คำตอบสั้น ๆ
ทุเรียนพ่นปุ๋ยทางใบได้ แต่ไม่ได้พ่นเหมือนกันทุกระยะ บทความนี้แยกตามใบเพสลาด เตรียมออกดอก และดอกอายุ 6 สัปดาห์ โดยอิงตัวเลขคู่มือกรมวิชาการเกษตร และบอกตรง ๆ ว่าจุดไหนเอกสารยังไม่ได้ระบุ
คำตอบสั้น: คู่มือกรมวิชาการเกษตร (ก.ย. 2566) ให้พ่นสูตรสมดุล 15-30-15 หรือ 20-20-20 อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ในช่วงใบเพสลาด 1-2 ครั้ง ช่วงเตรียมออกดอกใช้โพแทสเซียมไนเตรต (13-0-46) เฉพาะเมื่อต้นออกดอกน้อยตามเกณฑ์ และช่วงดอกอายุ 6 สัปดาห์ให้แคลเซียมกับโบรอนหนึ่งครั้ง ส่วนไนโตรเจนเป็นหลักในใบอ่อนอย่างเดียวไม่พอ ต้องดูผลวิเคราะห์ใบและดินควบคู่ ข้อมูล ณ ต.ค. 2569
คนทำสวนทุเรียนมักได้ยินคำแนะนำว่า "แตกใบอ่อนให้พ่นสูตรเสมอ ก่อนออกดอกให้พ่นสูตรตัวกลางสูง ติดผลแล้วพ่นแคลเซียมโบรอน" ฟังดูเป็นสูตรสำเร็จ แต่พอเปิดเอกสารราชการดูจริง ๆ จะพบว่าตัวเลขที่ระบุชัดมีไม่กี่จุด ที่เหลือเป็นการตัดสินใจของคนที่ยืนอยู่หน้าต้น บทความนี้แยกให้เห็นว่าอะไรมีตัวเลขรองรับ อะไรยังไม่มีประกาศชัด และอะไรเป็นเรื่องที่เจ้าของสวนต้องสังเกตเอง
เริ่มจากความจริงข้อแรก: ทุเรียนกินปุ๋ยทางดินเป็นหลัก ทางใบเป็นตัวเสริม
คู่มือการใช้ปุ๋ยไม้ผลของกรมวิชาการเกษตร ฉบับเดือนกันยายน 2566 วางโครงการให้ปุ๋ยทุเรียนไว้ทางดินเป็นหลัก คือแบ่งใส่ปีละ 4 ช่วง ได้แก่ ช่วงบำรุงต้นหลังเก็บเกี่ยวใช้สูตร 20-10-10 ช่วงสร้างตาดอกและบำรุงผลใช้สูตร 13-13-21 และช่วงก่อนเก็บเกี่ยวประมาณ 2 เดือนใช้สูตร 0-0-50 ปุ๋ยทางใบในเอกสารเดียวกันถูกจัดเป็นทางเลือกตามระยะหรือใช้แก้อาการขาดธาตุ ไม่ได้ถูกวางให้ทดแทนปุ๋ยทางดิน
เหตุผลเชิงตัวเลขอยู่ในเอกสารเดียวกัน คือทุเรียนเก็บผลผลิตออกจากสวนหนึ่งตัน จะพาโพแทสเซียมออกไปประมาณ 4.39-5.37 กิโลกรัม ถ้าลองคิดว่าพ่นโพแทสเซียมทางใบด้วยสูตรที่ผสมน้ำ 20 ลิตรได้ไม่กี่สิบกรัมต่อถัง ปริมาณที่เข้าไปทางใบต่อรอบเทียบกับที่ผลดึงออกไปต่อตันแล้วห่างกันมาก ทางใบจึงเหมาะกับการเติมช่วงที่รากรับไม่ทัน เช่น ช่วงดินแฉะ รากเสีย หรือช่วงที่ต้นต้องการธาตุเร็วเกินกว่าปุ๋ยเม็ดจะละลายตาม
ถ้าอยากเข้าใจภาพรวมว่าเมื่อไหร่ทางใบคุ้มกว่าทางดิน อ่านเทียบกับบทความ ปุ๋ยทางใบกับทางดิน ต่างกันอย่างไรและควรให้ตอนไหน ประกอบกัน เพราะบทความนี้เจาะเฉพาะทุเรียนแยกตามระยะ
