คำตอบสั้น ๆ
EM คือหัวเชื้อจุลินทรีย์ผสมหลายกลุ่มที่ทำงานร่วมกันในสภาพไม่มีอากาศ บทความนี้สรุปวิธีขยายเชื้อ อัตราใช้กับดิน พืช และการดับกลิ่นคอกสัตว์ พร้อมข้อควรระวังเรื่องการเก็บและสิ่งที่ EM ทำไม่ได้
คำตอบเร็ว: EM ย่อมาจาก Effective Microorganisms คือหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่ผสมสิ่งมีชีวิตหลายกลุ่มไว้ในขวดเดียว หลัก ๆ คือแบคทีเรียกรดแลกติก ยีสต์ และแบคทีเรียสังเคราะห์แสง ซึ่งอยู่ร่วมกันได้ในสภาพที่มีออกซิเจนน้อยและเป็นกรด งานของมันคือเร่งการย่อยสลายอินทรียวัตถุและยึดพื้นที่ไม่ให้จุลินทรีย์กลุ่มที่ทำให้เน่าเหม็นเติบโต ไม่ใช่การฆ่าเชื้อโรคโดยตรง ในแปลงนิยมใช้ EM ที่ขยายแล้วเจือจางราว 1 ส่วนต่อน้ำ 500-1,000 ส่วนรดดินหรือหมักเศษพืช ส่วนในคอกสัตว์ใช้เข้มข้นกว่าคือราว 1 ต่อ 100-500 ส่วนพ่นพื้นคอกและกองมูลสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง จุดที่คนพลาดบ่อยที่สุดคือเก็บขวดผิดวิธีจนเชื้อตายไปตั้งแต่ก่อนใช้ และคาดหวังให้ EM ทำหน้าที่แทนปุ๋ยหรือยา ซึ่งมันทำไม่ได้
คนที่เริ่มทำเกษตรอินทรีย์เกือบทุกคนเคยซื้อ EM มาแล้วอย่างน้อยหนึ่งขวด แต่ครึ่งหนึ่งของขวดเหล่านั้นจบลงที่มุมโรงเก็บของ เพราะใช้แล้วไม่เห็นความต่าง กองปุ๋ยยังร้อนช้า คอกยังเหม็น ต้นพืชก็ไม่ได้เขียวขึ้นอย่างที่คนขายเล่า ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้อยู่ที่ตัวจุลินทรีย์ แต่อยู่ที่ความเข้าใจผิดสามเรื่อง คือเข้าใจผิดว่า EM เป็นปุ๋ย ใช้อัตราเจือจางผิดกับงานที่ทำ และเก็บรักษาผิดจนเชื้อตายก่อนถึงมือพืช บทความนี้ตอบให้ชัดว่าในขวดมีอะไร ทำงานอย่างไร ใช้ในแปลงกับในคอกสัตว์ต่างกันตรงไหน และอะไรคือขอบเขตที่มันทำไม่ได้
EM คือกลุ่มจุลินทรีย์อะไรบ้าง
แนวคิด EM เริ่มจากงานของศาสตราจารย์เทรูโอะ ฮิหงะ มหาวิทยาลัยริวกิว ประเทศญี่ปุ่น ในช่วงต้นทศวรรษ 2520 แนวคิดหลักคือแทนที่จะคัดจุลินทรีย์เก่งเพียงชนิดเดียว ให้เอาจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์หลายกลุ่มซึ่งอยู่ร่วมกันได้มาเลี้ยงรวมกันในน้ำหมักที่เป็นกรด แล้วปล่อยลงไปในดิน กองปุ๋ย หรือของเสีย เพื่อให้กลุ่มนี้เป็นฝ่ายครองพื้นที่ก่อน
| กลุ่มจุลินทรีย์ | ทำอะไรในน้ำหมัก | ผลที่สังเกตได้จริง |
|---|---|---|
| แบคทีเรียกรดแลกติก | เปลี่ยนน้ำตาลเป็นกรดแลกติก ดึงค่าความเป็นกรดด่างลงต่ำกว่า 4 | กลิ่นเปรี้ยวอมหวานคล้ายผักดอง เป็นสัญญาณว่าน้ำหมักยังดี |
| ยีสต์ | ย่อยน้ำตาลได้แอลกอฮอล์ กรดอินทรีย์ และสารกระตุ้นการเจริญ | มีฟองผุดช่วง 2-4 วันแรกหลังเริ่มหมัก |
