คำตอบสั้น ๆ
สูตร 10-52-17, 0-52-34 และ 8-24-24 ต่างกันที่ตัวเลขและชนิดผลิตภัณฑ์ บทความนี้พาอ่านฉลาก เทียบตัวเลข และดูผลวิจัยไทยก่อนตัดสินใจซื้อ
คำตอบเร็ว: เลขสามตัวบนซองคือร้อยละโดยน้ำหนักของไนโตรเจน (N) ฟอสฟอรัสในรูป P2O5 และโพแทสเซียมในรูป K2O ตามลำดับ สูตรอย่าง 10-52-17 และ 0-52-34 ขายในชื่อ "เร่งดอก" แต่งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ที่ผมเปิดอ่านพบว่าพ่นสูตร 0-52-34 อย่างเดียวไม่ทำให้ลำไยออกดอกเลย ต้องมีการจัดการอื่นประกอบ ส่วน 8-24-24 บางยี่ห้อจดแจ้งเป็นปุ๋ยเม็ดสำหรับใส่ดิน ไม่ใช่ปุ๋ยทางใบ ให้ดูว่าฉลากเขียนว่า "ชนิดเม็ด" หรือ "ละลายน้ำ" ก่อน แล้วใช้ตามอัตราและช่วงที่ฉลากของผลิตภัณฑ์นั้นระบุ (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)
ร้านปุ๋ยแทบทุกร้านมีถุงเล็ก ๆ สามสี่แบบวางอยู่ชั้นเดียวกัน เลขขึ้นต้นต่างกัน ตัวกลางสูงเหมือนกัน เจ้าของสวนที่เพิ่งเริ่มพ่นปุ๋ยทางใบมักถามว่า "เอาตัวไหนดี ช่วงนี้ต้นเริ่มแตกใบอ่อน" หรือ "ใกล้ออกดอกแล้ว ควรเปลี่ยนสูตรไหม" บทความนี้ไม่ได้บอกว่าสูตรไหน "ดีที่สุด" เพราะคำตอบขึ้นกับพืช ระยะ และดินของแต่ละแปลง แต่จะพาอ่านฉลากให้เป็น แยกว่าสูตรไหนเป็นปุ๋ยทางใบจริง ตัวเลขไหนมาจากงานทดลอง ตัวเลขไหนเป็นแค่คำโฆษณา และเมื่อไหร่ที่การพ่นไม่ช่วยอะไรเลย
เลขสามตัวบนซองหมายถึงอะไร
สูตรปุ๋ยเขียนเรียงเป็น N-P-K คือไนโตรเจนทั้งหมด ฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์ (แสดงเป็น P2O5) และโพแทสเซียมที่ละลายน้ำ (แสดงเป็น K2O) ตัวเลขเป็นร้อยละโดยน้ำหนัก ดังนั้นปุ๋ยเกล็ด 100 กรัมสูตร 10-52-17 จะมีไนโตรเจน 10 กรัม P2O5 52 กรัม และ K2O 17 กรัม ส่วนที่เหลือเป็นสารประกอบอื่นที่ติดมากับเกลือปุ๋ย
มีรายละเอียดที่คนมักพลาดอย่างหนึ่ง คือ P2O5 กับ K2O เป็นวิธีเขียนแบบดั้งเดิม ไม่ใช่ปริมาณธาตุฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมจริง ๆ ตามเอกสารของ Penn State Extension ให้คูณ P2O5 ด้วย 0.44 เพื่อได้ฟอสฟอรัส (P) และคูณ K2O ด้วย 0.83 เพื่อได้โพแทสเซียม (K) ดังนั้น 10-52-17 มีฟอสฟอรัสธาตุราว 22.9 กรัมและโพแทสเซียมธาตุราว 14.1 กรัมต่อ 100 กรัม ตัวเลขสองค่านี้ใช้เปรียบเทียบกับผลวิเคราะห์ใบหรือผลวิเคราะห์ดินที่รายงานเป็นตัวธาตุได้ตรงกว่า
เทียบสามสูตร: ต่างกันตรงไหนและควรสงสัยอะไร
| สูตร | ผลรวม N+P2O5+K2O | จุดเด่นจากตัวเลข | สิ่งที่ต้องเช็กบนฉลาก |
|---|---|---|---|
