คำตอบสั้น ๆ
หน่วยงานรัฐให้ภาพเรื่องผสมปุ๋ยกับยาไม่เหมือนกัน บทความนี้สรุปความเสี่ยง วิธีทดสอบ jar test และเงื่อนไขตัดสินใจ โดยให้ฉลากเป็นตัวตัดสิน
คำตอบเร็ว: ผสมได้บางกรณี แต่ไม่ใช่ทุกกรณี หน่วยงานรัฐให้ภาพไม่เหมือนกัน แผ่นพับกรมส่งเสริมการเกษตรนับ "ผสมกับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชและวัชพืชได้ ประหยัดแรงงาน" เป็นข้อดีของปุ๋ยทางใบ ขณะที่บทความของศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี กรมวิชาการเกษตร ระบุว่างานวิจัยที่ยืนยันว่าการผสมดีมีน้อย และสรุปว่าถ้าเป็นไปได้ให้พ่นแยกกัน ถ้าจำเป็นต้องผสม ให้อ่านฉลาก ถามผู้ผลิต หรือทดสอบในขวดก่อน ผมไม่พบประกาศกลางที่ห้ามหรืออนุญาตการผสมโดยทั่วไป ฉลากของผลิตภัณฑ์เป็นตัวตัดสิน (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)
เกษตรกรผสมปุ๋ยทางใบกับยาในถังเดียวกันเพราะเหตุผลธรรมดา ๆ ค่าแรงคนพ่นและน้ำมันเครื่องพ่นแพง ถ้ารอบเดียวทำได้สองงานก็ดูคุ้ม แต่ผมเคยเห็นถังที่ผสมแล้วจับตัวเป็นก้อนเหมือนนมเปรี้ยว หัวฉีดอุดทั้งแปลง และเคยเห็นใบยอดไหม้ทั้งแถวเพราะผสมหลายอย่างที่ไม่เคยลองมาก่อน บทความนี้ไม่ได้ตอบว่า "ได้" หรือ "ไม่ได้" แบบเดียว แต่เป็นคู่มือตัดสินใจแบบ ถ้า...ก็... ตามที่หน่วยงานรัฐและมหาวิทยาลัยเขียนไว้ โดยไม่ระบุชื่อการค้าหรือชื่อสารเคมีใด ๆ เพราะสูตรที่ขายต่างกันและฉลากเปลี่ยนตามปี
หน่วยงานรัฐบอกว่าอย่างไรบ้าง (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)
| แหล่ง | ท่าทีต่อการผสม | ปีของเอกสาร |
|---|---|---|
| กรมส่งเสริมการเกษตร แผ่นพับ "การให้ปุ๋ยทางใบ" | ระบุเป็นข้อดีว่า ผสมกับสารป้องกันกำจัดโรคแมลงและวัชพืชได้เพื่อประหยัดแรงงาน (ไม่ได้ลงรายละเอียดว่าสารใดผสมได้) | แผ่นพับที่ 3/2567 |
| ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี กรมวิชาการเกษตร (ปิยะมาศ โสมภีร์) | เกษตรกรผสมกันทั่วไป แต่งานวิจัยยืนยันว่าดีมีน้อย ให้พ่นแยกกันถ้าทำได้ ถ้าไม่ได้ให้อ่านฉลาก ถามผู้ผลิต หรือทดสอบ jar test | เอกสารอ้างอิงในบทความลงปี 2564 |
| ผังการผสมสาร สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร | ระบุว่าผังไม่ใช่คำแนะนำ รวบรวมจากหลายแหล่ง สูตรต่างกันได้ ให้ยึดผู้ผลิต อย่าผสมสารในสภาพด่างจัด ซึ่งรวมถึงปุ๋ยบางชนิดที่ละลายแล้วเป็นด่าง | พฤษภาคม 2563 |
