ดิน น้ำ ปุ๋ยเผยแพร่ 15 ตุลาคม 2569

ทำปุ๋ยน้ำพ่นทางใบเองจากเศษพืชหรือปลา ใช้ได้จริงไหม และข้อควรระวัง

น้ำหมักชีวภาพทำเองใช้ได้จริงในฐานะสารกระตุ้น ไม่ใช่ปุ๋ยหลัก สูตรกรมพัฒนาที่ดิน อัตราเจือจาง 1 ต่อ 1,000 ข้อควรระวังใบไหม้ กลิ่นเน่า และอายุการเก็บ ณ ต.ค. 2569

ทำปุ๋ยน้ำพ่นทางใบเองจากเศษพืชหรือปลา ใช้ได้จริงไหม และข้อควรระวัง

คำตอบสั้น ๆ

น้ำหมักชีวภาพที่ทำเองเป็นสารกระตุ้นเจือจาง ไม่ใช่ปุ๋ยแทนเคมี บทความสรุปสูตร อัตราเจือจาง ตัวอย่างคำนวณธาตุอาหาร และข้อควรระวังตามเอกสารกรมพัฒนาที่ดินและ สวพส.

คำตอบเร็ว: ใช้ได้จริงในฐานะสารกระตุ้นการเจริญเติบโตที่เจือจางมาก ไม่ใช่ปุ๋ยแทนยูเรียหรือสูตรเกรดสำเร็จรูป กรมวิชาการเกษตรเคยรวบรวมสูตรน้ำหมักทั่วประเทศแล้วพบว่าส่วนใหญ่มีคุณสมบัติเป็นปุ๋ยน้อยมาก และใกล้เคียงฮอร์โมนมากกว่า เอกสารกรมพัฒนาที่ดินให้เจือจาง 1 ต่อ 1,000 สำหรับผักและไม้ดอก 1 ต่อ 500 สำหรับไม้ผล ข้อควรระวังหลักคือความเป็นกรด (ใบไหม้ถ้าเข้มข้นเกิน) กลิ่นเน่าแปลว่าไม่ควรใช้ และของที่หมักนานเกินไปเสื่อมคุณภาพ ข้อมูล ณ ต.ค. 2569

เกษตรกรที่ทำน้ำหมักเองมักถูกถามสองเรื่องจากเพื่อนบ้านคือ ทำเสร็จแล้วใช้ได้ผลจริงหรือเปล่า กับเอาไปพ่นผักที่จะกินสดจะปลอดภัยไหม บทความนี้ไม่ได้ชวนให้ทำและไม่ได้ห้าม แต่เรียงตามแนว "ถ้าเป็นแบบนี้ ให้ทำแบบนั้น" โดยอิงเอกสารสองชิ้นที่เปิดอ่านได้จริง คือแผ่นพับน้ำหมักชีวภาพสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 ของกรมพัฒนาที่ดิน และบทความขององค์ความรู้ สวพส. ที่เรียบเรียงโดย ดร.เพชรดา อยู่สุข ซึ่งอ้างงานของกรมวิชาการเกษตร ตัวเลขทุกตัวในบทความมาจากสองแหล่งนี้หรือเป็นการคำนวณที่บอกฐานไว้ชัดเจน

น้ำหมักชีวภาพคืออะไรกันแน่ ปุ๋ยหรือฮอร์โมน

ภาพประกอบ น้ำหมักชีวภาพคืออะไรกันแน่ ปุ๋ยหรือฮอร์โมน

แผ่นพับของกรมพัฒนาที่ดินอธิบายน้ำหมักชีวภาพว่าเป็นของเหลวที่ได้จากการย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากพืชหรือสัตว์ที่สดอวบน้ำหรือมีความชื้นสูง โดยอาศัยจุลินทรีย์ทั้งในสภาพมีออกซิเจนและมีออกซิเจนน้อย ได้สารจำพวกออกซิน จิบเบอเรลลิน ไซโตไคนิน และกรดอินทรีย์หลายชนิด เช่น กรดแลคติก กรดอะซิติก กรดอะมิโน และกรดฮิวมิก ส่วนบทความของ สวพส. (24 พฤษภาคม 2565) บอกตรง ๆ ว่ากรมวิชาการเกษตรเคยจัดพิมพ์เอกสารคุณสมบัติของน้ำหมักหลายสูตรจากทั่วประเทศ และพบว่าส่วนใหญ่มีคุณสมบัติเป็นปุ๋ยน้อยมาก คล้ายฮอร์โมนมากกว่า จึงเสนอให้เรียกให้ถูกว่า "น้ำหมักชีวภาพ" ไม่ใช่ปุ๋ยน้ำ