| 10-52-17 | 79 | ฟอสฟอรัสสูงมาก มีไนโตรเจนเล็กน้อยและโพแทสเซียมปานกลาง | อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร และมีจุลธาตุผสมหรือไม่ |
| 0-52-34 | 86 | ไม่มีไนโตรเจน ฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูง ฉลากของผู้ผลิตรายหนึ่งระบุเป็น mono potassium phosphate | ละลายหมดหรือไม่ ใช้ได้กับพืชชนิดใดตามฉลาก |
| 8-24-24 | 56 | ธาตุสามตัวใกล้เคียงกัน เน้นฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมเท่ากัน | เป็นปุ๋ยเม็ดสำหรับใส่ดิน หรือเป็นเกล็ดละลายน้ำ (เลขสูตรเหมือนกันแต่คนละผลิตภัณฑ์ได้) |
กรมส่งเสริมการเกษตรออกแผ่นพับ "การให้ปุ๋ยทางใบ" (แผ่นพับที่ 3/2567) ระบุคุณสมบัติของปุ๋ยทางใบที่ดีไว้หลายข้อ ข้อแรกคือมีผลรวม N+P2O5+K2O ไม่น้อยกว่า 30 เปอร์เซ็นต์สำหรับปุ๋ยน้ำ และไม่น้อยกว่า 60 เปอร์เซ็นต์สำหรับปุ๋ยเกล็ด ถ้าใช้เกณฑ์นี้ทั้ง 10-52-17 (79) และ 0-52-34 (86) ผ่านในฐานะปุ๋ยเกล็ด ส่วน 8-24-24 ที่ผลรวม 56 ถ้าขายเป็นเกล็ดละลายน้ำก็ต่ำกว่าเกณฑ์ข้อนี้ ผมไม่ได้บอกว่าต้องเป็นผลิตภัณฑ์ไม่ดี เพียงแต่ควรอ่านฉลากให้ละเอียดกว่าปกติว่าผู้ผลิตจัดเป็นปุ๋ยชนิดใด
เกณฑ์อื่นในแผ่นพับเดียวกันที่น่าเอาไปใช้ตอนเลือกซื้อ ได้แก่ ควรมีธาตุอาหารเสริมหนึ่งหรือหลายตัวนอกเหนือจาก N-P-K ละลายน้ำได้เร็วและหมด เป็นผลึกขนาดเล็กที่บริสุทธิ์ มีความชื้นไม่เกิน 1 เปอร์เซ็นต์ และเมื่อละลายที่ความเข้มข้น 0.25-0.30 เปอร์เซ็นต์ (เท่ากับประมาณ 50-60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร) สารละลายควรมี pH อยู่ระหว่าง 4.5-6.0 ตัวเลข 0.25-0.30 เปอร์เซ็นต์นี้เป็นความเข้มข้นอ้างอิงสำหรับวัด pH ไม่ใช่อัตราแนะนำให้พ่น อัตราพ่นจริงต้องดูฉลากของผลิตภัณฑ์แต่ละชนิด
ใบพืชรับฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมได้แค่ไหน
ต้องพูดตรง ๆ ว่าธาตุหลักทางใบมีข้อจำกัดชัดเจน David Trinklein จากมหาวิทยาลัยมิสซูรีสรุปว่าใบพืชดูดซึมธาตุอาหารที่พ่นเข้าไปจริงเพียงประมาณ 15-20 เปอร์เซ็นต์ และฟอสฟอรัสเป็นธาตุที่ "เข้าสู่ใบช้า" ส่วน Linda Chalker-Scott จากมหาวิทยาลัยแห่งรัฐวอชิงตันเขียนไว้ว่า ธาตุหลักอย่าง N P K พ่นทางใบแล้วใบรับได้ไม่พอกับที่ต้นต้องการทั้งต้น และถ้าพ่นเข้มข้นก็ใบไหม้ เพราะน้ำระเหยแล้วเกลือปุ๋ยค้างอยู่บนผิวใบ ทั้งสองแหล่งมองว่าทางใบเหมาะกับธาตุรองและจุลธาตุมากกว่า
