คำตอบสั้น ๆ
เทียบหัวฉีดพุ่งที่โคนต้นกับมินิสปริงเกอร์ในทุเรียนจากงานทดลองของกรมวิชาการเกษตร พร้อมตารางให้น้ำตามระยะ ตั้งแต่งดน้ำก่อนออกดอกถึงผลโต และตัวอย่างคำนวณลิตรกับเวลาที่ระบุสมมติฐานชัด
คำตอบเร็ว: ทุเรียนไม่ได้ต้องการระบบน้ำที่ให้มากอย่างเดียว แต่ต้องการระบบที่ลดและงดได้ตรงช่วง เอกสารของกรมวิชาการเกษตรให้งดน้ำต่อเนื่องอย่างน้อย 10 วันเพื่อเหนี่ยวนำดอก ลดเหลือหนึ่งในสามของปกติก่อนดอกบาน 1 สัปดาห์ แล้วให้ 70 เปอร์เซ็นต์ของปกติเมื่อผลอายุ 4 สัปดาห์ เพิ่มเป็น 85 เปอร์เซ็นต์ช่วงสัปดาห์ที่ 10 ถึง 11 ส่วนหัวน้ำ งานทดลองที่นนทบุรีพบว่ามินิสปริงเกอร์คู่หัวฉีดโคนต้นรดครั้งละ 20 นาทีทุก 3 วันให้ความชื้นดินดีกว่ารดมือ (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)
คนที่เคยเปิดวาล์วน้ำสวนทุเรียนช่วงปลายหน้าแล้งจะรู้ว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าน้ำมีหรือไม่มี แต่อยู่ที่ว่าจะให้เท่าไรและหยุดเมื่อไร ทุเรียนเป็นพืชที่เจ้าของสวนกลัวสองอย่างพร้อมกัน คือกลัวขาดน้ำตอนติดผล และกลัวน้ำมากเกินจนรากเน่า ระบบน้ำที่ดีสำหรับทุเรียนจึงไม่ใช่ระบบที่ใหญ่ที่สุดหรือแพงที่สุด แต่เป็นระบบที่ควบคุมปริมาณได้ละเอียดพอ และสั่งหยุดได้จริงเมื่อถึงช่วงที่ต้องคุมน้ำ
บทความนี้เรียบเรียงจากเอกสารของกรมวิชาการเกษตรที่เปิดอ่านจริง ได้แก่ สไลด์การผลิตทุเรียน รายงานการวิจัยการให้น้ำทุเรียนที่นนทบุรี ปี 2559 และรายงานกองทุนวิจัยพื้นฐาน ปี 2565 ต้องบอกก่อนว่าผมไม่พบตัวเลขลิตรต่อต้นต่อวันของทุเรียนต้นโตที่หน่วยงานรัฐประกาศเป็นทางการ ส่วนไหนที่เป็นตัวอย่างคำนวณจะติดป้ายไว้ชัดเจนว่าเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่ค่ามาตรฐาน
ทุเรียนกับน้ำ ข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนเลือกหัวน้ำ

เอกสารสไลด์การผลิตทุเรียนของกรมวิชาการเกษตรวางหลักไว้กว้าง ๆ ว่าให้น้ำให้เพียงพอตามระยะการเจริญเติบโต หลังออกดอกและระยะพัฒนาผลใช้มินิสปริงเกอร์ได้ และให้ปุ๋ยทางระบบน้ำได้ ขณะเดียวกันก็ระบุให้ใส่ปุ๋ยทางดินประมาณ 1 เดือนก่อนฝนจะหมด สองข้อนี้บอกว่าจังหวะน้ำกับจังหวะปุ๋ยผูกกัน ถ้าวางระบบน้ำโดยไม่คิดเรื่องปุ๋ย จะเสียโอกาสใช้ระบบให้คุ้ม
อีกด้านหนึ่งคือโรครากเน่าโคนเน่า เอกสารเดียวกันระบุว่าโรคนี้ที่เกิดจากเชื้อไฟทอฟธอราระบาดในสวนที่ระบายน้ำไม่ดีและมีน้ำขัง โดยเฉพาะช่วงฝนตกหนัก เพราะสปอร์ของเชื้อว่ายน้ำได้และแพร่ไปกับน้ำ คำแนะนำคือทำทางระบายน้ำและออกสำรวจสวนหลังฝนหนัก นี่คือเหตุผลที่ระบบน้ำสำหรับทุเรียนต้องมองสองทางพร้อมกัน คือให้ได้เมื่อต้องการ และไม่ทำให้ดินแฉะเมื่อไม่ต้องการ
