ดิน น้ำ ปุ๋ยเผยแพร่ 15 ตุลาคม 2569

fertigation คืออะไร ให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำหยดต่างจากใส่ปุ๋ยโคนต้นอย่างไร

Fertigation คือการปล่อยปุ๋ยที่ละลายแล้วไปกับน้ำหยด เทียบกับใส่โคนต้นทั้งแรงงาน ประสิทธิภาพปุ๋ย ข้อเสียท่อตัน พร้อมผลทดลองลำไยของกรมวิชาการเกษตร ต.ค. 2569

fertigation คืออะไร ให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำหยดต่างจากใส่ปุ๋ยโคนต้นอย่างไร

คำตอบสั้น ๆ

Fertigation คือการให้ปุ๋ยที่ละลายหมดแล้วไปพร้อมน้ำผ่านระบบน้ำหยดหรือมินิสปริงเกอร์ บทความเทียบกับใส่ปุ๋ยโคนต้น พร้อมข้อดีข้อเสียและผลทดลองลำไยของกรมวิชาการเกษตร

คำตอบเร็ว: Fertigation คือการละลายปุ๋ยแล้วปล่อยไปพร้อมน้ำที่ให้พืชผ่านระบบน้ำ เช่น น้ำหยดหรือมินิสปริงเกอร์ ปุ๋ยจึงไปกองอยู่ในบริเวณรากที่เปียกอยู่แล้ว ต่างจากการใส่โคนต้นที่โรยปุ๋ยเม็ดบนดินแล้วรอฝนหรือการรดน้ำช่วยพาลงไป ข้อมูลของ สวทช. และมหาวิทยาลัยสุรนารีระบุว่าให้ปุ๋ยทางระบบน้ำหยดมีประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยราว 70-90% แต่ต้องแลกกับข้อจำกัดเรื่องการลงทุน ท่อตัน และการเลือกปุ๋ยที่ละลายน้ำหมดและผสมกันได้ (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)

เกษตรกรหลายรายที่ติดน้ำหยดแล้วมักเจอสถานการณ์เดียวกัน คือเปิดน้ำตอนเช้าได้ แต่พอถึงรอบใส่ปุ๋ยก็ต้องแบกกระสอบเดินโรยทีละต้นอีก ทั้งที่ท่อน้ำก็วิ่งผ่านโคนต้นอยู่แล้ว คำถามจึงตามมาว่า ทำไมไม่ปล่อยปุ๋ยไปกับน้ำเลย นั่นคือที่มาของ fertigation (เฟอร์ทิเกชัน) หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า การให้ปุ๋ยทางระบบน้ำ บทความนี้ตอบว่ามันคืออะไร ต่างจากใส่ปุ๋ยโคนต้นตรงไหน ได้เปรียบเสียเปรียบอย่างไร และพืชแบบไหนเหมาะ โดยใช้ข้อมูลจากเอกสารที่เปิดอ่านจริงเท่านั้น ส่วนเรื่องงบลงทุนติดตั้งให้ดูในบทความ ติดตั้งระบบปุ๋ยผสมน้ำหยดฟาร์มเล็ก ลงทุนเท่าไหร่ก่อนคุ้มทุน ซึ่งเป็นคนละมุมกับบทความนี้

Fertigation คืออะไร ทำงานอย่างไรในไร่จริง

ภาพประกอบ Fertigation คืออะไร ทำงานอย่างไรในไร่จริง

ตามเอกสารของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (ศูนย์ชลประทานแม่นยำ) การให้ปุ๋ยในระบบน้ำหยดคือการผสมปุ๋ยแล้วให้ไปพร้อมกับน้ำ เป็นการให้ทั้งน้ำและปุ๋ยในเวลาเดียวกัน โดยละลายปุ๋ยในถังผสมแล้วดูดปุ๋ยเข้าระบบน้ำ ส่วนกรมวิชาการเกษตร (สถาบันวิจัยพืชสวน) ที่ทำการทดลองในสวนลำไยก็อธิบายไว้ในทำนองเดียวกันว่า เป็นการให้ปุ๋ยในระบบการให้น้ำกับพืช

