ดิน น้ำ ปุ๋ย

ใส่ขี้ไก่สดในแปลงเสี่ยงต้นไหม้ไหม ต้องหมักกี่วันก่อนใช้ได้จริง

ใส่ขี้ไก่สดในแปลงปลูกเสี่ยงทำให้รากไหม้หรือต้นเหี่ยวจริงหรือไม่ เพราะอะไรบ้าง ต้องหมักกี่วันก่อนใช้ได้ พร้อมวิธีสังเกตว่ามูลไก่หมักสมบูรณ์พร้อมใช้งานแล้ว

ใส่ขี้ไก่สดในแปลงเสี่ยงต้นไหม้ไหม ต้องหมักกี่วันก่อนใช้ได้จริง
คำตอบเร็ว: ใส่ขี้ไก่สดในแปลงเสี่ยงต้นไหม้จริง เพราะมูลไก่สดมีไนโตรเจนละลายเร็วและปล่อยแก๊สแอมโมเนียแรงระหว่างการย่อยสลาย รวมถึงความร้อนที่เกิดจากจุลินทรีย์ย่อยสลายมูลในดินโดยตรงจนสัมผัสรากพืช ทำให้รากไหม้หรือใบเหี่ยวได้ง่ายโดยเฉพาะกับกล้าอ่อน ระยะเวลาหมักมูลไก่ที่เหมาะสมก่อนนำไปใช้ในแปลงทั่วไปอยู่ที่ประมาณ 30-60 วัน ขึ้นกับวิธีหมัก อัตราส่วนวัสดุคาร์บอนที่ผสม และความถี่ในการกลับกอง สังเกตได้ว่าหมักสมบูรณ์แล้วจากกลิ่น (ไม่มีกลิ่นแอมโมเนียหรือกลิ่นเน่าฉุน) สี (เข้มคล้ำ) เนื้อสัมผัส (ร่วนซุยไม่จับก้อนแข็ง) และอุณหภูมิกองที่เย็นลงเท่าอุณหภูมิแวดล้อมแล้วไม่ร้อนขึ้นอีกเมื่อกลับกอง ระยะเวลาหมักที่แน่นอนอาจต่างกันตามสภาพภูมิอากาศและวิธีหมัก ควรตรวจสอบคำแนะนำล่าสุดจากกรมพัฒนาที่ดินหรือกรมปศุสัตว์ประกอบด้วย

เกษตรกรที่เลี้ยงไก่อยู่แล้วมักอยากประหยัดค่าปุ๋ยด้วยการตักขี้ไก่จากเล้าไปใส่แปลงผักหรือแปลงไม้ผลโดยตรง แล้วพบว่าต้นเหี่ยวหรือใบไหม้ในไม่กี่วันถัดมาโดยไม่รู้สาเหตุ คำถามที่ตามมาคือใส่ขี้ไก่สดอันตรายจริงหรือไม่ และถ้าต้องหมักก่อนใช้ ต้องหมักนานแค่ไหนถึงจะปลอดภัยและได้ประโยชน์เต็มที่ บทความนี้ตอบตรงประเด็นทั้งสามส่วนนี้