เรื่องการเตรียมแปลงก็เกี่ยวกับระบบน้ำโดยตรง สไลด์ชุดเดียวกันแนะระยะปลูก 8 ถึง 10 เมตร ถ้าเป็นที่ลุ่มให้ยกร่อง สันร่องกว้างตั้งแต่ 6 เมตรขึ้นไป คูน้ำกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร ระยะปลูกที่กว้างแบบนี้ส่งผลต่อการวางสาย เพราะหัวมินิสปริงเกอร์ที่รัศมีสั้นจะไม่ครอบคลุมพื้นที่ระหว่างต้นทั้งหมด และต้นเล็กกับต้นโตต้องการพื้นที่เปียกไม่เท่ากัน
หัวน้ำที่ใช้ในสวนทุเรียน เทียบกันตามเงื่อนไขจริง
ตารางนี้สรุปทางเลือกที่มีเอกสารรองรับ ส่วนราคาอุปกรณ์ไม่ได้ใส่ไว้เพราะผมไม่ได้เปิดอ่านราคาจากแหล่งที่ระบุวันที่ ใครจะตัดสินใจเรื่องงบให้ดูบทความต้นทุนที่ลิงก์ไว้ท้ายหัวข้อ
| แบบ | ข้อมูลจากเอกสาร | ข้อควรระวัง |
|---|---|---|
| รดมือหรือตักรด | งานทดลองที่นนทบุรีใช้เป็นตัวเทียบ ตักรดต้นละ 15 ขัน (1 ขันเท่ากับ 2.5 ลิตร รวม 37.5 ลิตรต่อต้น) รดช่วง 08.00 ถึง 11.00 น. เว้น 2 วัน | ค่าแรงดึงน้ำที่ 30 เซนติเมตรเกิน 20 kPa ในงานทดลอง ความชื้นแกว่งมากกว่าแบบอัตโนมัติ และใช้แรงงานทุกรอบ |
| หัวฉีดพุ่งที่โคนต้น | ในงานทดลองติดห่างโคน 10 เซนติเมตร สูงจากพื้น 30 เซนติเมตร ให้น้ำ 90 ลิตรต่อชั่วโมง รัศมี 0.75 เมตร | เปียกเฉพาะรอบโคน ต้นโตขึ้นรากแผ่ออกไปไกลกว่ารัศมีนี้ จึงใช้ลำพังไม่พอสำหรับต้นใหญ่ |
| มินิสปริงเกอร์คั่นระหว่างต้น | ในงานทดลองให้น้ำ 120 ลิตรต่อชั่วโมง รัศมี 3 ถึง 4.5 เมตร ติดสูง 70 เซนติเมตร | ครอบคลุมพื้นที่กว้าง แต่ลมแรงทำให้การกระจายน้ำเพี้ยน และน้ำที่เปียกใบ ลำต้นมากอาจไม่เหมาะในช่วงที่ต้องการให้ต้นแห้ง |
| คู่กันทั้งสองแบบ | เกษตรกรในแปลงทดลองปีแรกเลือกชุดนี้ คือหัวฉีดพุ่งที่โคนต้นร่วมกับมินิสปริงเกอร์คั่นต้น | ต้องแยกวาล์วหรือแยกโซนถ้าอยากควบคุมปริมาณสองหัวต่างกันในช่วงคุมน้ำ |
| น้ำหยด | เอกสารที่เปิดอ่านไม่มีงานเทียบน้ำหยดกับหัวอื่นในทุเรียนโดยตรง | ถ้าเลือกทางนี้ต้องแน่ใจว่าแหล่งน้ำสะอาดพอ ดูเรื่องอุดตันในบทความที่ลิงก์ไว้ |
จุดที่ผมอยากให้สังเกตคือ เอกสารไม่ได้ตัดสินว่าแบบไหนชนะ งานทดลองเลือกวัดว่ารอบการรดแบบไหนทำให้ความชื้นดินดี ไม่ได้เทียบประเภทหัวน้ำทั้งหมดแบบเคียงข้างกัน ใครที่ได้ยินว่า มินิสปริงเกอร์ดีที่สุด หรือ น้ำหยดดีที่สุด ให้ถามกลับว่าอ้างงานไหน เงื่อนไขดินและน้ำเหมือนสวนเราหรือไม่
เรื่องต้นทุนและความคุ้มค่าของการลงระบบน้ำหยดในสวนทุเรียน เราเขียนแยกไว้แล้วใน ติดตั้งระบบน้ำหยดในสวนทุเรียนคุ้มไหม ลงทุนเท่าไร และ ระบบน้ำหยดในสวนทุเรียน ลงทุนเท่าไหร่คุ้มไหม บทความนี้จึงเน้นเรื่องการใช้งานตามระยะมากกว่าตัวเลขเงิน
งานทดลองที่นนทบุรี ว่าอะไรบ้างและอ่านผลอย่างไร
รายงานปี 2559 ของสถาบันวิจัยพืชสวนร่วมกับสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม ทำที่อำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี ช่วงปี 2558 ถึง 2559 แปลงเป็นทุเรียนบนร่องยก น้ำในฤดูแล้งมีความเค็ม จึงใช้น้ำประปา ต้นทุเรียนอายุ 3 ปี ปีแรกเปรียบเทียบรูปแบบการให้น้ำ 4 แบบกับวิธีของเกษตรกรที่ตักรดด้วยมือ แล้วให้เกษตรกรเลือก ผลคือเกษตรกรชอบชุดหัวฉีดพุ่งที่โคนต้นคู่กับมินิสปริงเกอร์คั่นต้น
