิ่งเข้มยิ่งดี ความเป็นกรดและความเข้มข้นของเกลือจะทำลายรากฝอย
น้ำหมักชีวภาพทำอะไรได้จริง และทำอะไรไม่ได้
ต้องพูดให้ตรงว่าน้ำหมักชีวภาพไม่ใช่ปุ๋ยที่ใช้แทนปุ๋ยหลักได้ ปริมาณธาตุอาหารหลักในน้ำหมักโดยทั่วไปต่ำมากเมื่อคิดต่อลิตร จึงไม่สามารถทดแทนไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมที่พืชต้องการในปริมาณมากได้ สิ่งที่น้ำหมักทำได้ดีคือ
- เร่งการย่อยสลายเศษพืช ทั้งตอซังในนา เศษใบไม้ในสวน และกองปุ๋ยหมัก ช่วยให้อินทรียวัตถุกลับคืนสู่ดินเร็วขึ้นและลดการเผา
- เพิ่มกิจกรรมจุลินทรีย์ในดิน ซึ่งช่วยให้ธาตุอาหารที่มีอยู่แล้วในดินถูกปลดปล่อยออกมาในรูปที่พืชใช้ได้
- ใช้ประโยชน์จากของเหลือในฟาร์ม เศษผัก เศษผลไม้ตกเกรด เศษปลา และหอยเชอรี่ที่เก็บจากนา แปลงเป็นของที่ใช้ได้แทนการทิ้ง
- เสริมจุลธาตุและกรดอินทรีย์ ในปริมาณน้อยแต่ช่วยให้ดินที่เสื่อมฟื้นตัวได้เมื่อใช้ร่วมกับปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมัก
สิ่งที่น้ำหมักชีวภาพทำไม่ได้คือทดแทนสารป้องกันกำจัดโรคและแมลงในกรณีที่ระบาดหนักแล้ว และไม่ใช่ยารักษาโรคพืช การใช้น้ำหมักผลไม้ที่มีกลิ่นหวานในแปลงไม้ผลยังอาจดึงดูดแมลงวันผลไม้และมดเข้ามามากขึ้นด้วย ถ้าเป้าหมายคือไล่แมลงต้องใช้สูตรสมุนไพรหมัก เช่น สะเดา ตะไคร้หอม ข่า บอระเพ็ด ซึ่งเป็นคนละสูตรกับน้ำหมักเพื่อบำรุงพืช และยังต้องใช้ร่วมกับการจัดการอื่นอยู่ดี
ความปลอดภัยและข้อควรระวัง
- แก๊สในถังหมัก ห้ามปิดฝาสนิทและห้ามเปิดถังโดยเอาหน้าไปจ่อ ให้เปิดโดยหันหน้าออกและวางถังในที่อากาศถ่ายเท
- เก็บให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง น้ำหมักมีกลิ่นหวานที่ดึงดูดสัตว์ และเป็นกรดที่ระคายเคือง
- สวมถุงมือเมื่อทำสูตรเศษปลาหรือหอย โดยเฉพาะถ้าใช้หอยเชอรี่ ต้องระวังเรื่องพยาธิ ควรสวมถุงมือและล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้ง
- เว้นระยะก่อนเก็บเกี่ยวในผักกินสด ไม่ควรรดหรือพ่นน้ำหมักโดยเฉพาะสูตรเศษปลาใกล้วันเก็บเกี่ยว ควรเว้นอย่างน้อย 7-14 วันเพื่อลดกลิ่นและความเสี่ยงปนเปื้อน
- ถ้าทำเพื่อขาย ต้องขึ้นทะเบียน การผลิตปุ๋ยอินทรีย์หรือสารปรับปรุงดินเพื่อจำหน่ายอยู่ภายใต้กฎหมายปุ๋ยที่กรมวิชาการเกษตรกำกับดูแล ทำใช้เองในฟาร์มไม่มีปัญหา แต่ถ้าจะขายควรตรวจสอบเงื่อนไขการขึ้นทะเบียนก่อน