| แบคทีเรียสังเคราะห์แสง | ใช้ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์และสารประกอบกำมะถันเป็นอาหาร | ช่วยลดกลิ่นไข่เน่าในบ่อน้ำเสียและกองมูลสัตว์ |
| แอคทิโนมัยซีต | ย่อยสารโมเลกุลใหญ่อย่างไคติน เซลลูโลส | ทำให้เศษพืชในกองปุ๋ยยุ่ยเร็วขึ้น |
| เชื้อราหมักบางชนิด | ย่อยแป้งและโปรตีนเป็นกรดอินทรีย์ | ทำงานในระยะหมักเศษอาหารและรำข้าว |
สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ EM เป็นชื่อเรียกหลักการ ไม่ใช่สูตรตายตัวใบเดียวกันทุกยี่ห้อ หัวเชื้อแต่ละเจ้าที่ขายในไทยมีสัดส่วนสายพันธุ์ต่างกัน บางเจ้าเน้นกรดแลกติก บางเจ้าเน้นแบคทีเรียสังเคราะห์แสงสำหรับงานบำบัดน้ำ ดังนั้นก่อนซื้อให้อ่านฉลากว่าระบุกลุ่มจุลินทรีย์และวันผลิตไว้หรือไม่ ขวดที่ไม่มีวันผลิตกับเลขทะเบียนใด ๆ เลย คือขวดที่คุณไม่มีทางรู้ว่ามีสิ่งมีชีวิตเหลืออยู่จริงกี่ตัว
หลักการทำงาน: แย่งพื้นที่ ไม่ใช่ฆ่าเชื้อ
ในกองมูลสัตว์หรือเศษพืชที่กำลังเน่า จุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดกลิ่นเหม็นคือกลุ่มที่ย่อยโปรตีนแล้วปล่อยแอมโมเนียกับก๊าซกำมะถันออกมา การใส่ EM ลงไปคือการเติมคู่แข่งจำนวนมหาศาลที่กินน้ำตาลและสร้างกรดจนสภาพแวดล้อมเปรี้ยวเกินกว่าที่กลุ่มทำให้เน่าจะทำงานได้ดี กลิ่นจึงเบาลง ไม่ใช่เพราะสารเคมีเข้าไปฆ่า แต่เพราะเปลี่ยนสมดุลของประชากรจุลินทรีย์
ผลตามมาที่มีความหมายกับคนทำแปลงคือกระบวนการย่อยสลายเดินเร็วขึ้น ธาตุอาหารที่ติดอยู่ในเศษพืชถูกปลดปล่อยออกมาเร็วขึ้น และการสูญเสียไนโตรเจนในรูปแอมโมเนียที่ลอยหายไปกับอากาศลดลง นี่คือเหตุผลที่กองปุ๋ยหมักที่ใส่หัวเชื้อแล้วมักได้ปุ๋ยที่ยังมีกลิ่นดินและไม่ฉุนแสบจมูก
วิธีขยายเชื้อ EM จากหัวเชื้อ
หัวเชื้อ EM ราคาต่อลิตรแพงกว่าที่จะเอาไปรดทั้งแปลง คนที่ใช้จริงจึงขยายเชื้อก่อนเสมอ หลักการคือเติมอาหาร ซึ่งก็คือกากน้ำตาล ให้จุลินทรีย์เพิ่มจำนวนในถังปิด อัตราที่ใช้กันแพร่หลายคือหัวเชื้อ 1 ส่วน กากน้ำตาล 1 ส่วน น้ำสะอาด 100 ส่วน แต่ฉลากแต่ละยี่ห้ออาจกำหนดต่างจากนี้ ให้ยึดฉลากของขวดที่ซื้อมาก่อน
- เตรียมน้ำที่ไม่มีคลอรีน ถ้าใช้น้ำประปา ให้ตักใส่ถังเปิดฝาตากไว้ 1-2 วัน หรือเปิดสาดให้กระจายก่อน คลอรีนในน้ำประปาฆ่าจุลินทรีย์กลุ่มนี้ได้ตั้งแต่นาทีแรก
- ละลายกากน้ำตาลในน้ำอุ่นเล็กน้อยก่อน กากน้ำตาลเย็นจะจมก้นถังเป็นก้อนเหนียว จุลินทรีย์เข้าไม่ถึง การหมักจะเดินไม่สม่ำเสมอ
- เทหัวเชื้อลงเป็นอันดับสุดท้าย คนให้เข้ากันเบา ๆ ไม่ต้องตีจนเป็นฟอง
- ใส่ถังพลาสติกปิดฝาให้สนิท เหลือช่องว่างเหนือน้ำราวหนึ่งในสิบของถัง อย่าใช้ถังโลหะเพราะกรดจะกัดผิวโลหะและไอออนโลหะรบกวนจุลินทรีย์