ปีที่สองเปรียบเทียบเวลารดรอบละ 20 นาทีกับ 30 นาที ทุก 3 วัน กับการตักรด 15 ขันต่อต้น ซึ่งคือ 37.5 ลิตรต่อต้นตามที่รายงานคิดไว้ วัดความตึงน้ำในดินที่ความลึก 30 เซนติเมตรด้วยเซนเซอร์แบบ Watermark ต่อกับตัวบันทึกข้อมูล ผลคือการรดมือทำให้ค่าเกิน 20 kPa ขณะที่การรด 20 และ 30 นาทีไม่เกิน 20 kPa รายงานสรุปว่ารอบ 20 นาทีเหมาะสมที่สุดเพราะประหยัดน้ำกว่า และการเจริญเติบโตของทุเรียนอายุ 3 ปีไม่ต่างกัน
ข้อสังเกตจากคนทำงานภาคสนามคือ อย่ารีบเอาเลข 20 นาทีไปใช้ทุกสวน เพราะผลนี้มาจากทุเรียนอายุ 3 ปี บนร่องยก ในดินและระบบหัวน้ำเฉพาะของแปลงทดลอง ถ้าสวนของเราเป็นต้นโตแล้ว หรือดินร่วนทรายที่เก็บน้ำน้อย เวลาที่เหมาะอาจต่างออกไป สิ่งที่เอาไปใช้ได้จริงคือวิธีคิด คือวัดความชื้นดินที่ระดับราก แล้วปรับเวลาให้ค่าอยู่ในช่วงที่ต้องการ ไม่ใช่ตั้งนาฬิกาตามสวนอื่น
อ่านค่าแรงดึงน้ำในดิน ใช้แทนความรู้สึกปลายนิ้ว

รายงานฉบับเดียวกันมีตารางแปลผลค่าความตึงน้ำในดิน ซึ่งดัดแปลงมาจากงานของสุนทรี ยิ่งชัชวาล และคณะ ปี 2560 ตัวเลขเป็นค่าติดลบของความดัน หน่วย kPa ยิ่งติดลบมากยิ่งแห้ง
| ค่าแรงดึงน้ำ (kPa) | ความหมาย |
|---|---|
| 0 ถึง -10 | ดินแฉะ ระบายน้ำและอากาศได้จำกัด |
| -10 ถึง -30 | ดินชื้น มีน้ำและอากาศเพียงพอ |
| -30 ถึง -50 | ดินแห้ง พืชดูดน้ำได้น้อย อาจขาดน้ำ |
| ต่ำกว่า -50 | ดินแห้งมาก พืชแสดงอาการขาดน้ำ |
ตารางนี้ใช้ได้สองทาง ทางแรกในฤดูปกติ ถ้าเซนเซอร์ที่ 30 เซนติเมตรอ่านค่าอยู่ช่วง -10 ถึง -30 แปลว่าดินอยู่ในสภาพที่มีน้ำและอากาศพอ ทางที่สองในช่วงคุมน้ำก่อนออกดอก เรากำลังตั้งใจให้ค่าไปทางแห้ง ตารางช่วยให้รู้ว่าเราเลยจุดที่ต้นเริ่มขาดน้ำจริงหรือยัง ไม่ใช่เดาจากใบ ซึ่งกว่าใบจะห่ออาจช้าเกินไปในดินบางชนิด
เซนเซอร์แบบนี้ต้องฝังให้ถูกตำแหน่ง ในงานทดลองวางที่ 30 เซนติเมตร ถ้าฝังตื้นเกินไปจะอ่านค่าแห้งเร็วเกินจริงเพราะผิวดินแห้งเร็วกว่าชั้นราก ถ้าฝังใกล้หัวน้ำเกินไปจะอ่านเปียกเกินจริง ควรฝังในจุดที่เป็นตัวแทนของทรงพุ่ม ไม่ชิดหัวน้ำ และมีอย่างน้อยหนึ่งชุดต่อโซนวาล์ว
ตารางให้น้ำตามระยะ ตั้งแต่คุมน้ำจนถึงผลโต
ตัวเลขในตารางด้านล่างมาจากสไลด์การผลิตทุเรียนของกรมวิชาการเกษตรและรายงานกองทุนวิจัยพื้นฐานปี 2565 ทั้งสองแหล่งคำว่า ปกติ หมายถึงปริมาณที่สวนใช้ในช่วงที่ไม่ได้คุม เอกสารไม่ได้กำหนดว่าปกติของต้นโตเท่ากับกี่ลิตร ดังนั้นต้องกำหนดเองจากสวนของตัวเองก่อน
| ระยะ | การให้น้ำตามเอกสาร | หมายเหตุ |
|---|---|---|