แผ่นพับกรมพัฒนาที่ดินมีตารางธาตุอาหารหลักของน้ำหมักจากวัสดุต่างชนิด ตามรายงานในแผ่นพับ ตัวเลขเป็นเปอร์เซ็นต์ของไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม และฮอร์โมนในหน่วยมิลลิกรัมต่อลิตร

วัสดุหมักN-P-K (เปอร์เซ็นต์)ออกซิน-จิบเบอเรลลิน-ไซโตไคนิน (มก./ลิตร)
ผักและผลไม้0.14 - 0.04 - 0.53ผักกินใบ 4.43 - 16.57 - 22.64 / ผักกินผล 0.27 - 28.93 - 11.28
ปลา0.98 - 1.12 - 1.034.01 - 33.07 - 3.05
หอยเชอรี่0.75 - 0.24 - 0.896.85 - 37.14 - 13.62
น้ำนมดิบ0.38 - 0.19 - 0.601.63 - 17.18 - 15.12

ตัวเลขหลักไม่ถึง 1.2 เปอร์เซ็นต์แม้ในสูตรที่สูงที่สุด เทียบกับปุ๋ยเคมีสูตรเกรดสำเร็จรูปที่ตัวเลขหลักสิบ จึงเห็นได้ว่าไม่ได้เป็นของที่มาแทนปุ๋ย ตัวเลขฮอร์โมนในตารางก็เป็นค่าจากการวิเคราะห์ตัวอย่างในแผ่นพับ ไม่ได้แปลว่าน้ำหมักทุกถังที่ทำเองจะได้ค่าเท่านี้ เพราะวัสดุ ฤดู และความสดต่างกัน ตัวเลขนี้เทียบกันเองในแต่ละแถวไม่ได้เพราะไม่ทราบวิธีวัดละเอียด

ตัวอย่างคำนวณ ธาตุอาหารที่แปลงได้รับจากการพ่นน้ำหมักปลาหนึ่งรอบ

ตัวอย่างนี้เป็นการคำนวณของผู้เขียน ใช้ตัวเลขจากแผ่นพับ กรมพัฒนาที่ดิน และมีสมมติฐานว่าน้ำหมัก 1 ลิตรหนักประมาณ 1 กิโลกรัม ซึ่งเป็นการประมาณ ไม่ใช่ค่าที่ตรวจวัด น้ำหมักปลามีไนโตรเจน 0.98 เปอร์เซ็นต์ ถ้า 1 กิโลกรัมมี 0.98 เปอร์เซ็นต์ก็เท่ากับไนโตรเจนประมาณ 9.8 กรัมต่อลิตร แผ่นพับให้ใช้น้ำหมัก 1 ลิตรต่อน้ำ 1,000 ลิตรในพื้นที่ 10 ไร่ นั่นคือราว 0.1 ลิตรต่อไร่ ซึ่งมีไนโตรเจน 9.8 คูณ 0.1 ได้ประมาณ 0.98 กรัมต่อไร่ต่อการพ่นหนึ่งรอบ เปรียบเทียบกับยูเรียที่มีไนโตรเจน 46 เปอร์เซ็นต์ ยูเรีย 1 กิโลกรัมให้ไนโตรเจน 460 กรัม ซึ่งมากกว่าราว 470 เท่า ถ้าเป็นน้ำหมักผักผลไม้ที่ N 0.14 เปอร์เซ็นต์ จะเหลือเพียงราว 0.14 กรัมต่อไร่ต่อรอบ