- วางในที่ร่ม อุณหภูมิห้อง หมัก 5-7 วัน วันที่ 2-4 ต้องเปิดระบายแก๊สวันละครั้ง ไม่งั้นถังบวมจนฝาดีด ช่วงอากาศเย็นอาจต้องยืดเป็น 10-14 วัน
- ตรวจก่อนใช้ ของที่ใช้ได้จะมีกลิ่นเปรี้ยวอมหวาน สีน้ำตาลอมเหลือง อาจมีฝ้าขาวบาง ๆ ลอยหน้า ถ้าวัดค่าความเป็นกรดด่างได้ควรต่ำกว่า 4
EM ที่ขยายแล้วมีอายุสั้นกว่าหัวเชื้อมาก ส่วนใหญ่แนะนำให้ใช้ให้หมดภายใน 1-3 เดือน และห้ามเอา EM ที่ขยายแล้วไปขยายต่ออีกทอด เพราะแต่ละรอบสัดส่วนสายพันธุ์จะเพี้ยนไป รอบที่สามมักเหลือแต่กลุ่มที่โตเร็วที่สุดกลุ่มเดียว ซึ่งไม่ใช่ EM ตามความหมายเดิมอีกแล้ว
อัตราใช้กับดินและพืชในแปลง
อัตราเจือจางไม่ได้มีตัวเลขเดียว เพราะงานแต่ละอย่างต้องการปริมาณจุลินทรีย์ต่างกัน งานหมักที่มีอินทรียวัตถุเยอะใช้เข้มข้น ส่วนงานรดดินหรือพ่นใบในแปลงที่ทำต่อเนื่องใช้เจือจางกว่าแต่ทำถี่กว่า ตัวเลขข้างล่างเป็นช่วงที่ใช้กันทั่วไปในไทย ควรเทียบกับฉลากผลิตภัณฑ์และคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่ก่อนปรับใช้จริง
| งานที่ทำ | อัตรา EM ขยายต่อน้ำ | ความถี่ | ข้อสังเกตหน้างาน |
|---|---|---|---|
| รดดินก่อนปลูก ปรับสภาพแปลง | 1 : 500 ถึง 1 : 1,000 | ทุก 7-15 วัน | รดตอนเย็น ดินต้องชื้นอยู่ก่อน ถ้าดินแห้งจัดจุลินทรีย์ตายเร็ว |
| หมักกองปุ๋ยหมัก เศษพืช | 1 : 100 ถึง 1 : 200 | ทุกชั้นตอนขึ้นกอง | พรมให้ชื้นระดับบีบแล้วไม่มีน้ำหยด กลับกองเมื่ออุณหภูมิเริ่มลด |
| ย่อยตอซังในนาหลังเกี่ยว | 1 : 200 ถึง 1 : 500 | ครั้งเดียวก่อนไถกลบ | ต้องมีน้ำขังตื้น ๆ 5-10 เซนติเมตร ตอซังจะยุ่ยใน 10-15 วัน |
| พ่นทางใบ | 1 : 1,000 ขึ้นไป | ทุก 7-10 วัน | พ่นเช้ามืดหรือเย็น แดดจัดจุลินทรีย์บนใบตายภายในไม่กี่ชั่วโมง |
| แช่เมล็ดหรือจุ่มรากกล้า | 1 : 1,000 | แช่ 15-30 นาที | ใช้สารละลายใหม่ทุกครั้ง อย่าแช่ค้างคืน |
ข้อสังเกตจากแปลงจริงที่คนมักไม่บอกคือ EM ให้ผลชัดในดินที่มีอินทรียวัตถุให้กินเท่านั้น ถ้าเอาไปรดดินทรายจัดหรือดินที่ผ่านการไถตากจนแห้งขาวและไม่มีเศษพืชอยู่เลย จุลินทรีย์ที่ใส่ลงไปจะไม่มีอาหารและตายภายในไม่กี่วัน วิธีที่ได้ผลกว่าคือใส่ปุ๋ยคอกหรือเศษพืชลงไปก่อนแล้วจึงรด EM ตาม หัวข้ออื่นเรื่องการปรับปรุงดินและการใช้ปุ๋ยอินทรีย์อ่านต่อได้ที่หมวด ดิน น้ำ ปุ๋ย
ใช้ EM ดับกลิ่นในคอกสัตว์
งานดับกลิ่นคือจุดที่ EM ให้ผลเร็วและสังเกตได้ง่ายที่สุด เพราะกลิ่นแอมโมเนียในคอกวัดด้วยจมูกได้ทันที คนเลี้ยงส่วนใหญ่รู้สึกได้ภายใน 3-7 วันหลังเริ่มพ่นสม่ำเสมอ แต่ต้องใช้เข้มข้นกว่างานในแปลงหลายเท่า เพราะปริมาณอินทรียวัตถุในคอกสูงกว่ามาก