กรมส่งเสริมการเกษตรก็วางตำแหน่งไว้คล้ายกัน คือให้ถือว่าปุ๋ยทางใบเป็นการเสริม ส่วนการบำรุงต้นหลักยังต้องทำทางดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยเคมี ถ้าต้นมีอาการขาดธาตุรุนแรงแล้ว ปุ๋ยทางใบอาจไม่ช่วย และถ้าดินอุดมสมบูรณ์อยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องพ่น แผ่นพับยังระบุข้อดีของปุ๋ยทางใบไว้ เช่น ช่วยให้พืชฟื้นตัวหลังย้ายปลูก ใช้แก้อาการขาดธาตุในระยะแรกได้ดี และใช้กับพืชที่ปลูกในดินมีปัญหา เช่น ดินเค็ม ดินทรายจัด ดินเปรี้ยวจัด
สรุปให้ใช้ง่าย: ปุ๋ยฟอสฟอรัสสูงทางใบคือตัวช่วยเสริมในช่วงสั้น ๆ ไม่ใช่ตัวแทนปุ๋ยทางดิน ถ้าดินขาดฟอสฟอรัสหนักหรือรากมีปัญหา การเปลี่ยนซองปุ๋ยพ่นทุกสัปดาห์ไม่ได้แก้ที่ต้นเหตุ
งานวิจัยไทยเรื่อง 0-52-34 เร่งดอกพูดอะไรไว้
ผมเปิดอ่านงานวิจัยสองชิ้นที่ใช้โมโนโพแทสเซียมฟอสเฟตหรือ 0-52-34 พ่นทางใบกับไม้ผลของไทย ทั้งสองชิ้นให้ภาพที่ต่างจากโฆษณา "ซองเดียวเร่งดอก" อยู่พอสมควร
- ลำไยพันธุ์ดอ ในฤดูฝน (วารสารเกษตร 29(1) พ.ศ. 2556 คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่): เปรียบเทียบสี่กรรมวิธี กรรมวิธีที่พ่นทางใบอย่างเดียวด้วย 0-52-34 ความเข้มข้น 1 เปอร์เซ็นต์ (เท่ากับ 200 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร) ผสมกับสารกระตุ้นการออกดอกอีกตัว พบว่าไม่ออกดอกเลย เช่นเดียวกับต้นควบคุมที่ไม่ได้ทำอะไร ส่วนกรรมวิธีที่ใช้สารกระตุ้นการออกดอกทางดินร่วมกับการพ่น 0-52-34 ได้การออกดอก 86 เปอร์เซ็นต์ ติดผล 92 เปอร์เซ็นต์ เทียบกับกรรมวิธีที่ใช้สารทางดินอย่างเดียวซึ่งออกดอก 66 เปอร์เซ็นต์ นั่นคือ 0-52-34 ช่วยเสริมเมื่อมีตัวกระตุ้นหลัก ไม่ใช่ตัวกระตุ้นเอง
- มะม่วงพันธุ์แก้ว (วารสารวิจัยและสื่อสารการเกษตร ปี 2538 ผู้เขียนพิทยา สรวมศิริ): พ่นโมโนโพแทสเซียมฟอสเฟตที่ความเข้มข้น 1.25 และ 5 เปอร์เซ็นต์ สามครั้ง ห่างกัน 5 วัน ช่วงต้นฤดูออกดอก (กลางเดือนมกราคม) ยอดใหม่ออกดอก 55.00 และ 63.33 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ และงานรายงานว่าไม่พบความเสียหายต่อดอกหรือช่อดอก ความเข้มข้นเหล่านี้เป็นระดับที่ทดลองในงานวิจัยกับมะม่วงเฉพาะพันธุ์ ไม่ควรเอามาใช้กับพืชอื่นหรือกับถังพ่นของเราโดยตรง
สองงานนี้ใช้ความเข้มข้นสูงกว่าที่ฉลากผลิตภัณฑ์พาณิชย์ที่ผมเปิดดูแนะนำ (ฉลากของผู้ผลิตไทยรายหนึ่งสำหรับทั้ง 10-52-17 และ 0-52-34 ระบุ 100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ 0.5 เปอร์เซ็นต์) แต่ในงานวิจัยมีผู้ควบคุมเงื่อนไขทั้งระยะใบ ช่วงเวลา และชนิดต้น ในแปลงจริงถ้าเอาความเข้มข้น 1 เปอร์เซ็นต์ไปพ่นผักใบอ่อนก็เสี่ยงใบไหม้ เพราะผักบอบบางกว่าไม้ผล