สองแหล่งแรกไม่ขัดกันมากเท่าที่ดู แผ่นพับพูดถึงข้อดีเชิงแรงงาน ส่วนบทความจันทบุรีพูดถึงความเสี่ยงและวิธีทดสอบ ผมไม่พบประกาศหรือระเบียบกลางที่ระบุว่าการผสมปุ๋ยทางใบกับสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชใน "ถังเดียวกัน" ถูกห้ามหรืออนุญาตเป็นการทั่วไป ถ้าต้องการความชัดเจนเฉพาะผลิตภัณฑ์ ให้สอบถามสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด หรือกรมวิชาการเกษตร (สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช) และผู้ผลิตตามเบอร์บนฉลาก
ทำไมผสมแล้วถึงมีปัญหา: หกประเภทที่เอกสารจันทบุรีแยกไว้
- เข้ากันไม่ได้ทางกายภาพ: เกิดตะกอน ฟอง ชั้นน้ำมัน ครีมหรือเจล อุดหัวฉีด สูตร EC ต้องคนแรง ผลิตภัณฑ์ที่เป็นกรดผสมกับปุ๋ยโลหะอาจตกตะกอน ไม่ควรผสมสารกำจัดศัตรูพืชเกินสองชนิด และไม่ควรผสมปุ๋ยแมงกานีส/โบรอนกับสารทองแดงหรือกำมะถันบางชนิดในถังเดียวกัน
- เข้ากันไม่ได้ทางเคมี: การผสมปุ๋ยทางใบกับสารกำจัดแมลงมีโอกาสสูงที่ประสิทธิภาพของสารกำจัดแมลงจะเสียไป ยูเรียหรือแอมโมเนียทำให้ pH สูงขึ้น ฟอสเฟตหรือกรดฟอสฟอริกทำให้ pH ต่ำลง เอกสารอ้างถึงรายงานต่างประเทศว่าสารตัวหนึ่งอยู่ได้ 100-150 วันที่ pH 6.0 แต่เหลือ 2-3 วันที่ pH 8.0 และราว 24 ชั่วโมงที่ pH 9.0 น้ำที่มีเหล็กหรือแคลเซียมก็กระทบ pH ที่เหมาะสำหรับน้ำผสมคือ 6.0-7.0
- เป็นพิษต่อพืช: ใบไหม้ ดอกร่วง ผลร่วง สูตร EC เสี่ยงที่สุด รองลงมาคือ WP การใช้สารจับใบมากเกินกับ EC การผสมน้ำมันกับกำมะถัน ขึ้นกับความเครียดของพืช (ออกดอก ผลอ่อน) แดด และอุณหภูมิสูง
- เวลาไม่ตรงกัน: ผสมทั้งที่มีศัตรูพืชแค่ชนิดเดียว เปลืองสารโดยไม่จำเป็น
- เชิงกล: ชีวภัณฑ์อย่างเชื้อแบคทีเรียหรือราต้องใช้หัวฉีดใหญ่และน้ำมาก ไม่เหมาะกับถังที่ผสมหลายอย่าง
- ลำดับการพ่น: ในการพ่นปุ๋ยกับสารกำจัดวัชพืช เอกสารระบุว่าปุ๋ยมักให้น้ำตามหลังเพื่อลดใบไหม้จากความเข้มข้น
ตารางตัดสินใจ: ถ้าเป็นแบบนี้ ให้ทำแบบนี้
ตารางนี้ประกอบจากข้อมูลของหน่วยงานข้างต้น ไม่ใช่รายการที่หน่วยงานใดอนุมัติ ไม่ระบุชื่อสารหรือชื่อการค้า ให้เอาเงื่อนไขไปเทียบกับฉลากของผลิตภัณฑ์ที่คุณถือ
| ถ้า... | ให้ทำ... | เหตุผล |
|---|---|---|
| ฉลากของผลิตภัณฑ์ใดห้ามผสมกับสารอื่น | พ่นแยก ไม่ต้องทดสอบต่อ | ฉลากกำกับตามกฎหมายและสูตร ผังกรมวิชาการเกษตรให้ยึดผู้ผลิต |
| ฉลากบอกว่าผสมได้ หรือผู้ผลิตยืนยัน | ทำ jar test แล้วจึงผสมจริง | สูตรและน้ำของแต่ละแหล่งต่างกัน |
