คำตอบสั้น ๆ
ตัวเลขน้ำต่อไร่ต่อฤดูของนาปีและนาปรัง ช่วงที่ข้าวห้ามขาดน้ำกับช่วงที่ปล่อยแห้งได้ วิธีทำนาเปียกสลับแห้งด้วยท่อวัดระดับน้ำ และวิธีเทียบกับปริมาณน้ำในสระที่มีอยู่ว่าทำนาได้กี่ไร่
คำตอบเร็ว: นาข้าวนาปรังที่ต้องพึ่งน้ำชลประทานหรือน้ำสูบทั้งฤดู ใช้น้ำรวมอยู่ในระดับราว 1,200-1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ส่วนนาปีที่มีฝนช่วย ความต้องการน้ำรวมใกล้เคียงกันแต่ส่วนที่ต้องเติมเองมักเหลือเพียงราว 300-600 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ขึ้นกับการกระจายของฝนในปีนั้น ช่วงที่ห้ามขาดน้ำเด็ดขาดคือระยะตั้งท้องถึงออกรวงและผสมเกสร ส่วนช่วงที่ปล่อยแห้งได้คือระยะหลังแตกกอเต็มที่และช่วง 10-14 วันก่อนเกี่ยว การทำนาเปียกสลับแห้งด้วยท่อวัดระดับน้ำช่วยลดปริมาณน้ำลงได้ราว 15-30 เปอร์เซ็นต์โดยผลผลิตไม่ลดลง ถ้าเลี่ยงการปล่อยแห้งในช่วงออกดอก
ทุกฤดูแล้ง คำถามที่โทรเข้าชลประทานและเกษตรอำเภอมากที่สุดคือ "น้ำในสระที่มีอยู่ ทำนาปรังได้กี่ไร่" ซึ่งตอบไม่ได้ถ้าไม่รู้ตัวเลขความต้องการน้ำของข้าวต่อไร่เสียก่อน บทความนี้ให้ทั้งตัวเลข ที่มาของตัวเลข และวิธีเอาไปเทียบกับปริมาตรน้ำในสระหรือบ่อของตัวเองแบบคำนวณได้จริงด้วยเครื่องคิดเลขเครื่องเดียว
ตัวเลขน้ำต่อไร่ต่อฤดูของนาปีและนาปรัง
| รายการ | นาปี (ฤดูฝน) | นาปรัง (ฤดูแล้ง) |
|---|---|---|
| ความต้องการน้ำรวมของแปลง | ราว 1,000-1,300 ลบ.ม./ไร่ | ราว 1,200-1,500 ลบ.ม./ไร่ |
| ส่วนที่ได้จากฝน | ส่วนใหญ่ของทั้งหมด | น้อยมากหรือแทบไม่มี |
| ส่วนที่ต้องเติมเองหรือรับจากชลประทาน | ราว 300-600 ลบ.ม./ไร่ | เกือบทั้งหมดของความต้องการ |
| การใช้น้ำต่อวันช่วงกลางฤดู | ราว 4-6 มม./วัน | ราว 5-8 มม./วัน เพราะอากาศร้อนและลมแรง |
| ความเสี่ยงหลัก | ฝนทิ้งช่วงในระยะตั้งท้อง | น้ำต้นทุนหมดก่อนข้าวออกรวง |
ตัวเลขข้างบนเป็นช่วงที่ใช้ในการวางแผนระดับแปลง ค่าจริงต่างกันตามชนิดดิน อายุพันธุ์ข้าว วิธีปลูก และสภาพอากาศของปีนั้น ดินทรายหรือนาที่มีรอยรั่วตามคันจะใช้น้ำมากกว่าค่ากลางอย่างมีนัยสำคัญ ส่วนนาดินเหนียวที่ทำเทือกดีและคันนาแน่นจะใช้น้อยกว่า ปริมาณที่จัดสรรจริงในแต่ละโครงการชลประทานให้ตรวจสอบกับโครงการชลประทานจังหวัดก่อนวางแผนเพาะปลูกทุกฤดู เพราะขึ้นกับปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนของปีนั้น
