คำตอบสั้น ๆ
สวนยางทุกแห่งไม่ต้องมีระบบน้ำ แต่ยางอ่อนบนดินทรายแล้งยาวได้ประโยชน์ตามงานวิจัย บทความนี้แยกว่าใครควรลงทุน ใครยังไม่ต้อง และตัวเลขส่วนไหนที่ยังหาแหล่งทางการไม่ได้
คำตอบเร็ว: สวนยางส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องมีระบบน้ำ แต่ในพื้นที่ดินทรายและแล้งยาว เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีพบว่าการให้น้ำช่วยยางอ่อนรอดและโตดีขึ้น และในยางที่กรีดแล้ว การให้น้ำทุก 3 วันให้ผลผลิตน้ำยางสูงสุดในการทดลอง คนที่ควรพิจารณาคือเจ้าของสวนยางอ่อนในดินทราย และคนที่มีแหล่งน้ำอยู่แล้ว ส่วนปริมาณน้ำที่แนะนำเป็นลิตรต่อต้นจากการยางแห่งประเทศไทย ผมไม่พบ (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)
ถ้าถามชาวสวนยางภาคใต้ว่าจะรดน้ำยางไหม หลายคนจะหัวเราะ แต่ถ้าถามคนที่ปลูกยางบนดินทรายในอีสาน ยางอ่อนตายหลังแล้งเป็นเรื่องที่เจอทุกปี คำถามว่าสวนยางควรมีระบบน้ำหรือไม่ จึงไม่มีคำตอบเดียว บทความนี้เป็นคู่มือตัดสินใจ ไม่ใช่คู่มือติดตั้ง และไม่ทำซ้ำเรื่องต้นทุนกับการจัดการแล้งที่เราเขียนไว้แล้ว
ข้อจำกัดสำคัญอยู่ตั้งแต่ต้น ผมไม่พบแนวทางปริมาณน้ำต่อต้นสำหรับยางพาราจากการยางแห่งประเทศไทยหรือสถาบันวิจัยยางที่ระบุตัวเลขชัดเจน บทความจึงไม่ให้ตัวเลขลิตรต่อต้นแบบอ้างหน่วยงาน หลักฐานที่ใช้ได้มาจากวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัย เอกสารของบริษัทที่เล่าวิธีของผู้จัดการสวน และตาราง Kc ขององค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ ผมจะบอกระดับความน่าเชื่อถือของแต่ละแหล่งตลอดบทความ
ใครเจอปัญหาแล้งจนต้องคิดเรื่องระบบน้ำ

วิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ปี 2556 ซึ่งผู้วิจัยคือ Praween Khonobklang ตามบันทึกในคลังงานวิจัยของมหาวิทยาลัย ระบุว่าดินทรายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือทำให้ยางอ่อนมีอัตราตายสูงและโตช้ากว่าภาคใต้ นั่นคือจุดเริ่มต้นของงานทดลอง
เอกสารของ Kubota Agri Solution ที่เล่าประสบการณ์ผู้จัดการสวนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อธิบายเหตุผลเชิงโครงสร้างว่า ชั้นดินบนตื้นและมีดินดาน รากยางไม่ลงลึก ในหน้าแล้งยางจึงทิ้งใบจากยอดและตายได้ เอกสารนี้เป็นหน้าของบริษัทผู้จำหน่ายเครื่องจักรที่เล่าวิธีของสวนหนึ่ง ไม่ใช่มาตรฐานหน่วยงาน ผมใช้เป็นตัวอย่างวิธีคิด