ขั้นตอนในสวนมีแค่สามส่วน ส่วนแรกคือ ถังหรือภาชนะใส่น้ำปุ๋ยเข้มข้น ส่วนที่สองคือ ตัวดูดหรือตัวฉีดที่ดันน้ำปุ๋ยเข้าท่อเมน และส่วนที่สามคือ ท่อน้ำเดิมที่พาน้ำปุ๋ยไปถึงหัวหยดหรือหัวสปริงเกอร์ ตัวเลือกของตัวดูดปุ๋ยมีหลายแบบ ซึ่งเขียนเปรียบเทียบไว้ละเอียดแล้วในบทความ เครื่องผสมปุ๋ยระบบน้ำหยด ลงทุนเท่าไหร่คุ้มไหม ที่นี่ขอแค่ให้เห็นภาพว่า ปุ๋ยไม่ได้ลงดินเป็นเม็ด แต่ลงดินเป็นสารละลายที่ไหลตามน้ำ

จุดที่ต้องจำคือ ปุ๋ยที่ใช้ต้องละลายน้ำหมดจริง เพราะถ้ามีเม็ดค้างหรือตะกอน มันจะไปอุดรูหัวหยด เอกสารของมหาวิทยาลัยสุรนารีย้ำข้อนี้เป็น "ข้อควรจำ" และบอกว่าปุ๋ยที่ใช้ในระบบน้ำต้องมีความบริสุทธิ์สูง

ต่างจากใส่ปุ๋ยโคนต้นตรงไหนบ้าง

ความต่างหลักไม่ใช่ชนิดปุ๋ย แต่เป็นเรื่อง "ปุ๋ยอยู่ตรงไหน ไปถึงรากด้วยวิธีใด และให้บ่อยแค่ไหน" ตารางด้านล่างสรุปความต่างเชิงหลักการ ส่วนตัวเลขเฉพาะ (เช่น เปอร์เซ็นต์ประสิทธิภาพ) แยกไว้ในหัวข้อถัดไปพร้อมแหล่งที่มา

ประเด็นใส่ปุ๋ยโคนต้น (โรยหรือขุดร่องใส่)ให้ปุ๋ยทางระบบน้ำ (fertigation)
รูปปุ๋ยปุ๋ยเม็ดหรือปุ๋ยอินทรีย์ วางบนหรือกลบในดินสารละลายปุ๋ยที่ละลายหมดแล้ว ปล่อยไปกับน้ำ
ปุ๋ยไปถึงรากอย่างไรรอเม็ดปุ๋ยละลายเองจากความชื้นในดิน ฝน หรือน้ำที่รดไปกับน้ำที่ให้ จึงอยู่ในเขตที่ดินเปียกอยู่แล้ว
ความถี่ที่ทำได้จริงมักเป็นรอบ ๆ เช่น เดือนละครั้ง เพราะต้องใช้แรงงานเดินใส่แบ่งให้ถี่และทีละน้อยได้ เอกสารมหาวิทยาลัยสุรนารีแนะนำแบ่งใส่ไม่น้อยกว่า 8 ครั้ง
แรงงานใช้คนเดินใส่ทุกต้นประหยัดแรงงานและเวลา แต่ต้องมีคนดูแลถังผสมและระบบกรอง
การปรับสูตรระหว่างรอบปรับช้า เพราะปุ๋ยที่ใส่แล้วเรียกคืนไม่ได้ปรับสูตรให้ทันความต้องการพืชได้ตามเอกสารมหาวิทยาลัยสุรนารี
จุดเสี่ยงหลักปุ๋ยถูกชะล้างเมื่อฝนหนัก ใส่ไม่สม่ำเสมอหัวหยดตัน ปุ๋ยที่ผสมกันแล้วตกตะกอน ต้องลงทุนระบบ
ต้องมีระบบน้ำก่อนหรือไม่ไม่ต้อง ใส่ได้ทุกแปลงต้องมี และน้ำต้องไปถึงทุกต้นสม่ำเสมอก่อนจึงจะใส่ปุ๋ยผ่านท่อได้

