คำตอบสั้น ๆ
เลือกสูตรปุ๋ยข้าวโพดตามเนื้อดิน ทั้งสูตรรองพื้นและสูตรแต่งหน้า พร้อมตารางช่วงวันหลังปลูกที่ควรใส่ วิธีอ่านอาการขาดธาตุจากใบ และการปรับสูตรตามผลวิเคราะห์ดินเพื่อลดต้นทุนต่อไร่
คำตอบเร็ว: ข้าวโพดต้องใส่ปุ๋ยอย่างน้อย 2 ครั้งต่อรอบ คือรองพื้นตอนปลูกและแต่งหน้าช่วงอายุราว 20-25 วัน สูตรรองพื้นเลือกตามเนื้อดิน ดินเหนียวถึงร่วนเหนียวใช้สูตรที่เน้นไนโตรเจนกับฟอสฟอรัสอย่าง 16-20-0 ส่วนดินร่วนทรายถึงดินทรายควรใช้สูตรที่มีโพแทสเซียมด้วยอย่าง 15-15-15 หรือ 16-16-8 จากนั้นแต่งหน้าด้วยยูเรีย 46-0-0 พร้อมพูนโคนให้กลบปุ๋ย แปลงที่ดินอุดมหรือมีอินทรียวัตถุสูงสามารถลดอัตราลงได้ถ้ามีผลวิเคราะห์ดินยืนยัน ซึ่งเป็นวิธีลดต้นทุนปุ๋ยที่ได้ผลชัดที่สุด
ข้าวโพดเป็นพืชไร่ที่กินไนโตรเจนหนักที่สุดชนิดหนึ่งที่เกษตรกรไทยปลูก และเป็นพืชที่ตอบสนองต่อจังหวะของการใส่ปุ๋ยมากกว่าปริมาณรวมเสียอีก คนที่ใส่ปุ๋ยครบทั้งฤดูแต่ใส่ผิดช่วง จะได้ฝักสั้น ปลายฝักไม่ติดเมล็ด และผลผลิตต่ำกว่าคนที่ใส่น้อยกว่าแต่ใส่ถูกเวลา บทความนี้เรียงให้ครบตั้งแต่สูตรรองพื้น สูตรแต่งหน้า อัตราต่อไร่ ช่วงวันหลังปลูกที่ควรใส่ ไปจนถึงวิธีอ่านผลวิเคราะห์ดินเพื่อปรับสูตรและลดต้นทุน
ข้าวโพดกินธาตุอาหารช่วงไหนมากที่สุด
ถ้าวาดกราฟการดูดธาตุอาหารของข้าวโพดตามอายุ จะเห็นว่าช่วง 20 วันแรกข้าวโพดกินน้อยมากเพราะต้นยังเล็ก แต่พอเข้าช่วงอายุราว 25-50 วัน ซึ่งเป็นระยะที่ต้นยืดปล้องและสร้างใบ การดูดไนโตรเจนจะพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว และจุดที่สำคัญที่สุดคือช่วงก่อนออกดอกตัวผู้ถึงออกไหม เพราะจำนวนแถวเมล็ดและจำนวนเมล็ดต่อแถวถูกกำหนดในช่วงนี้ ถ้าขาดไนโตรเจนหรือขาดน้ำตอนนี้ ผลผลิตจะลดลงแบบที่แก้ไม่ได้ในภายหลัง ต่อให้ใส่ปุ๋ยเพิ่มหลังจากนั้นก็ตาม
นี่คือเหตุผลว่าทำไมการใส่ปุ๋ยรองพื้นอย่างเดียวจึงไม่พอสำหรับข้าวโพด ไนโตรเจนที่ใส่ตอนปลูกจะถูกชะและสูญเสียไปบางส่วนก่อนถึงช่วงที่ต้นต้องการมากที่สุด การแบ่งใส่จึงไม่ใช่เรื่องของความประณีต แต่เป็นเรื่องของการให้ปุ๋ยไปถึงรากในวันที่ต้นกำลังจะใช้
สูตรรองพื้นเลือกตามเนื้อดิน
หลักที่กรมวิชาการเกษตรใช้แนะนำคือ เลือกสูตรตามเนื้อดินและผลวิเคราะห์ดิน เพราะดินต่างชนิดมีความสามารถอุ้มธาตุอาหารต่างกัน โดยเฉพาะโพแทสเซียมที่ดินทรายเก็บไว้ไม่อยู่
| ชนิดดิน | สูตรรองพื้นที่แนะนำ | เหตุผล |
|---|---|---|