- อย่าเทน้ำหมักลงแหล่งน้ำ ความเข้มข้นของอินทรียวัตถุสูงทำให้ออกซิเจนในน้ำลดลงจนปลาตายได้ ถ้าเหลือใช้ให้เทลงกองปุ๋ยหมัก
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ลดกากน้ำตาลเพราะเสียดายหรือหาไม่ได้ เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้ถังเน่าแทนที่จะหมัก โดยเฉพาะสูตรเศษปลา
- ปิดฝาแน่นสนิท แก๊สดันจนถังบวม ฝาปลิว หรือของหมักพุ่งใส่คนเปิด
- วางถังกลางแดด ความร้อนทำให้จุลินทรีย์ตายและหมักไม่เดินตามกำหนด
- ใช้น้ำประปาสด ๆ คลอรีนฆ่าจุลินทรีย์ตั้งแต่วันแรก ถังจึงนิ่งไม่มีฟอง
- ไม่คนเลยตลอดการหมัก วัตถุดิบลอยพ้นน้ำแล้วขึ้นราจนกองเสียจากด้านบนลงมา
- ใช้ก่อนครบระยะเพราะเห็นว่ามีฟอง ฟองมากแปลว่ายังหมักไม่เสร็จ การใช้ตอนนี้จะได้ของที่ยังเป็นกรดจัดและอาจทำให้รากเสียหาย
- ใช้เข้มข้นเกินเพราะคิดว่ายิ่งเข้มยิ่งได้ผล ปลายใบไหม้และรากฝอยเสียหาย ต้องเจือจางตามอัตราเสมอ
- คาดหวังให้แทนปุ๋ยทั้งหมด แล้วเลิกใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี ผลคือผลผลิตลดลงชัดเจนภายในหนึ่งถึงสองฤดู
อ่านเรื่องการทำปุ๋ยหมัก การปรับปรุงดิน และการคำนวณอัตราปุ๋ยเพิ่มเติมได้ในหมวด ดิน น้ำ ปุ๋ย
สรุป
น้ำหมักชีวภาพให้ผลต่างกันตามวัตถุดิบ สูตรเศษพืชผักใช้บำรุงใบและเร่งย่อยตอซัง หมักราว 7-15 วัน สูตรผลไม้สุกใช้ช่วงสะสมอาหารและติดผล หมักราว 15-30 วัน ส่วนสูตรเศษปลาหรือหอยให้ไนโตรเจนสูงและต้องหมักนานกว่าคือราว 21-30 วันขึ้นไป อัตราส่วนหลักที่ใช้ได้ทุกสูตรคือวัตถุดิบ 3 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วน น้ำ 10 ส่วน หมักในที่ร่ม คนสม่ำเสมอ และดูที่กลิ่นเปรี้ยวอมหวานกับฟองที่หยุดแทนการนับวันอย่างเดียว ก่อนใช้ต้องเจือจางตามอัตราและจำไว้ว่านี่คือตัวเสริม ไม่ใช่ตัวแทนของปุ๋ยหลัก
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมพัฒนาที่ดิน — สูตรและวิธีทำน้ำหมักชีวภาพจากวัตถุดิบพืชและสัตว์ พร้อมสารเร่งจุลินทรีย์ซุปเปอร์ พด. ที่ขอรับได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด
- กรมส่งเสริมการเกษตร — แนวทางการใช้น้ำหมักชีวภาพและปุ๋ยอินทรีย์ในแปลงพืชผักและไม้ผล
- กรมวิชาการเกษตร — ข้อกำหนดตามกฎหมายปุ๋ยสำหรับการผลิตปุ๋ยอินทรีย์และสารปรับปรุงดินเพื่อจำหน่าย