- คอกหมู พ่นพื้นคอกและร่องระบายด้วยอัตราราว 1 : 100 ถึง 1 : 200 สัปดาห์ละ 2 ครั้ง ช่วงแรกที่กลิ่นสะสมหนักอาจต้องทำทุกวันติดกัน 3-5 วันก่อน แล้วค่อยลดความถี่ลง
- เล้าไก่และโรงเรือนไก่เนื้อที่ใช้วัสดุรองพื้น พ่นบนแกลบหรือขี้เลื่อยอัตราราว 1 : 200 ทุก 5-7 วัน เป้าหมายคือคุมความชื้นวัสดุรองพื้นไม่ให้เกาะเป็นแผ่นแข็ง เพราะแผ่นแข็งชื้นคือแหล่งกำเนิดแอมโมเนียตัวจริง
- คอกวัวและกองมูลข้างคอก ราดกองมูลอัตราราว 1 : 100 ทุกครั้งที่กวาดกองใหม่ กองที่จัดการดีจะเปลี่ยนจากกลิ่นฉุนแสบจมูกเป็นกลิ่นเปรี้ยวอ่อนภายในหนึ่งสัปดาห์
- บ่อพักน้ำเสียและร่องน้ำทิ้ง ใช้ราว 1 : 500 ถึง 1 : 1,000 ตามปริมาตรน้ำ สัปดาห์ละครั้ง งานนี้ต้องทำต่อเนื่อง หยุดเมื่อไหร่กลิ่นกลับมาภายในสองถึงสามสัปดาห์
คำเตือนที่สำคัญสำหรับคอกสัตว์คือ อย่าพ่น EM พร้อมหรือใกล้เวลากับการพ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรคในโครงการป้องกันโรคระบาด น้ำยาฆ่าเชื้อกลุ่มคลอรีน ไอโอดีน หรือควอเทอร์นารีแอมโมเนียม ออกฤทธิ์ฆ่าจุลินทรีย์ทุกชนิดรวมถึง EM ด้วย ถ้าฟาร์มอยู่ในช่วงเฝ้าระวังโรคระบาด มาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพและคำสั่งของสัตวแพทย์ต้องมาก่อนเสมอ ส่วนการผสม EM ลงในน้ำดื่มหรืออาหารสัตว์เป็นเรื่องที่ต้องปรึกษาสัตวแพทย์หรือปศุสัตว์อำเภอก่อน อย่าทำตามสูตรที่เล่าต่อกันมาในกลุ่มออนไลน์
ข้อควรระวัง เก็บผิดวิธีเชื้อตายตั้งแต่ยังไม่ได้ใช้
ของในขวดคือสิ่งมีชีวิต ไม่ใช่สารเคมีที่นิ่งอยู่ได้เป็นปี เงื่อนไขการเก็บจึงมีผลกับผลลัพธ์พอ ๆ กับวิธีใช้
- ห้ามตากแดดหรือวางในรถ อุณหภูมิเกินราว 40 องศาเซลเซียสต่อเนื่องหลายชั่วโมงทำให้จำนวนเชื้อที่มีชีวิตลดลงอย่างมาก กระบะรถที่จอดกลางแดดตอนบ่ายร้อนเกินนั้นได้ง่าย
- ห้ามแช่ตู้เย็นช่องแข็ง การแช่แข็งทำลายเซลล์ ที่เก็บที่เหมาะคือที่ร่ม อุณหภูมิห้อง อากาศถ่ายเท
- ปิดฝาให้สนิทเสมอ แต่ช่วงที่ยังหมักไม่นิ่งต้องระบายแก๊ส ไม่งั้นขวดบวมหรือระเบิด สองอย่างนี้ต้องดูจังหวะให้ถูก
- อย่าใช้ภาชนะโลหะและอย่าเก็บใกล้ปุ๋ยเคมีหรือสารกำจัดเชื้อรา ไอระเหยของสารบางกลุ่มเข้าไปรบกวนได้
- อย่าผสม EM กับน้ำประปาที่ยังมีคลอรีน ข้อนี้เป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่คนใช้แล้วไม่เห็นผล โดยเฉพาะฟาร์มในเขตเทศบาล
- เขียนวันที่ขยายไว้ข้างถังทุกครั้ง ของที่ขยายเกินสามเดือนแล้วจำนวนเชื้อลดลงมาก ถ้าจะใช้ให้เพิ่มปริมาณและลดความคาดหวังลง
