คำตอบสั้น ๆ
ยูเรีย 46-0-0 ให้ไนโตรเจนล้วน ใช้ถูกจังหวะช่วยแตกกอและสร้างใบ แต่หว่านผิดวิธีบนดินแห้งแดดจัดจะระเหยทิ้ง บทความนี้รวมจังหวะใส่รายพืช อัตราตัวอย่าง วิธีผสมกับปุ๋ยสูตรอื่น และข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียปุ๋ยเปล่า
คำตอบเร็ว: ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 ให้ธาตุไนโตรเจนล้วน ไม่มีฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม จึงเหมาะกับช่วงที่พืชต้องสร้างใบและแตกกอ ไม่ใช่ช่วงสร้างดอกหรือสะสมอาหาร จุดที่ทำให้ยูเรียเสียเปล่าที่สุดคือการหว่านทิ้งไว้บนผิวดินแห้งตอนแดดจัด เพราะไนโตรเจนจะเปลี่ยนเป็นแอมโมเนียระเหยขึ้นอากาศ วิธีป้องกันคือใส่ตอนดินชื้น แล้วให้น้ำตามหรือพรวนกลบภายใน 1-2 วัน ในนาข้าวให้ใส่ตอนมีน้ำขังตื้นและปิดทางน้ำไหลผ่าน
ยูเรียเป็นปุ๋ยที่เกษตรกรไทยซื้อมากที่สุด เพราะให้ไนโตรเจนต่อกระสอบสูงที่สุดจึงถูกที่สุดเมื่อคิดต่อกิโลกรัมของไนโตรเจน แต่ก็เป็นปุ๋ยที่สูญเสียง่ายที่สุดเช่นกันถ้าใส่ผิดวิธี เงินที่จ่ายไปกลายเป็นก๊าซลอยหายไปโดยที่พืชไม่ได้ใช้ บทความนี้เรียงตามลำดับการทำงานจริงในแปลง ตั้งแต่ตัดสินใจว่าควรใช้ยูเรียหรือไม่ ไปจนถึงจังหวะใส่ อัตราตัวอย่าง วิธีผสมกับปุ๋ยสูตรอื่น และข้อผิดพลาดที่ทำให้เสียปุ๋ยไปเปล่า ๆ
ยูเรียให้ธาตุอะไร และต่างจากปุ๋ยสูตรรวมอย่างไร
ตัวเลข 46-0-0 บนกระสอบหมายถึงเปอร์เซ็นต์ของไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียมตามลำดับ ยูเรียจึงมีไนโตรเจน 46 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีอีกสองธาตุเลย กระสอบ 50 กิโลกรัมให้ไนโตรเจน 23 กิโลกรัม ซึ่งมากกว่าปุ๋ยสูตร 15-15-15 กระสอบเดียวกันที่ให้ไนโตรเจนเพียง 7.5 กิโลกรัม
ไนโตรเจนในยูเรียอยู่ในรูปเอไมด์ ซึ่งพืชยังใช้โดยตรงไม่ได้ทันที ต้องรอเอนไซม์ยูรีเอสในดินและในเศษพืชย่อยให้กลายเป็นแอมโมเนียมก่อน แล้วจุลินทรีย์จึงเปลี่ยนต่อเป็นไนเตรตที่รากดูดได้ดี กระบวนการนี้ใช้เวลาไม่กี่วันเมื่อดินชื้นและอุ่น แต่ระหว่างที่แปรสภาพนี่เองที่เกิดการสูญเสีย เพราะแอมโมเนียที่เกิดขึ้นบนผิวดินแห้งสามารถระเหยขึ้นสู่อากาศได้ก่อนที่พืชจะได้ใช้
ผลในทางปฏิบัติคือ ยูเรียใช้เป็นปุ๋ยตัวเดียวตลอดฤดูไม่ได้ พืชที่ได้แต่ไนโตรเจนจะงามใบแต่ขาดฟอสฟอรัสสำหรับระบบรากและการสร้างดอก และขาดโพแทสเซียมสำหรับความแข็งแรงของลำต้นและคุณภาพผลผลิต การใช้ยูเรียที่ถูกต้องจึงเป็นการ "เสริมไนโตรเจนในจังหวะที่ต้องการ" ควบคู่กับปุ๋ยสูตรรวมหรือปุ๋ยคอกที่ให้ธาตุอื่น