ตัวแปลงหน่วยที่ต้องจำไว้ใช้
หนึ่งไร่เท่ากับ 1,600 ตารางเมตร ดังนั้น น้ำลึก 1 มิลลิเมตรบนพื้นที่ 1 ไร่ เท่ากับ 1.6 ลูกบาศก์เมตร ตัวเลขนี้ใช้แปลงกลับไปมาได้ทั้งหมด ตัวอย่างเช่น ถ้าข้าวใช้น้ำวันละ 5 มิลลิเมตรในหน้าแล้ง ก็เท่ากับ 8 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ต่อวัน ถ้าต้องหล่อเลี้ยงไป 100 วันก็เป็น 800 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ยังไม่รวมน้ำเตรียมแปลงและน้ำที่รั่วซึมลงดินกับที่ซึมออกคันนา ซึ่งรวมกันแล้วดันตัวเลขขึ้นไปถึงระดับ 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ขึ้นไปในนาปรัง
น้ำที่ใช้เตรียมแปลงและทำเทือกเป็นก้อนที่คนมักลืมนับ ในนาดินเหนียวอาจใช้ราวหนึ่งร้อยกว่าถึงสองร้อยกว่าลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ส่วนนาดินทรายที่ซึมเร็วจะใช้มากกว่านั้นชัดเจน ถ้าวางแผนน้ำโดยนับเฉพาะช่วงหล่อเลี้ยงต้นข้าว จะพบว่าน้ำหมดเร็วกว่าที่คำนวณไว้เกือบทุกครั้ง
ช่วงที่ข้าวต้องการน้ำมากที่สุดและช่วงที่ปล่อยแห้งได้
ข้าวไม่ได้ต้องการน้ำขังตลอดเวลา ความเชื่อว่าต้องมีน้ำท่วมแปลงตั้งแต่ปักดำจนเกี่ยวคือสาเหตุใหญ่ที่ทำให้นาปรังใช้น้ำเกินจำเป็น สิ่งที่ข้าวต้องการจริงคือดินอิ่มน้ำอย่างต่อเนื่อง และมีน้ำขังเฉพาะช่วงวิกฤต
| ระยะการเจริญ | ช่วงเวลาโดยประมาณ | การจัดการน้ำ |
|---|---|---|
| เตรียมแปลงและทำเทือก | ก่อนปลูก | ต้องมีน้ำ แต่ปรับระดับพื้นนาให้เรียบจะช่วยลดน้ำได้มาก |
| ตั้งตัวหลังปักดำหรือหลังหว่าน | ราว 0-15 วัน | คุมน้ำตื้นราว 3-5 ซม. เพื่อคุมวัชพืชและให้ต้นตั้งตัว |
| แตกกอ | ราว 15-40 วัน | ระดับน้ำ 5-10 ซม. เริ่มใช้เปียกสลับแห้งได้ตั้งแต่ช่วงนี้ |
| หลังแตกกอเต็มที่ | ราว 35-45 วัน | ระบายน้ำออกให้ผิวดินแห้งแตกระแหงเล็กน้อย 5-7 วัน เพื่อคุมหน่อที่ไม่ให้ผลและเติมอากาศให้ราก |
| ตั้งท้องถึงออกรวง | ราว 55-75 วัน | ห้ามขาดน้ำเด็ดขาด รักษาระดับน้ำขังต่อเนื่อง |