ตารางช่วยตัดสินใจ: ตอนนี้ต้นอยู่ระยะไหน ควรทำอะไร
ไม่มีแหล่งทางการที่ผมพบซึ่งกำหนดตารางสูตรปุ๋ยทางใบตามระยะพืชแบบตายตัวสำหรับทุกพืช ตารางข้างล่างจึงเป็นเกณฑ์ตัดสินใจเชิงหลักการที่ประกอบจากข้อมูลที่เปิดอ่าน ไม่ใช่ตารางที่ทางราชการกำหนด ให้ใช้เป็นจุดเริ่มคิดแล้วเทียบกับคำแนะนำเฉพาะพืชจากเกษตรอำเภอ
| สถานการณ์ | คำถามที่ควรถามก่อน | แนวทาง |
|---|---|---|
| กำลังแตกใบอ่อนชุดใหม่ ต้นยังไม่พร้อมออกดอก | ใบชุดนี้แก่พอหรือยัง | ยังไม่ใช่จังหวะของสูตรฟอสฟอรัสสูง รอให้ใบเข้าสู่ระยะที่งานวิจัยหรือคำแนะนำเฉพาะพืชระบุ งานลำไยข้างต้นพ่นตอนใบชุดที่ 2 เข้าระยะเพสลาด |
| ก่อนออกดอกและต้นสมบูรณ์ดี ดินมีธาตุพอ | มีตัวกระตุ้นหลักอื่น (การงดน้ำ สารกระตุ้น ตามคำแนะนำของพืชนั้น) หรือยัง | ปุ๋ยฟอสฟอรัสสูงเป็นตัวเสริมได้ ไม่ใช่ตัวหลัก ตรวจอัตราตามฉลาก |
| กำลังออกดอก | ดอกบานแล้วหรือยัง อากาศร้อนหรือชื้นจัดไหม | ดอกและยอดอ่อนบอบบาง ระวังความเข้มข้นและแดด ใช้อัตราต่ำกว่าฉลากเมื่อร้อนจัดตามที่เอกสารกรมวิชาการเกษตรและ Missouri แนะนำให้พ่นเจือจางกว่าและถี่กว่า |
| ติดผลอ่อนแล้ว | ปัญหาคือผลร่วงหรือผลเล็ก | ดูก่อนว่าสาเหตุมาจากน้ำ โรค แมลง หรือขาดธาตุรอง อย่าเดาแล้วพ่นฟอสฟอรัสทับ |
| ใบเหลือง ซีด ผิดปกติ | เป็นอาการขาด N หรือจุลธาตุ ไม่ใช่ P-K | สูตร 10-52-17 มีไนโตรเจนน้อยและไม่มีจุลธาตุตามตัวเลขสูตร ให้ตรวจสาเหตุก่อน อาจไม่ตรงกับสูตรเร่งดอก |
แล้ว 8-24-24 ต่างจากสองตัวแรกอย่างไร
ผมเปิดเอกสารกำกับปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 ของผู้นำเข้ารายหนึ่งในไทย พบว่าจดแจ้งเป็น "ปุ๋ยเคมีชนิดเม็ด" มีกำมะถัน 2.6 เปอร์เซ็นต์และโบรอน 0.01 เปอร์เซ็นต์ แนะนำให้ใส่ทางดิน โดยไม้ผลให้ใส่ในบริเวณทรงพุ่มแล้วพรวนดินกลบ ไม่ได้แนะนำให้ละลายน้ำฉีดพ่น ดังนั้นเลข 8-24-24 บนถุงไม่ได้แปลว่าเป็นปุ๋ยทางใบเสมอไป ถ้าเอาปุ๋ยเม็ดที่ไม่ได้ออกแบบมาให้ละลายหมดไปแช่ถังพ่น ตะกอนจะอุดหัวฉีด และใบอาจเสียหายจากส่วนที่ไม่ละลาย
ร้านบางแห่งก็ขายเกล็ดละลายน้ำสูตรที่ตัวเลขเหมือนกันสำหรับระบบน้ำหรือพ่นใบ นี่คือเหตุผลที่ต้องอ่านฉลากเรื่องชนิดและวิธีใช้ก่อนอ่านตัวเลข ไม่ใช่ดูแค่สามตัวเลขแล้วตัดสินใจ
เช็กลิสต์อ่านฉลากก่อนซื้อ
- ชนิดผลิตภัณฑ์เขียนว่า "ปุ๋ยเกล็ดละลายน้ำ" หรือ "ปุ๋ยน้ำ" ไม่ใช่ "ชนิดเม็ด"
- มีเลขทะเบียนหรือเลขที่แจ้งผลิตภัณฑ์ปุ๋ยตามกฎหมายปุ๋ยบนฉลาก และรายชื่อธาตุอาหารรับรอง
- ผลรวม N+P2O5+K2O เทียบกับเกณฑ์ 60 (เกล็ด) หรือ 30 (น้ำ) ของกรมส่งเสริมการเกษตร