ใส่ตอนไหนของพืชแต่ละชนิด
| พืช | ช่วงที่ยูเรียให้ผลคุ้ม | ช่วงที่ไม่ควรใส่ |
|---|---|---|
| ข้าว | ระยะแตกกอ ราว 20-25 วันหลังหว่านหรือปักดำ และระยะกำเนิดช่อดอกก่อนตั้งท้อง | หลังข้าวออกรวงแล้ว เพราะจะได้แต่ใบและเมล็ดลีบ เสี่ยงโรคและเพลี้ยระบาด |
| ข้าวโพด | แบ่งใส่ช่วงอายุราว 20-25 วัน และอีกครั้งราว 40-45 วันก่อนออกดอก | หลังออกไหมแล้ว เพราะพืชเข้าสู่ระยะสร้างเมล็ดที่ต้องการโพแทสเซียมมากกว่า |
| อ้อย | หลังอ้อยเริ่มแตกกอและดินมีความชื้นพอ ใส่ข้างแถวแล้วพรวนกลบ | ช่วงใกล้เก็บเกี่ยว เพราะทำให้ค่าความหวานลดลง |
| มันสำปะหลัง | ใช้เป็นส่วนผสมในสูตรที่มีโพแทสเซียมสูง ใส่ช่วงอายุ 1-2 เดือนตอนดินชื้น | ใส่ยูเรียเดี่ยวปริมาณมาก เพราะทำให้เฝือใบ หัวเล็ก และเปอร์เซ็นต์แป้งต่ำลง |
| ผักกินใบ | ใส่ครั้งละน้อยแต่แบ่งหลายครั้ง หลังย้ายกล้าตั้งตัวแล้ว | ใกล้เก็บเกี่ยว ควรเว้นระยะอย่างน้อย 7-14 วันเพื่อลดการสะสมไนเตรตในผัก |
| ไม้ผล เช่น ทุเรียน มะม่วง ลำไย | ช่วงบำรุงต้นหลังเก็บเกี่ยวและช่วงเร่งใบอ่อนให้แตกพร้อมกัน | ช่วงสะสมอาหารก่อนออกดอก เพราะจะแตกใบอ่อนแทนการออกดอก |
ตารางนี้ชี้ให้เห็นว่าเวลาที่ "ควร" กับ "ไม่ควร" ใส่ยูเรียต่างกันตามพืช ไม่มีสูตรเดียวใช้ได้ทุกแปลง โดยเฉพาะไม้ผลที่การใส่ผิดจังหวะเพียงครั้งเดียวสามารถทำให้ไม่ได้ผลผลิตทั้งฤดู อัตราที่ใช้จริงควรยึดคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรและกรมการข้าวตามชนิดพืชและชุดดิน หรือคำแนะนำตามค่าวิเคราะห์ดินจากกรมพัฒนาที่ดิน
ทำไมหว่านยูเรียบนผิวดินแห้งแล้วเสียของ
เมื่อเม็ดยูเรียดูดความชื้นจากอากาศและละลายบนผิวดิน เอนไซม์ยูรีเอสจะเปลี่ยนเป็นแอมโมเนียอย่างรวดเร็ว ถ้าแอมโมเนียนั้นเกิดขึ้นบนผิวดินที่ไม่มีน้ำพาลงไปในดิน มันจะระเหยขึ้นอากาศไปเลย สภาพที่ทำให้สูญเสียมากที่สุดคือ
- ผิวดินแห้งหรือชื้นหมาด ๆ แต่ไม่มีน้ำซึมลงดิน เป็นสภาพที่แย่ที่สุด เพราะปุ๋ยละลายแต่ไม่ถูกพาลงไปเก็บในดิน
- อุณหภูมิสูงและแดดจัด การระเหยเร็วขึ้นชัดเจนเมื่อหว่านกลางวันในหน้าร้อน
- ดินที่มีค่าความเป็นด่างสูง หรือเพิ่งหว่านปูน สภาพด่างทำให้แอมโมเนียระเหยได้ง่ายขึ้นมาก
- หว่านทับตอซังหรือเศษพืชหนา เศษพืชมีเอนไซม์ยูรีเอสสูงและกันไม่ให้ปุ๋ยสัมผัสดิน ทำให้เปลี่ยนเป็นแอมโมเนียแล้วระเหยจากผิวเศษพืชโดยตรง