ช่วงแตกใบอ่อน: พ่นตอนใบเพสลาด ไม่ใช่ตอนยอดอ่อนเพิ่งโผล่
จุดที่เอกสารกรมวิชาการเกษตรระบุตัวเลขชัดที่สุดสำหรับทุเรียนคือช่วงใบเพสลาด คือใบที่โตเต็มขนาดแล้วแต่ยังไม่แก่จัด สีเขียวอ่อนเริ่มเข้มและเริ่มแข็ง คู่มือให้พ่นปุ๋ยสูตร 15-30-15 หรือ 20-20-20 อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร จำนวน 1-2 ครั้ง
ภาคสนามจริงมีรายละเอียดที่คู่มือไม่ได้เขียน และเป็นจุดที่คนพลาดบ่อย
- ต้นทุเรียนแตกใบอ่อนไม่พร้อมกันทั้งต้นเสมอไป กิ่งทางทิศที่ได้แดดมากมักแก่เร็วกว่า ถ้ารอให้ทั้งต้นเพสลาดพร้อมกัน บางกิ่งอาจแก่เกินช่วงที่คู่มือหมายถึง ให้ใช้เกณฑ์ว่าใบชุดส่วนใหญ่ของต้นอยู่ในระยะเพสลาด แล้วจดวันไว้ในสมุดสวน
- ใบอ่อนที่ยังเป็นสีเขียวอมน้ำตาลหรือแดงอ่อนบอบบาง ผิวใบบางกว่าใบเพสลาดมาก พ่นด้วยสารละลายเข้มข้นแล้วมีโอกาสใบไหม้ขอบใบ เอกสารที่ผมเปิดไม่ได้ให้อัตราสำหรับช่วงยอดอ่อนโดยเฉพาะ จึงไม่ควรเอาตัวเลข 60 กรัมไปใช้กับช่วงนั้น
- แตกใบอ่อนตอนฝนชุกมักมีโรคใบจุดและโรคใบติดตามมา การพ่นปุ๋ยหนักทับช่วงใบชื้นตลอดวันทำให้ใบเปียกนาน ควรเลือกช่วงเช้าที่ใบแห้งหมาดแล้ว หรือเย็นที่ยังไม่มีน้ำค้างหนัก
อีกเรื่องที่มักสับสนคือ "ตัวกลางสูง" กับ "สูตรเสมอ" ในช่วงใบอ่อน คำแนะนำที่แพร่หลายในกลุ่มชาวสวนมักให้ไนโตรเจนสูงเพื่อเร่งใบ แต่คู่มือกรมวิชาการเกษตรที่ผมเปิดอ่านใช้สูตรที่ตัวกลางสูงหรือสูตรเสมอ คือ 15-30-15 หรือ 20-20-20 ไม่ได้ระบุสูตรไนโตรเจนสูงสำหรับช่วงนี้ ผมจึงอิงตามที่เอกสารเขียนไว้
ช่วงเตรียมออกดอก: พ่นโพแทสเซียมไนเตรตเมื่อไหร่ และเมื่อไหร่ไม่ควรพ่น
คู่มือฉบับเดียวกันให้ใช้โพแทสเซียมไนเตรต สูตร 13-0-46 ในอัตรา 100-200 กรัม ผสมสารสกัดสาหร่ายทะเล 60 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร แต่มีเงื่อนไขกำกับชัดว่าใช้ในกรณีที่ต้นออกดอกน้อย คือน้อยกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของกิ่ง หรือน้อยกว่า 3 ช่อดอกต่อความยาวกิ่งหนึ่งเมตร ถ้าต้นออกดอกดีอยู่แล้วเกินเกณฑ์นี้ ไม่มีเหตุผลต้องกระตุ้นเพิ่ม