- มีจุลธาตุหรือธาตุรองระบุหรือไม่ ถ้าไม่มี ต้นที่ขาดจุลธาตุจะไม่ได้ประโยชน์จากซองนี้
- อัตราต่อน้ำ 20 ลิตร และอัตราต่อไร่ (ถ้ามี) ระบุสำหรับพืชของเราหรือไม่ ถ้าไม่ระบุพืชเลยให้ลองกับต้นจำนวนน้อยก่อน
- คำเตือนเรื่องการผสมกับสารอื่น ช่วงเวลาที่ไม่ควรพ่น และระยะห่างของการพ่น
- วันผลิตและวันหมดอายุ ปุ๋ยเกล็ดจับความชื้นแล้วจับก้อน ละลายไม่หมด
วิธีพ่นให้ปลอดภัยกับใบและกับคนพ่น
ช่วงเวลา: เอกสารรวบรวมความรู้ที่ผมเปิด (บทความ "การใช้ปุ๋ยทางใบ" ที่ตีพิมพ์ ต.ค. 2541) แนะนำให้พ่นช่วงเย็น ขณะที่ฐานข้อมูลถาม-ตอบของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (กรณีปุ๋ยคีเลต) ระบุให้พ่นเช้าตรู่ และเลี่ยงแดดจัดหรือช่วงเย็น และ Missouri Extension เสนอช่วงอุณหภูมิประมาณ 22 องศาเซลเซียส (72 องศาฟาเรนไฮต์) คือเช้าตรู่หรือเย็นสำหรับพืชฤดูร้อน แหล่งเหล่านี้เห็นตรงกันในข้อหลัก คือหลีกเลี่ยงแดดจัดและอากาศร้อน เรื่องเช้าหรือเย็นยังมีความเห็นต่างกัน จึงควรทดลองในแปลงของตัวเองแล้วดูอาการใบ
ความถี่และความเข้มข้น: Missouri Extension แนะนำให้พ่นความเข้มข้นต่ำแต่บ่อยกว่า แทนความเข้มข้นสูงแต่ห่าง และอย่าพ่นจนหยดน้ำเกาะเต็มผิวใบ เอกสาร 2541 เสริมว่าถ้าอากาศร้อนหรือแล้งควรใช้อัตราต่ำกว่าปกติ น้ำที่ใช้ควรสะอาด ไม่มีตะกอน เป็นกลางหรือกรดอ่อน
ความปลอดภัยของผู้พ่น: ปุ๋ยเกล็ดเป็นผงละเอียด ฟุ้งได้ขณะตวงและเท จึงสวมหน้ากาก ถุงมือ และแว่นตาป้องกัน ข้อนี้เป็นคำแนะนำปฏิบัติทั่วไป ไม่ได้มาจากแหล่งที่อ้างอิง หลังพ่นให้ล้างอุปกรณ์และมือ เก็บซองที่เปิดแล้วให้ปิดสนิทและพ้นแสงแดด ส่วนระยะเว้นก่อนเก็บเกี่ยว ฉลากปุ๋ยที่ผมเปิดไม่ได้กำหนดไว้ แต่ถ้าผสมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชลงถังเดียวกัน ให้ยึดระยะเว้นก่อนเก็บเกี่ยวของสารนั้นตามฉลาก
ตัวอย่างคำนวณ (สมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด)
ตัวอย่างนี้เป็นตัวเลขสมมติที่ตั้งขึ้นเพื่อสอนวิธีคำนวณ ไม่ใช่ราคาตลาดหรืออัตราแนะนำ ฐานของแต่ละตัวเลขระบุไว้ในวงเล็บ
- อัตราบนฉลาก 100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร (ตามฉลากของผู้ผลิตรายหนึ่ง) เท่ากับความเข้มข้น 100 ÷ 20,000 × 100 = 0.5 เปอร์เซ็นต์
- ถังพ่น 20 ลิตร 1 ถังต่อ 100 กรัมสูตร 10-52-17 ให้ไนโตรเจน 10 กรัม P2O5 52 กรัม และ K2O 17 กรัม (คำนวณจากตัวเลขสูตร)