เหตุผลที่มูลไก่สดเสี่ยงทำให้รากไหม้หรือพืชเหี่ยวเมื่อใส่โดยตรง

ภาพประกอบ เหตุผลที่มูลไก่สดเสี่ยงทำให้รากไหม้หรือพืชเหี่ยวเมื่อใส่โดยตรง

มูลไก่มีลักษณะต่างจากมูลสัตว์ใหญ่อย่างมูลวัวหรือมูลควายตรงที่มีปริมาณไนโตรเจนเข้มข้นสูงกว่ามากในปริมาณเท่ากัน เพราะไก่ขับถ่ายทั้งของเสียแข็งและปัสสาวะออกมาพร้อมกัน (ไม่แยกทางเหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม) ไนโตรเจนส่วนใหญ่ในมูลไก่สดอยู่ในรูปกรดยูริกซึ่งจุลินทรีย์ในดินย่อยสลายเปลี่ยนเป็นแอมโมเนียได้อย่างรวดเร็วเมื่อสัมผัสความชื้น แอมโมเนียที่เข้มข้นเกินไปบริเวณรากจะทำลายเยื่อหุ้มเซลล์รากโดยตรง ทำให้รากไหม้และดูดน้ำไม่ได้ตามปกติ พืชจึงแสดงอาการเหี่ยวทั้งที่ดินยังชื้นอยู่ นอกจากนี้กระบวนการย่อยสลายมูลไก่สดในดินยังคายความร้อนออกมาเฉพาะจุดที่มูลสัมผัสราก ซ้ำเติมความเสียหายของรากที่บอบบางอยู่แล้ว และมูลไก่สดยังมีความเข้มข้นของเกลือละลายน้ำ (soluble salts) สูง ซึ่งดึงน้ำออกจากเซลล์รากด้วยแรงออสโมซิสเหมือนการโรยเกลือใส่พืชโดยตรง ยิ่งเป็นกล้าอ่อนหรือพืชที่เพิ่งย้ายปลูกยิ่งได้รับผลกระทบชัดเจนกว่าต้นที่โตแล้วซึ่งมีระบบรากแข็งแรงกว่า

ระยะเวลาหมักมูลไก่ที่เหมาะสมก่อนนำไปใช้ในแปลงปลูก

ภาพประกอบ ระยะเวลาหมักมูลไก่ที่เหมาะสมก่อนนำไปใช้ในแปลงปลูก

ระยะเวลาหมักที่พอเหมาะขึ้นกับปัจจัยหลักสามอย่างร่วมกัน คือสัดส่วนวัสดุคาร์บอนที่ผสม ความถี่ในการกลับกอง และความชื้นระหว่างหมัก มูลไก่สดมีสัดส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C:N ratio) ต่ำมากเมื่อเทียบกับวัสดุอินทรีย์ทั่วไป การผสมวัสดุที่มีคาร์บอนสูงอย่างแกลบ ฟางข้าว หรือขี้เลื่อย เข้าไปในกองหมักจะช่วยปรับสมดุลให้จุลินทรีย์ย่อยสลายได้สมบูรณ์กว่าและลดความเข้มข้นของไนโตรเจนที่จะปลดปล่อยเป็นแอมโมเนียในคราวเดียว กองที่กลับพลิกสม่ำเสมอทุก 7-10 วันเพื่อเติมอากาศให้จุลินทรีย์ที่ต้องการออกซิเจนทำงานได้เต็มที่ มักหมักสมบูรณ์เร็วกว่ากองที่ปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ โดยรวมแล้วระยะเวลาหมักมูลไก่ที่ใช้ได้จริงในแปลงส่วนใหญ่จึงอยู่ในช่วงประมาณ 30-60 วัน กองที่ผสมวัสดุคาร์บอนพอดีและกลับกองสม่ำเสมอมักหมักเสร็จเร็วในฝั่งต้นของช่วงนี้ ส่วนกองที่หมักแบบกองนิ่งไม่กลับเลยอาจต้องใช้เวลานานกว่าฝั่งปลายของช่วงนี้ ระยะเวลาที่แน่นอนควรสังเกตจากสัญญาณความสมบูรณ์ของปุ๋ยหมักตามที่อธิบายในหัวข้อถัดไป มากกว่ายึดจำนวนวันตายตัวเพียงอย่างเดียว