ข้อสรุปจากการคำนวณนี้คือ ถ้าหวังจะเติมไนโตรเจนให้พืชด้วยน้ำหมักที่เจือจางตามแผ่นพับ ต้องมีแหล่งธาตุอาหารหลักจากทางอื่นควบคู่ไปด้วย จะได้ผลหรือไม่ได้ผลก็อยู่กับกลไกฮอร์โมนและกรดอินทรีย์ซึ่งเอกสารที่เปิดอ่านได้ไม่ได้ให้ตัวเลขผลผลิตของพืชแต่ละชนิด ผู้เขียนจึงไม่ระบุว่าผลผลิตเพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์

ถ้าเป็นแบบนี้ ให้ทำแบบนั้น

ถ้า...ให้...ที่มา
มีเศษผัก ผลไม้ ต้นกล้วย ในแปลงและอยากลดต้นทุนหมักจากเศษที่ไม่เป็นโรคและไม่เน่า ใช้กากน้ำตาลเป็นอาหารจุลินทรีย์สวพส. แนะวัสดุจากแปลง เช่น เศษผักตัดแต่ง ขออย่าให้เป็นโรคหรือเน่า หรือต้นกล้วยทั้งต้น
จะใช้ปลาหรือหอยเชอรี่ ซึ่งย่อยยากเพิ่มสัดส่วนกากน้ำตาลแผ่นพับกรมพัฒนาที่ดิน (เทคนิคการผลิต)
เปิดถังแล้วกลิ่นเหม็นเน่า ไม่ใช่กลิ่นเปรี้ยวหรือกลิ่นผลไม้หมักอย่านำไปพ่นพืชสวพส. ระบุว่าน้ำหมักที่ดีกลิ่นต้องไม่เหม็น (เน่า)
หมักมานานเกิน 1 เดือนหลังเสร็จใช้ให้หมดไว หรือทดสอบก่อนใช้กับแปลงเล็กสวพส. ใช้ภายใน 1 เดือนหลังเสร็จ จะดีที่สุด และหลังจากนั้นเหลือแต่ไนโตรเจน แผ่นพับกรมพัฒนาที่ดินให้ใช้หมดใน 6 เดือน และดีที่สุดใน 1 เดือน
จะพ่นทางใบครั้งแรก ไม่รู้ว่าแรงเกินหรือเปล่าเริ่มที่ 1 ต่อ 1,000 หรือ 1 ต่อ 500 ตามที่ สวพส. แนะสวพส. ระบุว่าเข้มข้นเกินอาจทำให้ใบไหม้
ผักที่จะกินสดหรือขายตลาดสดเก็บบันทึกวัสดุและวันที่ทำ ล้างผักตามปกติ และหยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยวช่วงหนึ่งตามที่คุณกำหนดเองจากความเสี่ยงของแปลงข้อเสนอของผู้เขียน ไม่มีเอกสารที่เปิดอ่านได้ระบุระยะหยุดพ่นของน้ำหมัก
คิดจะบรรจุขวดขายสอบถามกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดินก่อนว่าต้องขึ้นทะเบียนหรือแสดงฉลากอย่างไรผู้เขียนไม่พบประกาศทางการที่เปิดอ่านได้ครบถ้วนเรื่องนี้

สูตรหมักตามแผ่นพับกรมพัฒนาที่ดิน (ขนาด 50 ลิตร)

แผ่นพับให้สองสูตรหลัก สูตรแรกเป็นวัสดุจากพืช (ผักกินใบ ผักกินผล ผลไม้) 40 กิโลกรัม กากน้ำตาล 10 กิโลกรัม น้ำ 10 ลิตร และสารเร่งซุปเปอร์ พด.2 จำนวน 1 ซอง สูตรที่สองเป็นวัสดุจากสัตว์ (ปลา หอยเชอรี่ รกหมู) 30 กิโลกรัม ผลไม้ 10 กิโลกรัม กากน้ำตาล 10 กิโลกรัม น้ำ 10 ลิตร และ พด.2 จำนวน 1 ซอง วัสดุทดแทนที่แผ่นพับระบุสำหรับกากน้ำตาล 10 กิโลกรัมคือน้ำตาลทราย 5 กิโลกรัม หรือน้ำอ้อย 10 ลิตร และมีตัวอย่างวัสดุอื่นเช่นฝักจามจุรี 20 กิโลกรัม ลำไย 30 กิโลกรัม