- สมมติซองขนาด 1 กิโลกรัม ราคา 400 บาท (ตัวเลขสมมติ ให้ใส่ราคาจริงที่ซื้อ) ต้นทุนปุ๋ยต่อถังเท่ากับ 40 บาท ถ้าแปลงต้องพ่น 8 ถังต่อรอบ (สมมติ ให้วัดจากแปลงจริง) ต้นทุนปุ๋ยต่อรอบ 320 บาท ยังไม่รวมค่าแรงและค่าน้ำมันหรือไฟฟ้าเครื่องพ่น
- เทียบกับการแก้ที่ดิน ถ้าผลวิเคราะห์ดินบอกว่าขาดฟอสฟอรัสจริง ปุ๋ยทางดินตามค่าวิเคราะห์ดินอาจคุ้มกว่าการพ่นซ้ำหลายรอบ ให้คำนวณทั้งสองทางก่อนซื้อ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ดูแต่เลขกลาง 52 แล้วเหมาว่าเป็นปุ๋ยเร่งดอก โดยไม่เช็กว่าต้นพร้อมออกดอกหรือยัง งานวิจัยลำไยชี้ว่าพ่นอย่างเดียวไม่ออกดอก
- เห็นเลขสูตร 8-24-24 หรือ 15-15-15 แล้วเอาปุ๋ยเม็ดมาละลายน้ำพ่น ทั้งที่ฉลากให้ใส่ทางดิน
- เพิ่มความเข้มข้นเองเพราะเห็นต้นไม่ตอบสนองใน 2-3 วัน ปุ๋ยทางใบไม่ใช่ยาที่เห็นผลทันที และความเข้มข้นสูงทำให้ใบไหม้ตามที่ทั้ง Missouri และ WSU ระบุ
- พ่นตอนแดดจัดหรือพ่นจนน้ำหยดเต็มใบ เกลือปุ๋ยค้างบนผิวใบเมื่อน้ำระเหย
- พ่นปุ๋ยแทนการแก้ดิน ขณะที่รากเสียหายจากน้ำท่วมขังหรือโรครากเน่า
- ผสมหลายซองลงถังเดียวกันโดยไม่ทดสอบ เพราะเกลือบางคู่ตกตะกอนกัน
- ซื้อซองใหม่ทุกสัปดาห์ตามคำโฆษณา โดยไม่จดว่าพ่นสูตรไหนไปแล้วกี่ครั้ง จึงเทียบผลไม่ได้
สรุป
เลข N-P-K บนซองบอกปริมาณธาตุเป็นร้อยละโดยน้ำหนัก ไม่ได้บอกว่าควรใช้ช่วงไหนของพืช สูตรฟอสฟอรัสสูงอย่าง 10-52-17 และ 0-52-34 ทางใบเป็นตัวเสริม งานวิจัยลำไยชี้ว่าพ่นอย่างเดียวไม่ออกดอก ส่วน 8-24-24 บางผลิตภัณฑ์เป็นปุ๋ยเม็ดสำหรับใส่ดิน ก่อนซื้อให้ตรวจชนิดผลิตภัณฑ์ ผลรวมธาตุ จุลธาตุ อัตราตามฉลาก แล้วเริ่มพ่นความเข้มข้นต่ำในช่วงอากาศไม่ร้อนจัด ข้อมูล ณ ต.ค. 2569 ถ้าไม่แน่ใจเรื่องช่วงใช้กับพืชของคุณ ให้ถามเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัด
อ่านต่อ: อ่านสูตรปุ๋ย NPK อย่างไร | ธาตุอาหารที่ให้ทางใบได้ผลจริงและที่แทบไม่ช่วย | ปุ๋ยทางใบกับทางดิน ช่วงไหนควรใช้แบบไหน | ข้อผิดพลาดเรื่องฉีดปุ๋ยทางใบตอนแดดจัด
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมส่งเสริมการเกษตร กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย — แผ่นพับที่ 3/2567 "การให้ปุ๋ยทางใบ" เกณฑ์ผลรวมธาตุ 30/60 เปอร์เซ็นต์ ความเข้มข้นอ้างอิง 0.25-0.30 เปอร์เซ็นต์ และ pH 4.5-6.0 (https://esc.doae.go.th/การให้ปุ๋ยทางใบ/)
- วารสารเกษตร 29(1): 13-18 (2556) คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ — ผลการพ่น 0-52-34 ความเข้มข้น 1 เปอร์เซ็นต์ในลำไยพันธุ์ดอฤดูฝน (https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/download/245916/168110)