ข้อสุดท้ายในตารางมักถูกมองข้าม เพราะ fertigation ไม่ได้ทำให้ระบบน้ำที่ไหลไม่เท่ากันกลับมาเท่ากัน ถ้าต้นปลายท่อได้น้ำต่างกัน ปุ๋ยก็จะต่างกันตามไปด้วย ในสนามจริงมักเห็นต้นท้ายแถวโตช้ากว่าต้นหัวแถว สาเหตุคือแรงดันตก ไม่ใช่ปุ๋ยไม่พอ จึงควรตรวจระบบน้ำให้สม่ำเสมอก่อนค่อยคิดเรื่องผสมปุ๋ย

ข้อดีที่มีตัวเลขหรือหลักฐานรองรับ

  • ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยสูง: เอกสาร "การให้ปุ๋ยในระบบน้ำหยด" ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี ระบุว่าประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยอยู่ที่ 70-90% เพราะการสูญเสียจากการชะล้างน้อย (เอกสารไม่ได้ระบุปีที่จัดทำ)
  • ปรับลดปริมาณปุ๋ยลงได้: สถาบันวิจัยอ้อยแห่งแอฟริกาใต้ (SASRI) เขียนไว้ว่าจากหลายการศึกษา ลดการใช้ปุ๋ยได้ถึง 35% โดยผลผลิตไม่ลดลง (เอกสารปี 2016 ในอ้อยที่ให้น้ำชลประทาน ไม่ใช่ข้อมูลในประเทศไทย)
  • ประหยัดแรงงาน: ทั้งเอกสารมหาวิทยาลัยสุรนารีและงานของกรมวิชาการเกษตรกล่าวตรงกันว่าประหยัดแรงงานใส่ปุ๋ย
  • ต้นทุนปุ๋ยลดในกรณีลำไย: กรมวิชาการเกษตรทดลองในสวนลำไย อ.เขาสมิง จ.ตราด ระหว่างปี 2562-2563 โดยเทียบการใส่ปุ๋ยทางดินตามวิธีเกษตรกร กับการให้ปุ๋ยพร้อมระบบน้ำตามค่าวิเคราะห์ดิน พบว่าค่าปุ๋ยเฉลี่ยต่อไร่ต่อปีลดจาก 12,750 บาท เหลือ 9,083 บาท รายงานสรุปว่าลดต้นทุนปุ๋ยเคมีได้ถึง 30%
  • รายงานของกรมวิชาการเกษตรอ้างงานอื่นว่า การให้ปุ๋ยพร้อมระบบน้ำมีประสิทธิภาพมากกว่าให้ปุ๋ยทางดิน 10-50% (อ้างถึง นาวี, 2556) ตัวเลขช่วงกว้างขนาดนี้บอกเราว่า ผลขึ้นกับพืช ดิน และการจัดการ ไม่ใช่ตัวเลขตายตัว

อ่านผลทดลองลำไยให้ครบ อย่าหยิบแค่ตัวเลขที่ดูดี

งานทดลองลำไยของกรมวิชาการเกษตรเป็นตัวอย่างที่ใช้ได้ดีเพราะบอกทั้งข้อดีและข้อควรระวัง จึงขอเล่าให้ครบ ระบบน้ำที่ใช้คือมินิสปริงเกอร์หรือไมโครสปริงเกอร์ ไม่ใช่น้ำหยดล้วน วิธีที่ให้ปุ๋ยพร้อมระบบน้ำคำนวณปุ๋ยจากผลวิเคราะห์ดิน ผสมแม่ปุ๋ยและแบ่งให้ทุกสัปดาห์ ส่วนวิธีเกษตรกรใส่ปุ๋ยสูตรสำเร็จทางดินเป็นรอบ ๆ ผลที่ได้คือ