  1. สับวัสดุเป็นชิ้นเล็ก
  2. ผสมกากน้ำตาลกับน้ำในถังหมัก
  3. ใส่สารเร่ง พด.2 คนประมาณ 5 นาที
  4. ใส่วัสดุลงถัง
  5. คนให้เข้ากัน กวนวันละ 1 ถึง 2 ครั้ง ปิดฝาให้สนิท ตั้งในที่ร่ม
  6. กรองเอากากออกเมื่อหมักสมบูรณ์ สังเกตจากไม่มีฟองก๊าซ กลิ่นแอลกอฮอล์ลดลง มีกลิ่นเปรี้ยวเพิ่มขึ้น และค่า pH 3 ถึง 4
  7. กรอกใส่ถังทึบแสง เก็บในที่ร่ม

แผ่นพับเพิ่มเทคนิคว่าควรเลือกวัสดุที่มีคุณภาพและไม่เป็นโรค เติมน้ำให้ท่วมวัสดุเพื่อกันราดำ และหากใช้วัสดุย่อยยากอย่างปลาให้เพิ่มสัดส่วนกากน้ำตาล ผู้เขียนสังเกตว่ามีรายละเอียดที่แผ่นพับไม่ได้ระบุ คือจำนวนวันหมักที่ตายตัว เพราะระยะเวลาขึ้นกับอุณหภูมิและวัสดุ จึงให้ใช้สัญญาณ 4 อย่างข้างต้นเป็นตัวตัดสินแทนปฏิทิน ส่วนสูตรไข่ไก่ที่ สวพส. ใช้ (ไข่ 5 กิโลกรัมทั้งเปลือกปั่น กากน้ำตาล 5 กิโลกรัม ยาคูลท์ 1 ขวด แป้งข้าวหมาก 1 ก้อน) หมัก 14 วันช่วงร้อน 21 วันช่วงหนาว และสูตรไล่แมลงใช้พืชสมุนไพร 3 ส่วนต่อกากน้ำตาล 1 ส่วน มาจากประสบการณ์ของทีมผู้เขียนตามบทความ ไม่ใช่มาตรฐานที่ผ่านการรับรอง

รายละเอียดที่ทำให้ถังพลาดบ่อยในทางปฏิบัติ

ถังที่ฝาปิดสนิทเกินไปในช่วงแรกอาจดันฝาเพราะก๊าซ ซึ่งเป็นเหตุให้แผ่นพับให้สังเกตว่า "ไม่พบฟองก๊าซ" ก่อนกรอง ถ้าไม่เห็นฟองแต่ผิวมีเชื้อราสีขาวฟูหรือดำ แสดงว่าวัสดุโผล่พ้นน้ำ ให้กดวัสดุให้จมเสมอ ส่วนปลาที่มีกลิ่นแรง คนที่ทำจริงมักเลี่ยงวางถังใกล้บ้านเพราะแมลงวันตอมและกลิ่น จึงต้องหาที่ร่มนอกตัวบ้านที่ฝาปิดได้ นี่เป็นข้อสังเกตหน้างานของผู้เขียน ไม่ได้มาจากแผ่นพับ

อัตราเจือจางที่เอกสารระบุ

พืช/การใช้อัตราตามเอกสารแหล่ง
พืชผักและไม้ดอกน้ำหมัก 1 ลิตร ต่อน้ำ 1,000 ลิตร ในพื้นที่ 10 ไร่ ฉีดพ่นหรือรดดิน ทุก 10 วันกรมพัฒนาที่ดิน
ไม้ผลน้ำหมัก 1 ลิตร ต่อน้ำ 500 ลิตร ในพื้นที่ 2 ไร่ ฉีดพ่นหรือรดดิน ทุก 1 เดือน ก่อนออกดอกและช่วงติดผลกรมพัฒนาที่ดิน
พืชไร่น้ำหมัก 20 ซีซี ต่อน้ำ 100 ลิตร ในพื้นที่ 1 ไร่ ทุก 10 วัน ก่อนออกดอกและติดผลกรมพัฒนาที่ดิน
เริ่มต้นสำหรับผัก1 ต่อ 1,000 หรือ 1 ต่อ 500 หรือน้ำ 20 ลิตร ต่อน้ำหมัก 2 ช้อนโต๊ะสวพส. (24 พ.ค. 2565)