- ลมแรง พัดแอมโมเนียออกจากผิวดินต่อเนื่อง ทำให้การระเหยไม่หยุด
ในสภาพที่เอื้อต่อการระเหยหลายอย่างพร้อมกัน การสูญเสียไนโตรเจนอาจสูงถึงระดับหลายสิบเปอร์เซ็นต์ของที่หว่านไป ซึ่งมากพอจะเปลี่ยนผลตอบแทนของทั้งแปลง สัญญาณที่สังเกตได้ในแปลงคือ ถ้าเดินเข้าไปหลังหว่านยูเรียไม่กี่ชั่วโมงแล้วได้กลิ่นฉุนแบบแอมโมเนีย นั่นคือปุ๋ยกำลังระเหยทิ้งอยู่ ให้รีบให้น้ำทันที
วิธีใส่ยูเรียให้ไนโตรเจนอยู่กับพืช
- ดูดินก่อนหว่านเสมอ ดินต้องชื้นพอที่น้ำจะพาปุ๋ยซึมลงได้ ถ้าดินแห้งสนิทให้รอฝนหรือให้น้ำก่อน อย่าหว่านลงดินแตกระแหง
- ใส่แล้วให้น้ำตามภายใน 1-2 วัน น้ำที่ซึมลงดินจะพาไนโตรเจนลงไปอยู่ในเขตรากและพ้นจากการระเหย ปริมาณน้ำเพียงเล็กน้อยที่ทำให้ผิวดินเปียกทั่วก็เพียงพอ
- ถ้าให้น้ำไม่ได้ ให้พรวนกลบ ในพืชไร่ให้โรยข้างแถวแล้วพรวนดินกลบ หรือใช้เครื่องหยอดปุ๋ยฝังใต้ผิวดิน วิธีนี้ลดการระเหยได้ดีที่สุดเมื่อไม่มีระบบน้ำ
- ในนาข้าวให้ใส่ตอนมีน้ำขังตื้นราว 5 เซนติเมตร และปิดทางน้ำเข้าออกหลังใส่ อย่าปล่อยน้ำไหลผ่านแปลงเพราะไนโตรเจนจะไหลออกไปพร้อมน้ำ ถ้านาแห้งอยู่ ให้ใส่แล้วสูบน้ำเข้าทันที
- เลือกช่วงเวลาของวัน หว่านช่วงเช้าตรู่หรือเย็นที่แดดไม่แรง หลีกเลี่ยงการหว่านกลางวันในหน้าร้อน
- เลี่ยงการใส่ก่อนฝนหนัก ฝนเบาช่วยพาปุ๋ยลงดิน แต่ฝนหนักจะชะปุ๋ยไหลออกจากแปลงหรือลงสู่ชั้นใต้ดินเกินเขตราก ดูพยากรณ์อากาศก่อนวางแผนวันใส่ปุ๋ย
- อย่าหว่านชิดโคนต้นหรือกองรวมเป็นจุด ความเข้มข้นสูงเฉพาะจุดทำให้รากไหม้ โดยเฉพาะในพืชผักและไม้ผลอายุน้อย ให้หว่านกระจายรอบชายพุ่มหรือข้างแถว
อัตราตัวอย่างและการคิดปริมาณ
อัตราจริงต้องอิงคำแนะนำตามชนิดพืชและชุดดิน แต่หลักการแปลงหน่วยใช้ได้เหมือนกันทุกกรณี
- ยูเรีย 1 กิโลกรัม ให้ไนโตรเจน 0.46 กิโลกรัม
- ถ้าคำแนะนำระบุไนโตรเจน 9 กิโลกรัมต่อไร่ ต้องใช้ยูเรีย = 9 ÷ 0.46 = ประมาณ 19.6 กิโลกรัมต่อไร่
- กระสอบ 50 กิโลกรัม จึงใส่ได้ประมาณ 2.5 ไร่ที่อัตรานี้
- ในนาข้าว การแต่งหน้าด้วยยูเรียที่ใช้กันทั่วไปอยู่ในช่วงราว 10-15 กิโลกรัมต่อไร่ต่อครั้ง เท่ากับ 1 กระสอบได้ประมาณ 3-5 ไร่
ก่อนใส่ยูเรียแต่งหน้าในนาข้าว วิธีตรวจที่แม่นกว่าการกะด้วยสายตาคือใช้แผ่นเทียบสีใบข้าวของกรมการข้าว วัดสีใบในแปลงหลายจุดแล้วตัดสินใจว่าจะใส่หรือไม่ และใส่เท่าไหร่ เกษตรกรที่ใช้เครื่องมือนี้มักพบว่าสามารถลดจำนวนครั้งที่ใส่ยูเรียลงได้โดยผลผลิตไม่ลด