| ดินเหนียวถึงดินร่วนเหนียว | กลุ่ม 16-20-0 หรือสูตรใกล้เคียง | ดินเหนียวมักมีโพแทสเซียมสะสมพอสมควรอยู่แล้ว จึงเน้นไนโตรเจนและฟอสฟอรัส |
| ดินร่วนทรายถึงดินทราย | กลุ่ม 15-15-15 หรือ 16-16-8 | ดินทรายเก็บโพแทสเซียมไม่อยู่และชะง่าย ต้องเติมทั้งสามธาตุ |
| ดินกรดที่เพิ่งใส่ปูน | สูตรตามเนื้อดิน แต่ต้องเสริมสังกะสี | ค่า pH ที่สูงขึ้นทำให้สังกะสีละลายน้อยลง ข้าวโพดขาดสังกะสีง่ายที่สุดในพืชไร่ |
| ดินที่ผลวิเคราะห์ระบุฟอสฟอรัสสูงแล้ว | ลดตัวกลางลง ใช้สูตรที่ฟอสฟอรัสต่ำกว่า | ฟอสฟอรัสที่เกินไม่เพิ่มผลผลิต แต่เพิ่มต้นทุนต่อไร่ทันที |
อัตราปุ๋ยรองพื้นที่พบในคำแนะนำทั่วไปสำหรับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ในระดับหลายสิบกิโลกรัมต่อไร่ โดยขึ้นกับความอุดมของดินและเป้าผลผลิต แปลงที่ดินจืดหรือปลูกซ้ำที่เดิมหลายปีจะใช้อัตราสูงกว่าแปลงที่เพิ่งเปิดใหม่หรือเพิ่งไถกลบถั่ว ตัวเลขเฉพาะแปลงควรได้จากผลวิเคราะห์ดินและคำแนะนำของศูนย์วิจัยพืชไร่หรือเกษตรอำเภอในพื้นที่ ไม่ควรใช้อัตราเดียวกันทั้งอำเภอ
วิธีใส่ปุ๋ยรองพื้นให้ไม่เสียของ
- โรยปุ๋ยเป็นแถบข้างแถวปลูก ห่างจากเมล็ดราว 5-8 เซนติเมตร และลึกกว่าระดับเมล็ดเล็กน้อย แล้วกลบดิน
- ห้ามให้ปุ๋ยสัมผัสเมล็ดโดยตรง เพราะเกลือจากปุ๋ยจะดึงน้ำออกจากเมล็ดจนไม่งอกหรืองอกแล้วรากไหม้ อาการที่เห็นคือต้นขึ้นไม่สม่ำเสมอเป็นช่วง ๆ ตามแนวแถว
- ถ้าใช้เครื่องหยอดพร้อมใส่ปุ๋ย ให้ตรวจระยะระหว่างท่อปุ๋ยกับท่อเมล็ดทุกครั้งก่อนลงแปลง อย่าเชื่อการตั้งค่าจากฤดูที่แล้ว
- ควรหยอดตอนดินมีความชื้นพอ ถ้าดินแห้งสนิทปุ๋ยจะไม่ละลายและรากหาไม่เจอ
สูตรแต่งหน้าและช่วงวันหลังปลูกที่ควรใส่
ปุ๋ยแต่งหน้าของข้าวโพดคือไนโตรเจนเป็นหลัก ตัวที่ใช้กันมากที่สุดคือยูเรีย 46-0-0 เพราะให้ไนโตรเจนต่อกิโลกรัมสูงที่สุดและถูกที่สุดต่อหน่วยไนโตรเจน ช่วงที่ควรใส่คืออายุราว 20-25 วันหลังงอก ซึ่งตรงกับระยะที่ข้าวโพดมีใบจริงราว 6-8 ใบ และเป็นช่วงก่อนที่การดูดไนโตรเจนจะพุ่งขึ้นพอดี
| อายุหลังงอก | ระยะการเจริญที่สังเกตได้ | งานปุ๋ยที่ต้องทำ |
|---|---|---|
| วันปลูก | หยอดเมล็ด | ใส่ปุ๋ยรองพื้นตามเนื้อดิน โรยข้างแถวแล้วกลบ |
| 7-10 วัน | ต้นงอกสม่ำเสมอ มีใบจริง 2-3 ใบ | ตรวจการงอก ปลูกซ่อม ยังไม่ต้องใส่ปุ๋ยเพิ่ม |
| 20-25 วัน | ใบจริงราว 6-8 ใบ ต้นเริ่มยืดปล้อง | ใส่ยูเรียแต่งหน้าครั้งแรก พร้อมพูนโคนกลบปุ๋ย |
| 40-45 วัน | ต้นยืดเต็มที่ ใกล้ออกดอกตัวผู้ | ในดินทรายหรือแปลงฝนชุก แบ่งใส่ยูเรียครั้งที่สอง |