- วารสารวิจัยและสื่อสารการเกษตร 11(3) (2538) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ — การบังคับยอดอ่อนมะม่วงให้ออกดอก: ผลของโมโนโพแทสเซียมฟอสเฟต (https://li01.tci-thaijo.org/index.php/joacmu/article/view/247546)
- University of Missouri, Integrated Pest Management (David Trinklein) — Foliar Feeding Revisited: การดูดซึม 15-20 เปอร์เซ็นต์ ข้อจำกัดธาตุหลัก (https://ipm.missouri.edu/MPG/2019/4/foliarFeeding/)
- Washington State University Extension (Linda Chalker-Scott) — The Myth of Foliar Feeding: ธาตุหลักทางใบและความเสี่ยงใบไหม้ (https://wpcdn.web.wsu.edu/wp-puyallup/uploads/sites/403/2015/03/foliar-feeding.pdf)
- Penn State Extension — ตัวคูณแปลง P2O5 เป็น P และ K2O เป็น K (https://extension.psu.edu/how-much-phosphorus-and-potassium-are-really-in-your-fertilizer)
- เอกสารกำกับปุ๋ยเคมีสูตร 8-24-24 ชนิดเม็ดของผู้นำเข้ารายหนึ่ง — ตัวอย่างสูตร 8-24-24 ที่จดแจ้งเป็นปุ๋ยใส่ดิน (https://www.yara.co.th/globalassets/ifu-ym-8-24-24.pdf)
- ข้อมูลผลิตภัณฑ์ปุ๋ยทางใบของผู้ผลิตไทยรายหนึ่ง — ฉลากสูตร 10-52-17 และ 0-52-34 อัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร (https://www.chiataigroup.com/business/plant-protection/FoliarFertilizerAndHormone/MAMIGRO-10-52-17)
- บทความ "การใช้ปุ๋ยทางใบ" เผยแพร่ซ้ำโดยเครือข่ายโรงเรียน NECTEC (ต้นฉบับ ต.ค. 2541) — ช่วงเวลาพ่นและน้ำที่ใช้ละลาย (https://www.nectec.or.th/schoolnet/library/create-web/10000/technology/10000-4116.html)
- ฐานข้อมูลถาม-ตอบ Thaifarmer มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ — ช่วงเวลาฉีดพ่นอาหารทางใบ (https://thaifarmer.lib.ku.ac.th/question/5a09758b00215f7b382920b9)
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
พ่นปุ๋ยและยาในแปลงต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันอะไร ทำอย่างไรไม่ให้ลมพัดกลับมาโดนตัว
ชุดป้องกันขั้นต่ำตามกรมควบคุมโรคคือหมวก แว่นครอบตา หน้ากากไส้กรอง เสื้อผ้ามิดชิด ถุงมือและบูทยาง และต้องยืนเหนือลมตามกรมส่งเสริมการเกษตร
ทำปุ๋ยน้ำพ่นทางใบเองจากเศษพืชหรือปลา ใช้ได้จริงไหม และข้อควรระวัง
น้ำหมักชีวภาพที่ทำเองเป็นสารกระตุ้นเจือจาง ไม่ใช่ปุ๋ยแทนเคมี บทความสรุปสูตร อัตราเจือจาง ตัวอย่างคำนวณธาตุอาหาร และข้อควรระวังตามเอกสารกรมพัฒนาที่ดินและ สวพส.