| ฉลากเงียบเรื่องการผสม | ถามผู้ผลิตหรือเกษตรอำเภอ ถ้ายังไม่ชัดให้พ่นแยก | ไม่มีประกาศกลางที่ผมพบ จึงไม่ควรเดา |
| กำลังจะผสมสารกำจัดศัตรูพืชเกินสองชนิดในถัง | ลดเหลือไม่เกินสองชนิด หรือพ่นแยก | เอกสารจันทบุรีแนะนำไม่ผสมเกินสองชนิด |
| ปุ๋ยที่ผสมมียูเรียหรือเกลือที่ทำให้ pH สูง และสารที่ผสมไวต่อด่าง | อย่าผสม หรือตรวจ pH น้ำก่อน และพ่นแยก | pH สูงทำให้สารบางชนิดสลายเร็วตามที่เอกสารรายงาน |
| สารที่ผสมเป็นสูตร EC หรือต้องใช้สารจับใบ | ระวังเป็นพิเศษ ไม่เติมสารจับใบซ้ำกับ EC ที่ไม่ต้องใช้ | EC เสี่ยงใบไหม้สูงสุด และ EC ไม่ต้องใช้สารจับใบตามเอกสาร |
| พืชอยู่ระยะออกดอกหรือผลอ่อน หรืออากาศร้อนจัด | เลี่ยงผสมหลายอย่าง พ่นแยก ช่วงเย็นหรืออากาศสงบ | ความไวของพืชและความร้อนเพิ่มโอกาสเป็นพิษ |
| มีศัตรูพืชหลายชนิดระบาดพร้อมกันและเร่งด่วน | ใช้ผังผสมสารและ jar test ช่วย แล้วตัดสินใจกับเกษตรอำเภอ | การผสมประหยัดเวลาแต่ต้องไม่ทำให้สารเสียประสิทธิภาพ |
| ผสมแล้วเห็นตะกอน ฟอง ชั้นน้ำมัน หรือเป็นก้อน | ทิ้งถังนั้น อย่าพ่น และใช้พ่นแยก | แสดงว่าเข้ากันไม่ได้ทางกายภาพ |
วิธีทดสอบ jar test ที่เอกสารกรมวิชาการเกษตรอธิบาย
- ใส่น้ำที่จะใช้จริงลงในขวดใส
- ใส่สารที่เป็นของแข็ง (WP) ก่อน คนให้ละลาย
- เติมสารที่เป็นของเหลว (EC) หลังจากของแข็งละลายแล้ว คนให้เข้ากัน
- รอ 15 นาที ถ้าไม่มีการแยกชั้นหรือตะกอน แปลว่าเข้ากันได้ทางกายภาพ
- ถ้าต้องการทดสอบทางเคมี เอกสารกล่าวถึงการทดลองกับศัตรูพืช แต่ข้อนี้ทำเองยากและควรปรึกษาเจ้าหน้าที่
jar test ตรวจได้เฉพาะความเข้ากันได้ทางกายภาพ ไม่ได้บอกว่าพืชจะไหม้หรือสารจะเสียประสิทธิภาพหรือไม่ จึงควรทดสอบพ่นกับต้นจำนวนน้อยก่อนพ่นทั้งแปลง ซึ่งเป็นแนวปฏิบัติภาคสนาม ไม่ใช่ข้อกำหนดจากแหล่งอ้างอิง
ลำดับใส่สารในถัง
เอกสารจันทบุรีแนะนำลำดับตามชนิดสูตร คือ WG, SG, WP, EW, OD, SC, CS, SL, EC แล้วจึงใส่สารจับใบเป็นตัวสุดท้าย สูตร EC ไม่ต้องใช้สารจับใบ เป็นลำดับโดยทั่วไปของสูตรสาร ไม่ได้ครอบคลุมปุ๋ยทางใบโดยตรง ให้ดูฉลากของปุ๋ยว่าให้ใส่ก่อนหรือหลัง และควรละลายปุ๋ยเกล็ดในถังย่อยก่อน
ผังการผสมสารของกรมวิชาการเกษตรยังระบุว่า บางการผสมต้องพ่นให้หมดภายใน 6 ชั่วโมงหรือทันที ฮอร์โมนพืชบางตัวเข้ากันได้ดีกับสารส่วนใหญ่ยกเว้นสภาพด่างจัด และยาปฏิชีวนะควรเลี่ยงการผสม ผังนี้ระบุว่าไม่ใช่คำแนะนำ ผมจึงไม่คัดลอกคู่สารมาลงที่นี่ ให้ตรวจผังต้นฉบับและฉลากเอง
เช็กลิสต์ก่อนผสมถังเดียวกัน