วิธีสังเกตว่ามูลไก่หมักสมบูรณ์พร้อมใช้แล้วหรือยัง

  • กลิ่น: มูลไก่หมักสมบูรณ์แล้วจะมีกลิ่นคล้ายดินหรือกลิ่นอินทรียวัตถุย่อยสลายทั่วไป ไม่มีกลิ่นแอมโมเนียฉุนแสบจมูกหรือกลิ่นเน่าเปรี้ยวเหมือนตอนเริ่มหมักใหม่ ๆ
  • สี: เปลี่ยนจากสีเหลืองอมขาวของมูลสดเป็นสีน้ำตาลเข้มถึงดำคล้ำสม่ำเสมอทั่วกอง
  • เนื้อสัมผัส: ร่วนซุยแตกตัวง่ายเมื่อบีบด้วยมือ ไม่จับตัวเป็นก้อนแข็งเหนียวเหมือนมูลสดที่ยังไม่ย่อยสลาย และแยกไม่ออกว่าเป็นมูลไก่หรือวัสดุที่ผสมลงไปแล้ว เพราะย่อยสลายรวมเป็นเนื้อเดียวกัน
  • อุณหภูมิ: ใช้มือสอดเข้าไปกลางกองหรือใช้เทอร์โมมิเตอร์วัด หากกองยังร้อนจัดกว่าอากาศแวดล้อมมากแสดงว่าจุลินทรีย์ยังย่อยสลายอยู่ ต้องรอต่อ เมื่อกองเย็นลงเท่าอุณหภูมิแวดล้อมและไม่ร้อนขึ้นอีกแม้กลับกองใหม่ แสดงว่าการย่อยสลายเข้าสู่ระยะสมบูรณ์แล้ว
  • การทดสอบกับพืช: หากยังไม่มั่นใจ ให้ทดลองใส่ปุ๋ยหมักที่คาดว่าสมบูรณ์แล้วกับต้นกล้าจำนวนน้อยก่อน สังเกตอาการใบไหม้หรือเหี่ยวภายในไม่กี่วัน ก่อนนำไปใช้กับทั้งแปลง
ลักษณะมูลไก่สดมูลไก่หมักสมบูรณ์
กลิ่นฉุนแอมโมเนีย/เน่าเปรี้ยวคล้ายดิน ไม่ฉุน
ความร้อนเมื่อสัมผัสรากสูง เสี่ยงรากไหม้เท่าอุณหภูมิแวดล้อม ปลอดภัยกว่า
เนื้อสัมผัสเปียกจับก้อน มีเศษไม่ย่อยร่วนซุย เป็นเนื้อเดียวกัน
ความเสี่ยงเชื้อโรค/เมล็ดวัชพืชสูงกว่า ยังไม่ผ่านความร้อนหมักฆ่าเชื้อลดลงมากหลังผ่านช่วงอุณหภูมิสูงระหว่างหมัก
การใช้กับกล้าอ่อน/พืชในกระถางไม่แนะนำ เสี่ยงเสียหายสูงใช้ได้อย่างระมัดระวังตามอัตราแนะนำ

เกษตรกรที่ดูแลดิน น้ำ ปุ๋ยในแปลงอย่างเป็นระบบมักแยกกองหมักมูลไก่ไว้เฉพาะ ไม่ปะปนกับมูลสัตว์ชนิดอื่นที่มีอัตราการย่อยสลายต่างกัน เพื่อควบคุมระยะเวลาหมักและคุณภาพปุ๋ยหมักให้สม่ำเสมอในแต่ละรอบ

แยกให้ออก: กลิ่น "กำลังหมัก" กับกลิ่น "หมักเสีย" ไม่เหมือนกัน

ภาพประกอบ แยกให้ออก: กลิ่น "กำลังหมัก" กับกลิ่น "หมักเสีย" ไม่เหมือนกัน

มือใหม่ที่หมักมูลไก่ครั้งแรกมักสับสนระหว่างกลิ่นฉุนของแอมโมเนียในช่วงกำลังย่อยสลาย (ซึ่งเป็นเรื่องปกติของช่วงแรกที่ยังหมักไม่เสร็จ) กับกลิ่นเน่าเหม็นแบบไข่เน่าหรือกลิ่นหมักเสีย ซึ่งเกิดจากกองที่แน่นเกินไปจนอากาศเข้าไม่ถึงกลางกอง ทำให้จุลินทรีย์ที่ไม่ใช้ออกซิเจนทำงานแทนและผลิตแก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์ออกมา กลิ่นแบบหลังนี้บ่งบอกว่ากองหมักมีปัญหาจริง ไม่ใช่แค่ยังไม่หมักเสร็จ ควรกลับกองทันทีเพื่อเติมอากาศ และถ้าเป็นไปได้ผสมวัสดุคาร์บอนที่มีโครงสร้างโปร่งอย่างแกลบเพิ่มเข้าไปเพื่อช่วยให้อากาศแทรกผ่านกองได้ดีขึ้น กองที่หมักถูกวิธีควรมีกลิ่นฉุนแอมโมเนียลดลงเรื่อย ๆ ตามเวลา ไม่ใช่กลิ่นเหม็นรุนแรงขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น หากกลิ่นแย่ลงแปลว่ากระบวนการหมักผิดทางและควรแก้ไขก่อนปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ

อัตราส่วนวัสดุคาร์บอนที่ใช้ผสมตอนหมักโดยหลักการ

หลักการทั่วไปของการหมักปุ๋ยอินทรีย์คือปรับอัตราส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจนให้อยู่ในช่วงที่จุลินทรีย์ย่อยสลายได้อย่างมีประสิทธิภาพ มูลไก่มีไนโตรเจนสูงมากจึงจัดเป็นวัสดุกลุ่ม "สีเขียว" ในการหมัก ต้องผสมกับวัสดุกลุ่ม "สีน้ำตาล" ที่มีคาร์บอนสูงอย่างฟางข้าวแห้ง แกลบ หรือใบไม้แห้ง ในสัดส่วนที่มากพอจะปรับสมดุล หากผสมวัสดุคาร์บอนน้อยเกินไป กองจะมีไนโตรเจนเข้มข้นเกินไป ย่อยสลายเร็วเกินไปจนคายความร้อนสูงและมีแอมโมเนียสูญเสียออกมามาก แต่ถ้าใส่วัสดุคาร์บอนมากเกินไป การย่อยสลายจะช้าลงมากเพราะจุลินทรีย์ขาดไนโตรเจนไปสร้างเซลล์ อัตราส่วนที่พอเหมาะที่แน่นอนควรทดลองปรับจากกองจริงของตัวเอง โดยสังเกตความร้อนและกลิ่นของกองเป็นตัวชี้วัดหลัก มากกว่ายึดสูตรตายตัวที่อาจไม่เข้ากับวัสดุที่หาได้ในพื้นที่

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อใช้มูลไก่ในแปลง

ภาพประกอบ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อใช้มูลไก่ในแปลง
  • ตักขี้ไก่จากเล้าไปใส่โคนต้นโดยตรงทันทีโดยไม่ผ่านการหมัก คิดว่าเป็นปุ๋ยธรรมชาติแล้วปลอดภัยเสมอ
  • หมักมูลไก่กองเดี่ยว ๆ โดยไม่ผสมวัสดุคาร์บอน ทำให้ย่อยสลายไม่สมดุลและมีแอมโมเนียตกค้างนานกว่าที่ควร
  • กะระยะเวลาหมักจากจำนวนวันอย่างเดียวโดยไม่สังเกตกลิ่น สี เนื้อสัมผัส และอุณหภูมิกองประกอบ ทำให้นำไปใช้ทั้งที่ยังหมักไม่สมบูรณ์
  • กองหมักไว้กลางแดดจัดหรือที่ที่น้ำท่วมขังได้ ทำให้ความชื้นและอุณหภูมิของกองแกว่งเกินไป การย่อยสลายไม่สม่ำเสมอ
  • ใส่ปุ๋ยหมักมูลไก่ในปริมาณมากเกินไปครั้งเดียว แม้จะหมักสมบูรณ์แล้ว เพราะความเข้มข้นของไนโตรเจนยังสูงกว่ามูลสัตว์ใหญ่ทั่วไปในปริมาณเท่ากัน
  • ไม่ล้างมือหรืออุปกรณ์หลังสัมผัสมูลไก่สดก่อนไปจับต้องพืชผักที่จะเก็บกินสด เสี่ยงปนเปื้อนเชื้อโรคจากมูลสัตว์