สัญญาณว่าเชื้อตายหรือหมักเสียที่สังเกตได้เอง คือกลิ่นเปลี่ยนจากเปรี้ยวอมหวานเป็นเหม็นเน่าเหมือนของบูด มีฝ้าสีดำหรือเขียวคล้ำหนาลอยหน้า น้ำหมักแยกชั้นเป็นเมือกข้น หรือไม่มีฟองแก๊สเลยตลอดการหมัก ถ้าเจอแบบนี้อย่าฝืนใช้กับแปลงผัก ให้เอาไปราดกองมูลหรือหลุมขยะอินทรีย์แทน แล้วเริ่มขยายชุดใหม่
สิ่งที่ EM ทำไม่ได้
ส่วนนี้สำคัญกว่าสูตรทุกสูตร เพราะความคาดหวังผิดคือสาเหตุที่คนเลิกใช้
- ไม่ใช่ปุ๋ย น้ำหมัก EM มีธาตุอาหารหลักอย่างไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม อยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยเคมี หน้าที่ของมันคือช่วยปลดปล่อยธาตุอาหารจากอินทรียวัตถุที่มีอยู่ ไม่ใช่เติมธาตุอาหารใหม่ ถ้าดินขาดธาตุอาหารจริง รดเท่าไหร่ก็ไม่พอ
- ไม่ใช่สารกำจัดแมลงหรือยารักษาโรคพืช เมื่อโรคใบไหม้หรือรากเน่าระบาดแล้ว การรด EM ไม่ใช่มาตรการควบคุม ต้องใช้วิธีจัดการที่ตรงกับเชื้อสาเหตุตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
- ไม่แก้ดินเค็มหรือดินเปรี้ยวจัด ปัญหาสองอย่างนี้เป็นเรื่องเคมีของดินที่ต้องแก้ด้วยวัสดุปรับปรุงดินอย่างปูนโดโลไมต์ ปูนมาร์ล หรือการจัดการน้ำ ต้องให้สถานีพัฒนาที่ดินตรวจดินก่อนวางแผน
- ไม่ทำให้ดินดานหายภายในฤดูเดียว การแก้ดินอัดแน่นต้องใช้การไถระเบิดดินดาน ปลูกพืชรากลึก และเติมอินทรียวัตถุร่วมกันหลายฤดู
- ไม่ทดแทนการจัดการคอก คอกที่ระบายอากาศไม่ดี พื้นแฉะ และกวาดมูลไม่ทัน จะกลับมาเหม็นเท่าเดิมแม้พ่นทุกวัน
ต้นทุนและทางเลือกจากหน่วยงานรัฐ
ต้นทุนของการใช้ EM ต่อไร่ต่ำ แต่คนมักคำนวณผิดเพราะลืมรวมกากน้ำตาลกับค่าแรงในการหมัก ตัวเลขด้านล่างเป็นช่วงที่พบในตลาดทั่วไป ราคาวัสดุขยับตามฤดูอ้อยและพื้นที่ ควรตรวจสอบราคาปัจจุบันจากร้านค้าเกษตรในพื้นที่และข้อมูลราคาปัจจัยการผลิตของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรก่อนวางงบ
| รายการ | ช่วงราคาโดยประมาณ | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| หัวเชื้อ EM 1 ลิตร | ราว 100-300 บาท | ขยายได้ราว 100 ลิตรต่อหัวเชื้อ 1 ลิตร |
| กากน้ำตาล ถังหรือกระสอบ 20-30 กิโลกรัม | ราว 200-500 บาท | ราคาผันผวนตามฤดูหีบอ้อย |
| ถังหมักพลาสติกมีฝาล็อก 100-200 ลิตร | ราว 300-900 บาท | ใช้ซ้ำได้หลายปี ล้างด้วยน้ำเปล่าไม่ใช้ผงซักฟอก |
| สารเร่งจุลินทรีย์ของกรมพัฒนาที่ดิน | ขอรับได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด | ตรวจสอบเงื่อนไขและปริมาณที่แจกจ่ายล่าสุดจากกรมพัฒนาที่ดิน |