- กรมการข้าว — แนวทางการจัดการตอซังและฟางข้าวโดยไม่เผา และการใช้จุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายในนา
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
ปลายฝนต้องเก็บน้ำเข้าสระเท่าไหร่ถึงพอใช้ทั้งหน้าแล้ง
ปลายฝนคือจังหวะสุดท้ายที่จะเก็บน้ำก่อนหน้าแล้ง บทความนี้ให้สูตรคำนวณ ตัวอย่างผักคะน้า 1 ไร่ และสถานการณ์น้ำและเอลนีโญ ณ ต.ค. 2569
ฝนทิ้งช่วงกลางนาปี ข้าวขาดน้ำต้องทำอะไรก่อน
ฝนทิ้งช่วงกลางนาปี สิ่งแรกที่ต้องทำคือดูว่าข้าวอยู่ระยะไหนและแปลงขาดน้ำมากี่วัน แล้วจัดน้ำให้แปลงที่ยังกู้ได้ก่อน บทความนี้เรียงลำดับสิ่งที่ควรทำตามข้อมูลหน่วยงานรัฐ
ฝุ่น PM2.5 และหมอกควันกระทบพืชผักอย่างไร เกษตรกรควรดูแลแปลงแบบไหน
ฝุ่นที่เกาะใบบังแสงและทำให้ปากใบปิดบางส่วน บทความนี้แยกสิ่งที่งานวิจัยยืนยันแล้วออกจากตัวเลขที่ยังไม่มีใครวัด และบอกวิธีดูแลแปลงกับคนทำงานช่วงฝุ่นสูง
ดินเป็นกรดหลังน้ำท่วม ตรวจดินที่ไหน และปรับสภาพอย่างไร
หลังน้ำลด เกษตรกรหลายรายสังเกตว่าผักที่ปลูกซ่อมรอบแรกโตช้า ใบเหลือง หรือรากไม่เดิน แล้วได้ยินต่อกันมาว่า "น้ำท่วมดินเป็นกรด ต้องใส่ปูนเยอะ ๆ" ความจริง
ดินโคลนทับสวนหลังน้ำท่วม ต้องขุดออกไหม และทำอย่างไร
น้ำลดแล้วเจ้าของสวนหลายคนเดินเข้าไปเจอภาพเดียวกัน คือชั้นดินโคลนสีน้ำตาลเทาเคลือบทั่วแปลง บางจุดทับโคนต้นจนมองไม่เห็นดินเดิม บางจุดมีเศษไม้และทรายพัดม
ฟื้นฟูดินหลังน้ำท่วม ตรวจอะไรก่อนปลูกใหม่ และตะกอนทับหน้าดินทำอย่างไร
น้ำลดแล้วแต่แปลงยังเป็นโคลน บางแปลงมีทรายทับหน้าดินเป็นแผ่น บางแปลงดินเละจนเดินแล้วรองเท้าจม คำถามที่เกษตรกรถามกันมากที่สุดคือ "ต้องรอนานแค่ไหน" และ "
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

น้ำหมักชีวภาพขนาด 600 มล. หมักจากผักและผลไม้คัดอย่างดี อายุการหมัก 2ปี+
ดูรายละเอียด
น้ำหมักชีวภาพมูลไก่1ลิตร หมักด้วยระบบออกชิเจนหมักข้ามปี สูตรเข้มข้น ไร้กลิ่น ธาตุอาหารสูง มูลไก่ ขี้ไก่ไข่
ดูรายละเอียด
【งอกเร็ว 3 วัน ปลอดเชื้อรา】กระถางปลูกต้นอ่อนแบบพิเศษ สำหรับครัวเรือน อุปกรณ์ปลูกผักสลัด/เครื่องปลูกเมล็ดพันธุ์/กระถางระบายน้ำดี/ปลูกพืชอินทรีย์
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
น้ำหมักชีวภาพหมักกี่วันถึงใช้ได้