| 50-60 วัน | ออกไหม ผสมเกสร | ไม่ใส่ปุ๋ยแล้ว แต่ห้ามขาดน้ำเด็ดขาดในช่วงนี้ |
| 70 วันขึ้นไป | สร้างเมล็ด เมล็ดเริ่มแข็ง | เฝ้าระวังโรคและหนอน งดปุ๋ยไนโตรเจน |
ในแปลงดินร่วนทรายหรือพื้นที่ฝนชุกที่ไนโตรเจนถูกชะง่าย การแบ่งยูเรียเป็นสองครั้ง คือประมาณช่วง 20-25 วันและอีกครั้งราว 40-45 วันก่อนออกดอก จะให้ผลดีกว่าการใส่ครั้งเดียวหนัก ๆ เพราะลดการสูญเสียและให้ไนโตรเจนอยู่ในดินพอดีกับช่วงที่ต้นต้องการ ส่วนในดินเหนียวที่อุ้มปุ๋ยได้ดีและฝนไม่ชุก การใส่ครั้งเดียวมักเพียงพอและประหยัดค่าแรง
พูนโคนคือส่วนหนึ่งของการใส่ปุ๋ย ไม่ใช่งานแยก
จุดที่ทำให้เกษตรกรเสียยูเรียมากที่สุดคือการหว่านยูเรียทิ้งไว้บนผิวดินแห้งแล้วรอฝน ยูเรียบนผิวดินจะเปลี่ยนเป็นแก๊สแอมโมเนียและระเหยหายไปในอากาศเป็นสัดส่วนที่ไม่น้อย โดยเฉพาะในวันแดดจัดลมแรง วิธีที่ถูกคือโรยยูเรียข้างแถวแล้วพูนโคนกลบทันที หรือใส่ก่อนฝนที่คาดว่าจะตกภายในหนึ่งถึงสองวัน ถ้าแปลงมีระบบน้ำ ให้รดน้ำตามทันทีหลังใส่
อ่านผลวิเคราะห์ดินเพื่อปรับสูตรและลดต้นทุน
การใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินหรือที่เรียกกันว่าปุ๋ยสั่งตัด คือวิธีลดต้นทุนปุ๋ยข้าวโพดที่ได้ผลชัดที่สุด เพราะเกษตรกรจำนวนมากใส่ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมเกินความจำเป็นมาหลายปีโดยไม่รู้ ค่าที่ต้องดูในใบผลวิเคราะห์มีสามบรรทัดหลัก
- อินทรียวัตถุ บอกกำลังของดินในการปลดปล่อยไนโตรเจนเอง ดินที่อินทรียวัตถุต่ำจะต้องพึ่งปุ๋ยไนโตรเจนมากกว่า ส่วนดินที่อินทรียวัตถุสูงสามารถลดไนโตรเจนลงได้บ้าง
- ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ ถ้าค่านี้อยู่ในระดับสูงแล้ว การใส่ปุ๋ยสูตรตัวกลางสูงต่อไปแทบไม่เพิ่มผลผลิต ให้เปลี่ยนไปใช้สูตรที่ฟอสฟอรัสต่ำลงและประหยัดได้ทันทีตั้งแต่ฤดูแรก
- โพแทสเซียมที่แลกเปลี่ยนได้ ดินเหนียวในหลายพื้นที่มีค่านี้สูงพอโดยไม่ต้องเติม แต่ดินทรายมักต่ำและต้องเติมทุกฤดู
วิธีเก็บตัวอย่างดินที่ถูกต้องคือ สุ่มเก็บกระจายทั่วแปลงอย่างน้อยสิบถึงสิบห้าจุด ลึกราว 15 เซนติเมตรซึ่งเป็นชั้นไถพรวน คลุกรวมกันแล้วแบ่งมาราวครึ่งกิโลกรัมส่งวิเคราะห์ที่สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดหรือใช้ชุดตรวจดินภาคสนามที่หมอดินอาสามี ถ้าแปลงมีทั้งที่ดอนและที่ลุ่ม หรือมีโซนที่เคยปลูกพืชต่างชนิดกัน ให้แยกตัวอย่างเป็นคนละถุง เพราะค่าจะต่างกันมากจนคำแนะนำไม่เหมือนกัน
อ่านอาการขาดธาตุจากใบข้าวโพด