เกษตรกรหลายคนไม่รู้ว่ากรมพัฒนาที่ดินมีสารเร่งจุลินทรีย์หลายสูตรสำหรับงานคนละแบบ เช่น สูตรสำหรับทำปุ๋ยหมักจากเศษพืช สูตรสำหรับทำน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้หรือเศษปลา สูตรที่ใช้เชื้อราควบคุมเชื้อสาเหตุโรครากเน่าโคนเน่า และสูตรสำหรับบำบัดน้ำเสียและดับกลิ่น การเลือกสูตรให้ตรงงานได้ผลดีกว่าใช้น้ำหมักถังเดียวกับทุกงาน ติดต่อสอบถามได้ที่สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดหรือหมอดินอาสาประจำตำบล
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ใช้น้ำประปาต่อจากก๊อกโดยตรง คลอรีนฆ่าเชื้อตั้งแต่ยังไม่ทันลงแปลง เป็นสาเหตุที่คนบ่นว่าใช้แล้วไม่ต่างมากที่สุด
- พ่นตอนแดดจัด ช่วงสิบโมงถึงบ่ายสามในหน้าร้อน แสงอัลตราไวโอเลตและความร้อนบนผิวใบทำลายจุลินทรีย์ได้ในเวลาไม่นาน ควรพ่นเช้ามืดหรือหลังสี่โมงเย็น
- ขยายเชื้อซ้ำหลายรอบเพื่อประหยัด รอบสองยังพอใช้ได้ รอบสามขึ้นไปสัดส่วนสายพันธุ์เพี้ยนจนไม่เหลือคุณสมบัติเดิม
- ใส่กากน้ำตาลมากเกินเพราะคิดว่ายิ่งเยอะยิ่งดี น้ำตาลที่เหลือค้างดึงมดและแมลงวัน และทำให้น้ำหมักเหนียวจนอุดหัวพ่น
- คาดหวังผลในหนึ่งสัปดาห์กับงานปรับปรุงดิน งานดับกลิ่นเห็นผลไว แต่งานดินต้องดูกันเป็นฤดู และต้องมาคู่กับการเติมอินทรียวัตถุ
- ใช้พร้อมกับน้ำยาฆ่าเชื้อหรือสารป้องกันกำจัดเชื้อรา ทั้งสองอย่างหักล้างกัน ควรเว้นระยะอย่างน้อยหลายวันและวางแผนว่าช่วงไหนใช้อะไร
สรุป
EM คือหัวเชื้อจุลินทรีย์หลายกลุ่มที่ทำงานร่วมกันด้วยหลักการแย่งพื้นที่และสร้างกรด ไม่ใช่การฆ่าเชื้อและไม่ใช่ปุ๋ย ในแปลงใช้เจือจางราว 1 ต่อ 500-1,000 สำหรับรดดินและพ่นใบ ใช้เข้มข้นขึ้นราว 1 ต่อ 100-200 สำหรับหมักกองปุ๋ยและย่อยตอซัง ส่วนงานดับกลิ่นในคอกสัตว์ใช้ราว 1 ต่อ 100-500 พ่นสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง สองเรื่องที่ทำให้คนใช้แล้วผิดหวังคือคลอรีนในน้ำประปากับการเก็บขวดตากแดด ซึ่งทำให้เชื้อตายก่อนใช้ และการคาดหวังให้ EM ทำหน้าที่แทนปุ๋ย ยา หรือการจัดการคอกที่ดี ก่อนลงทุนขยายการใช้ทั้งฟาร์ม ควรตรวจสอบคำแนะนำและเงื่อนไขล่าสุดจากกรมพัฒนาที่ดินและกรมส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมพัฒนาที่ดิน — ข้อมูลสารเร่งจุลินทรีย์สำหรับทำปุ๋ยหมัก น้ำหมักชีวภาพ และการบำบัดกลิ่น รวมถึงบริการตรวจวิเคราะห์ดินผ่านสถานีพัฒนาที่ดินจังหวัด
- กรมวิชาการเกษตร — คำแนะนำการจัดการอินทรียวัตถุในดิน การย่อยสลายตอซัง และแนวทางป้องกันกำจัดโรคพืชที่ต้องใช้มาตรการเฉพาะ
- กรมส่งเสริมการเกษตร — คำแนะนำการใช้ปุ๋ยอินทรีย์และน้ำหมักชีวภาพในระดับแปลงเกษตรกร ติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่