สรุปคือสวนที่น่าห่วงเรื่องน้ำที่สุดมีเงื่อนไขร่วมกัน คือดินทราย ชั้นดินบนตื้น แล้งยาว และเป็นยางอ่อนช่วงปีแรก ๆ ถ้าสวนของท่านไม่ตรงเงื่อนไขเหล่านี้ เช่น ดินร่วนลึก ฝนดี อาจไม่ต้องใช้ระบบน้ำเลย ควรดูสถิติยางอ่อนตายของสวนข้างเคียงก่อน
งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ผลที่อ่านได้จากบทคัดย่อ
ผมเปิดอ่านบทคัดย่อของวิทยานิพนธ์ ไม่ได้อ่านตัวเต็ม จึงรายงานเฉพาะผลหลักที่บทคัดย่อเขียนไว้ ไม่มีตัวเลขกิโลกรัมหรือเปอร์เซ็นต์ให้คัดมา
| การทดลอง | สิ่งที่เปรียบเทียบ | ผลตามบทคัดย่อ |
|---|---|---|
| การทดลองที่ 1 ยางอ่อน | ให้น้ำหยด มินิสปริงเกอร์ หรือไม่ให้ ข้ามกับพืชแซม (พืชคลุมดิน กล้วย มันสำปะหลัง ไม่ปลูกแซม) | การให้น้ำเพิ่มอัตรารอดและการเจริญเติบโต ถ้าไม่ให้น้ำ พืชแซมลดการเติบโตของยางมาก ถ้าให้น้ำผลกระทบน้อยลง |
| การทดลองที่ 2 ยางกรีดแล้ว | ให้น้ำทุก 3, 6 หรือ 9 วัน เทียบกับไม่ให้น้ำ | ทุก 3 วันได้ผลผลิตน้ำยางสูงสุด ตามด้วยทุก 6, ทุก 9 และไม่ให้น้ำต่ำสุด การให้น้ำทุกแบบเพิ่มผลผลิต |
| การทดลองที่ 2 ปุ๋ย | ให้ปุ๋ยทางระบบน้ำเทียบกับปุ๋ยเม็ด | ไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ แต่ให้ปุ๋ยทางระบบน้ำมีแนวโน้มสูงกว่าเล็กน้อย |
ผลที่ใช้ตัดสินใจได้มีสองข้อ ข้อแรก ระบบน้ำมีผลต่ออัตรารอดของยางอ่อน ซึ่งเป็นความเสี่ยงใหญ่ที่สุดของคนปลูกใหม่ในดินทราย ข้อสอง การให้น้ำยางกรีดเพิ่มผลผลิตในการทดลอง แต่ผมไม่ทราบขนาดของส่วนเพิ่มจากบทคัดย่อ จึงบอกไม่ได้ว่าส่วนต่างคุ้มกับค่าระบบหรือไม่ นี่คือเหตุผลที่คนที่ตัดสินใจลงทุนควรเปิดตัวเต็มวิทยานิพนธ์หรือสอบถามผู้วิจัยก่อน
เรื่องพืชแซมเกี่ยวกับน้ำโดยตรง ผลของงานนี้บอกว่าในสวนไม่ให้น้ำ พืชแซมแย่งน้ำจากยางจนยางโตลด ถ้าตั้งใจปลูกแซมในสวนยางอ่อน ควรอ่านข้อผิดพลาดใน ปลูกพืชแซมสวนยางพาราช่วงยางอ่อน พลาดตรงไหนทำให้ยางโตช้า ประกอบ
ทางเลือกต้นทุนต่ำ หลุมเก็บน้ำระหว่างต้น
ไม่ใช่ทุกสวนต้องลงระบบท่อ เอกสารของ Kubota Agri Solution เล่าวิธีของผู้จัดการสวนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ใช้หลุมเก็บน้ำช่วงแล้ง รายละเอียดที่เอกสารระบุมีดังนี้
- ระยะปลูก 3x7 เมตร หลุมปลูกขนาด 40x60 เซนติเมตร ใส่หินฟอสเฟตประมาณ 150 กรัมกับปุ๋ยหมักประมาณ 0.5 กิโลกรัม หันตาติดไปทางทิศเหนือ
- ช่วงแล้ง ขุดหลุมขนาด 40x60 เซนติเมตรห่างต้นประมาณ 60 เซนติเมตร (สำหรับยางปีแรก) ใส่ปุ๋ยหมัก 8 กิโลกรัมกับฟางหรือเศษพืช