| เตรียมออกดอก | งดน้ำต่อเนื่องอย่างน้อย 10 วัน เพื่อให้ต้นเครียดและเหนี่ยวนำดอก | ตารางในรายงานปี 2565 วางช่วงจัดการออกดอกไว้เดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม แต่เวลาจริงขึ้นกับพื้นที่และฝน |
| 1 สัปดาห์ก่อนดอกบาน | ให้เพียงหนึ่งในสามของปกติ | รายงานปี 2565 มีอีกชุดที่ลดเหลือหนึ่งในสาม 10 ถึง 14 วัน แล้วเพิ่มเป็นสองในสามเมื่อเห็นตาดอก โดยใช้ร่วมกับขั้นตอนอื่น เช่น การฉีดสารควบคุมการเจริญเติบโต ซึ่งผมไม่แนะนำให้ทำตามโดยไม่ดูโปรแกรมเต็ม |
| ผลอายุ 4 สัปดาห์ | 70 เปอร์เซ็นต์ของปกติ | ช่วงเริ่มพัฒนาผล |
| ผลอายุ 10 ถึง 11 สัปดาห์ | 85 เปอร์เซ็นต์ของปกติ | ผลโตเร็ว ต้องการน้ำเพิ่ม |
ถ้าเทียบกับที่ชาวสวนทำกัน จะเห็นว่าเอกสารไม่ได้บอกว่าเมื่อไรให้กลับมาให้น้ำเต็มหลังดอกบานแล้ว และไม่ได้อธิบายละเอียดว่า 70 เปอร์เซ็นต์ที่ผลสัปดาห์ที่ 4 หมายถึงลดจากตัวเลขเต็มของระยะไหน ผมจึงแนะนำให้ถือเป็นแนวทางกว้าง แล้วถามศูนย์วิจัยพืชสวนหรือสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ว่าสวนแถวนั้นใช้ปฏิทินอย่างไร เพราะเดือนออกดอกของทุเรียนต่างกันมากระหว่างภาคตะวันออกกับภาคใต้
เรื่องปฏิทินต้นทุนและผลตอบแทนในช่วงห้าปีแรกที่รวมค่าระบบน้ำ ลองดู จำลองกำไรปลูกทุเรียนหมอนทอง 5 ปีแรก ประกอบการตัดสินใจ
ตัวอย่างคำนวณ แปลงสัดส่วนให้เป็นลิตรและนาที
ตัวอย่างนี้เป็นการคำนวณเลขคณิตจากตัวเลขในงานทดลองที่นนทบุรีเท่านั้น ไม่ใช่ค่าแนะนำของหน่วยงานสำหรับต้นโต ฐานคือ 37.5 ลิตรต่อต้นของทุเรียนอายุ 3 ปี และหัวฉีดพุ่งที่ 90 ลิตรต่อชั่วโมง ซึ่งเท่ากับ 1.5 ลิตรต่อนาที
| ระยะ | สัดส่วน | ลิตรต่อต้นต่อครั้ง (จากฐาน 37.5) | เวลาที่หัว 90 ลิตรต่อชั่วโมง |
|---|---|---|---|
| ก่อนดอกบาน 1 สัปดาห์ | หนึ่งในสาม | ประมาณ 12.5 | ประมาณ 8.3 นาที |
| ผลสัปดาห์ที่ 4 | 70 เปอร์เซ็นต์ | ประมาณ 26.3 | ประมาณ 17.5 นาที |
| ผลสัปดาห์ที่ 10 ถึง 11 | 85 เปอร์เซ็นต์ | ประมาณ 31.9 | ประมาณ 21.3 นาที |
ถ้าต้นโตแล้ว ฐานต้องไม่ใช่ 37.5 ลิตร วิธีที่ทำได้เองคือคำนวณจากพื้นที่ทรงพุ่ม ฝน 1 มิลลิเมตรบนพื้นที่ 1 ตารางเมตรเท่ากับ 1 ลิตร ดังนั้นลิตรต่อต้นเท่ากับพื้นที่ทรงพุ่ม (ตารางเมตร) คูณมิลลิเมตรต่อวัน ตัวอย่างสมมติ ทรงพุ่มรัศมี 4 เมตร พื้นที่ประมาณ 50 ตารางเมตร ถ้าสมมติว่าต้องการ 4 มิลลิเมตรต่อวัน จะได้ประมาณ 200 ลิตรต่อต้นต่อวัน ตัวเลข 4 มิลลิเมตรเป็นสมมติเพื่อให้ดูวิธีคิด ไม่ใช่ค่าที่หน่วยงานรับรอง ส่วนค่ามิลลิเมตรต่อวันที่ใช้จริงต้องมาจากข้อมูลการระเหยของพื้นที่ หรือจากการวัดความชื้นดินปรับเทียบ
เมื่อได้ฐานของสวนตัวเองแล้ว ค่อยคูณสัดส่วนตามระยะ แล้วหารด้วยอัตราน้ำของหัวต่อนาทีจะได้เวลาเปิดต่อรอบ แต่ต้องตรวจจริงอีกครั้งด้วยการเปิดวาล์วแล้วรองน้ำจากหัวสักสองสามหัวต่อโซน เพราะแรงดันปลายสายมักต่ำกว่าต้นสาย ตัวเลขลิตรต่อชั่วโมงที่ระบุในแคตตาล็อกเป็นค่าที่แรงดันกำหนด