รายการ (ค่าต่อต้น หรือต่อไร่)ปุ๋ยทางดินตามวิธีเกษตรกรปุ๋ยพร้อมระบบน้ำตามค่าวิเคราะห์ดิน
ผลผลิต ปี 2562 (กก./ต้น)27.3033.13 (ไม่ต่างกันทางสถิติ)
ผลผลิต ปี 2563 (กก./ต้น)59.8197.84 (ต่างอย่างมีนัยสำคัญ)
ผลขนาดใหญ่ ปี 2563 (%)70.1091.47
ค่าปุ๋ยเคมีเฉลี่ย 2 ปี (บาท/ไร่/ปี)12,7509,083
ผลตอบแทนสุทธิเฉลี่ย 2 ปี (บาท/ไร่)23,18043,126

ที่ต้องสังเกตมีสามข้อ ข้อแรก ปี 2562 ผลผลิตสองวิธีไม่ต่างกันทางสถิติ ความต่างชัดเจนเกิดในปี 2563 เท่านั้น ข้อสอง ผลตอบแทนสุทธิในรายงานคิดจากราคาขายที่ต่างกันแต่ละปี (ผลใหญ่ 35 บาท/กก. ในปี 2562 และ 20 บาท/กก. ในปี 2563) ตัวเลขกำไรจึงสะท้อนทั้งผลผลิตและราคาในช่วงนั้น ข้อสาม เป็นสวนเกษตรกรหนึ่งแห่ง จึงอย่านำตัวเลขไปคาดว่าสวนตัวเองจะได้เท่ากัน รายงานยังคิดค่าอุปกรณ์จ่ายปุ๋ยเพิ่ม 1,000 บาท/ไร่/ปี (เฉลี่ยการใช้งาน 5 ปี) ไว้ในต้นทุนแล้ว และรวมค่าใช้จ่ายของวิธีให้ปุ๋ยทางระบบน้ำสูงกว่าเล็กน้อย (38,513 เทียบกับ 36,780 บาท/ไร่) เพราะค่าเก็บเกี่ยวสูงตามผลผลิต

ข้อเสียและข้อจำกัดที่ต้องรู้ก่อนลงทุน

รายงานของกรมวิชาการเกษตรเรื่องลำไยระบุข้อจำกัดไว้ชัดเจนสามข้อ ได้แก่ การลงทุนระยะแรกค่อนข้างสูง การผุกร่อนและการอุดตันของระบบน้ำ และต้องใช้ปุ๋ยที่ละลายน้ำได้ดีและไม่เกิดปฏิกิริยาที่เข้ากันไม่ได้ เมื่อเอามาขยายเป็นเรื่องหน้างาน จะเจอดังนี้