| ผสมเกสรและติดเมล็ด | ราว 75-90 วัน | ยังต้องมีน้ำ ขาดน้ำช่วงนี้ทำให้เมล็ดลีบมากที่สุด |
| เมล็ดแก่ก่อนเกี่ยว | ราว 10-14 วันก่อนเกี่ยว | ระบายน้ำออกให้ดินแห้ง สะดวกต่อการเกี่ยวและลดต้นล้ม |
ประสบการณ์จากแปลงจริงที่ใช้ได้เลยคือ ช่วงที่ขาดน้ำแล้วเสียหายหนักที่สุดคือประมาณสิบวันก่อนข้าวโผล่รวงจนถึงสิบถึงสิบสี่วันหลังออกรวง ถ้าน้ำต้นทุนมีจำกัดและต้องเลือกว่าจะสูบรอบสุดท้ายเมื่อไหร่ ให้เก็บน้ำไว้ใช้ช่วงนี้ อย่าใช้หมดไปกับช่วงแตกกอ เพราะข้าวที่ขาดน้ำช่วงแตกกอยังชดเชยได้บ้าง แต่ข้าวที่ขาดน้ำตอนตั้งท้องจะได้รวงที่เมล็ดลีบเป็นจำนวนมากและแก้ไม่ได้
ทำนาเปียกสลับแห้งประหยัดน้ำได้เท่าไหร่
วิธีที่กรมการข้าวและกรมชลประทานส่งเสริมเพื่อลดการใช้น้ำในนาชลประทานคือการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง ซึ่งลดปริมาณน้ำลงได้ราว 15-30 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับการขังน้ำตลอดฤดู โดยผลผลิตไม่ลดลงถ้าทำถูกจังหวะ หัวใจของวิธีนี้คือปล่อยให้ระดับน้ำลดต่ำกว่าผิวดินได้ชั่วคราว แล้วเติมน้ำใหม่ก่อนที่รากจะเครียด
- ทำท่อวัดระดับน้ำ ใช้ท่อพีวีซีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางราว 4-6 นิ้ว ยาวราว 30 เซนติเมตร เจาะรูรอบท่อในส่วนที่จะฝังลงดิน
- ฝังท่อ ฝังลงในนาให้ส่วนที่เจาะรูอยู่ใต้ผิวดินราว 20 เซนติเมตร และให้ปากท่อโผล่พ้นผิวดินราว 5-10 เซนติเมตร ควักดินในท่อออกให้เห็นระดับน้ำใต้ดินได้ วางไว้ในจุดที่เป็นตัวแทนของแปลง ไม่ใช่จุดที่ลุ่มที่สุด
- ปล่อยให้น้ำลด หลังข้าวตั้งตัวแล้ว ปล่อยให้ระดับน้ำในท่อลดลงเรื่อย ๆ โดยไม่ต้องเติม
- เติมน้ำเมื่อถึงเกณฑ์ เมื่อระดับน้ำในท่อลดลงต่ำกว่าผิวดินราว 15 เซนติเมตร ให้สูบน้ำเข้าจนท่วมผิวดินราว 5 เซนติเมตร แล้วปล่อยให้ลดอีกครั้ง วนแบบนี้ไปตลอดช่วงแตกกอ
- หยุดเปียกสลับแห้งในช่วงวิกฤต ตั้งแต่ระยะตั้งท้องจนถึงหลังผสมเกสร ให้กลับมาขังน้ำต่อเนื่อง ห้ามปล่อยแห้งในช่วงนี้
- กลับมาระบายน้ำอีกครั้ง ราว 10-14 วันก่อนเกี่ยว เพื่อให้ดินแข็งพอสำหรับรถเกี่ยว