วิธีนับที่ใช้ได้จริงในสวน คือเดินไปที่ต้นตัวอย่างสัก 5-10 ต้น เลือกกิ่งที่ออกดอกได้ ใช้ไม้วัดหรือสายวัดวัดกิ่งยาวหนึ่งเมตรแล้วนับช่อดอกบนกิ่งนั้น จดไว้ทีละต้น ใครเคยนับจะรู้ว่าตาที่เห็นด้วยตาเปล่าจากพื้นกับที่นับบนกิ่งต่างกันมาก การเดาด้วยสายตาจากใต้ต้นมักประเมินสูงกว่าจริง
เรื่องที่เอกสารไม่ได้ตอบ คือจะพ่นกี่ครั้งและห่างกันกี่วันในช่วงนี้ ผมไม่พบตัวเลขรอบพ่นที่ชัดในเอกสารที่เปิด จึงไม่ขอกำหนดเอง ถ้าจะเริ่มพ่นรอบแรก ให้ถามเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดที่ดูแลพื้นที่ เพราะช่วงออกดอกของทุเรียนต่างกันตามภาค ตามพันธุ์ และตามปีที่ฝนมาเร็วหรือช้า
สิ่งที่ควรระวังในทางปฏิบัติ คือสารสกัดสาหร่ายและโพแทสเซียมไนเตรตเป็นเกลือ ผสมเข้มเกินอัตราแล้วพ่นกลางแดดจัด ใบจะไหม้ได้ ถังผสมควรเริ่มจากละลายโพแทสเซียมไนเตรตในน้ำสะอาดก่อนจนหมดเม็ด แล้วจึงเติมสารสกัดสาหร่าย อย่าเทผงลงน้ำที่มีสารสกัดอยู่แล้วเพราะเม็ดจะจับตัวเป็นก้อน
ช่วงดอก: แคลเซียมกับโบรอน ตอนดอกอายุ 6 สัปดาห์
ช่วงติดผล คู่มือกำหนดให้พ่นแคลเซียมร่วมกับโบรอนหนึ่งครั้งเมื่อดอกมีอายุ 6 สัปดาห์ เอกสารระบุเวลาและชนิดธาตุชัด แต่ไม่ได้ให้ตัวเลขอัตราเฉพาะสำหรับขั้นตอนนี้ ผมจึงไม่ใส่อัตราเฉพาะกิจ
ตารางที่ 1 ในคู่มือเดียวกันให้อัตราพ่นทางใบเพื่อแก้อาการขาดธาตุ ต่อน้ำ 100 ลิตร ไว้ดังนี้ ซึ่งเป็นอัตราสำหรับแก้อาการขาดธาตุ ไม่ใช่อัตราของช่วงดอก ใช้ดูขนาดเท่านั้น
| ธาตุ/ปุ๋ย | อัตราต่อน้ำ 100 ลิตร (แก้อาการขาดธาตุ) |
|---|---|
| ยูเรีย | 500-1,000 กรัม |
| โมโนโพแทสเซียมฟอสเฟต (MKP) | 125-250 กรัม |
| โพแทสเซียมซัลเฟตหรือโพแทสเซียมคลอไรด์ | 300-500 กรัม |
| แคลเซียมไนเตรต | 600 กรัม |
| แมกนีเซียมซัลเฟต | 1.5 กิโลกรัม |
| แมงกานีส | 100-200 กรัม |
| เหล็กซัลเฟต | 400 กรัม |
| สังกะสีซัลเฟต | 400 กรัม |
| ทองแดง | 100-200 กรัม |
| โบเรต (โบรอน) | 100 กรัม |
อ่านตารางนี้ให้ดีว่าอัตราต่อ 100 ลิตร ถ้าสวนใช้ถังพ่น 20 ลิตร ต้องหารห้า เช่น โบเรต 100 กรัมต่อ 100 ลิตร เท่ากับ 20 กรัมต่อถัง 20 ลิตร และแคลเซียมไนเตรต 600 กรัมต่อ 100 ลิตร เท่ากับ 120 กรัมต่อถัง 20 ลิตร (เป็นการหารเลขธรรมดา ไม่ใช่คำแนะนำตัวเลขใหม่) ส่วนผลิตภัณฑ์สำเร็จรูปที่ขายเป็นแคลเซียมโบรอนในท้องตลาด ความเข้มข้นของธาตุในขวดต่างกันมาก ให้ยึดตามฉลากเป็นหลัก