- กรมปศุสัตว์ — แนวทางการจัดการของเสียและกลิ่นในฟาร์มปศุสัตว์ และมาตรการความปลอดภัยทางชีวภาพที่ต้องทำควบคู่
- สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) — ข้อมูลราคาปัจจัยการผลิตทางการเกษตรสำหรับใช้ตรวจสอบต้นทุนวัสดุปัจจุบัน
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
ปลายฝนต้องเก็บน้ำเข้าสระเท่าไหร่ถึงพอใช้ทั้งหน้าแล้ง
ปลายฝนคือจังหวะสุดท้ายที่จะเก็บน้ำก่อนหน้าแล้ง บทความนี้ให้สูตรคำนวณ ตัวอย่างผักคะน้า 1 ไร่ และสถานการณ์น้ำและเอลนีโญ ณ ต.ค. 2569
ฝนทิ้งช่วงกลางนาปี ข้าวขาดน้ำต้องทำอะไรก่อน
ฝนทิ้งช่วงกลางนาปี สิ่งแรกที่ต้องทำคือดูว่าข้าวอยู่ระยะไหนและแปลงขาดน้ำมากี่วัน แล้วจัดน้ำให้แปลงที่ยังกู้ได้ก่อน บทความนี้เรียงลำดับสิ่งที่ควรทำตามข้อมูลหน่วยงานรัฐ
ฝุ่น PM2.5 และหมอกควันกระทบพืชผักอย่างไร เกษตรกรควรดูแลแปลงแบบไหน
ฝุ่นที่เกาะใบบังแสงและทำให้ปากใบปิดบางส่วน บทความนี้แยกสิ่งที่งานวิจัยยืนยันแล้วออกจากตัวเลขที่ยังไม่มีใครวัด และบอกวิธีดูแลแปลงกับคนทำงานช่วงฝุ่นสูง
ดินเป็นกรดหลังน้ำท่วม ตรวจดินที่ไหน และปรับสภาพอย่างไร
หลังน้ำลด เกษตรกรหลายรายสังเกตว่าผักที่ปลูกซ่อมรอบแรกโตช้า ใบเหลือง หรือรากไม่เดิน แล้วได้ยินต่อกันมาว่า "น้ำท่วมดินเป็นกรด ต้องใส่ปูนเยอะ ๆ" ความจริง
ดินโคลนทับสวนหลังน้ำท่วม ต้องขุดออกไหม และทำอย่างไร
น้ำลดแล้วเจ้าของสวนหลายคนเดินเข้าไปเจอภาพเดียวกัน คือชั้นดินโคลนสีน้ำตาลเทาเคลือบทั่วแปลง บางจุดทับโคนต้นจนมองไม่เห็นดินเดิม บางจุดมีเศษไม้และทรายพัดม
ฟื้นฟูดินหลังน้ำท่วม ตรวจอะไรก่อนปลูกใหม่ และตะกอนทับหน้าดินทำอย่างไร
น้ำลดแล้วแต่แปลงยังเป็นโคลน บางแปลงมีทรายทับหน้าดินเป็นแผ่น บางแปลงดินเละจนเดินแล้วรองเท้าจม คำถามที่เกษตรกรถามกันมากที่สุดคือ "ต้องรอนานแค่ไหน" และ "
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

ส่งด่วน Zebra ZD230 เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด พิมพ์ใบปะหน้า สติกเกอร์ พิมพ์ระบบ TT และ DT แถมฟรี สติกเกอร์ + หมึกริบบอน
ดูรายละเอียด
กล่องโฟมชุด 4 ใบ พร้อมถ้วยปลูก และ ถุงดำ พร้อมปลูก กล่องโฟมปลูกผัก กล่องโฟมปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ อุปกรณ์ครบพร้อมปลูก
ดูรายละเอียด
ชุดอุปกรณ์นำต้นกล้า (สำหรับรถปลูกข้าว 4 และ 6 แถว) คุณภาพ สำหรับรถปลูกข้าวเดินตาม Yanmar
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
EM กับน้ำหมักชีวภาพที่หมักเองจากเศษผลไม้ ต่างกันอย่างไร