ขั้นตอนวางระบบให้คุมน้ำได้จริง
- แบ่งโซนวาล์วตามอายุต้นและระยะ ต้นเล็กกับต้นโตไม่ควรอยู่โซนเดียวกัน เพราะความต้องการน้ำต่างกันมาก และช่วงคุมน้ำก่อนออกดอกต้นแต่ละแปลงอาจพร้อมไม่พร้อมกัน
- ทำให้ปิดได้เด็ดขาด ช่วงงดน้ำ วาล์วต้องปิดสนิท ไม่รั่ว ไม่มีท่อน้ำจากแปลงอื่นย้อนมา สวนที่ใช้ปั๊มร่วมหลายโซนมักเจอวาล์วรั่วทำให้ดินไม่แห้งตามแผน
- ฝังเซนเซอร์ที่ 30 เซนติเมตร อย่างน้อยหนึ่งจุดต่อโซน อ่านค่าก่อนตัดสินใจเปิดหรือเว้น
- เก็บค่าก่อนเริ่มคุมน้ำ บันทึกว่าตอนดินปกติค่าอยู่เท่าไร จะได้เทียบว่าช่วงคุมค่าขึ้นไปถึงระดับไหน
- เช็กอัตราน้ำจริงของหัว รองน้ำจับเวลา เทียบกับค่าที่คำนวณ แล้วปรับเวลา
- ทำทางระบายน้ำคู่กัน ตามที่เอกสารแนะ เพราะฝนปลายฤดูอาจตกทับช่วงคุมน้ำ ดินที่ระบายไม่ทันจะแฉะและเสี่ยงโรค
- ล้างสายและตรวจหัวก่อนฤดูใช้งานหนัก ถ้าเจอตะกอนซ้ำ ให้ย้อนไปดูที่แหล่งน้ำก่อนเปลี่ยนกรอง ดู หัวน้ำหยดอุดตันซ้ำ ปัญหาอาจอยู่ที่แหล่งน้ำ
เรื่องที่ระบบน้ำช่วยไม่ได้ และเรื่องที่ต้องดูจริง ๆ

ระบบน้ำคุมได้แค่น้ำที่เราให้ ไม่ได้คุมฝน ถ้าฝนตกช่วงที่ตั้งใจงดน้ำ ต้นจะไม่เครียดตามแผน ซึ่งเป็นเหตุผลที่เอกสารไม่ได้ฟันธงเดือน ให้เราดูสภาพฝนและความชื้นดินจริงก่อนเสมอ ในปีที่ฝนมาผิดจังหวะ การปล่อยให้ดินระบายน้ำเองโดยไม่เติมเพิ่มคือสิ่งเดียวที่ทำได้ และบางครั้งต้องรอรอบถัดไป
อีกเรื่องคือปุ๋ย เมื่อให้ปุ๋ยทางระบบน้ำ ปริมาณปุ๋ยต่อครั้งต้องคิดคู่กับน้ำที่ลดในช่วงคุม ถ้าลดน้ำแต่ยังให้ปุ๋ยตามเดิมผ่านระบบ ความเข้มข้นในดินอาจสูงกว่าที่คิด ผมจึงไม่ให้ตัวเลขอัตราปุ๋ยในบทความนี้ ให้ใช้อัตราที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดตามอายุต้นและวิเคราะห์ดินของสวนตัวเอง
ข้อผิดพลาดที่เจอบ่อยในสวนทุเรียน
- เปิดน้ำตามนาฬิกาทั้งปี ไม่ดูความชื้นดินหรือฝน ทำให้ช่วงที่ต้องคุมก็ยังเปียก
- ใช้ตัวเลขสวนอื่นตรง ๆ เช่น เอา 20 นาทีไปใช้กับต้นโตในดินทราย ทั้งที่ตัวเลขนั้นมาจากต้นอายุ 3 ปีบนร่องยก
- ฝังเซนเซอร์ติดหัวน้ำ อ่านค่าเปียกตลอด ทำให้เข้าใจว่าดินยังชื้นพอ
- ปล่อยให้ที่ลุ่มมีน้ำขังหลังฝน แล้วเปิดน้ำซ้ำ ทำให้เชื้อโรครากเน่าแพร่ง่ายขึ้น
- เห็นใบห่อแล้วค่อยให้น้ำ ช่วงผลโต ต้นที่ขาดน้ำเพียงช่วงสั้นอาจกระทบผล ควรใช้ค่าความชื้นดินนำหน้าอาการ
- คุมน้ำพร้อมกันทั้งสวนโดยไม่แยกโซน ต้นที่ไม่พร้อมจะเครียดเกินไป
- ไม่ตรวจวาล์วรั่ว ช่วงงดน้ำแล้วน้ำยังซึมเข้าบางโซน ทำให้ผลการเหนี่ยวนำดอกไม่สม่ำเสมอ
ถ้าสวนเป็นแบบนี้ ให้เลือกแบบนี้
| สภาพสวน | ทางเลือกที่สมเหตุสมผล | เหตุผลจากเอกสาร |
|---|---|---|
| ต้นเล็ก ยังไม่ปิดทรงพุ่ม ที่ราบ | หัวฉีดพุ่งที่โคนต้นเป็นหลัก | พื้นที่เปียกรอบโคนตรงกับที่รากอยู่ ใช้น้ำน้อย (90 ลิตรต่อชั่วโมงในงานทดลอง) |