โบรอนเป็นธาตุที่ช่วงปลอดภัยแคบ ถ้าผสมเกินแล้วพ่นถี่ ใบจะเริ่มไหม้ที่ปลายและขอบ เมื่อมาตรฐานใบของทุเรียนในคู่มือคือโบรอน 30-70 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ช่วงนี้กว้างไม่ถึงสองเท่า ผู้ที่เก็บใบส่งวิเคราะห์ก่อนจะรู้ว่าสวนตนอยู่ตรงไหน ถ้าผลวิเคราะห์ใบมีโบรอนใกล้เกณฑ์สูงอยู่แล้ว การพ่นเพิ่มเป็นการเสี่ยงโดยไม่จำเป็น
ผลวิเคราะห์ใบ: มาตรฐานในคู่มือคือเข็มทิศ ไม่ใช่ดูด้วยตา
ใบทุเรียนที่เหลืองหรือซีดบอกได้ยากว่าขาดอะไร อาจเป็นไนโตรเจน เหล็ก แมกนีเซียม หรือรากเสียจากน้ำขังก็ได้ คู่มือกรมวิชาการเกษตรให้ค่ามาตรฐานระดับธาตุในใบทุเรียนไว้ ได้แก่ ไนโตรเจน 2.0-2.4 เปอร์เซ็นต์ โพแทสเซียม 1.5-2.5 เปอร์เซ็นต์ แคลเซียม 1.7-2.5 เปอร์เซ็นต์ และโบรอน 30-70 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ถ้าผลวิเคราะห์ใบอยู่ในช่วงนี้ แต่ใบดูซีด สาเหตุน่าจะอยู่ที่น้ำ ราก หรือโรค ไม่ใช่การขาดธาตุเหล่านี้ การพ่นปุ๋ยเพิ่มจึงไม่แก้
ปัญหาเหล็กในดินด่างเป็นกรณีเฉพาะที่ใบอ่อนเหลืองเส้นใบเขียว ซึ่งต้องแก้ที่ดินและค่า pH ก่อน อ่านเพิ่มได้ในบทความ การขาดธาตุเหล็กในดินด่าง ซึ่งอธิบายเหตุที่พ่นเหล็กแล้วเขียวชั่วคราวแต่กลับมาเหลืองอีก
ข้อควรทำก่อนเก็บใบ คือเก็บตัวอย่างใบในระยะและตำแหน่งเดียวกันทุกต้น ตามวิธีที่ห้องปฏิบัติการกำหนด ไม่ใช่เก็บใบเหลืองที่ตาเห็นเด่นสุด เพราะผลที่ได้จะบิดเบือน และถ้าจะเทียบผลปีต่อปี ต้องเก็บระยะเดียวกันทุกปี
ตารางสรุป: ระยะ ธาตุที่เน้น และสิ่งที่เอกสารยังไม่ได้บอก
| ระยะ | ธาตุหรือสูตรที่คู่มือระบุ | เงื่อนไขหรือช่องว่างที่ต้องรู้ |
|---|---|---|
| ใบเพสลาด | 15-30-15 หรือ 20-20-20 อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร 1-2 ครั้ง | ไม่มีอัตราเฉพาะสำหรับยอดอ่อนบางสีน้ำตาลแดง จึงไม่ควรใช้ตัวเลขนี้กับช่วงนั้น |
| เตรียมออกดอก | โพแทสเซียมไนเตรต 13-0-46 อัตรา 100-200 กรัมผสมสารสกัดสาหร่าย 60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร | ใช้เมื่อออกดอกน้อยกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของกิ่ง หรือน้อยกว่า 3 ช่อต่อกิ่งยาว 1 เมตร ไม่มีตัวเลขรอบพ่นในเอกสาร |