ข้าวโพดเป็นพืชที่แสดงอาการขาดธาตุชัดกว่าพืชไร่หลายชนิด และแต่ละธาตุให้ลายใบที่ต่างกันจนแยกได้ด้วยตาเปล่า
- ขาดไนโตรเจน ใบล่างเหลืองเป็นรูปตัววีจากปลายใบไล่เข้าหาเส้นกลางใบ เป็นลายเฉพาะตัวของข้าวโพดที่แยกจากพืชอื่นได้ทันที
- ขาดฟอสฟอรัส ต้นเล็กแคระ ใบและลำต้นออกสีม่วงแดง มักเห็นในต้นอ่อนช่วงอากาศเย็นหรือดินแน่น
- ขาดโพแทสเซียม ขอบใบล่างแห้งไหม้จากปลายใบเข้ามาตามขอบ ลำต้นอ่อนและล้มง่ายเมื่อลมแรง
- ขาดสังกะสี ใบอ่อนที่ยอดมีแถบสีขาวหรือเหลืองซีดพาดระหว่างเส้นกลางใบกับขอบใบ ปล้องสั้นต้นเตี้ย พบบ่อยในดินที่เพิ่งใส่ปูนหนักหรือดินที่ฟอสฟอรัสสูงมาก
- ขาดแมกนีเซียม ใบล่างมีลายเหลืองระหว่างเส้นใบขณะที่เส้นใบยังเขียว มักพบในดินทรายที่กรดจัด
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ใช้สูตร 15-15-15 อย่างเดียวตลอดรอบโดยไม่แต่งหน้าด้วยยูเรีย ทำให้ไนโตรเจนไม่พอในช่วงก่อนออกดอกซึ่งเป็นช่วงชี้ขาดผลผลิต
- หว่านยูเรียบนผิวดินแห้งตอนแดดจัดแล้วรอฝน ไนโตรเจนส่วนหนึ่งระเหยหายไปก่อนละลายลงดิน
- โรยปุ๋ยชิดเมล็ดหรือชิดโคนต้นเล็ก ทำให้รากไหม้และต้นขึ้นไม่สม่ำเสมอ
- ใส่ปุ๋ยแต่งหน้าช้าเกินไปจนต้นออกไหมแล้ว ซึ่งเลยจุดที่ปุ๋ยจะเพิ่มจำนวนเมล็ดได้
- ใส่ปูนหนักก่อนปลูกแล้วไม่เสริมสังกะสี ข้าวโพดขึ้นมาใบลายขาวและต้นเตี้ยทั้งแปลง
- ไม่เคยวิเคราะห์ดินเลย ใส่สูตรเดิมอัตราเดิมทุกปีตามที่ร้านแนะนำ ทั้งที่ฟอสฟอรัสในดินสะสมสูงจนไม่ต้องใส่เพิ่มแล้ว
- ใส่ปุ๋ยเต็มอัตราในแปลงที่ขาดน้ำ ปุ๋ยไม่ละลายและพืชดูดไม่ได้ กลายเป็นต้นทุนที่จมอยู่ในดิน
- เอาอัตราปุ๋ยของข้าวโพดหวานมาใช้กับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หรือกลับกัน ทั้งที่อายุเก็บเกี่ยวและเป้าหมายผลผลิตต่างกันมาก
ถ้าต้องการไล่เรื่องการวิเคราะห์ดิน การคำนวณปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ และการจัดการน้ำในพืชไร่เพิ่มเติม ดูได้ที่หมวด ดิน น้ำ ปุ๋ย
สรุป
สูตรปุ๋ยข้าวโพดที่ถูกต้องเริ่มจากการดูเนื้อดินก่อน ดินเหนียวใช้กลุ่ม 16-20-0 ดินร่วนทรายใช้กลุ่ม 15-15-15 หรือ 16-16-8 เป็นปุ๋ยรองพื้น แล้วแต่งหน้าด้วยยูเรีย 46-0-0 ที่อายุราว 20-25 วันพร้อมพูนโคนกลบ ถ้าดินทรายหรือฝนชุกให้แบ่งแต่งหน้าเป็นสองครั้งก่อนออกดอก จุดชี้ขาดผลผลิตคือช่วงก่อนออกดอกถึงออกไหม ซึ่งห้ามขาดทั้งไนโตรเจนและน้ำ และวิธีลดต้นทุนที่ได้ผลที่สุดคือส่งดินวิเคราะห์แล้วตัดธาตุที่เกินออก แทนการลดปุ๋ยทุกตัวลงเท่า ๆ กันแบบเดาสุ่ม