- เมื่อความชื้นดินไม่พอ ให้เติมน้ำเต็มหลุม เอกสารว่าอาจทำทุก 7 วัน
- หลังหมดแล้งให้กลบหลุมเพื่อกันน้ำขัง และขยับหลุมออกตามทรงพุ่มที่โตขึ้น
ข้อดีคือต้นทุนต่ำและใช้ได้ทั้งที่ไม่มีไฟฟ้า ข้อจำกัดคือใช้แรงงานเติมน้ำทุกครั้ง และต้องมีรถหรือแหล่งน้ำใกล้ ผมไม่พบงานทดลองที่วัดผลของวิธีนี้เทียบกับน้ำหยด จึงไม่ควรอ้างว่าได้ผลเท่ากัน ใช้เป็นทางเลือกสำหรับสวนเล็กที่ยังไม่พร้อมลงระบบ
คำนวณคร่าว ๆ ว่าสวนต้องการน้ำเท่าไร (ตัวอย่าง)

ตาราง Kc ของ FAO ฉบับ 56 (Table 12) ให้ค่าไม้ยางพาราเท่ากับ 0.95 ระยะต้น 1.00 ระยะกลาง 1.00 ระยะปลาย ความสูงสูงสุด 10 เมตร Kc คือตัวคูณที่เอาไปคูณกับค่าการคายระเหยอ้างอิงของวันนั้น เพื่อประมาณความต้องการน้ำของพืช
ตัวอย่างต่อไปนี้เป็นเลขสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด ไม่ใช่ค่าแนะนำ สมมติว่าค่าการคายระเหยอ้างอิง 5 มิลลิเมตรต่อวัน ยางที่ปิดทรงพุ่มเต็มที่ Kc 1.00 จะต้องการ 5 มิลลิเมตรต่อวัน พื้นที่ 1 ไร่เท่ากับ 1,600 ตารางเมตร และ 1 มิลลิเมตรบนพื้นที่ 1 ตารางเมตรเท่ากับ 1 ลิตร ดังนั้นขอบบนของความต้องการคือประมาณ 8,000 ลิตรต่อไร่ต่อวัน นี่เป็นขอบบนของยางโตเต็มที่ ยางอ่อนใช้น้อยกว่ามากเพราะทรงพุ่มเล็ก และระบบน้ำหยดไม่ได้ทำให้ทั้งพื้นที่เปียก จึงใช้น้ำน้อยกว่านี้
เลขนี้ใช้เพื่อประเมินขนาดแหล่งน้ำและปั๊มคร่าว ๆ ว่าถ้าอยากให้ยางโตเต็มที่ทั้งแปลงต้องใช้น้ำระดับหลายพันลิตรต่อไร่ต่อวัน ซึ่งทำให้เห็นว่าการให้น้ำเต็มความต้องการทั้งสวนยางใหญ่ไม่ใช่เรื่องเล็ก และเป็นเหตุผลที่งานวิจัยกับสวนจริงมักให้น้ำเสริมบางส่วน ไม่ได้ให้เต็ม
ถ้าเป็นแบบนี้ ให้ทำแบบนี้
| สภาพสวน | ควรทำ | เหตุผล |
|---|---|---|
| ยางอ่อน ดินทราย แล้งยาว มีแหล่งน้ำ | คิดระบบน้ำหยดหรือมินิสปริงเกอร์ให้ยางปีแรก ๆ | งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีพบว่าการให้น้ำเพิ่มอัตรารอดและการเติบโต |
| ยางอ่อน ดินทราย ไม่มีไฟฟ้าและงบน้อย | ทดลองหลุมเก็บน้ำระหว่างต้น | เป็นวิธีของสวนหนึ่งในเอกสารบริษัท ต้นทุนต่ำ แต่ไม่มีงานทดลองยืนยัน |
| ยางกรีดแล้ว ฝนน้อยและมีน้ำให้เสริม | พิจารณาให้น้ำเสริมเป็นรอบ ศึกษาตัวเต็มวิทยานิพนธ์ก่อน | ทดลองพบน้ำยางเพิ่มเมื่อให้น้ำทุก 3 วัน แต่ไม่ทราบขนาดส่วนเพิ่มจากบทคัดย่อ |
| ยางในภาคใต้ ฝนดี ดินลึก | ยังไม่จำเป็น เก็บข้อมูลก่อน | ไม่มีงานที่ผมเปิดอ่านพบปัญหาในเงื่อนไขนี้ |