| ดอกอายุ 6 สัปดาห์ | แคลเซียมร่วมกับโบรอน หนึ่งครั้ง | ไม่มีอัตราเฉพาะช่วงนี้ในเอกสาร ให้ยึดฉลาก |
| แก้อาการขาดธาตุ | ตามตารางอัตราต่อน้ำ 100 ลิตรข้างต้น | ใช้เมื่อผลวิเคราะห์ใบหรืออาการชี้ว่าขาดจริง |
การคิดต้นทุนพ่นทางใบแบบชาวสวน: ตัวอย่างวิธีคำนวณ
ราคาปุ๋ยและแรงงานเปลี่ยนตามร้านและตามเดือน ผมจึงไม่ใส่ราคาตลาดเป็นตัวเลขจริง แต่ให้วิธีคิดที่ใช้ได้ทุกสวน ลองตั้งตัวอย่างสมมุติเพื่อดูโครงสร้างเท่านั้น
- ปริมาณน้ำที่พ่นต่อต้น ขึ้นกับขนาดทรงพุ่ม ทุเรียนต้นใหญ่อาจใช้น้ำหลายสิบลิตรต่อต้น ให้จับเวลาและตวงจริงจากสวนตัวเองสัก 3 ต้น ไม่ใช้ค่าเฉลี่ยของคนอื่น
- ปุ๋ยต่อต้น = ปริมาณน้ำที่ใช้ต่อต้น หารด้วย 20 คูณด้วยกรัมปุ๋ยต่อถัง ตัวอย่างสมมุติ ถ้าต้นหนึ่งใช้น้ำ 40 ลิตร สูตร 20-20-20 ที่ 60 กรัมต่อ 20 ลิตร จะใช้ปุ๋ย 120 กรัมต่อต้นต่อครั้ง
- ต้นทุนปุ๋ยต่อต้น = กรัมปุ๋ยที่ใช้ คูณราคาต่อกรัมจากใบเสร็จร้านที่ซื้อจริง ถ้าราคาถุงเปลี่ยนก็แทนค่าใหม่ได้เลย
- ค่าแรงและน้ำมันเครื่องพ่นต้องบวกเข้าไป ส่วนนี้มักถูกลืม แต่ในสวนที่ใช้เครื่องพ่นแรงดันสูงมักเป็นต้นทุนที่ใหญ่พอ ๆ กับค่าปุ๋ย
จากนั้นเทียบกับต้นทุนปุ๋ยทางดินต่อต้นช่วงเดียวกัน ถ้าพ่นทางใบแล้วต้นทุนต่อต้นต่ำกว่าอย่างชัดและมีเหตุผลทางอาการรองรับ จึงค่อยคุ้ม ถ้าไม่มีอาการและค่าวิเคราะห์ใบปกติ การพ่นเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น
ปุ๋ยน้ำหมักและน้ำปลาหมัก: ใช้ได้ แต่อย่าคิดแทนสูตรเคมี
ชาวสวนจำนวนไม่น้อยพ่นน้ำปลาหมักหรือปุ๋ยหมักน้ำแทน ผมไม่พบตัวเลขจากแหล่งทางการที่ระบุธาตุอาหารของน้ำหมักแต่ละสูตรแบบตายตัว เพราะวัตถุดิบและระยะหมักต่างกัน ถ้าจะใช้ ให้เข้าใจว่าส่วนที่ได้คือไนโตรเจนอินทรีย์และจุลธาตุเล็กน้อย ไม่ใช่โพแทสเซียมหรือแคลเซียมในระดับที่ผลทุเรียนต้องการ อ่านรายละเอียดเรื่องนี้ได้ที่บทความ ปุ๋ยน้ำปลาหมักพ่นทางใบ และถ้าสวนมีเปลือกทุเรียนเหลือทิ้ง บทความ ปุ๋ยหมักเปลือกทุเรียน ให้แนวคิดเอากลับเข้าดินแทนการเผาทิ้ง
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการพ่นปุ๋ยทางใบทุเรียน