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร — คำแนะนำการใช้ปุ๋ยข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และข้าวโพดหวานตามชนิดดิน และเอกสารวิชาการของศูนย์วิจัยพืชไร่
- กรมพัฒนาที่ดิน — บริการวิเคราะห์ดิน การแปลผลค่าอินทรียวัตถุ ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม รวมถึงชุดตรวจดินภาคสนามของหมอดินอาสา
- กรมส่งเสริมการเกษตร — คำแนะนำการใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินระดับแปลง และช่องทางติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอ
- สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) — ข้อมูลต้นทุนการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และราคาปัจจัยการผลิตที่ใช้ประกอบการวางแผนต้นทุนปุ๋ย
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
ปลายฝนต้องเก็บน้ำเข้าสระเท่าไหร่ถึงพอใช้ทั้งหน้าแล้ง
ปลายฝนคือจังหวะสุดท้ายที่จะเก็บน้ำก่อนหน้าแล้ง บทความนี้ให้สูตรคำนวณ ตัวอย่างผักคะน้า 1 ไร่ และสถานการณ์น้ำและเอลนีโญ ณ ต.ค. 2569
ฝนทิ้งช่วงกลางนาปี ข้าวขาดน้ำต้องทำอะไรก่อน
ฝนทิ้งช่วงกลางนาปี สิ่งแรกที่ต้องทำคือดูว่าข้าวอยู่ระยะไหนและแปลงขาดน้ำมากี่วัน แล้วจัดน้ำให้แปลงที่ยังกู้ได้ก่อน บทความนี้เรียงลำดับสิ่งที่ควรทำตามข้อมูลหน่วยงานรัฐ
ฝุ่น PM2.5 และหมอกควันกระทบพืชผักอย่างไร เกษตรกรควรดูแลแปลงแบบไหน
ฝุ่นที่เกาะใบบังแสงและทำให้ปากใบปิดบางส่วน บทความนี้แยกสิ่งที่งานวิจัยยืนยันแล้วออกจากตัวเลขที่ยังไม่มีใครวัด และบอกวิธีดูแลแปลงกับคนทำงานช่วงฝุ่นสูง
ดินเป็นกรดหลังน้ำท่วม ตรวจดินที่ไหน และปรับสภาพอย่างไร
หลังน้ำลด เกษตรกรหลายรายสังเกตว่าผักที่ปลูกซ่อมรอบแรกโตช้า ใบเหลือง หรือรากไม่เดิน แล้วได้ยินต่อกันมาว่า "น้ำท่วมดินเป็นกรด ต้องใส่ปูนเยอะ ๆ" ความจริง
ดินโคลนทับสวนหลังน้ำท่วม ต้องขุดออกไหม และทำอย่างไร
น้ำลดแล้วเจ้าของสวนหลายคนเดินเข้าไปเจอภาพเดียวกัน คือชั้นดินโคลนสีน้ำตาลเทาเคลือบทั่วแปลง บางจุดทับโคนต้นจนมองไม่เห็นดินเดิม บางจุดมีเศษไม้และทรายพัดม
ฟื้นฟูดินหลังน้ำท่วม ตรวจอะไรก่อนปลูกใหม่ และตะกอนทับหน้าดินทำอย่างไร
น้ำลดแล้วแต่แปลงยังเป็นโคลน บางแปลงมีทรายทับหน้าดินเป็นแผ่น บางแปลงดินเละจนเดินแล้วรองเท้าจม คำถามที่เกษตรกรถามกันมากที่สุดคือ "ต้องรอนานแค่ไหน" และ "
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่
คำถามที่พบบ่อย
ข้าวโพดใส่ปุ๋ยกี่ครั้งต่อรอบถึงจะพอ