เมื่อแปลงเป็นถังพ่น 20 ลิตร อัตรา 1 ต่อ 1,000 เท่ากับน้ำหมัก 20 มิลลิลิตร ส่วน 1 ต่อ 500 เท่ากับ 40 มิลลิลิตร ส่วนสองช้อนโต๊ะคือราว 30 มิลลิลิตรถ้านับช้อนโต๊ะละ 15 มิลลิลิตร ซึ่งเป็นการแปลงของผู้เขียนและเทียบเท่ากับราว 1 ต่อ 670 จึงอยู่ระหว่างสองอัตราข้างต้น ควรตวงด้วยกระบอกฉีดยาหรือถ้วยตวงมากกว่าการกะด้วยช้อนในครัว เพราะช้อนแต่ละอันขนาดไม่เท่ากัน

เรื่องอัตราสำหรับพืชแต่ละชนิดที่ละเอียดกว่านี้ ผู้เขียนไม่พบตัวเลขที่เปิดอ่านได้จากหน่วยงานรัฐ จึงไม่ขอเขียนเพิ่ม ถ้ามีพืชที่ไวต่อกรดหรือใบบาง เช่น ผักใบอ่อน ให้เริ่มจากอัตราเจือจางสุดและทดสอบกับต้นไม่กี่ต้นก่อน

แผนทดลองในแปลงเล็กก่อนพ่นทั้งแปลง (ข้อเสนอของผู้เขียน)

เอกสารที่อ้างไม่ได้กำหนดวิธีทดสอบ ข้อเสนอนี้เป็นแนวปฏิบัติของผู้เขียนเพื่อกันความเสี่ยงของใบไหม้ ให้แบ่งแถวเดียวกันออกเป็นสามกลุ่มกลุ่มละ 5 ต้นขึ้นไป กลุ่มแรกพ่นน้ำเปล่า กลุ่มสองพ่นน้ำหมัก 1 ต่อ 1,000 กลุ่มสามพ่น 1 ต่อ 500 พ่นเวลาเช้าหรือเย็นที่แดดไม่จัด จดวันที่ ใบ และสีใบไว้ แล้วกลับมาดูหลัง 2 ถึง 3 วัน และอีกครั้งหลัง 7 ถึง 10 วัน ถ้ากลุ่มที่พ่นน้ำหมักมีใบไหม้หรือขอบใบแห้งกว่ากลุ่มน้ำเปล่า ให้ลดความเข้มข้นหรือหยุดใช้ ถ้าไม่มีความต่างเลยก็ยังไม่ควรสรุปว่าได้ผล เพราะแปลงเดียวรอบเดียวบอกไม่ได้ ต้องดูซ้ำหลายรอบ

เรื่องเวลาพ่นและแดดจัด ควรอ่านเพิ่มที่ ข้อผิดพลาดเรื่องฉีดปุ๋ยทางใบตอนแดดจัด ส่วนการเลือกว่าจะให้ธาตุอาหารทางใบหรือทางดินดูที่ ปุ๋ยทางใบกับทางดิน ช่วงไหนควรใช้แบบไหน และธาตุอาหารที่ให้ทางใบได้ผลจริงอยู่ใน ธาตุอาหาร 4 ชนิดที่ให้ทางใบได้ผลจริง ส่วนถ้าตั้งใจทำจากปลาโดยเฉพาะ มีรายละเอียดต่างหากใน น้ำหมักปลาทะเลเป็นปุ๋ยทางใบ ทำเองใช้ได้ผลจริงไหม