- พ่นตามปฏิทินของเพื่อนบ้านโดยไม่ดูระยะต้นตัวเอง ทุเรียนแต่ละแปลงแตกใบไม่พร้อมกัน ใช้วันที่คนอื่นพ่นเป็นตัวตั้งแล้วคลาดระยะเพสลาดได้ง่าย
- ใช้อัตรา 60 กรัมกับยอดอ่อนที่ยังบาง ทั้งที่ตัวเลขนี้อ้างอิงช่วงใบเพสลาด ผลคือขอบใบไหม้และใบร่วง
- กระตุ้นดอกซ้ำทั้งที่ต้นออกดอกเกินเกณฑ์แล้ว เกณฑ์ 60 เปอร์เซ็นต์ของกิ่ง และ 3 ช่อต่อเมตรมีไว้ให้หยุดเมื่อพอแล้ว
- ผสมแคลเซียมกับฟอสเฟตหรือซัลเฟตในถังเดียวโดยไม่ทดลองผสมน้อย ๆ ก่อน เกลือบางคู่ตกตะกอนจนหัวพ่นอุดตัน ถ้าน้ำในถังขุ่นเป็นฝ้าหลังผสม ให้แยกพ่นคนละรอบ
- พ่นทางใบเพื่อแก้ปัญหาที่รากหรือน้ำ เช่น รากเน่า ดินแน่น น้ำขัง พ่นกี่ครั้งใบก็ไม่ดีขึ้น ให้ตรวจดินและการระบายน้ำก่อน
- ไม่จดอัตราและวันที่พ่น พอผลออกมาดีหรือเสีย ก็ไม่มีข้อมูลย้อนดูว่าทำอะไรไป ข้อนี้ต่อเนื่องไปถึงปีหน้า
เรื่องจังหวะเวลาที่คนพลาดกันบ่อยในหลายพืช มีบทความรวมไว้ที่ ข้อผิดพลาดเรื่องจังหวะพ่นปุ๋ยทางใบ ลองอ่านเทียบกับสวนตัวเอง
ถ้าฝนมาเร็วหรือแล้งยาวผิดปกติ ปรับอย่างไร
คู่มือกรมวิชาการเกษตรมีตารางน้ำตามระยะของทุเรียนไว้ด้วย ซึ่งผมอ่านแล้วเห็นว่าสัมพันธ์กับปุ๋ยโดยตรง คือรากทุเรียนจะดูดธาตุได้ดีเมื่อดินชื้นพอ ถ้าแล้งเกินและให้น้ำไม่ได้ ปุ๋ยเม็ดทางดินจะไม่ละลาย ต้นจึงขาดธาตุทั้งที่ใส่แล้ว กรณีนี้การพ่นทางใบช่วยได้ชั่วคราว แต่ต้องควบคุมความเข้มข้นให้ต่ำเพราะใบที่ขาดน้ำไวต่อเกลือ ควรเลือกพ่นตอนเช้ามืดเมื่อปากใบเปิดและอากาศเย็น
ในทางกลับกัน ถ้าฝนชุกต่อเนื่อง ปุ๋ยทางดินชะล้างและรากอ่อนแอ การพ่นทางใบได้เปรียบ แต่ช่วงที่ใบเปียกตลอดมักพ่นไม่ได้ผลเพราะปุ๋ยถูกล้าง คนที่ทำสวนมานานมักรอช่องฟ้าเปิดอย่างน้อยหลายชั่วโมงหลังพ่น เอกสารที่ผมเปิดไม่ได้ระบุจำนวนชั่วโมงที่ต้องปลอดฝน จึงไม่ขอกำหนดตัวเลข
สรุป
ทุเรียนพ่นปุ๋ยทางใบเป็นตัวเสริมของปุ๋ยทางดิน ไม่ใช่ตัวแทน ตัวเลขที่มีเอกสารกรมวิชาการเกษตรรองรับคือ 15-30-15 หรือ 20-20-20 อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรช่วงใบเพสลาด โพแทสเซียมไนเตรตเมื่อออกดอกน้อยกว่าเกณฑ์ และแคลเซียมกับโบรอนหนึ่งครั้งเมื่อดอกอายุ 6 สัปดาห์ ส่วนรอบพ่นช่วงเตรียมดอกและอัตราแคลเซียมโบรอนเฉพาะช่วงนี้ไม่มีตัวเลขชัด ให้ยึดฉลากและถามเกษตรอำเภอ ก่อนซื้ออะไรเพิ่ม ให้เก็บใบส่งวิเคราะห์เทียบมาตรฐานในคู่มือและจดอัตรากับวันที่พ่นทุกครั้ง ข้อมูล ณ ต.ค. 2569