| คิดจะปลูกพืชแซมในยางอ่อน | ให้น้ำให้พอก่อน หรือเลี่ยงพืชแย่งน้ำ | ไม่ให้น้ำ พืชแซมลดการโตของยางมาก |
| อยากให้ปุ๋ยทางระบบน้ำ | ทำได้ แต่อย่าคาดว่าดีกว่าปุ๋ยเม็ดมาก | ผลในงานทดลองไม่ต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ |
ถ้าตัดสินใจลงระบบแล้ว เรื่องต้นทุนต่อไร่เราเขียนไว้ใน ต้นทุนติดตั้งระบบน้ำหยดในสวนยางอ่อนต่อไร่ และการจัดการแล้งโดยรวมอยู่ใน จัดการน้ำในสวนยางพาราช่วงแล้ง ส่วนพันธุ์ที่ทนใบร่วงเป็นอีกทางลดความเสี่ยง ดู ยางพารา RRIT408 พันธุ์ต้านทานโรคใบร่วง
ข้อผิดพลาดที่เจอในสวนยาง
- ลงระบบก่อนดูว่าปัญหาคือน้ำ ยางอ่อนตายมีสาเหตุอื่น เช่น หลุมปลูก ต้นกล้า โรค ดูให้แน่ก่อนว่าตายหน้าแล้ง
- ใช้งานวิจัยดินทรายอีสานกับสวนภาคใต้ เงื่อนไขต่างกัน ผลจึงต่าง
- ปลูกพืชแซมโดยไม่มีน้ำ ยางโตช้าลงมากตามงานทดลอง
- ปล่อยหลุมเก็บน้ำค้างหลังแล้ง เอกสารสวนตัวอย่างให้กลบหลุมเพื่อกันน้ำขัง
- คาดตัวเลขน้ำยางเพิ่มโดยไม่มีฐาน ขนาดที่เพิ่มต้องดูจากงานตัวเต็มหรือข้อมูลสวนตัวเอง
- ไม่ถามการยางแห่งประเทศไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีเจ้าหน้าที่ประจำพื้นที่และอาจมีคำแนะนำล่าสุด
สรุป
สวนยางพาราไม่ต้องมีระบบน้ำทุกสวน คนที่ควรลงทุนคือสวนยางอ่อนบนดินทรายในพื้นที่แล้งยาว ซึ่งงานวิจัยของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีพบว่าการให้น้ำช่วยอัตรารอดและการเติบโต และสวนยางกรีดที่มีน้ำเสริมได้ซึ่งทดลองแล้วเห็นว่าให้น้ำทุก 3 วันได้น้ำยางสูงสุด ทางเลือกต้นทุนต่ำคือหลุมเก็บน้ำ แต่ยังไม่มีงานทดลองยืนยัน
สิ่งที่ผมหาไม่ได้คือแนวทางปริมาณน้ำอย่างเป็นทางการจากการยางแห่งประเทศไทยหรือสถาบันวิจัยยาง และตัวเลขขนาดส่วนเพิ่มของน้ำยางจากตัวเต็มวิทยานิพนธ์ ก่อนลงทุนจริงควรสอบถามสำนักงานการยางแห่งประเทศไทยในพื้นที่ ข้อมูล ณ ต.ค. 2569
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (วิทยานิพนธ์ ปี 2556) — การให้น้ำและพืชแซมในยางอ่อน และการให้น้ำทุก 3, 6, 9 วันในยางกรีด (บันทึกในคลังงานวิจัย) (เปิดเอกสาร)
- มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี — ไฟล์บทคัดย่อของวิทยานิพนธ์ข้างต้น (เปิดเอกสาร)
- Kubota Agri Solution (เอกสารบริษัท ไม่ใช่หน่วยงานรัฐ) — ปลูกยางพาราไม่กลัวแล้ง วิธีหลุมเก็บน้ำของผู้จัดการสวนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (เปิดเอกสาร)