ใส่คู่กับปุ๋ยสูตรอื่นอย่างไร
ยูเรียเข้ากันได้ดีกับปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ 0-0-60 และปุ๋ยฟอสเฟตกลุ่ม DAP 18-46-0 ซึ่งเป็นชุดวัตถุดิบมาตรฐานที่ใช้ผสมปุ๋ยใช้เองตามค่าวิเคราะห์ดิน ตัวอย่างการผสมให้ได้ใกล้เคียงสูตร 16-8-8 จำนวน 100 กิโลกรัม
- DAP 18-46-0 จำนวน 17 กิโลกรัม
- ยูเรีย 46-0-0 จำนวน 28 กิโลกรัม
- โพแทสเซียมคลอไรด์ 0-0-60 จำนวน 13 กิโลกรัม
- วัสดุตัวเติม เช่น ดินขาวหรือทรายละเอียดที่แห้งสนิท อีกราว 42 กิโลกรัม เพื่อให้ครบ 100 กิโลกรัมและหว่านได้สม่ำเสมอ
วิธีคิดคือนับธาตุอาหารรวมจากแต่ละตัว DAP 17 กิโลกรัมให้ฟอสฟอรัสราว 7.8 กิโลกรัมและไนโตรเจนราว 3 กิโลกรัม ยูเรีย 28 กิโลกรัมให้ไนโตรเจนอีกราว 12.9 กิโลกรัม รวมไนโตรเจนได้ราว 16 กิโลกรัม ส่วน 0-0-60 จำนวน 13 กิโลกรัมให้โพแทสเซียมราว 7.8 กิโลกรัม จึงได้สัดส่วนใกล้เคียง 16-8-8 ตามต้องการ
สิ่งที่ห้ามผสม อย่าผสมยูเรียกับปุ๋ยหรือวัสดุที่มีแคลเซียมสูง เช่น ปูนขาว ปูนโดโลไมต์ หรือปุ๋ยที่มีแคลเซียมเป็นองค์ประกอบ เพราะจะเร่งการสูญเสียไนโตรเจนในรูปแอมโมเนีย และทำให้ส่วนผสมชื้นจับตัวเป็นก้อน ถ้าแปลงเพิ่งหว่านปูนปรับสภาพดิน ควรเว้นระยะอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อนใส่ยูเรีย นอกจากนี้ปุ๋ยผสมเองควรผสมแล้วใช้ให้หมดภายในไม่กี่วัน อย่าผสมเก็บไว้นานเพราะจะจับตัวแข็ง
ฉีดพ่นทางใบได้หรือไม่
ยูเรียละลายน้ำได้ดีและใช้ฉีดพ่นทางใบได้ในความเข้มข้นต่ำ เป็นวิธีเสริมเมื่อพืชแสดงอาการขาดไนโตรเจนและต้องการให้ฟื้นเร็ว แต่มีข้อควรระวังจริงคือความเข้มข้นสูงเกินทำให้ใบไหม้ และยูเรียบางล็อตมีสารไบยูเรตซึ่งเป็นพิษต่อใบพืชหลายชนิด ถ้าจะใช้ทางใบควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่ระบุว่าเหมาะกับการพ่นทางใบ ทดลองพ่นแปลงเล็กก่อน พ่นช่วงเช้าก่อนแดดแรงหรือเย็น และยึดอัตราตามฉลากผลิตภัณฑ์ การพ่นทางใบเป็นการเสริมเท่านั้น ทดแทนการใส่ทางดินไม่ได้เพราะปริมาณที่ใบรับได้มีจำกัด
เก็บรักษาและตรวจสอบคุณภาพก่อนซื้อ
- ยูเรียดูดความชื้นเก่ง ต้องเก็บในที่ร่ม ยกกระสอบขึ้นจากพื้นด้วยไม้รองหรือพาเลท ปิดปากกระสอบทุกครั้งหลังใช้ กระสอบที่เปิดค้างไว้จะจับตัวเป็นก้อนแข็งภายในไม่กี่วันในหน้าฝน