อย่างน้อยสองครั้ง คือรองพื้นตอนปลูกและแต่งหน้าช่วงอายุราว 20-25 วัน ในดินร่วนทรายหรือพื้นที่ฝนชุกที่ไนโตรเจนถูกชะง่าย ควรแบ่งยูเรียเป็นสองครั้งคือราว 20-25 วันและ 40-45 วัน จะให้ผลดีกว่าการทุ่มครั้งเดียว ส่วนดินเหนียวที่อุ้มปุ๋ยดีและฝนไม่ชุก การแต่งหน้าครั้งเดียวมักเพียงพอ
ใช้ 15-15-15 กับ 16-20-0 ต่างกันตรงไหน
ความต่างหลักอยู่ที่โพแทสเซียม สูตร 15-15-15 มีโพแทสเซียมจึงเหมาะกับดินร่วนทรายและดินทรายที่เก็บโพแทสเซียมไม่อยู่ ส่วน 16-20-0 ไม่มีโพแทสเซียมแต่ให้ฟอสฟอรัสสูงกว่า เหมาะกับดินเหนียวที่มักมีโพแทสเซียมสะสมพออยู่แล้ว เลือกผิดสูตรไม่ทำให้ข้าวโพดตาย แต่ทำให้จ่ายเงินซื้อธาตุที่ดินมีอยู่แล้ว
ใส่ปุ๋ยแต่งหน้าตอนฝนตกหนักได้ไหม
ไม่ควรใส่ขณะฝนตกหนักหรือดินมีน้ำขัง เพราะยูเรียจะถูกชะออกจากแปลงไปกับน้ำผิวดิน จังหวะที่ดีที่สุดคือใส่เมื่อดินชื้นแต่ไม่แฉะ และคาดว่าจะมีฝนเบาหรือให้น้ำตามภายในหนึ่งถึงสองวัน จากนั้นพูนโคนกลบปุ๋ยเพื่อลดทั้งการระเหยและการชะล้าง
ข้าวโพดหวานใช้สูตรเดียวกับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ได้ไหม
หลักการเลือกสูตรตามเนื้อดินใช้ร่วมกันได้ แต่จังหวะและอัตราต่างกัน เพราะข้าวโพดหวานเก็บฝักสดเร็วกว่าและเน้นคุณภาพฝักมากกว่าน้ำหนักเมล็ดแห้ง จึงต้องระวังไม่ให้ไนโตรเจนสูงเกินช่วงท้ายจนต้นเฝือใบและฝักไม่สมบูรณ์ ควรใช้คำแนะนำเฉพาะของข้าวโพดหวานจากศูนย์วิจัยพืชไร่
ลดต้นทุนปุ๋ยข้าวโพดได้ทางไหนบ้างนอกจากลดอัตรา
ทางที่ได้ผลจริงคือวิเคราะห์ดินแล้วตัดธาตุที่ดินมีเกินพออยู่แล้วออก โดยเฉพาะฟอสฟอรัสในแปลงที่ปลูกซ้ำหลายปี ถัดมาคือลดการสูญเสียไนโตรเจนด้วยการพูนโคนกลบยูเรียทุกครั้งแทนการหว่านทิ้งบนผิวดิน และปลูกพืชตระกูลถั่วสลับหรือไถกลบเศษซากพืชเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุในระยะยาว
ข้าวโพดใบเหลืองเป็นรูปตัววีแปลว่าอะไร
เป็นอาการขาดไนโตรเจนที่เป็นลักษณะเฉพาะของข้าวโพด โดยใบล่างจะเหลืองจากปลายใบไล่เข้าหาเส้นกลางใบเป็นรูปตัววี ต่างจากขาดโพแทสเซียมที่ไหม้ตามขอบใบ และต่างจากขาดสังกะสีที่เป็นแถบขาวบนใบอ่อนยอด ถ้าพบก่อนออกดอกให้เร่งใส่ยูเรียแต่งหน้าพร้อมพูนโคนกลบทันที

![Zagro พริมโซ่ [ขนาด 1 ลิตร ] อะซีโทคลอร์ 50% EC คุมหญ้าก่อนปลูก ใน อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง พริก](/_next/image?url=%2Fimages%2Fproducts%2F27424125085.webp&w=3840&q=55&dpl=dpl_F2oBEV47oB6RoBVzqn188zWoDYP2)
