คำตอบเร็ว: ปลูกถั่วพร้าเป็นพืชปุ๋ยสดในไร่มันสำปะหลังหรืออ้อยโดยหว่านเมล็ดอัตรา 8-10 กิโลกรัมต่อไร่สำหรับปลูกคลุมเต็มแปลง หรือ 4-6 กิโลกรัมต่อไร่ถ้าปลูกแซมแถว ปล่อยให้เจริญเติบโต 50-70 วันจนเริ่มออกดอกแล้วไถกลบ ถั่วพร้าเลื้อยคลุมดินได้ดีจึงช่วยลดวัชพืชและป้องกันการชะล้างหน้าดินไปพร้อมกับเพิ่มไนโตรเจน
ไร่มันสำปะหลังและอ้อยที่ปลูกซ้ำที่เดิมต่อเนื่องหลายปีมักเจอปัญหาดินเสื่อมโทรม หน้าดินถูกชะล้างช่วงฝนตกหนัก และวัชพืชขึ้นรกในช่วงพักแปลงระหว่างรอบปลูก การปลูกถั่วพร้าแซมหรือคลุมแปลงช่วงพักดินเป็นทางเลือกที่ช่วยแก้ปัญหาเหล่านี้ได้พร้อมกันโดยไม่ต้องเพิ่มต้นทุนสูง
ถั่วพร้าคืออะไร เหมาะกับไร่มันสำปะหลังและอ้อยอย่างไร
ถั่วพร้า (Canavalia ensiformis) เป็นพืชตระกูลถั่วที่มีลักษณะเลื้อยหรือกึ่งเลื้อย เจริญเติบโตเร็วและคลุมดินได้หนาแน่นภายใน 30-40 วัน ต่างจากปอเทืองที่ลำต้นตั้งตรง ทำให้ถั่วพร้าเหมาะกับการปลูกแซมระหว่างแถวมันสำปะหลังหรืออ้อยที่มีระยะห่างกว้าง ช่วยคลุมดินป้องกันการชะล้างหน้าดินจากฝนและลดการงอกของวัชพืชไปพร้อมกับตรึงไนโตรเจน
วิธีปลูกถั่วพร้าในไร่มันสำปะหลังและอ้อย
- เลือกช่วงเวลาปลูก: สำหรับมันสำปะหลังปลูกแซมช่วงต้นฝนหลังปลูกมันสำปะหลังใหม่ได้ 1-2 เดือน สำหรับอ้อยปลูกช่วงหลังตัดอ้อยตอหรือแซมแถวอ้อยปีแรก
- เตรียมร่องปลูก: ถ้าปลูกแซมแถว ให้โรยเมล็ดเป็นแถวกลางร่องห่างจากโคนพืชหลักพอสมควรเพื่อไม่ให้แย่งน้ำและอาหาร
- หว่านหรือโรยเมล็ด: อัตรา 8-10 กิโลกรัมต่อไร่สำหรับคลุมเต็มแปลง หรือ 4-6 กิโลกรัมต่อไร่ถ้าปลูกแซมแถว
- ดูแลช่วงแรก: รดน้ำหรือรอฝนช่วง 7-10 วันแรกให้เมล็ดงอกสม่ำเสมอ หลังจากนั้นถั่วพร้าทนแล้งได้ดี
- ปล่อยเลื้อยคลุมดิน: ปล่อยให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติ ถั่วพร้าจะเลื้อยคลุมดินหนาแน่นช่วยควบคุมวัชพืชไปในตัว
- ไถกลบช่วงออกดอก: เมื่ออายุ 50-70 วันหรือเริ่มออกดอกถึงติดฝักอ่อน ให้ไถกลบเพื่อให้ได้ไนโตรเจนสะสมสูงสุด
| รูปแบบการปลูก | อัตราเมล็ด (กก./ไร่) | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| ปลูกคลุมเต็มแปลง | 8-10 | แปลงพักดินก่อนปลูกพืชหลักรอบใหม่ |
| ปลูกแซมแถวมันสำปะหลัง | 4-6 | ไร่มันสำปะหลังที่ต้องการคลุมดินระหว่างแถว |
| ปลูกแซมแถวอ้อยปีแรก | 4-6 | ไร่อ้อยปลูกใหม่ที่ยังมีช่องว่างระหว่างแถวมาก |
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการปลูกถั่วพร้าปรับปรุงดิน