  • ท่อและหัวตัน: มหาวิทยาลัยฟลอริดา (UF/IFAS) ในเอกสาร HS1202 ชี้ว่าแคลเซียมไนเตรตกับไดแอมโมเนียมฟอสเฟตผสมกันแล้วเกิดแคลเซียมฟอสเฟตที่ไม่ละลาย ตกตะกอนอุดท่อ หากสนใจเรื่องนี้โดยตรง อ่านต่อที่ ผสมปุ๋ยเคมีหลายชนิดในถังเดียวแล้วเกิดตะกอนขาว
  • คุณภาพน้ำ: SASRI ระบุว่าน้ำที่มีแคลเซียม แมกนีเซียม และไบคาร์บอเนตสูงจะทำให้ฟอสเฟตตกตะกอนเมื่อฉีดปุ๋ยฟอสฟอรัส และถ้า pH ของน้ำเกิน 7.5 อาจเกิดตะกอนแคลเซียมและแมกนีเซียมคาร์บอเนตจนหัวตัน ค่า pH น้ำที่เหมาะสำหรับ fertigation ตามเอกสารนี้คือ 5.6-6.2
  • ต้องล้างท่อ: SASRI แนะนำให้ล้างสายหยดก่อนเริ่มและล้างอีกหลังฉีดปุ๋ยทุกครั้ง
  • ระบบกันไหลย้อน: ในเอกสารของ University of Maryland Extension (FS-1121) ระบุให้มีเช็ควาล์วหรืออุปกรณ์กันไหลย้อนก่อนตัวฉีดปุ๋ย เพื่อไม่ให้น้ำปุ๋ยไหลย้อนกลับไปแหล่งน้ำ
  • ความสม่ำเสมอของปุ๋ย: SASRI เตือนว่าแปลงชลประทานที่ใหญ่เกิน 5 เฮกตาร์ (ประมาณ 31 ไร่) อาจพบปัญหาความสม่ำเสมอของการกระจายกับระบบฉีดบางชนิด ซึ่งตัวเลขนี้เป็นของเอกสารต่างประเทศ ถ้าแปลงเราใหญ่ให้ถามผู้ออกแบบระบบ

พืชแบบไหนเหมาะกับ fertigation

ผมต้องบอกตรง ๆ ว่าไม่พบเอกสารทางการของไทยที่จัดอันดับว่า "พืชชนิดใดเหมาะที่สุด" จึงไม่ขอเรียงอันดับให้ แต่จากเอกสารที่เปิดอ่าน พอสรุปเงื่อนไขที่ทำให้พืชเหมาะกับวิธีนี้ได้ดังนี้

  • พืชที่มีระบบน้ำให้อยู่แล้ว และให้น้ำเป็นประจำ เช่น ไม้ผลที่ใช้มินิสปริงเกอร์ (กรณีลำไยของกรมวิชาการเกษตร) อ้อยที่ให้น้ำชลประทาน (SASRI) และผักที่ปลูกบนแปลงคลุมพลาสติกหรือแปลงยกร่องที่มีสายน้ำหยด (UF/IFAS)
  • พืชที่ความต้องการธาตุอาหารเปลี่ยนตามระยะ เช่น ช่วงพัฒนาผลกับช่วงปรับปรุงคุณภาพผล ซึ่งงานลำไยใช้สัดส่วนแม่ปุ๋ยต่างกันสองช่วง การแบ่งให้ถี่และปรับได้จึงเป็นประโยชน์
  • พืชมูลค่าต่อไร่สูงพอ ที่ค่าปุ๋ยและแรงงานที่ประหยัดได้ชดเชยค่าอุปกรณ์ได้ ซึ่งต้องคำนวณเป็นรายสวน

ส่วนพืชที่ไม่มีระบบน้ำ หรือปลูกแบบนาน้ำขังที่ไม่ได้ใช้ท่อ ก็ไม่ใช่เป้าหมายของ fertigation ในความหมายนี้ ถ้าคุณกำลังตัดสินใจว่าแปลงเล็กคุ้มหรือไม่ มีบทความ ระบบ Fertigation ให้ปุ๋ยพร้อมน้ำ ลงทุนคุ้มกับแปลงขนาดเล็กไหม ช่วยตัดสินใจต่ออีกชั้น

ตัวอย่างการคำนวณการแบ่งใส่ (ตัวอย่างสมมติ ไม่ใช่คำแนะนำอัตราปุ๋ย)

ตัวอย่างนี้ใช้ตัวเลขสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิดเท่านั้น อัตราปุ๋ยจริงต้องมาจากผลวิเคราะห์ดินและคำแนะนำของเกษตรอำเภอหรือสถาบันวิจัย