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมวิชาการเกษตร — คู่มือการใช้ปุ๋ยไม้ผล ฉบับ ก.ย. 2566 (ทุเรียน ลำไย มะม่วง ตารางพ่นทางใบ มาตรฐานธาตุอาหารในใบ ตารางน้ำตามระยะ) (https://doa.go.th/share/attachment.php?aid=3161)
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
พ่นปุ๋ยและยาในแปลงต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันอะไร ทำอย่างไรไม่ให้ลมพัดกลับมาโดนตัว
ชุดป้องกันขั้นต่ำตามกรมควบคุมโรคคือหมวก แว่นครอบตา หน้ากากไส้กรอง เสื้อผ้ามิดชิด ถุงมือและบูทยาง และต้องยืนเหนือลมตามกรมส่งเสริมการเกษตร
ทำปุ๋ยน้ำพ่นทางใบเองจากเศษพืชหรือปลา ใช้ได้จริงไหม และข้อควรระวัง
น้ำหมักชีวภาพที่ทำเองเป็นสารกระตุ้นเจือจาง ไม่ใช่ปุ๋ยแทนเคมี บทความสรุปสูตร อัตราเจือจาง ตัวอย่างคำนวณธาตุอาหาร และข้อควรระวังตามเอกสารกรมพัฒนาที่ดินและ สวพส.
วิธีผสมสารจับใบกับปุ๋ยทางใบให้ถูกลำดับ และสัญญาณว่าผสมผิด
ลำดับผสมที่เอกสารรองรับคือยึดฉลากก่อน แล้วน้ำ ผงที่ทำสลัวร์รี ของเหลว และสารจับใบเป็นลำดับท้ายสุด พร้อมวิธี jar test และสัญญาณว่าผสมผิด
สารจับใบคืออะไร ใช้เมื่อไหร่ และไม่จำเป็นเมื่อไหร่
สารจับใบคือสารลดแรงตึงผิวหรือสารเสริมประสิทธิภาพที่ช่วยให้น้ำพ่นแผ่และเกาะใบได้ดีขึ้น ใช้เมื่อฉลากกำหนดหรือใบเปียกยาก และไม่จำเป็นเมื่อสูตรมีผสมมาแล้ว
ผสมปุ๋ยทางใบกับยาหรือสารอื่นถังเดียวกันได้ไหม ความเสี่ยงและข้อควรรู้
หน่วยงานรัฐให้ภาพเรื่องผสมปุ๋ยกับยาไม่เหมือนกัน บทความนี้สรุปความเสี่ยง วิธีทดสอบ jar test และเงื่อนไขตัดสินใจ โดยให้ฉลากเป็นตัวตัดสิน
พ่นปุ๋ยทางใบแล้วใบไหม ใบด่าง สาเหตุและวิธีแก้
ใบไหม้หลังพ่นปุ๋ยมักมาจากความเข้มข้น แดด หรือการผสมสาร ส่วนใบด่างอาจไม่เกี่ยวกับปุ๋ย บทความนี้ไล่อาการ สาเหตุ และวิธีแก้ตามลำดับ
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่
![[H&L]เทปปลูกถ่ายอวัยวะพืชเขตร้อน 2 ซม./3 ซม. - 100 ม. สายสวน PE, การแตะแบบยืดหยุ่นสําหรับต้นไม้มะม่วง/ทุเรียน, อุปกรณ์พืชสวนทนความร้อน](/_next/image?url=%2Fimages%2Fproducts%2F26537031132.webp&w=3840&q=55&dpl=dpl_q94GABuxdisDW9SD6myzNLEbekfu)