- ซื้อจากร้านที่มีใบอนุญาตขายปุ๋ย และขอใบเสร็จที่ระบุชื่อสูตร ยี่ห้อ และเลขทะเบียนปุ๋ยทุกครั้ง ใบเสร็จคือหลักฐานเดียวที่ใช้ร้องเรียนได้ถ้าเจอปุ๋ยไม่ได้มาตรฐาน
- ดูฉลากให้ครบ ต้องมีเลขทะเบียนปุ๋ย ชื่อผู้ผลิตหรือผู้นำเข้า น้ำหนักสุทธิ และสูตรธาตุอาหาร ปุ๋ยแบ่งขายไม่มีฉลากตรวจสอบย้อนกลับไม่ได้
- ทดสอบง่าย ๆ ด้วยน้ำ ยูเรียแท้ละลายน้ำได้หมดจนใสไม่มีตะกอนเหลือ และเมื่อละลายจะรู้สึกว่าน้ำเย็นลงชัดเจนเพราะการละลายดูดความร้อน ถ้าละลายแล้วมีตะกอนทรายหรือผงขาวนอนก้นมาก ให้สงสัยว่ามีการปลอมปนและเก็บตัวอย่างไว้
- พบปุ๋ยที่สงสัยว่าไม่ได้มาตรฐาน แจ้งสารวัตรเกษตรของกรมวิชาการเกษตรหรือสำนักงานเกษตรอำเภอ พร้อมตัวอย่างปุ๋ย ใบเสร็จ และภาพถ่ายฉลาก
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- หว่านยูเรียกลางวันแดดจัดบนดินแห้ง เป็นสาเหตุการสูญเสียไนโตรเจนที่พบบ่อยที่สุด และเป็นเรื่องที่แก้ได้ฟรีเพียงเปลี่ยนเวลาและรอความชื้น
- ใช้ยูเรียเป็นปุ๋ยตัวเดียวตลอดฤดู พืชได้ใบงามแต่ขาดฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม ผลผลิตและคุณภาพจะไม่ขึ้นตามที่คาด
- ใส่ยูเรียในไม้ผลช่วงสะสมอาหารก่อนออกดอก ต้นแตกใบอ่อนแทนการออกดอก เสียโอกาสทั้งฤดู
- เพิ่มอัตราเพราะเห็นใบไม่เขียว ใบเหลืองอาจมาจากน้ำขัง รากเน่า ดินเป็นกรด หรือขาดธาตุอื่น ไม่ใช่ขาดไนโตรเจนเสมอไป ควรตรวจสาเหตุก่อนเติมปุ๋ย
- หว่านยูเรียทับตอซังหนาโดยไม่กลบ ปุ๋ยไม่สัมผัสดินและระเหยจากผิวเศษพืช
- ผสมยูเรียกับปูนขาวหรือใส่หลังหว่านปูนทันที เร่งการระเหยของแอมโมเนียให้เร็วขึ้น
- ใส่ยูเรียในนาแล้วเปิดน้ำไหลผ่าน ไนโตรเจนไหลออกไปกับน้ำสู่คลองโดยที่ข้าวไม่ได้ใช้
- ใส่ผักกินใบใกล้วันเก็บเกี่ยว ทำให้ไนเตรตสะสมในผัก ควรเว้นระยะก่อนเก็บเกี่ยวตามคำแนะนำ
อ่านเรื่องการคำนวณอัตราปุ๋ยและการปรับปรุงดินเพิ่มเติมได้ในหมวด ดิน น้ำ ปุ๋ย
สรุป
ยูเรีย 46-0-0 คือแหล่งไนโตรเจนที่ถูกที่สุดต่อหน่วยธาตุอาหาร แต่ให้แค่ไนโตรเจนอย่างเดียวและสูญเสียง่ายที่สุดเมื่อหว่านทิ้งไว้บนผิวดินแห้งตอนแดดจัด หลักปฏิบัติที่ทำให้คุ้มค่าคือใส่ตอนดินชื้น ให้น้ำตามหรือพรวนกลบภายใน 1-2 วัน ในนาข้าวให้ใส่ตอนน้ำขังตื้นแล้วปิดทางน้ำ และเลือกจังหวะให้ตรงกับระยะที่พืชต้องการไนโตรเจนจริง เช่น ระยะแตกกอในข้าวและช่วงบำรุงต้นหลังเก็บเกี่ยวในไม้ผล ส่วนช่วงสะสมอาหารก่อนออกดอกของไม้ผลควรเลี่ยง และควรใช้ยูเรียคู่กับปุ๋ยที่ให้ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมเสมอ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร — คำแนะนำการใช้ปุ๋ยเคมีตามชนิดพืชและชุดดิน และงานกำกับดูแลคุณภาพปุ๋ยโดยสารวัตรเกษตร