| ต้นโตแล้ว ทรงพุ่มกว้าง | มินิสปริงเกอร์คั่นต้นร่วมกับหัวโคนต้น | รากแผ่กว้างเกินรัศมีหัวโคนต้น สไลด์ของกรมวิชาการเกษตรก็ระบุว่าช่วงพัฒนาผลใช้มินิสปริงเกอร์ได้ |
| ที่ลุ่ม น้ำขังง่าย | ยกร่องและทำคูระบายก่อน แล้วค่อยเลือกหัว | โรครากเน่าแพร่กับน้ำขัง ระบบน้ำที่ดีแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้ถ้าระบายไม่ทัน |
| น้ำมีตะกอนหรือเค็มช่วงแล้ง | แก้แหล่งน้ำและกรองก่อน | แปลงทดลองที่นนทบุรีใช้น้ำประปาเพราะน้ำเค็มช่วงแล้ง |
| อยากให้ปุ๋ยทางระบบน้ำ | เลือกหัวที่น้ำสม่ำเสมอ และทำโซนตามอายุ | เอกสารระบุว่าให้ปุ๋ยทางระบบน้ำได้ในช่วงหลังออกดอกและพัฒนาผล |
สรุป
ระบบน้ำทุเรียนที่ดีวัดกันที่ว่าคุมน้ำได้ละเอียดและหยุดได้จริง ไม่ใช่ที่ชนิดหัวน้ำอย่างเดียว งานของกรมวิชาการเกษตรที่นนทบุรีชี้ว่า รดแบบมีโปรแกรมรอบ 20 นาทีทุก 3 วัน ทำให้ความชื้นดินที่ 30 เซนติเมตรอยู่ใต้ 20 kPa ต่างจากการรดมือ ส่วนสัดส่วนตามระยะจากเอกสารกรมวิชาการเกษตรให้กรอบเวลาไว้ คือ งดอย่างน้อย 10 วัน ลดเหลือหนึ่งในสามก่อนดอกบาน แล้ว 70 ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ช่วงผลโต
สิ่งที่ยังไม่มีเอกสารยืนยันคือลิตรต่อต้นของทุเรียนต้นโต จึงให้คำนวณจากพื้นที่ทรงพุ่มแล้วใช้เซนเซอร์ตรวจ และปรึกษาศูนย์วิจัยพืชสวนหรือสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ก่อนตั้งค่าจริง ข้อมูลในบทความนี้ ณ ต.ค. 2569
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร กลุ่มวิจัยพืชสวน — สไลด์การผลิตทุเรียน ระบุการให้น้ำตามระยะ การงดน้ำอย่างน้อย 10 วัน การให้น้ำ 1 ใน 3, 70 และ 85 เปอร์เซ็นต์ โรครากเน่าและการระบายน้ำ และระยะปลูก (เปิดเอกสาร)
- กรมวิชาการเกษตร สถาบันวิจัยพืชสวน และสถาบันวิจัยเกษตรวิศวกรรม — รายงานการวิจัยการให้น้ำทุเรียนที่บางกรวย นนทบุรี ปี 2558 ถึง 2559 หัวฉีดพุ่ง มินิสปริงเกอร์ 20 และ 30 นาที ค่า kPa (เปิดเอกสาร)
- กรมวิชาการเกษตร — รายงานกองทุนวิจัยพื้นฐาน ปี 2565 ตารางงดน้ำอย่างน้อย 10 วันและให้น้ำ 1 ใน 3 ก่อนดอกบาน (เปิดเอกสาร)
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
พ่นปุ๋ยและยาในแปลงต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันอะไร ทำอย่างไรไม่ให้ลมพัดกลับมาโดนตัว
ชุดป้องกันขั้นต่ำตามกรมควบคุมโรคคือหมวก แว่นครอบตา หน้ากากไส้กรอง เสื้อผ้ามิดชิด ถุงมือและบูทยาง และต้องยืนเหนือลมตามกรมส่งเสริมการเกษตร
ทำปุ๋ยน้ำพ่นทางใบเองจากเศษพืชหรือปลา ใช้ได้จริงไหม และข้อควรระวัง
น้ำหมักชีวภาพที่ทำเองเป็นสารกระตุ้นเจือจาง ไม่ใช่ปุ๋ยแทนเคมี บทความสรุปสูตร อัตราเจือจาง ตัวอย่างคำนวณธาตุอาหาร และข้อควรระวังตามเอกสารกรมพัฒนาที่ดินและ สวพส.