พืชแต่ละชนิดทนต่อมูลไก่ที่ยังหมักไม่สมบูรณ์ต่างกันไหม

ภาพประกอบ พืชแต่ละชนิดทนต่อมูลไก่ที่ยังหมักไม่สมบูรณ์ต่างกันไหม

ไม้ผลยืนต้นที่มีระบบรากลึกและแข็งแรงแล้ว เช่น ต้นไม้ผลอายุหลายปี มักทนต่อมูลไก่ที่หมักยังไม่สมบูรณ์เต็มที่ได้ดีกว่าพืชผักอายุสั้นหรือกล้าไม้ที่เพิ่งย้ายปลูก เพราะระบบรากที่แผ่กว้างและลึกกว่าช่วยเจือจางความเข้มข้นของแอมโมเนียและเกลือที่สัมผัสรากในแต่ละจุดได้ดีกว่า แต่นั่นไม่ได้แปลว่าใส่มูลไก่สดกับไม้ผลได้โดยไม่มีความเสี่ยงเลย เพียงแต่ความเสียหายอาจไม่ปรากฏชัดเจนทันทีเท่ากล้าผัก พืชผักใบที่เก็บกินสดอย่างผักกาดหรือคะน้ายิ่งต้องระวังเป็นพิเศษสองต่อ คือความเสี่ยงรากไหม้จากความเข้มข้นของมูลสด และความเสี่ยงปนเปื้อนเชื้อโรคจากมูลสัตว์ที่ยังไม่ผ่านความร้อนหมักฆ่าเชื้อ เพราะใบที่เก็บกินสดไม่ผ่านการปรุงสุกที่จะช่วยลดความเสี่ยงนี้ลงได้

วางแผนปริมาณมูลไก่ให้พอดีกับรอบการหมักของฟาร์ม

ภาพประกอบ วางแผนปริมาณมูลไก่ให้พอดีกับรอบการหมักของฟาร์ม

ฟาร์มที่เลี้ยงไก่ต่อเนื่องมีมูลสดออกมาทุกวันหรือทุกรอบทำความสะอาดโรงเรือน ควรวางแผนจุดกองหมักให้รับปริมาณได้สม่ำเสมอแทนที่จะกองสะสมไว้รอครั้งเดียวจนกองใหญ่เกินกำลังกลับกองดูแล การแบ่งเป็นหลายกองขนาดย่อมตามรอบเวลาที่เก็บมูลได้ ช่วยให้แต่ละกองหมักสมบูรณ์ใกล้เคียงกันและหมุนเวียนใช้ได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องรอกองใหญ่กองเดียวหมักเสร็จพร้อมกันทั้งหมด หากพื้นที่กองจำกัด ควรคำนวณคร่าวๆ ว่ามูลไก่ที่เก็บได้ต่อสัปดาห์ผสมวัสดุคาร์บอนแล้วได้ปริมาตรกองประมาณเท่าใด เพื่อจัดสรรพื้นที่ไม่ให้กองล้นจนดูแลไม่ทั่วถึง

ทดสอบกับพืชทนทานก่อนใช้ทั่วแปลงหากยังไม่มั่นใจ

ฟาร์มที่เพิ่งเริ่มใช้ปุ๋ยหมักมูลไก่ครั้งแรกและยังไม่แน่ใจว่าหมักสมบูรณ์ดีพอหรือยัง ควรทดลองใส่กับพืชทนทานหรือพื้นที่ขนาดเล็กก่อน สังเกตอาการใบและรากในช่วง 3-5 วันแรกหลังใส่ ถ้าไม่พบใบไหม้หรือต้นเหี่ยวผิดปกติจึงค่อยขยายใช้ทั่วแปลง วิธีนี้ช่วยลดความเสี่ยงความเสียหายเป็นวงกว้างหากปุ๋ยหมักชุดนั้นยังไม่สมบูรณ์จริงตามที่ประเมินด้วยตาและจมูกเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะเมื่อเปลี่ยนแหล่งมูลไก่หรือเปลี่ยนวิธีหมักจากที่เคยทำ เพราะแต่ละชุดอาจสมบูรณ์ไม่เท่ากันแม้ใช้ระยะเวลาหมักเท่าเดิม