ผลพลอยได้ที่เกษตรกรหลายรายรายงานตรงกันคือ นาที่ทำเปียกสลับแห้งจะมีรากข้าวลึกและแข็งแรงกว่า ต้นล้มน้อยลงในช่วงปลายฤดู และค่าน้ำมันสูบน้ำลดลงตามจำนวนรอบสูบที่ลดลง ข้อจำกัดคือวิธีนี้เหมาะกับนาที่ควบคุมน้ำเข้าออกได้ ถ้าเป็นนาน้ำฝนที่คุมน้ำไม่ได้ หรือนาที่พื้นไม่เรียบจนบางจุดแห้งก่อนจุดอื่นมาก จะทำได้ยากและเสี่ยงให้วัชพืชขึ้น
เทียบกับปริมาณน้ำในสระหรือบ่อที่มีอยู่
ขั้นตอนคำนวณแบบทำเองได้ที่โคนสระ
- หาปริมาตรสระ สระสี่เหลี่ยมคิดคร่าว ๆ จาก กว้าง คูณ ยาว คูณ ความลึกเฉลี่ย เช่น สระกว้าง 20 เมตร ยาว 40 เมตร ลึกเฉลี่ย 3 เมตร ได้ปริมาตรราว 2,400 ลูกบาศก์เมตร ถ้าสระมีลาดข้างเอียงมาก ให้ลดค่าลงราวหนึ่งในห้าถึงหนึ่งในสี่จากค่าที่คำนวณแบบกล่องสี่เหลี่ยม
- หักน้ำที่ใช้ไม่ได้จริง ก้นสระที่สูบไม่ถึง การระเหยในหน้าแล้งซึ่งอาจหายไปหลายสิบเซนติเมตรของความลึกตลอดฤดู และการรั่วซึมลงดิน รวมกันแล้วมักเหลือน้ำใช้ได้จริงราวเจ็ดสิบถึงแปดสิบเปอร์เซ็นต์ของปริมาตรเต็ม
- หารด้วยความต้องการน้ำต่อไร่ จากตัวอย่างข้างต้น น้ำใช้ได้จริงราว 1,700-1,900 ลูกบาศก์เมตร หารด้วยความต้องการนาปรังราว 1,200-1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ จะทำนาปรังได้เพียงประมาณหนึ่งไร่เศษเท่านั้น
- ตัดสินใจ ถ้าพื้นที่นามากกว่าที่น้ำรองรับได้ ทางเลือกคือทำนาปรังเฉพาะบางส่วนของแปลง เปลี่ยนไปปลูกพืชใช้น้ำน้อยในส่วนที่เหลือ หรือไม่ทำนาปรังในปีที่น้ำต้นทุนต่ำ
ตัวเลขนี้มักทำให้เกษตรกรตกใจ เพราะสระขนาดที่ดูใหญ่มากในสายตาคนทั่วไป กลับทำนาปรังได้เพียงไม่กี่ไร่ นี่คือเหตุผลที่กรมชลประทานต้องประกาศแผนเพาะปลูกฤดูแล้งทุกปี และทำไมการฝืนทำนาปรังในปีที่น้ำต้นทุนน้อยจึงเสี่ยงขาดทุนสูง ทั้งค่าน้ำมันสูบและค่าเมล็ดพันธุ์ที่จ่ายไปแล้วแต่ข้าวไม่ได้เก็บเกี่ยว
สิ่งที่ลดการใช้น้ำได้โดยไม่ลดผลผลิต
- ปรับระดับพื้นนาให้เรียบ นาที่ไม่เรียบต้องเติมน้ำจนท่วมจุดสูงสุด ทำให้จุดต่ำลึกเกินจำเป็น
- อุดรูรั่วตามคันนาและรูปู ซึ่งเป็นทางน้ำหายที่มองไม่เห็นแต่เสียมากในนาดินทราย
- เลือกพันธุ์ข้าวอายุสั้นลงในปีที่น้ำต้นทุนต่ำ เพราะจำนวนวันที่ต้องหล่อเลี้ยงน้อยลงโดยตรง
- ใช้ท่อวัดระดับน้ำแทนการดูด้วยตา การกะระดับน้ำด้วยสายตามักทำให้เติมน้ำเร็วเกินจำเป็นทุกครั้ง