วิธีผสมสารจับใบกับปุ๋ยทางใบให้ถูกลำดับ และสัญญาณว่าผสมผิด
ลำดับผสมที่เอกสารรองรับคือยึดฉลากก่อน แล้วน้ำ ผงที่ทำสลัวร์รี ของเหลว และสารจับใบเป็นลำดับท้ายสุด พร้อมวิธี jar test และสัญญาณว่าผสมผิด
สารจับใบคืออะไร ใช้เมื่อไหร่ และไม่จำเป็นเมื่อไหร่
สารจับใบคือสารลดแรงตึงผิวหรือสารเสริมประสิทธิภาพที่ช่วยให้น้ำพ่นแผ่และเกาะใบได้ดีขึ้น ใช้เมื่อฉลากกำหนดหรือใบเปียกยาก และไม่จำเป็นเมื่อสูตรมีผสมมาแล้ว
ผสมปุ๋ยทางใบกับยาหรือสารอื่นถังเดียวกันได้ไหม ความเสี่ยงและข้อควรรู้
หน่วยงานรัฐให้ภาพเรื่องผสมปุ๋ยกับยาไม่เหมือนกัน บทความนี้สรุปความเสี่ยง วิธีทดสอบ jar test และเงื่อนไขตัดสินใจ โดยให้ฉลากเป็นตัวตัดสิน
พ่นปุ๋ยทางใบแล้วใบไหม ใบด่าง สาเหตุและวิธีแก้
ใบไหม้หลังพ่นปุ๋ยมักมาจากความเข้มข้น แดด หรือการผสมสาร ส่วนใบด่างอาจไม่เกี่ยวกับปุ๋ย บทความนี้ไล่อาการ สาเหตุ และวิธีแก้ตามลำดับ
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

ไชโย หัวน้ำหยดปรับได้ หัวน้ำหยดขาปัก รุ่นประหยัด หัวน้ำหยดชดเชยแรงดัน หัวน้ำหยด 371 แพ็ค10ตัว
ดูรายละเอียด![[H&L]เทปปลูกถ่ายอวัยวะพืชเขตร้อน 2 ซม./3 ซม. - 100 ม. สายสวน PE, การแตะแบบยืดหยุ่นสําหรับต้นไม้มะม่วง/ทุเรียน, อุปกรณ์พืชสวนทนความร้อน](/_next/image?url=%2Fimages%2Fproducts%2F26537031132.webp&w=3840&q=55&dpl=dpl_q94GABuxdisDW9SD6myzNLEbekfu)
[H&L]เทปปลูกถ่ายอวัยวะพืชเขตร้อน 2 ซม./3 ซม. - 100 ม. สายสวน PE, การแตะแบบยืดหยุ่นสําหรับต้นไม้มะม่วง/ทุเรียน, อุปกรณ์พืชสวนทนความร้อน
ดูรายละเอียด
เครื่องชั่งข้าว ถาดผลไม้ ซักมือฟรี มือ น้ำหยด ตะกร้าระบายน้ำ
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
ทุเรียนควรให้น้ำวันละกี่ลิตรต่อต้น
ผมหาตัวเลขลิตรต่อต้นของทุเรียนต้นโตที่หน่วยงานรัฐประกาศเป็นทางการไม่พบ สิ่งที่มีเอกสารรองรับคือสัดส่วนตามระยะ เช่น ลดเหลือหนึ่งในสามของปกติก่อนดอกบาน และ 70 ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ของปกติช่วงติดผล กับงานทดลองของกรมวิชาการเกษตรที่ใช้ 37.5 ลิตรต่อต้นเป็นตัวเทียบในทุเรียนอายุ 3 ปี วิธีที่ใช้ได้จริงคือคำนวณจากพื้นที่ทรงพุ่ม แล้วใช้เซนเซอร์วัดความชื้นเป็นตัวยืนยัน และสอบถามศูนย์วิจัยพืชสวนหรือสำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ก่อนตั้งค่าจริง