ข้อดีที่เอกสารกล่าวถึง และข้อควรระวัง

บทความ สวพส. ให้เหตุผลสนับสนุนการทำเอง 3 ข้อ คือ ประหยัดต้นทุนเพราะหาวัสดุจากแปลงได้ ใช้ปริมาณน้อย และปลอดภัยกว่า เพราะผู้เขียนเคยนำน้ำหมักสำเร็จรูปบางชนิดไปตรวจสารเคมีตกค้างแล้วพบสารเคมี ข้อสังเกตหลังนี้เป็นประสบการณ์ของผู้เขียนบทความ ไม่ได้เป็นผลสำรวจทั่วไปของผลิตภัณฑ์ทั้งตลาด จึงอย่านำไปสรุปว่าของสำเร็จรูปทุกยี่ห้อมีสารปนเปื้อน บทความยังระบุว่าถ้าเกษตรกรทำเองก็อธิบายแหล่งวัตถุดิบให้ผู้ตรวจรับรองแปลงอินทรีย์ได้ ซึ่งเป็นประโยชน์จริงสำหรับคนที่ทำเกษตรอินทรีย์

ส่วนข้อควรระวังจากทั้งสองเอกสารคือ เป็นกรดจึงอาจทำให้ใบไหม้ถ้าเข้มข้นเกิน ต้องระวังกลิ่นเน่า ควรทำปริมาณน้อยแต่ทำบ่อย และใช้ภายใน 1 ถึง 2 เดือนตามคำแนะนำ สวพส. ในแง่สุขอนามัย ผักกินสดเป็นกรณีที่ควรระวังเป็นพิเศษ เพราะถ้าวัสดุเน่าหรือหมักไม่สมบูรณ์ ส่วนที่ติดใบอาจมีเชื้อได้ เอกสารที่เปิดอ่านได้ไม่ได้ให้ตัวเลขทดสอบเชื้อในน้ำหมัก ผู้เขียนจึงแนะนำเชิงหลักการเท่านั้น คือใช้เฉพาะถังที่กลิ่นปกติ และล้างผักตามปกติก่อนบริโภค

ความผิดพลาดที่พบบ่อยของคนทำน้ำหมักเอง

  • เข้าใจว่าเป็นปุ๋ยหลัก จากตัวเลข N-P-K ของแผ่นพับ น้ำหมักปลายังมีไนโตรเจนไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อเจือจาง 1 ต่อ 1,000 ได้ธาตุน้อยมากต่อไร่ ตามตัวอย่างคำนวณข้างต้น
  • พ่นเข้มข้นเกินเพราะอยากให้เห็นผลเร็ว น้ำหมักเป็นกรด สวพส. เตือนว่าใบไหม้ได้ ให้เริ่มจากอัตราที่เอกสารระบุ
  • ใช้วัสดุที่เป็นโรคหรือเริ่มเน่า แผ่นพับให้เลือกวัสดุที่ไม่เป็นโรค และ สวพส. ขออย่าให้เป็นโรคหรือเน่าเสีย
  • เปิดถังบ่อยและปล่อยให้วัสดุลอยพ้นน้ำ แผ่นพับให้ท่วมวัสดุเพื่อกันราดำ ถ้าลอยพ้นผิวจะเกิดรา
  • เก็บค้างเกินระยะที่เอกสารแนะนำ สวพส. ให้ใช้ภายใน 1 ถึง 2 เดือน และแผ่นพับกรมพัฒนาที่ดินให้ใช้ให้หมดภายใน 6 เดือน เก็บในถังทึบแสงที่ร่ม
  • ซื้อสารเร่งมาสูตรหนึ่งแล้วใช้ปนกับผสมหลายสูตรโดยไม่จด เวลาเกิดปัญหาจะบอกไม่ได้ว่าถังไหนเป็นต้นเหตุ ควรเขียนวันที่ วัสดุ และปริมาณไว้ที่ข้างถัง

สรุป

น้ำหมักชีวภาพที่ทำเองเป็นสารกระตุ้นเจือจางที่ต้นทุนต่ำ ไม่ใช่ปุ๋ยทดแทน เริ่มที่อัตรา 1 ต่อ 1,000 หรือ 1 ต่อ 500 ทดลองกับต้นไม่กี่ต้น ดูใบ 2 ถึง 3 วัน และไม่ใช้ถังที่กลิ่นเน่า ใช้ให้หมดภายใน 1 ถึง 2 เดือน จดวัสดุและวันที่ ส่วนเรื่องขายหรือขึ้นทะเบียนให้ถามหน่วยงานโดยตรง เพราะยังไม่มีประกาศชัดที่ผู้เขียนเปิดอ่านได้ ข้อมูล ณ ต.ค. 2569