- สูบน้ำตอนเช้าตรู่หรือเย็น ลดการระเหยระหว่างส่งน้ำตามคูไปยังแปลง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ขังน้ำท่วมแปลงตลอดฤดูเพราะกลัววัชพืช ทั้งที่การคุมระดับน้ำตื้นในช่วงต้นก็คุมวัชพืชได้ และประหยัดน้ำกว่ามาก
- ปล่อยนาแห้งในช่วงตั้งท้องเพราะเห็นว่าข้าวยังเขียวดี แล้วมาพบว่าเมล็ดลีบตอนเกี่ยว
- คำนวณน้ำในสระจากปริมาตรเต็มโดยไม่หักก้นสระ การระเหย และการรั่วซึม จึงวางแผนพื้นที่ปลูกเกินกำลังน้ำ
- ลืมนับน้ำที่ใช้เตรียมแปลงและทำเทือก ซึ่งเป็นก้อนใหญ่ก้อนแรกของฤดู
- ฝังท่อวัดระดับน้ำในจุดที่ลุ่มที่สุดของแปลง ทำให้อ่านค่าได้สูงกว่าความจริงและเติมน้ำช้าเกินไป
- ใช้วิธีเปียกสลับแห้งในนาน้ำฝนที่คุมน้ำเข้าออกไม่ได้ พอฝนทิ้งช่วงจริงจึงแห้งเกินจุดที่ตั้งใจ
- วางแผนนาปรังก่อนตรวจสอบประกาศแผนจัดสรรน้ำของโครงการชลประทานในพื้นที่
อ่านเรื่องการจัดการน้ำ ดิน และปุ๋ยในนาข้าวและพืชอื่นเพิ่มเติมได้ที่หมวด ดิน น้ำ ปุ๋ย
สรุป
นาปรังที่พึ่งน้ำชลประทานหรือน้ำสูบทั้งฤดูใช้น้ำราว 1,200-1,500 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ส่วนนาปีมีฝนช่วยจนเหลือส่วนที่ต้องเติมเองราว 300-600 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ตัวเลขนี้แปลงกลับเป็นความลึกได้ด้วยกฎง่าย ๆ ว่าน้ำ 1 มิลลิเมตรบนหนึ่งไร่เท่ากับ 1.6 ลูกบาศก์เมตร จุดที่ห้ามพลาดคือระยะตั้งท้องถึงผสมเกสรที่ห้ามขาดน้ำ ส่วนระยะหลังแตกกอและช่วงก่อนเกี่ยวปล่อยแห้งได้ และการทำนาเปียกสลับแห้งด้วยท่อวัดระดับน้ำคือเครื่องมือที่ลดน้ำลงได้ราว 15-30 เปอร์เซ็นต์โดยไม่กระทบผลผลิต ก่อนวางแผนนาปรังทุกครั้ง ให้เทียบน้ำใช้ได้จริงในสระกับความต้องการต่อไร่ และตรวจสอบแผนจัดสรรน้ำของโครงการชลประทานในพื้นที่
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมชลประทาน — แผนการจัดสรรน้ำและแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้งรายปี รวมถึงข้อมูลความต้องการน้ำของข้าวในเขตชลประทาน
- กรมการข้าว — คำแนะนำการจัดการน้ำตามระยะการเจริญของข้าว และแนวทางการทำนาแบบเปียกสลับแห้ง
- กรมส่งเสริมการเกษตร — คำแนะนำระดับแปลงเรื่องการวางแผนเพาะปลูกตามปริมาณน้ำต้นทุน ผ่านสำนักงานเกษตรอำเภอ
- กรมพัฒนาที่ดิน — ข้อมูลชนิดดินและอัตราการซึมของน้ำในดิน ซึ่งมีผลต่อปริมาณน้ำที่นาแต่ละแปลงต้องใช้