ควรคุมน้ำก่อนออกดอกนานแค่ไหน
เอกสารสไลด์การผลิตทุเรียนของกรมวิชาการเกษตรระบุให้งดน้ำต่อเนื่องอย่างน้อย 10 วันเพื่อให้ต้นเครียดและเหนี่ยวนำดอก ส่วนรายงานกองทุนวิจัยพื้นฐานปี 2565 มีตารางที่งดน้ำอย่างน้อย 10 วันในช่วงจัดการออกดอกเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม และอีกชุดที่ลดเหลือหนึ่งในสาม 10 ถึง 14 วันแล้วเพิ่มเป็นสองในสามเมื่อเห็นตาดอก ชุดหลังใช้ร่วมกับขั้นตอนอื่น ดังนั้นเดือนและวิธีจริงต่างกันตามสวนและตามโปรแกรมที่ทำ ควรดูสภาพต้นและฝนจริงประกอบ
มินิสปริงเกอร์กับน้ำหยด แบบไหนเหมาะกับทุเรียนมากกว่า
เอกสารของกรมวิชาการเกษตรระบุว่าหลังออกดอกและช่วงพัฒนาผลใช้มินิสปริงเกอร์ได้ และให้ปุ๋ยทางระบบน้ำได้ ส่วนงานทดลองที่นนทบุรีเกษตรกรเลือกหัวฉีดพุ่งที่โคนต้นคู่กับมินิสปริงเกอร์คั่นระหว่างต้น ไม่ได้มีการทดลองเทียบน้ำหยดโดยตรงในเอกสารที่ผมเปิดอ่าน จึงไม่ควรบอกว่าแบบหนึ่งดีกว่าอีกแบบเสมอไป ให้ดูดิน ระยะปลูก คุณภาพน้ำ และงบประมาณของสวนเป็นหลัก
ค่าแรงดึงน้ำในดินกี่ kPa ถึงควรให้น้ำ
ตารางแปลผลในรายงานทดลองของกรมวิชาการเกษตรระบุว่า 0 ถึง -10 kPa ดินแฉะ -10 ถึง -30 kPa ชื้น น้ำและอากาศพอ -30 ถึง -50 kPa แห้ง พืชดูดน้ำได้น้อย และต่ำกว่า -50 kPa แห้งมาก ในงานทดลอง การรดทุก 3 วันแบบ 20 และ 30 นาทีทำให้ค่าที่ระดับ 30 เซนติเมตรไม่เกิน 20 kPa ขณะที่การรดด้วยมือเกิน 20 kPa ตัวเลขนี้เป็นผลของแปลงทดลองบนร่องยกในนนทบุรี ควรใช้เป็นแนวอ่านค่า ไม่ใช่ค่าตายตัวของทุกสวน
ทุเรียนในดินที่น้ำขังง่าย ควรระวังอะไรเป็นพิเศษ
เอกสารของกรมวิชาการเกษตรระบุว่าโรครากเน่าโคนเน่าจากเชื้อไฟทอฟธอราระบาดในแปลงที่ระบายน้ำไม่ดีและมีน้ำขัง โดยเฉพาะช่วงฝนตกหนัก เพราะสปอร์ว่ายและแพร่ไปกับน้ำได้ ให้ทำทางระบายน้ำและออกสำรวจหลังฝนหนัก ถ้าที่ต่ำให้ยกร่อง ในเอกสารระบุสันร่องกว้าง 6 เมตรขึ้นไป คูกว้าง 1.5 เมตร ลึก 1 เมตร ระบบน้ำที่ให้ทีละมากเกินจึงเสี่ยงซ้ำเติมปัญหานี้
หัวน้ำอุดตันบ่อย ควรทำอย่างไร
ก่อนเปลี่ยนหัวใหม่ให้ตรวจแหล่งน้ำและตะกอนก่อน เพราะต้นเหตุมักไม่ใช่ตัวกรองอย่างเดียว ดูแนวทางตรวจในบทความเรื่องหัวน้ำหยดอุดตันซ้ำที่เว็บไซต์เราเขียนไว้ และอย่าลืมว่าถ้าหัวอุดตัน ต้นที่อยู่ปลายสายจะได้น้ำน้อยกว่าที่คิด ซึ่งในช่วงคุมน้ำจะแยกยากว่าต้นเครียดเพราะตั้งใจคุมหรือเพราะหัวตัน