- กรมการข้าว — อัตราและช่วงเวลาการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในนาข้าว และการใช้แผ่นเทียบสีใบข้าวก่อนใส่ปุ๋ยแต่งหน้า
- กรมพัฒนาที่ดิน — บริการวิเคราะห์ดินและคำแนะนำปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ รวมถึงแนวทางการผสมปุ๋ยใช้เอง
- กรมส่งเสริมการเกษตร — แนวทางการจัดการปุ๋ยรายแปลงและการลดต้นทุนปุ๋ยในพืชไร่และไม้ผล
- สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) — ข้อมูลราคาปุ๋ยเคมีและต้นทุนการผลิตรายพืชสำหรับวางแผนการซื้อ
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
ปลายฝนต้องเก็บน้ำเข้าสระเท่าไหร่ถึงพอใช้ทั้งหน้าแล้ง
ปลายฝนคือจังหวะสุดท้ายที่จะเก็บน้ำก่อนหน้าแล้ง บทความนี้ให้สูตรคำนวณ ตัวอย่างผักคะน้า 1 ไร่ และสถานการณ์น้ำและเอลนีโญ ณ ต.ค. 2569
ฝนทิ้งช่วงกลางนาปี ข้าวขาดน้ำต้องทำอะไรก่อน
ฝนทิ้งช่วงกลางนาปี สิ่งแรกที่ต้องทำคือดูว่าข้าวอยู่ระยะไหนและแปลงขาดน้ำมากี่วัน แล้วจัดน้ำให้แปลงที่ยังกู้ได้ก่อน บทความนี้เรียงลำดับสิ่งที่ควรทำตามข้อมูลหน่วยงานรัฐ
ฝุ่น PM2.5 และหมอกควันกระทบพืชผักอย่างไร เกษตรกรควรดูแลแปลงแบบไหน
ฝุ่นที่เกาะใบบังแสงและทำให้ปากใบปิดบางส่วน บทความนี้แยกสิ่งที่งานวิจัยยืนยันแล้วออกจากตัวเลขที่ยังไม่มีใครวัด และบอกวิธีดูแลแปลงกับคนทำงานช่วงฝุ่นสูง
ดินเป็นกรดหลังน้ำท่วม ตรวจดินที่ไหน และปรับสภาพอย่างไร
หลังน้ำลด เกษตรกรหลายรายสังเกตว่าผักที่ปลูกซ่อมรอบแรกโตช้า ใบเหลือง หรือรากไม่เดิน แล้วได้ยินต่อกันมาว่า "น้ำท่วมดินเป็นกรด ต้องใส่ปูนเยอะ ๆ" ความจริง
ดินโคลนทับสวนหลังน้ำท่วม ต้องขุดออกไหม และทำอย่างไร
น้ำลดแล้วเจ้าของสวนหลายคนเดินเข้าไปเจอภาพเดียวกัน คือชั้นดินโคลนสีน้ำตาลเทาเคลือบทั่วแปลง บางจุดทับโคนต้นจนมองไม่เห็นดินเดิม บางจุดมีเศษไม้และทรายพัดม
ฟื้นฟูดินหลังน้ำท่วม ตรวจอะไรก่อนปลูกใหม่ และตะกอนทับหน้าดินทำอย่างไร
น้ำลดแล้วแต่แปลงยังเป็นโคลน บางแปลงมีทรายทับหน้าดินเป็นแผ่น บางแปลงดินเละจนเดินแล้วรองเท้าจม คำถามที่เกษตรกรถามกันมากที่สุดคือ "ต้องรอนานแค่ไหน" และ "
คำถามที่พบบ่อย
ยูเรียใส่ข้าวตอนไหนดีที่สุด