ขึ้นกับวัตถุดิบ สูตรเศษผักและพืชอวบน้ำใช้เวลาราว 7-15 วัน สูตรเศษผลไม้สุกราว 15-30 วัน ส่วนสูตรเศษปลาหรือหอยต้องใช้เวลานานที่สุดคือราว 21-30 วันขึ้นไป บางรายหมักต่อถึง 2-3 เดือนเพื่อให้ย่อยสมบูรณ์และกลิ่นลดลง ให้ยึดสัญญาณจริงคือฟองหยุด กลิ่นเปรี้ยวอมหวาน และสีน้ำตาลใส มากกว่านับวันอย่างเดียว
น้ำหมักเหม็นเน่า แก้ได้ไหม
ถ้าเพิ่งเริ่มเหม็นและยังไม่มีราดำหนา ให้เติมกากน้ำตาลเพิ่มราวครึ่งหนึ่งของที่ใส่ครั้งแรก คนให้ทั่วเพื่อจมวัตถุดิบที่ลอย แล้วหมักต่ออีก 7-10 วัน ถ้ากลิ่นกลับมาเป็นเปรี้ยวแสดงว่ากู้ได้ แต่ถ้ายังเหม็นเน่าหรือมีหนอนแมลงวัน ให้เลิกใช้กับพืชแล้วเทลงกองปุ๋ยหมักแทน สาเหตุหลักมักเป็นน้ำตาลไม่พอหรือใส่วัตถุดิบโปรตีนสูงเกินสัดส่วน
ใช้น้ำหมักแทนปุ๋ยเคมีได้เลยหรือไม่
ไม่ได้ เพราะธาตุอาหารหลักในน้ำหมักมีปริมาณต่ำมากเมื่อคิดต่อลิตร จึงไม่พอกับความต้องการของพืชที่ให้ผลผลิตเชิงการค้า บทบาทที่เหมาะสมคือใช้เสริมเพื่อเร่งย่อยสลายเศษพืช เพิ่มกิจกรรมจุลินทรีย์ในดิน และใช้ของเหลือในฟาร์มให้เกิดประโยชน์ ควรใช้ร่วมกับปุ๋ยคอกที่หมักสุกและปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน
น้ำหมักสูตรไหนใช้กับผักกินใบ และสูตรไหนใช้กับไม้ผล
ผักกินใบและพืชที่ต้องการการเจริญทางใบเหมาะกับสูตรเศษพืชผักและสูตรเศษปลาที่เจือจางดีแล้ว ส่วนไม้ผลในช่วงสะสมอาหารและติดผลเหมาะกับสูตรเศษผลไม้สุกมากกว่า เพราะให้โพแทสเซียมและกรดอินทรีย์ที่เกี่ยวข้องกับการสะสมอาหาร ส่วนช่วงบำรุงต้นหลังเก็บเกี่ยวกลับมาใช้สูตรเศษปลาได้ แต่ต้องเว้นระยะก่อนเก็บเกี่ยวเสมอ
เก็บน้ำหมักที่กรองแล้วได้นานแค่ไหน
เก็บได้หลายเดือนถึงราวหนึ่งปีถ้าอยู่ในขวดหรือถังทึบแสง ปิดฝาหลวม ๆ และวางในที่ร่มเย็น ความเป็นกรดของน้ำหมักช่วยยับยั้งเชื้อเน่าได้ในตัว สิ่งที่บอกว่าเริ่มเสียคือกลิ่นเปลี่ยนจากเปรี้ยวเป็นเหม็นและมีตะกอนเมือกยืด ควรเขียนวันที่หมักไว้ข้างภาชนะเพื่อจัดลำดับการใช้
ทำไมต้องใส่กากน้ำตาล ลดปริมาณลงได้ไหม
กากน้ำตาลไม่ได้ทำหน้าที่เป็นปุ๋ย แต่เป็นอาหารเลี้ยงจุลินทรีย์กลุ่มที่เราต้องการให้ทำงานชนะเชื้อที่ทำให้เน่า ถ้าลดน้ำตาลลง จุลินทรีย์จะขาดอาหารและถังจะเปลี่ยนจากการหมักเป็นการเน่าแทน โดยเฉพาะสูตรเศษปลาที่มีโปรตีนสูงยิ่งห้ามลด ถ้าหากากน้ำตาลไม่ได้ ใช้น้ำตาลทรายแดงหรือน้ำอ้อยแทนได้แต่ต้องเพิ่มปริมาณ