สรุป

มูลไก่สดมีความเข้มข้นของไนโตรเจนและเกลือละลายน้ำสูงกว่ามูลสัตว์ใหญ่ทั่วไปมาก การใส่โดยตรงจึงเสี่ยงทำให้รากไหม้หรือพืชเหี่ยวได้จริง โดยเฉพาะกับกล้าอ่อน ควรหมักก่อนใช้เป็นเวลาประมาณ 30-60 วันตามสภาพการหมักและวัสดุที่ผสม และตัดสินใจว่าพร้อมใช้แล้วหรือยังจากสัญญาณกลิ่น สี เนื้อสัมผัส และอุณหภูมิของกอง มากกว่ายึดจำนวนวันตายตัว การหมักให้สมบูรณ์ก่อนใช้ไม่เพียงลดความเสี่ยงต้นไหม้ แต่ยังช่วยลดเชื้อโรคและเมล็ดวัชพืชที่อาจติดมากับมูลสดด้วย

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมพัฒนาที่ดิน — คำแนะนำการทำปุ๋ยหมักจากมูลสัตว์และอัตราส่วนวัสดุคาร์บอนที่เหมาะสม
  • 📄กรมปศุสัตว์ — ข้อมูลการจัดการมูลสัตว์ปีกอย่างถูกสุขลักษณะเพื่อลดความเสี่ยงเชื้อโรค
  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร — แนวทางการผลิตและใช้ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลสัตว์สำหรับเกษตรกรรายย่อย

ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อการศึกษาเบื้องต้น โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากแหล่งที่เป็นทางการก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์

หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

คำถามที่พบบ่อย

มูลไก่หมักแล้วใส่กับพืชกระถางหรือแปลงผักได้เลยโดยไม่ต้องผสมดินก่อนไหม

แนะนำผสมกับดินปลูกหรือวัสดุปลูกอื่นในสัดส่วนที่เหมาะสมแทนการใส่ปุ๋ยหมักมูลไก่ล้วน ๆ รอบโคนต้นโดยตรง เพราะความเข้มข้นของธาตุอาหารยังสูงกว่ามูลสัตว์ชนิดอื่น ควรเริ่มจากปริมาณน้อยก่อน

มูลไก่จากฟาร์มที่เลี้ยงแบบปล่อยพื้นกับฟาร์มกรงตับต่างกันไหมเวลานำมาหมัก

มูลจากฟาร์มปล่อยพื้นมักปนกับวัสดุรองพื้นซึ่งช่วยปรับสัดส่วนคาร์บอนให้สูงขึ้นบางส่วน ส่วนมูลจากฟาร์มกรงตับมักเป็นมูลล้วนไม่มีวัสดุรองพื้นปน จึงมีไนโตรเจนเข้มข้นกว่าและอาจต้องผสมวัสดุคาร์บอนเพิ่ม

หมักมูลไก่นานเกินไปจะเสียคุณค่าทางปุ๋ยไหม

หมักนานเกินความจำเป็นไม่ได้เป็นอันตราย แต่ธาตุอาหารบางส่วนอาจสูญเสียไปตามกระบวนการย่อยสลายต่อเนื่อง จึงควรใช้ปุ๋ยหมักเมื่อสมบูรณ์แล้วตามสัญญาณที่สังเกตได้ ไม่จำเป็นต้องหมักเผื่อนานเกินไป

ใส่ปูนขาวหรือแกลบดำผสมกับมูลไก่ตอนหมักช่วยอะไรได้บ้าง

แกลบหรือแกลบดำช่วยเพิ่มสัดส่วนคาร์บอนและช่วยให้กองหมักโปร่งอากาศถ่ายเทดีขึ้น ส่วนปูนขาวควรใช้อย่างระมัดระวังเพราะอาจทำให้ไนโตรเจนสูญเสียเป็นแก๊สแอมโมเนียเร็วขึ้นหากใส่ปริมาณไม่เหมาะสม

มูลไก่หมักสมบูรณ์แล้วเก็บไว้ใช้ได้นานแค่ไหน

เก็บได้หลายเดือนหากเก็บในที่แห้ง มีหลังคาหรือคลุมกันฝนไม่ให้ความชื้นสะสมจนขึ้นราหรือกลับไปหมักซ้ำ ควรเก็บในภาชนะหรือกองที่ระบายอากาศได้บ้างไม่ใช่ปิดสนิทจนอับชื้น