ช่วงที่คุ้มที่สุดคือระยะแตกกอราว 20-25 วันหลังหว่านหรือปักดำ และระยะกำเนิดช่อดอกก่อนข้าวตั้งท้อง สองระยะนี้ข้าวต้องการไนโตรเจนสูงเพื่อสร้างจำนวนรวงและขนาดรวง ส่วนหลังข้าวออกรวงแล้วไม่ควรใส่เพราะจะได้แต่ใบและเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคไหม้กับเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ควรใช้แผ่นเทียบสีใบข้าวช่วยตัดสินใจก่อนใส่แต่งหน้าทุกครั้ง
หว่านยูเรียแล้วฝนไม่ตกเลยสามวัน จะเสียหายมากไหม
ถ้าผิวดินแห้งและแดดจัด ไนโตรเจนส่วนหนึ่งจะระเหยไปแล้ว โดยเฉพาะถ้าได้กลิ่นแอมโมเนียในแปลง ทางแก้เฉพาะหน้าคือให้น้ำทันทีเท่าที่ทำได้เพื่อพาส่วนที่เหลือลงดิน ครั้งต่อไปให้เปลี่ยนไปใส่ตอนดินชื้นหรือพรวนกลบแทนการหว่านทิ้งไว้ และไม่ควรหว่านซ้ำทับทันทีเพราะประเมินปริมาณที่เหลือในดินได้ยากและเสี่ยงใส่เกิน
ยูเรียกับแอมโมเนียมซัลเฟต 21-0-0 ต่างกันอย่างไร
ยูเรียมีไนโตรเจนเข้มข้นกว่ามากจึงถูกกว่าเมื่อคิดต่อกิโลกรัมไนโตรเจน แต่เสี่ยงต่อการระเหยสูงกว่าเมื่อหว่านบนผิวดิน ส่วนแอมโมเนียมซัลเฟตให้ไนโตรเจนน้อยกว่าแต่มีกำมะถันติดมาด้วยและระเหยน้อยกว่า จึงเหมาะกับดินที่ขาดกำมะถันหรือดินด่าง ข้อแลกเปลี่ยนคือทำให้ดินเป็นกรดเร็วกว่า ควรเลือกตามสภาพดินของแปลงไม่ใช่ตามราคาอย่างเดียว
ใส่ยูเรียแล้วพืชใบไหม้ เกิดจากอะไร
สาเหตุที่พบบ่อยคือหว่านกองชิดโคนต้นหรือใส่อัตราสูงในดินแห้ง ทำให้ความเข้มข้นของเกลือรอบรากสูงจนรากเสียหาย อีกกรณีคือพ่นทางใบเข้มข้นเกินหรือพ่นตอนแดดจัด วิธีแก้เฉพาะหน้าคือให้น้ำมากขึ้นเพื่อเจือจางบริเวณราก และครั้งต่อไปให้หว่านกระจายรอบชายพุ่มหรือข้างแถวแทนการกองเป็นจุด
ยูเรียเก็บไว้ข้ามปีได้ไหม
เก็บได้ถ้าปิดปากกระสอบสนิท วางบนไม้รองให้พ้นพื้น และอยู่ในที่ร่มที่ไม่ชื้น ยูเรียที่จับตัวเป็นก้อนจากความชื้นยังใช้ได้โดยทุบให้ร่วนก่อนหว่าน แต่ถ้าเม็ดละลายจนเยิ้มติดกันเป็นแผ่นแข็ง ปริมาณธาตุอาหารต่อกิโลกรัมจะคลาดเคลื่อนเพราะมีน้ำปนอยู่ ควรรีบใช้ให้หมดมากกว่าเก็บต่อ
ผสมยูเรียกับปุ๋ยสูตรอื่นเองได้ไหม
ผสมได้กับ DAP 18-46-0 และโพแทสเซียมคลอไรด์ 0-0-60 ซึ่งเป็นชุดวัตถุดิบมาตรฐานของการผสมปุ๋ยใช้เองตามค่าวิเคราะห์ดิน แต่ห้ามผสมกับปูนขาว ปูนโดโลไมต์ หรือปุ๋ยที่มีแคลเซียมสูง เพราะเร่งการสูญเสียไนโตรเจนและทำให้ส่วนผสมจับตัวเป็นก้อน ปุ๋ยที่ผสมเองควรใช้ให้หมดภายในไม่กี่วัน ไม่ควรผสมเก็บไว้นาน