วิธีผสมสารจับใบกับปุ๋ยทางใบให้ถูกลำดับ และสัญญาณว่าผสมผิด
ลำดับผสมที่เอกสารรองรับคือยึดฉลากก่อน แล้วน้ำ ผงที่ทำสลัวร์รี ของเหลว และสารจับใบเป็นลำดับท้ายสุด พร้อมวิธี jar test และสัญญาณว่าผสมผิด
สารจับใบคืออะไร ใช้เมื่อไหร่ และไม่จำเป็นเมื่อไหร่
สารจับใบคือสารลดแรงตึงผิวหรือสารเสริมประสิทธิภาพที่ช่วยให้น้ำพ่นแผ่และเกาะใบได้ดีขึ้น ใช้เมื่อฉลากกำหนดหรือใบเปียกยาก และไม่จำเป็นเมื่อสูตรมีผสมมาแล้ว
ผสมปุ๋ยทางใบกับยาหรือสารอื่นถังเดียวกันได้ไหม ความเสี่ยงและข้อควรรู้
หน่วยงานรัฐให้ภาพเรื่องผสมปุ๋ยกับยาไม่เหมือนกัน บทความนี้สรุปความเสี่ยง วิธีทดสอบ jar test และเงื่อนไขตัดสินใจ โดยให้ฉลากเป็นตัวตัดสิน
พ่นปุ๋ยทางใบแล้วใบไหม ใบด่าง สาเหตุและวิธีแก้
ใบไหม้หลังพ่นปุ๋ยมักมาจากความเข้มข้น แดด หรือการผสมสาร ส่วนใบด่างอาจไม่เกี่ยวกับปุ๋ย บทความนี้ไล่อาการ สาเหตุ และวิธีแก้ตามลำดับ
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

ฉลาก ฉลากสินค้า ฉลากโลโก้ สติ๊กเกอร์ สติ๊กเกอร์ฉลากสินค้า วุ้นมะพร้าว เต้าฮวย ติดแก้ว ฉลากติดแก้ว ฉลากเต้าฮวย วุ้น label
ดูรายละเอียด
ฉลากสินค้า สติ๊กเกอร์ติดขวดน้ำ น้ำ ฉลากน้ำ ฉลากสินค้าติดขวดน้ำต่างๆ น้ำต่างๆ สติ๊กเกอร์ ฉลาก สติ๊กเกอร์กันน้ำ ฉลากสินค้า
ดูรายละเอียด
เหยื่อตกปลา สูตร 9933+กุ้งแดง (ชัวร์ ) กระตุ้นการกินของปลานิล เลี้ยงฝูงปลาอย่างบ้าคลีาง
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
10-52-17 กับ 0-52-34 ใช้แทนกันได้ไหม
ฟอสฟอรัสเท่ากันที่ 52 แต่ 10-52-17 มีไนโตรเจน 10 ส่วนส่วน 0-52-34 ไม่มีไนโตรเจนและมีโพแทสเซียมสูงกว่า ถ้าต้นอยู่ในระยะที่ไม่ต้องการไนโตรเจนเพิ่ม 0-52-34 จึงเป็นทางเลือก แต่ฉลากของแต่ละผลิตภัณฑ์ระบุพืชที่ใช้ได้ไว้ ให้ยึดฉลากนั้นก่อน
พ่นสูตรฟอสฟอรัสสูงแล้วจะออกดอกเลยไหม
ไม่มีหลักฐานจากงานที่ผมเปิดอ่านว่าพ่นอย่างเดียวแล้วออกดอก ในงานลำไยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต้นที่พ่น 0-52-34 ร่วมกับสารกระตุ้นการออกดอกอีกตัวโดยไม่มีสารราดทางดินไม่ออกดอกเลย การออกดอกขึ้นกับพันธุ์ อายุใบ อากาศ และการจัดการอื่นของแต่ละสวน
อัตราที่เหมาะกับพืชของผมคือเท่าไร
ใช้ตามฉลากของผลิตภัณฑ์ที่ซื้อเป็นหลัก ฉลากตัวอย่างที่ผมเปิดระบุ 100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร แต่พืชบอบบางและอากาศร้อนควรเริ่มจากอัตราที่ต่ำกว่าและทดลองกับต้นจำนวนน้อย ถ้าฉลากไม่ระบุพืชของคุณ ให้สอบถามเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัด
ต้องพ่นบ่อยแค่ไหน
ฉลากผลิตภัณฑ์ที่ผมเปิดไม่ได้ระบุช่วงห่างของการพ่น เอกสารของ Missouri แนะนำให้ใช้ความเข้มข้นต่ำและพ่นถี่ขึ้นแทนการพ่นเข้มข้นห่าง ๆ ส่วนช่วงห่างที่แน่ชัดสำหรับพืชของคุณให้ดูฉลากหรือถามเกษตรอำเภอ
ปุ๋ยพ่นฟอสฟอรัสสูงช่วยดินที่ฟอสฟอรัสสะสมมากแล้วไหม
ถ้าดินมีฟอสฟอรัสสูงอยู่แล้ว การเติมฟอสฟอรัสทางใบอาจไม่เกิดประโยชน์ ควรตรวจดินก่อนว่าขาดจริงหรือไม่ แผ่นพับของกรมส่งเสริมการเกษตรย้ำว่าถ้าดินอุดมสมบูรณ์แล้วไม่จำเป็นต้องให้ปุ๋ยทางใบ
ปุ๋ยพวกนี้มีระยะเว้นก่อนเก็บเกี่ยวไหม
ฉลากที่ผมเปิดไม่ระบุ แต่ถ้าผสมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชในถังเดียวกัน ระยะเว้นก่อนเก็บเกี่ยวของสารนั้นใช้ตามฉลากสารนั้น