ขั้นคำนวณตัวอย่างสมมติที่มาของตัวเลข
1) ปุ๋ยแม่ปุ๋ยที่ต้องใช้ตลอดรอบปลูกแม่ปุ๋ยไนโตรเจน 20 กก. ต่อแปลงสมมติ ให้ผู้อ่านแทนด้วยค่าจากผลวิเคราะห์ดินของตน
2) แบ่งใส่กี่ครั้ง10 ครั้งเอกสารมหาวิทยาลัยสุรนารีแนะนำไม่น้อยกว่า 8 ครั้ง
3) ปุ๋ยต่อครั้ง20 ÷ 10 = 2 กก.คำนวณจากสองข้อบน
4) ถังผสมขนาดเท่าใดถัง 100 ลิตร ใส่ 2 กก. = 20 กรัมต่อลิตรสมมติขนาดถัง และต้องเช็กว่าปุ๋ยละลายหมดที่ความเข้มข้นนี้ (ดูหัวข้อ jar test)

ข้อสังเกตจากตารางคือ ถ้าตัวเลขขั้นที่ 4 ทำให้ปุ๋ยไม่ละลายหมด ให้แบ่งผสมเป็นหลายถังหรือเพิ่มจำนวนรอบ แทนที่จะฝืนใส่ให้ครบในครั้งเดียว เพราะเม็ดที่ไม่ละลายคือสิ่งที่ไปอุดหัวหยด

ขั้นตอนเริ่มทดลองแบบปลอดภัยในแปลงเล็ก

  1. ตรวจระบบน้ำก่อน: เปิดน้ำแล้วดูว่าทุกหัวหยดปล่อยน้ำใกล้เคียงกันหรือไม่ ท้ายสายต้องไม่แห้งกว่าหัวสาย ถ้าไม่เท่ากันให้แก้ที่แรงดันและการกรองก่อน
  2. ตรวจน้ำ: วัด pH ของน้ำ ถ้าเกิน 7.5 ให้ปรึกษาเกษตรอำเภอหรือผู้ให้บริการวิเคราะห์น้ำ เพราะความเสี่ยงตะกอนสูงขึ้น (ตามเกณฑ์ใน SASRI)
  3. เลือกแม่ปุ๋ยที่ละลายน้ำ: เอกสารมหาวิทยาลัยสุรนารียกตัวอย่างยูเรีย (46-0-0) โพแทสเซียมคลอไรด์ (0-0-60) และแอมโมเนียมฟอสเฟต (12-60-0) ซึ่งราคาถูกลงมากเมื่อซื้อเป็นแม่ปุ๋ย ส่วนการเลือกเฉพาะชนิดให้ดูที่ตารางความเข้ากันได้ในรายงานลำไยของกรมวิชาการเกษตร
  4. ทำ jar test: UF/IFAS แนะนำให้ผสมน้ำปุ๋ยในสัดส่วนเดียวกับที่จะฉีดจริง คือน้ำปุ๋ยประมาณ 1 ช้อนชา (5 มิลลิลิตร) ต่อน้ำ 3 แกลลอน (ประมาณ 12 ลิตร) แล้วสังเกตสองชั่วโมง ถ้าขุ่นเป็นน้ำนมแปลว่าเสี่ยงอุดตัน
  5. ฉีดแล้วล้าง: ให้น้ำเปล่าตามหลังปุ๋ยจนท่อสะอาด เพื่อไม่ให้น้ำปุ๋ยค้างในสาย
  6. จดบันทึก: วันที่ ชนิดและปริมาณปุ๋ย ปริมาณน้ำ และอาการของพืช เพื่อปรับครั้งต่อไป