- FAO (องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ) — Irrigation and Drainage Paper 56 ตาราง Kc ของไม้ยางพารา (Table 12) (เปิดเอกสาร)
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
พ่นปุ๋ยและยาในแปลงต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันอะไร ทำอย่างไรไม่ให้ลมพัดกลับมาโดนตัว
ชุดป้องกันขั้นต่ำตามกรมควบคุมโรคคือหมวก แว่นครอบตา หน้ากากไส้กรอง เสื้อผ้ามิดชิด ถุงมือและบูทยาง และต้องยืนเหนือลมตามกรมส่งเสริมการเกษตร
ทำปุ๋ยน้ำพ่นทางใบเองจากเศษพืชหรือปลา ใช้ได้จริงไหม และข้อควรระวัง
น้ำหมักชีวภาพที่ทำเองเป็นสารกระตุ้นเจือจาง ไม่ใช่ปุ๋ยแทนเคมี บทความสรุปสูตร อัตราเจือจาง ตัวอย่างคำนวณธาตุอาหาร และข้อควรระวังตามเอกสารกรมพัฒนาที่ดินและ สวพส.
วิธีผสมสารจับใบกับปุ๋ยทางใบให้ถูกลำดับ และสัญญาณว่าผสมผิด
ลำดับผสมที่เอกสารรองรับคือยึดฉลากก่อน แล้วน้ำ ผงที่ทำสลัวร์รี ของเหลว และสารจับใบเป็นลำดับท้ายสุด พร้อมวิธี jar test และสัญญาณว่าผสมผิด
สารจับใบคืออะไร ใช้เมื่อไหร่ และไม่จำเป็นเมื่อไหร่
สารจับใบคือสารลดแรงตึงผิวหรือสารเสริมประสิทธิภาพที่ช่วยให้น้ำพ่นแผ่และเกาะใบได้ดีขึ้น ใช้เมื่อฉลากกำหนดหรือใบเปียกยาก และไม่จำเป็นเมื่อสูตรมีผสมมาแล้ว
ผสมปุ๋ยทางใบกับยาหรือสารอื่นถังเดียวกันได้ไหม ความเสี่ยงและข้อควรรู้
หน่วยงานรัฐให้ภาพเรื่องผสมปุ๋ยกับยาไม่เหมือนกัน บทความนี้สรุปความเสี่ยง วิธีทดสอบ jar test และเงื่อนไขตัดสินใจ โดยให้ฉลากเป็นตัวตัดสิน
พ่นปุ๋ยทางใบแล้วใบไหม ใบด่าง สาเหตุและวิธีแก้
ใบไหม้หลังพ่นปุ๋ยมักมาจากความเข้มข้น แดด หรือการผสมสาร ส่วนใบด่างอาจไม่เกี่ยวกับปุ๋ย บทความนี้ไล่อาการ สาเหตุ และวิธีแก้ตามลำดับ
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

คู่มือ ยางพารา สอนการปลูก ยาง หนังสือ เกษตร การคัดเลือกพันธุ์ การขยายพันธุ์ การกรีดยาง การแปรรูป การทำยางแผ่น US.Station
ดูรายละเอียด
(2แบบ)สมุดบัญชี รายรับ-รายจ่าย สมุดรายรับรายจ่าย A5 A4(100 หน้า)
ดูรายละเอียด
ต้น อบเชบเทศ หรือ อบเชยลังกา ชำกิ่ง ขนาด50-60เซนฯไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบเปลือกต้นตากแห้งบดมีกลิ่นหอมเป็นสมุนไพร
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
สวนยางพาราต้องมีระบบน้ำไหม