- ปลูกถั่วพร้าใกล้โคนพืชหลักเกินไป ทำให้แย่งน้ำและอาหารกับมันสำปะหลังหรืออ้อยที่ยังเล็ก
- ปล่อยให้ถั่วพร้าโตจนติดฝักแก่ก่อนไถกลบ ทำให้ลำต้นแข็งย่อยสลายช้าและไนโตรเจนบางส่วนถูกดึงไปเลี้ยงเมล็ดแล้ว
- ปลูกในช่วงปลายฝนที่ใกล้แล้งเกินไป ทำให้ถั่วพร้าไม่โตเต็มที่ก่อนต้องไถกลบ
- ไม่ควบคุมปริมาณเมล็ดที่หว่าน ทำให้ต้นแน่นเกินไปแย่งแสงและอาหารกันเอง
- ปล่อยถั่วพร้าเลื้อยพันต้นพืชหลักโดยไม่ตัดแต่งหรือควบคุม อาจบดบังแสงพืชหลักได้
- ไถกลบตื้นเกินไปทำให้เถาถั่วพร้าโผล่พ้นดินและย่อยสลายไม่สมบูรณ์
สรุป
ถั่วพร้าเป็นพืชปุ๋ยสดที่เหมาะกับไร่มันสำปะหลังและอ้อยเป็นพิเศษ เพราะเลื้อยคลุมดินได้ดี ช่วยลดการชะล้างหน้าดินและควบคุมวัชพืชไปพร้อมกับเพิ่มไนโตรเจน จังหวะสำคัญคือปลูกให้ไม่แย่งอาหารกับพืชหลัก และไถกลบช่วงเริ่มออกดอกก่อนที่ลำต้นจะแข็งเกินไป วิธีนี้ช่วยลดต้นทุนปุ๋ยเคมีและฟื้นฟูดินไปพร้อมกันในระยะยาว
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมพัฒนาที่ดิน — คำแนะนำการใช้พืชตระกูลถั่วเป็นปุ๋ยพืชสดในไร่พืชไร่
- กรมวิชาการเกษตร — ข้อมูลการปลูกมันสำปะหลังและอ้อยแซมพืชตระกูลถั่ว
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
อ่านเพิ่มเติม: การปลูกมันสำปะหลังและอ้อย, โรคและการดูแลไร่พืชไร่ และ ต้นทุน-กำไร ของการปลูกพืชปุ๋ยสดในไร่
คำถามที่พบบ่อย
ถั่วพร้าต่างจากปอเทืองอย่างไร ควรเลือกปลูกแบบไหนในไร่มันสำปะหลัง
ถั่วพร้าเลื้อยคลุมดินได้ดีกว่า เหมาะกับการปลูกแซมแถวหรือคลุมดินระหว่างแถวมันสำปะหลังช่วงพักดิน ส่วนปอเทืองลำต้นตั้งตรงเหมาะกับการปลูกเดี่ยวเต็มแปลงก่อนปลูกพืชหลัก ทั้งสองชนิดตรึงไนโตรเจนได้ใกล้เคียงกัน
ปลูกถั่วพร้าในไร่อ้อยช่วงไหนดีที่สุด
นิยมปลูกช่วงหลังตัดอ้อยตอสุดท้ายก่อนไถแปลงปลูกอ้อยรอบใหม่ หรือปลูกแซมระหว่างแถวอ้อยปีแรกช่วงที่อ้อยยังเล็กเพื่อคลุมดินและเพิ่มไนโตรเจนไปพร้อมกัน
ถั่วพร้า 1 ไร่ใช้เมล็ดพันธุ์เท่าไหร่
อัตราเมล็ดพันธุ์ประมาณ 8-10 กิโลกรัมต่อไร่สำหรับปลูกคลุมเต็มแปลง หรือ 4-6 กิโลกรัมต่อไร่ถ้าปลูกแซมแถวระหว่างพืชหลัก
ถั่วพร้าช่วยลดวัชพืชในไร่ได้จริงไหม
ช่วยได้ในระดับหนึ่ง เพราะถั่วพร้าเลื้อยคลุมดินหนาแน่นภายใน 30-40 วัน บดบังแสงแดดไม่ให้วัชพืชงอกและเติบโตแข่งขัน แต่ไม่สามารถทดแทนการกำจัดวัชพืชโดยตรงได้ทั้งหมด
ไถกลบถั่วพร้าตอนไหนถึงได้ไนโตรเจนสูงสุด
ควรไถกลบช่วงอายุ 50-70 วัน หรือช่วงเริ่มออกดอกถึงติดฝักอ่อน เป็นช่วงที่ปมรากมีปริมาณไนโตรเจนสะสมสูงสุดก่อนที่พืชจะเริ่มดึงไนโตรเจนไปเลี้ยงฝักและเมล็ด