[H&L]เทปปลูกถ่ายอวัยวะพืชเขตร้อน 2 ซม./3 ซม. - 100 ม. สายสวน PE, การแตะแบบยืดหยุ่นสําหรับต้นไม้มะม่วง/ทุเรียน, อุปกรณ์พืชสวนทนความร้อน
ดูรายละเอียด
หนังสือ คู่มือ การผลิต และ ซื้อขาย ไม้ล้อม พันล้าน : เกษตร พันธุ์ไม้ การซื้อไม้ การปลูกไม้ การขายไม้ วิธีขุดไม้ใหญ่
ดูรายละเอียด
ส่งด่วน Zebra ZD230 เครื่องพิมพ์บาร์โค้ด พิมพ์ใบปะหน้า สติกเกอร์ พิมพ์ระบบ TT และ DT แถมฟรี สติกเกอร์ + หมึกริบบอน
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
ทุเรียนแตกใบอ่อนควรพ่นสูตรอะไร
คู่มือกรมวิชาการเกษตร (ก.ย. 2566) ระบุสูตร 15-30-15 หรือ 20-20-20 อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นช่วงใบเพสลาด 1-2 ครั้ง ไม่ได้ระบุอัตราสำหรับยอดอ่อนที่ยังบางมาก จึงควรรอให้ใบเข้าสู่ระยะเพสลาดก่อน
ก่อนออกดอกต้องพ่นโพแทสเซียมไนเตรตทุกครั้งหรือไม่
ไม่ต้อง คู่มือให้ใช้เมื่อต้นออกดอกน้อยกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของกิ่ง หรือน้อยกว่า 3 ช่อดอกต่อกิ่งยาว 1 เมตร ถ้าต้นออกดอกดีกว่าเกณฑ์อยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลต้องกระตุ้นเพิ่ม
แคลเซียมโบรอนพ่นตอนไหน
คู่มือระบุให้พ่นหนึ่งครั้งเมื่อดอกอายุ 6 สัปดาห์ ไม่มีอัตราเฉพาะช่วงนี้ในเอกสาร ให้ยึดอัตราตามฉลากผลิตภัณฑ์ และระวังโบรอนเพราะช่วงปลอดภัยแคบ
พ่นปุ๋ยทางใบแทนการใส่ปุ๋ยทางดินได้ไหม
ไม่เหมาะ คู่มือวางปุ๋ยทางดินปีละ 4 ช่วงเป็นหลัก และทุเรียนหนึ่งตันพาโพแทสเซียมออกไป 4.39-5.37 กิโลกรัม ปริมาณที่พ่นทางใบต่อรอบน้อยกว่ามาก ทางใบจึงเป็นตัวเสริม
ใบทุเรียนเหลือง ต้องขาดไนโตรเจนใช่ไหม
ไม่เสมอไป ใบเหลืองอาจเกิดจากขาดเหล็ก แมกนีเซียม รากเสีย หรือน้ำขัง ควรเก็บใบส่งวิเคราะห์เทียบมาตรฐานในคู่มือ เช่น ไนโตรเจน 2.0-2.4 เปอร์เซ็นต์ ก่อนตัดสินใจพ่นอะไร
ควรถามใครถ้าไม่แน่ใจเรื่องรอบพ่น
ถามเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดที่ดูแลพื้นที่ เพราะเอกสารที่ผมเปิดไม่ได้ระบุรอบพ่นช่วงเตรียมออกดอก และช่วงออกดอกของทุเรียนต่างกันตามภาคและปี