- กรมอุตุนิยมวิทยา — ข้อมูลปริมาณฝนและการคาดหมายฝนรายฤดู สำหรับประเมินส่วนที่ฝนจะช่วยในนาปี
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
ปลายฝนต้องเก็บน้ำเข้าสระเท่าไหร่ถึงพอใช้ทั้งหน้าแล้ง
ปลายฝนคือจังหวะสุดท้ายที่จะเก็บน้ำก่อนหน้าแล้ง บทความนี้ให้สูตรคำนวณ ตัวอย่างผักคะน้า 1 ไร่ และสถานการณ์น้ำและเอลนีโญ ณ ต.ค. 2569
ฝนทิ้งช่วงกลางนาปี ข้าวขาดน้ำต้องทำอะไรก่อน
ฝนทิ้งช่วงกลางนาปี สิ่งแรกที่ต้องทำคือดูว่าข้าวอยู่ระยะไหนและแปลงขาดน้ำมากี่วัน แล้วจัดน้ำให้แปลงที่ยังกู้ได้ก่อน บทความนี้เรียงลำดับสิ่งที่ควรทำตามข้อมูลหน่วยงานรัฐ
ฝุ่น PM2.5 และหมอกควันกระทบพืชผักอย่างไร เกษตรกรควรดูแลแปลงแบบไหน
ฝุ่นที่เกาะใบบังแสงและทำให้ปากใบปิดบางส่วน บทความนี้แยกสิ่งที่งานวิจัยยืนยันแล้วออกจากตัวเลขที่ยังไม่มีใครวัด และบอกวิธีดูแลแปลงกับคนทำงานช่วงฝุ่นสูง
ดินเป็นกรดหลังน้ำท่วม ตรวจดินที่ไหน และปรับสภาพอย่างไร
หลังน้ำลด เกษตรกรหลายรายสังเกตว่าผักที่ปลูกซ่อมรอบแรกโตช้า ใบเหลือง หรือรากไม่เดิน แล้วได้ยินต่อกันมาว่า "น้ำท่วมดินเป็นกรด ต้องใส่ปูนเยอะ ๆ" ความจริง
ดินโคลนทับสวนหลังน้ำท่วม ต้องขุดออกไหม และทำอย่างไร
น้ำลดแล้วเจ้าของสวนหลายคนเดินเข้าไปเจอภาพเดียวกัน คือชั้นดินโคลนสีน้ำตาลเทาเคลือบทั่วแปลง บางจุดทับโคนต้นจนมองไม่เห็นดินเดิม บางจุดมีเศษไม้และทรายพัดม
ฟื้นฟูดินหลังน้ำท่วม ตรวจอะไรก่อนปลูกใหม่ และตะกอนทับหน้าดินทำอย่างไร
น้ำลดแล้วแต่แปลงยังเป็นโคลน บางแปลงมีทรายทับหน้าดินเป็นแผ่น บางแปลงดินเละจนเดินแล้วรองเท้าจม คำถามที่เกษตรกรถามกันมากที่สุดคือ "ต้องรอนานแค่ไหน" และ "
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

กระชังบกขนาด 2x3 เมตร แบบหนา สำหรับเลี้ยงกบเลี้ยงปลาดุก ปลาหมอ ปลาน้ำตื้นทุกชนิด
ดูรายละเอียด
กระชังบก 1x1 1x2 1.5x2 2x2 2x3 3x4 เมตร สูง 1.2เมตร กระชังปลาก,เลี้ยงกบ,เลี้ยงปลามเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปู
ดูรายละเอียด
SAVE SET 12 ชุดเครื่องพ่นหมอกโรงเพาะเห็ด รดน้ำต้นไม้ 3 หัวพ่นหมอกเนต้าฟิล์ม 0.6 mm. + สายพ่นหมอก 10 เมตร ( ใช้ได้ทั้ง...