ไม่จำเป็นกับทุกสวน สวนยางส่วนใหญ่ในภาคใต้ที่ฝนดีอยู่ได้ด้วยน้ำฝน แต่ในพื้นที่ดินทรายแล้งยาว เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ งานวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีพบว่ายางอ่อนตายสูงและโตช้ากว่าภาคใต้ และการให้น้ำช่วยอัตรารอดและการเจริญเติบโต ดังนั้นคำตอบขึ้นกับดิน ฝน และอายุยาง ไม่ใช่ใช่หรือไม่ใช่ตายตัว
ให้น้ำยางกรีดแล้ว น้ำยางเพิ่มจริงไหม
วิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีทดลองในยางที่กรีดแล้ว ให้น้ำทุก 3, 6 และ 9 วันเทียบกับไม่ให้ พบว่าให้น้ำทุก 3 วันได้ผลผลิตน้ำยางสูงสุด รองลงมาทุก 6 วัน ทุก 9 วัน และไม่ให้น้ำต่ำสุด การให้น้ำทุกแบบเพิ่มผลผลิต แต่ข้อมูลที่เปิดอ่านเป็นบทคัดย่อ ไม่มีตัวเลขกิโลกรัมที่ผมนำมาอ้างได้ และเป็นงานในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ยางพาราควรให้น้ำกี่ลิตรต่อต้น
ผมหาแนวทางปริมาณน้ำต่อต้นของยางพาราจากการยางแห่งประเทศไทยหรือสถาบันวิจัยยางที่ระบุตัวเลขชัดเจนไม่พบ จึงไม่ขอให้ตัวเลขลอย ๆ แนะนำให้สอบถามการยางแห่งประเทศไทยสาขาพื้นที่หรือสถาบันวิจัยยางโดยตรง และใช้เซนเซอร์หรือการสังเกตความชื้นดินปรับเอง
วิธีขุดหลุมเก็บน้ำระหว่างต้นยางทำอย่างไร
เป็นวิธีของผู้จัดการสวนรายหนึ่งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ปรากฏในเอกสารของ Kubota Agri Solution ขุดหลุมขนาด 40x60 เซนติเมตรห่างต้นราว 60 เซนติเมตรสำหรับยางปีแรก ใส่ปุ๋ยหมักประมาณ 8 กิโลกรัมกับฟางหรือเศษพืช แล้วเติมน้ำให้เต็มหลุมเมื่อความชื้นดินไม่พอ อาจทำทุก 7 วัน หลังแล้งให้กลบหลุมเพื่อไม่ให้น้ำขัง และขยับหลุมออกตามทรงพุ่ม เป็นประสบการณ์ของสวนหนึ่ง ไม่ใช่มาตรฐานของหน่วยงาน
ปลูกพืชแซมในสวนยางอ่อนต้องให้น้ำเพิ่มไหม
ผลการทดลองของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีพบว่าถ้าไม่ให้น้ำ การปลูกพืชแซมทำให้ยางโตลดลงมาก แต่ถ้าให้น้ำผลกระทบน้อยลง แปลว่าพืชแซมแย่งน้ำกับยางในดินทรายแล้งได้ ถ้าจะปลูกแซมควรดูแลน้ำให้พอก่อน ดูข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในบทความปลูกพืชแซมสวนยางอ่อน
ค่า Kc ของยางพาราคือเท่าไร
ตาราง Kc ของ FAO ฉบับ 56 (Table 12) ให้ค่าไม้ยางพารา (Rubber Trees) เท่ากับ 0.95 ระยะต้น 1.00 ระยะกลาง และ 1.00 ระยะปลาย สูงสุด 10 เมตร เป็นค่ากว้างสำหรับคำนวณความต้องการน้ำของสวนที่ปิดทรงพุ่มแล้ว ไม่ใช่ค่าเฉพาะพันธุ์ไทยหรือยางอ่อน