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมพัฒนาที่ดิน กองเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน — แผ่นพับ "เร่งการเจริญเติบโตของพืชด้วยน้ำหมักชีวภาพ สารเร่งซุปเปอร์ พด.2" — สูตร 50 ลิตร ขั้นตอน สัญญาณหมักเสร็จ ตารางธาตุอาหารและฮอร์โมน อัตราการใช้ https://service.ldd.go.th/service64/pdf/Sto/2.pdf
  • 📄สถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) สวพส. — "น้ำหมักชีวภาพพืชผักชอบ" โดย ดร.เพชรดา อยู่สุข (24 พฤษภาคม 2565) — ข้อสังเกตของกรมวิชาการเกษตรเรื่องคุณสมบัติ อัตราเจือจางเริ่มต้น ข้อควรระวังและอายุการใช้งาน https://www.hrdi.or.th/articles/Detail/1521

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

น้ำหมักชีวภาพใช้แทนปุ๋ยเคมีได้ไหม

ไม่ควรเข้าใจแบบนั้น แผ่นพับของกรมพัฒนาที่ดินระบุ N-P-K ของน้ำหมักปลา 0.98-1.12-1.03 เปอร์เซ็นต์ และกรมวิชาการเกษตรตามบทความ สวพส. พบว่าส่วนใหญ่มีคุณสมบัติเป็นปุ๋ยน้อยมาก ใกล้เคียงฮอร์โมนมากกว่า

ผสมน้ำหมักกับน้ำเท่าไรถึงจะไม่ไหม้ใบ

เอกสารที่เปิดอ่านได้ให้จุดเริ่มต้น 1 ต่อ 1,000 หรือ 1 ต่อ 500 สำหรับผัก ไม่มีตัวเลขรับรองว่าอัตราไหนไม่ไหม้พืชทุกชนิด จึงควรทดลองกับต้นไม่กี่ต้นก่อนและดูใบหลัง 2 ถึง 3 วัน

น้ำหมักปลากับน้ำหมักผักผลไม้ต่างกันอย่างไร

ตามตารางของกรมพัฒนาที่ดิน น้ำหมักปลามีไนโตรเจน ฟอสฟอรัส โพแทสเซียมสูงกว่าน้ำหมักผักผลไม้ (0.98 ต่อ 0.14 เปอร์เซ็นต์ในไนโตรเจน) แต่ปลาย่อยยากจึงต้องเพิ่มกากน้ำตาล และกลิ่นแรงกว่า

หมักกี่วันถึงใช้ได้

แผ่นพับกรมพัฒนาที่ดินไม่ได้ระบุจำนวนวัน แต่ให้ดูสัญญาณ คือไม่มีฟองก๊าซ กลิ่นแอลกอฮอล์ลดลง กลิ่นเปรี้ยวเพิ่ม และ pH 3 ถึง 4 สูตรไข่ไก่ของ สวพส. ระบุ 14 วันช่วงร้อนและ 21 วันช่วงหนาว

น้ำหมักที่ทำเองเก็บได้นานเท่าไร

แผ่นพับกรมพัฒนาที่ดินแนะนำให้ใช้ให้หมดภายใน 6 เดือน และให้ใช้ภายใน 1 เดือนเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด สวพส. แนะนำให้ทำปริมาณน้อยแต่บ่อย และใช้ภายใน 1 ถึง 2 เดือน

ขวดที่ทำเองเอาไปขายได้ไหม

ผู้เขียนไม่พบประกาศทางการที่เปิดอ่านได้ครบถ้วนสำหรับกรณีนี้ จึงไม่ฟันธง ให้สอบถามกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดินก่อนเริ่มขาย เรื่องข้อกำหนดการขึ้นทะเบียนหรือแสดงฉลาก