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ผสมปุ๋ยที่มีแคลเซียมกับปุ๋ยที่มีฟอสเฟตหรือซัลเฟตในถังเดียว ซึ่ง SASRI และ UF/IFAS ระบุว่าควรแยกถังและฉีดแยกกัน
  • ใช้ปุ๋ยสูตรเม็ดที่มีสารตัวเติมหรือเคลือบ ซึ่งไม่ละลายหมด แล้วไปโทษหัวหยด
  • ฉีดปุ๋ยครั้งเดียวก้อนใหญ่ แทนที่จะแบ่งหลายครั้ง
  • ลืมล้างท่อหลังฉีด ปล่อยให้น้ำปุ๋ยค้างและเกิดตะกอนหรือตะไคร่
  • ไม่มีเช็ควาล์วหรืออุปกรณ์กันไหลย้อนที่ตัวฉีดปุ๋ย
  • คิดว่าเปลี่ยนมาให้ปุ๋ยทางน้ำแล้วไม่ต้องดูสภาพดินหรือใบพืชอีก ทั้งที่รายงานลำไยก็ใช้ผลวิเคราะห์ดินเป็นฐานคำนวณ
  • เปิดถังกรดหรือคลอรีนใกล้ถังปุ๋ยโดยไม่แยก SASRI เตือนว่าคลอรีนกับปุ๋ยผสมกันอาจระเบิดได้ และกรดกับปุ๋ยที่เป็นกรดจะเกิดก๊าซพิษ

สรุป

Fertigation คือการส่งปุ๋ยที่ละลายแล้วไปพร้อมน้ำผ่านระบบท่อที่มีอยู่ ข้อดีที่มีแหล่งอ้างอิงคือประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ยสูง ประหยัดแรงงาน แบ่งให้ถี่และปรับสูตรได้ และในกรณีลำไยของกรมวิชาการเกษตรลดค่าปุ๋ยลงได้ราว 30% ส่วนข้อเสียคือต้องลงทุน ต้องดูแลระบบกรอง และต้องเลือกปุ๋ยที่ละลายหมดและไม่ตกตะกอนเมื่อผสมกัน ก่อนตัดสินใจให้ตรวจระบบน้ำ ตรวจ pH น้ำ ทำ jar test และเริ่มจากแปลงเล็ก ข้อมูล ณ ต.ค. 2569 ตัวเลขทั้งหมดมาจากเอกสารที่ระบุไว้ด้านล่าง

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมวิชาการเกษตร (สถาบันวิจัยพืชสวน) — รัชนี ฉัตรบรรยงค์ การให้ปุ๋ยในระบบน้ำเพื่อลดต้นทุนการผลิตลำไย — ผลทดลองเปรียบเทียบการให้ปุ๋ยทางดินกับทางระบบน้ำ ปี 2562-2563 ต้นทุนปุ๋ย ข้อจำกัดของระบบ และตารางความเข้ากันได้ของปุ๋ย https://www.doa.go.th/hort/wp-content/uploads/2023/01/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B8%E0%B8%99%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%9C%E0%B8%A5%E0%B8%B4%E0%B8%95.pdf
  • 📄มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (ศูนย์ชลประทานแม่นยำ) — การให้ปุ๋ยในระบบน้ำหยด — ข้อดี ประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย 70-90% การแบ่งใส่ไม่น้อยกว่า 8 ครั้ง และข้อควรจำเรื่องปุ๋ยต้องละลายหมด https://precisionirrigation.sut.ac.th/udoc/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%AB%E0%B9%89%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%8B%E0%B8%A2.pdf
  • 📄กรมวิชาการเกษตร (สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขตที่ 8) — การทดสอบโรงเรือนต้นแบบการปลูกผักเพื่อลดปริมาณไนเตรท (รายงานฉบับเต็ม) — ข้อความอ้างอิงว่าการให้ปุ๋ยพร้อมระบบน้ำมีประสิทธิภาพมากกว่าการให้ปุ๋ยทางดิน 10-50% https://info.doa.go.th/research/pdf/2562/425_2562.pdf
  • 📄South African Sugarcane Research Institute (SASRI) — Information Sheet 5.6 Chemigation: Guidelines for choosing chemicals (Nov 2016) — การลดปุ๋ยได้ถึง 35% คุณภาพน้ำ pH 5.6-6.2 การแยกถัง A/B และข้อควรระวังเรื่องคลอรีนและกรด https://sasri.org.za/wp-content/uploads/Information_Sheets/IS_5.6-Irrig-Chemigation-chemicals.pdf
  • 📄University of Florida IFAS — Liu G., McAvoy G. How to Reduce Clogging Problems in Fertigation (HS1202) — ปุ๋ยที่ผสมกันไม่ได้ และวิธีทำ jar test https://ask.ifas.ufl.edu/publication/HS1202
  • 📄University of Maryland Extension — Care and Calibration of Injector Pumps (FS-1121, Jan 2020) — ตำแหน่งกรองและเช็ควาล์วก่อนตัวฉีดปุ๋ย https://www.extension.umd.edu/sites/extension.umd.edu/files/publications/Care_and_Calibration_of_Injector_Pumps_FS-1121_ada.pdf