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
นาข้าวใช้น้ำมากกว่าพืชไร่จริงไหม
จริงในกรณีที่ทำนาแบบขังน้ำตลอดฤดู เพราะนอกจากน้ำที่ต้นข้าวคายออกไป ยังมีน้ำที่ระเหยจากผิวน้ำในแปลงและน้ำที่ซึมลงดินกับซึมออกคันนาอีกจำนวนมาก ซึ่งพืชไร่ที่ปลูกบนร่องไม่มีส่วนนี้ แต่ถ้าใช้วิธีเปียกสลับแห้งและปรับพื้นนาให้เรียบ ความต่างจะลดลงพอสมควร
ปล่อยนาแห้งกี่วันข้าวถึงจะเสียหาย
ขึ้นกับระยะการเจริญและชนิดดิน ในช่วงแตกกอ การปล่อยให้ผิวดินแห้งแตกระแหงเล็กน้อยราว 5-7 วันเป็นเรื่องที่ทำกันโดยตั้งใจและให้ผลดีต่อราก แต่ในช่วงตั้งท้องถึงผสมเกสร การขาดน้ำเพียงไม่กี่วันก็ทำให้เมล็ดลีบได้ สัญญาณเตือนคือใบข้าวม้วนตัวตอนสาย ถ้าเห็นอาการนี้ช่วงตั้งท้องให้สูบน้ำเข้าทันที
นาน้ำฝนใช้วิธีเปียกสลับแห้งได้ไหม
ทำได้ยากและไม่แนะนำเป็นวิธีหลัก เพราะหัวใจของเปียกสลับแห้งคือต้องเติมน้ำได้เมื่อระดับลดถึงเกณฑ์ ซึ่งนาน้ำฝนไม่มีแหล่งน้ำสำรองให้เติม ถ้าฝนทิ้งช่วงพอดีกับที่ปล่อยแห้ง ข้าวจะขาดน้ำเกินจุดที่ตั้งใจ นาน้ำฝนควรเน้นการเก็บกักน้ำในแปลงและเลือกพันธุ์ที่อายุเหมาะกับรูปแบบฝนของพื้นที่แทน
รู้ได้อย่างไรว่าปีนี้น้ำพอทำนาปรังหรือไม่
ให้ดูสองอย่างประกอบกัน หนึ่งคือประกาศแผนการเพาะปลูกฤดูแล้งและแผนจัดสรรน้ำของกรมชลประทานในเขตโครงการของตัวเอง ซึ่งอิงปริมาณน้ำต้นทุนในเขื่อนของปีนั้น สองคือปริมาตรน้ำใช้ได้จริงในสระหลังหักก้นสระและการระเหย แล้วหารด้วยความต้องการน้ำต่อไร่เพื่อดูว่ารองรับได้กี่ไร่
ปรับพื้นนาให้เรียบช่วยประหยัดน้ำได้จริงแค่ไหน
ช่วยได้ชัดเจนในนาที่พื้นต่างระดับกันมาก เพราะต้องเติมน้ำให้ท่วมจุดที่สูงที่สุดเสมอ ทำให้จุดที่ต่ำมีน้ำลึกเกินความจำเป็นและสูญเสียไปกับการซึมมากขึ้น นอกจากประหยัดน้ำยังทำให้ข้าวขึ้นสม่ำเสมอและคุมวัชพืชได้ดีขึ้น ควรสอบถามบริการปรับระดับพื้นนาจากสำนักงานเกษตรอำเภอหรือโครงการชลประทานในพื้นที่
น้ำ 1 มิลลิเมตรเท่ากับกี่ลูกบาศก์เมตรต่อไร่
หนึ่งไร่เท่ากับ 1,600 ตารางเมตร ดังนั้นน้ำลึก 1 มิลลิเมตรบนพื้นที่หนึ่งไร่เท่ากับ 1.6 ลูกบาศก์เมตร ใช้ตัวเลขนี้แปลงกลับไปมาได้ทั้งหมด เช่น ถ้าข้าวใช้น้ำวันละ 5 มิลลิเมตร ก็เท่ากับ 8 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ต่อวัน คูณด้วยจำนวนวันที่ต้องหล่อเลี้ยงก็จะได้ปริมาณน้ำคร่าว ๆ ของรอบนั้น