ต่างกันที่การควบคุมสายพันธุ์ EM มาจากหัวเชื้อที่คัดกลุ่มจุลินทรีย์ไว้แล้วและผลิตในสภาพควบคุม ส่วนน้ำหมักเศษผลไม้ที่หมักเองอาศัยจุลินทรีย์ที่ติดมากับวัตถุดิบและอากาศ จึงไม่รู้แน่ชัดว่าได้กลุ่มไหนบ้าง น้ำหมักเองมีข้อดีคือมีธาตุอาหารและฮอร์โมนพืชจากวัตถุดิบมากกว่า หลายฟาร์มจึงใช้ทั้งสองอย่างคนละหน้าที่
รด EM แล้วพืชจะโตขึ้นเลยไหม
ไม่ควรคาดหวังแบบนั้น เพราะ EM ไม่ได้ให้ธาตุอาหารโดยตรง ผลที่เกิดคือการย่อยสลายอินทรียวัตถุในดินเร็วขึ้นและธาตุอาหารที่มีอยู่ถูกปลดปล่อยให้รากดูดใช้ได้ง่ายขึ้น แปลงที่มีปุ๋ยคอกหรือเศษพืชอยู่แล้วจะเห็นความต่างชัดกว่าแปลงที่ดินจืด ถ้าดินขาดไนโตรเจนจริงต้องแก้ที่การใส่ปุ๋ยตามผลวิเคราะห์ดิน
EM ที่หมักแล้วมีฝ้าขาวลอยหน้า ใช้ได้หรือต้องทิ้ง
ฝ้าขาวบาง ๆ คล้ายแผ่นฟิล์มมักเป็นยีสต์กับแบคทีเรียที่ผิวหน้า ถือว่าปกติและยังใช้ได้ ให้ดูกลิ่นเป็นหลัก ถ้ายังเปรี้ยวอมหวานคือใช้ได้ แต่ถ้าฝ้าหนาเป็นสีดำหรือเขียวคล้ำพร้อมกลิ่นเหม็นเน่า แสดงว่ามีเชื้อกลุ่มอื่นเข้าครอบครองแล้ว ควรเลิกใช้กับพืชผักที่จะเก็บกิน
ใช้ EM ในนาข้าวได้ไหม ช่วงไหนได้ผลที่สุด
ใช้ได้และช่วงที่คุ้มที่สุดคือหลังเกี่ยวข้าว ใช้ย่อยตอซังแทนการเผา ราดขณะมีน้ำขังตื้นราว 5-10 เซนติเมตรแล้วไถกลบ ตอซังจะยุ่ยลงภายในราวสองสัปดาห์ ทำให้เตรียมแปลงรอบถัดไปง่ายขึ้น ส่วนการรดช่วงข้าวกำลังเจริญเติบโตให้ผลน้อยกว่ามากเพราะข้าวต้องการธาตุอาหารซึ่ง EM ไม่ได้ให้
ใช้ EM ในบ่อเลี้ยงปลาได้หรือไม่
ใช้ได้สำหรับจัดการของเสียก้นบ่อและลดกลิ่น โดยทั่วไปใช้เจือจางมากตามปริมาตรน้ำและทำต่อเนื่องสัปดาห์ละครั้ง แต่ต้องระวังเรื่องออกซิเจนละลายน้ำ เพราะการย่อยสลายอินทรียวัตถุปริมาณมากพร้อมกันดึงออกซิเจนในน้ำลง ควรเปิดเครื่องตีน้ำร่วมด้วยและขอคำแนะนำจากประมงอำเภอเรื่องอัตราที่เหมาะกับสัตว์น้ำที่เลี้ยง
ซื้อหัวเชื้อ EM อย่างไรไม่ให้ได้ของเสื่อม
ดูสามอย่างคือวันผลิตบนขวด ชื่อผู้ผลิตกับที่อยู่ที่ติดต่อได้ และสภาพการเก็บที่ร้าน ขวดที่วางเรียงกลางแดดหน้าร้านมีโอกาสเสื่อมสูงแม้ยังไม่หมดอายุ เมื่อได้มาแล้วให้ลองขยายทดสอบถังเล็กก่อน ถ้าภายในหนึ่งสัปดาห์ได้กลิ่นเปรี้ยวอมหวานและมีแก๊สดันฝา แสดงว่าเชื้อยังมีชีวิตดี
เก็บ EM ที่ขยายแล้วได้นานแค่ไหน
โดยทั่วไปควรใช้ให้หมดภายใน 1-3 เดือนหลังขยาย เพราะอาหารในถังหมดลงและจำนวนเชื้อที่มีชีวิตลดลงตามเวลา ให้เขียนวันที่ขยายไว้ข้างถังทุกครั้ง เก็บในที่ร่มอุณหภูมิห้องและปิดฝาสนิท หากเลยสามเดือนแล้วยังมีกลิ่นเปรี้ยวปกติก็ยังพอใช้กับงานหมักกองปุ๋ยได้ แต่ควรเพิ่มปริมาณที่ใช้