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

Fertigation ต่างจากการรดน้ำหมักหรือปุ๋ยน้ำธรรมดาอย่างไร

การรดด้วยบัวหรือสายยางเป็นการให้ปุ๋ยน้ำด้วยมือทีละต้น ส่วน fertigation ใช้ระบบท่อน้ำที่มีอยู่และตัวดูดปุ๋ยเข้าท่อ จึงให้ทั่วแปลงได้พร้อมกัน แต่ข้อกำหนดเรื่องปุ๋ยต้องละลายหมดจะเข้มงวดกว่า เพราะต้องผ่านหัวหยดหรือหัวสปริงเกอร์

ต้องใช้ปุ๋ยสูตรพิเศษราคาแพงหรือไม่

ไม่จำเป็นเสมอไป เอกสารมหาวิทยาลัยสุรนารีระบุว่าถ้าซื้อเป็นแม่ปุ๋ย เช่น ยูเรีย โพแทสเซียมคลอไรด์ และแอมโมเนียมฟอสเฟต มาผสมเอง ราคาจะถูกลงมาก แต่ต้องเป็นชนิดที่ละลายน้ำหมดและผสมกันได้

ต้องแบ่งให้ปุ๋ยกี่ครั้ง

เอกสารมหาวิทยาลัยสุรนารีแนะนำให้ใส่ครั้งละน้อยและแบ่งหลายครั้ง ไม่น้อยกว่า 8 ครั้ง ส่วนงานลำไยของกรมวิชาการเกษตรแบ่งให้ทุกสัปดาห์ แต่จำนวนครั้งที่เหมาะสมขึ้นกับพืชและระยะการเจริญเติบโต ควรสอบถามเกษตรอำเภอ

ปุ๋ยอินทรีย์หรือน้ำหมักปล่อยผ่านน้ำหยดได้ไหม

ไม่แนะนำให้ปล่อยของที่มีเศษแขวนลอยผ่านน้ำหยดโดยไม่กรองให้ใสก่อน เพราะอุดหัวหยดได้ง่าย เรื่องนี้มีผลกรณีไฮโดรโปนิกส์ที่เขียนไว้ใน ใส่ปุ๋ยน้ำหมักมูลไส้เดือนในระบบไฮโดรโปนิกส์แล้วรากเน่า ท่ออุดตัน ซึ่งอธิบายสาเหตุอย่างละเอียด

ปุ๋ยผ่านน้ำหยดทำให้ผลผลิตเพิ่มเสมอหรือไม่

ไม่ใช่ทุกกรณี ในงานทดลองลำไยของกรมวิชาการเกษตร ปี 2562 ผลผลิตไม่ต่างกันทางสถิติ และมาต่างกันชัดเจนในปี 2563 ผลจึงขึ้นกับฤดู ราคา ดิน และการจัดการ ควรเริ่มทดลองกับแปลงเล็กก่อนและเปรียบเทียบกับแปลงเดิม

ควรปรึกษาใครเมื่อจะออกแบบระบบจริง

ติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอ ศูนย์วิจัยและพัฒนาของกรมวิชาการเกษตรในพื้นที่ หรือผู้ออกแบบระบบน้ำที่เชื่อถือได้ พร้อมนำผลวิเคราะห์ดินและน้ำไปด้วย