- อ่านฉลากทุกผลิตภัณฑ์ ว่ามีข้อห้ามหรือข้อกำหนดการผสมไหม
- ถามผู้ผลิตหรือเกษตรอำเภอ ถ้าฉลากเงียบ
- จำกัดสารกำจัดศัตรูพืชไม่เกินสองชนิด
- ตรวจน้ำให้สะอาด และ pH ใกล้ 6.0-7.0 ถ้าเป็นไปได้ ไม่มีตะกอนเหล็ก
- ทำ jar test รอ 15 นาที
- ทดสอบพ่นกับต้นจำนวนน้อยแล้วรอดูอาการ 2-3 วัน
- ผสมแล้วใช้ทันที อย่าทิ้งไว้ค้างคืน
- สวมอุปกรณ์ป้องกันครบ เพราะคุณกำลังแตะทั้งปุ๋ยผงและสารกำจัดศัตรูพืช
- ยึดระยะเว้นก่อนเก็บเกี่ยวของสารกำจัดศัตรูพืชในถัง ดูบทความเรื่องพ่นยาแล้วเก็บเกี่ยวได้เมื่อไหร่ ของเว็บนี้
- จดสูตรที่ผสมและผลที่เห็นไว้ใช้รอบหน้า
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- ผสมหลายอย่างเพราะเพื่อนบ้านทำ โดยไม่เคยทำ jar test
- เทปุ๋ยผงลงถังที่มีสารอื่นอยู่แล้ว โดยไม่ละลายก่อน
- เติมสารจับใบกับ EC โดยไม่จำเป็นจนใบไหม้
- ผสมแล้วทิ้งค้างคืนใช้ต่อวันรุ่งขึ้น
- คิดว่าผสมทีเดียวแล้วประหยัด ทั้งที่ถ้าสารเสียประสิทธิภาพก็ต้องพ่นใหม่
- เอาตารางผสมที่แชร์ในกลุ่มออนไลน์มาใช้แทนฉลาก โดยไม่รู้ว่าเป็นสูตรของผู้ผลิตรายไหน
สรุป
การผสมปุ๋ยทางใบกับสารอื่นในถังเดียวกันประหยัดแรงงานได้จริง ตามที่กรมส่งเสริมการเกษตรระบุ แต่ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีเตือนความเสี่ยงหกประเภท และแนะนำพ่นแยกถ้าทำได้ ผมไม่พบประกาศกลางที่ห้ามหรืออนุญาตโดยรวม ฉลากของผลิตภัณฑ์จึงเป็นตัวตัดสิน ให้อ่านฉลาก ถามผู้ผลิตหรือเกษตรอำเภอ ทำ jar test ผสมไม่เกินสองชนิด ใช้น้ำที่ pH ใกล้เป็นกลาง และทดสอบกับต้นจำนวนน้อยก่อนพ่นทั้งแปลง ข้อมูล ณ ต.ค. 2569 และเอกสารที่อ้างอิงลงปี 2563-2567
อ่านต่อ: ปุ๋ยทางใบกับทางดิน ช่วงไหนควรใช้แบบไหน | ธาตุอาหารที่ให้ทางใบได้ผลจริงและที่แทบไม่ช่วย | ข้อผิดพลาดเรื่องฉีดปุ๋ยทางใบตอนแดดจัด | พ่นยาแล้วเก็บเกี่ยวได้เมื่อไหร่ ระยะปลอดภัยของสารแต่ละกลุ่ม
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมส่งเสริมการเกษตร กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย — แผ่นพับที่ 3/2567 "การให้ปุ๋ยทางใบ" ข้อดีเรื่องผสมกับสารกำจัดศัตรูพืชเพื่อประหยัดแรงงาน (https://esc.doae.go.th/การให้ปุ๋ยทางใบ/)
- ศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรี กรมวิชาการเกษตร (ปิยะมาศ โสมภีร์) — บทความการผสมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชกับปุ๋ยทางใบ ความเข้ากันไม่ได้หกประเภท jar test และลำดับการใส่สาร (https://www.opsmoac.go.th/chanthaburi-article_prov-files-441591791801)
- สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร (พฤษภาคม 2563) — ผังการผสมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ข้อควรระวังสภาพด่างและเวลาใช้ (https://www.doa.go.th/oard6/wp-content/uploads/2025/01/ผังการผสมสาร_B4_ส่งพิมพ์.pdf)
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
พ่นปุ๋ยและยาในแปลงต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันอะไร ทำอย่างไรไม่ให้ลมพัดกลับมาโดนตัว
ชุดป้องกันขั้นต่ำตามกรมควบคุมโรคคือหมวก แว่นครอบตา หน้ากากไส้กรอง เสื้อผ้ามิดชิด ถุงมือและบูทยาง และต้องยืนเหนือลมตามกรมส่งเสริมการเกษตร
ทำปุ๋ยน้ำพ่นทางใบเองจากเศษพืชหรือปลา ใช้ได้จริงไหม และข้อควรระวัง
น้ำหมักชีวภาพที่ทำเองเป็นสารกระตุ้นเจือจาง ไม่ใช่ปุ๋ยแทนเคมี บทความสรุปสูตร อัตราเจือจาง ตัวอย่างคำนวณธาตุอาหาร และข้อควรระวังตามเอกสารกรมพัฒนาที่ดินและ สวพส.
วิธีผสมสารจับใบกับปุ๋ยทางใบให้ถูกลำดับ และสัญญาณว่าผสมผิด
ลำดับผสมที่เอกสารรองรับคือยึดฉลากก่อน แล้วน้ำ ผงที่ทำสลัวร์รี ของเหลว และสารจับใบเป็นลำดับท้ายสุด พร้อมวิธี jar test และสัญญาณว่าผสมผิด
สารจับใบคืออะไร ใช้เมื่อไหร่ และไม่จำเป็นเมื่อไหร่
สารจับใบคือสารลดแรงตึงผิวหรือสารเสริมประสิทธิภาพที่ช่วยให้น้ำพ่นแผ่และเกาะใบได้ดีขึ้น ใช้เมื่อฉลากกำหนดหรือใบเปียกยาก และไม่จำเป็นเมื่อสูตรมีผสมมาแล้ว
พ่นปุ๋ยทางใบแล้วใบไหม ใบด่าง สาเหตุและวิธีแก้
ใบไหม้หลังพ่นปุ๋ยมักมาจากความเข้มข้น แดด หรือการผสมสาร ส่วนใบด่างอาจไม่เกี่ยวกับปุ๋ย บทความนี้ไล่อาการ สาเหตุ และวิธีแก้ตามลำดับ
อัตราผสมปุ๋ยทางใบต่อน้ำ 20 ลิตร อ่านฉลากและคำนวณอย่างไรไม่ให้ใบไหม
คำนวณกรัมปุ๋ยจากความเข้มข้นและขนาดถังได้ด้วยสูตรเดียว บทความนี้มีตารางแปลง ตัวอย่างต้นทุนสมมติ และขั้นตอนทดสอบเพื่อไม่ให้ใบไหม้
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

ต้น อบเชบเทศ หรือ อบเชยลังกา ชำกิ่ง ขนาด50-60เซนฯไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบเปลือกต้นตากแห้งบดมีกลิ่นหอมเป็นสมุนไพร
ดูรายละเอียด
เครื่องหยอดข้าว 4 แถว ตราง้าว เป็นเครื่องที่ใช้สำหรับการปลูกข้าวนาแห้ง หรือ นารอฝน หยอดข้าว หยอดเมล็ด หยอดข้าวโพด
ดูรายละเอียด
จังชาน (Jiang Can) 正品白僵蚕藥材 หรือ หนอนไหมโรคขาวซึ่งเป็นสมุนไพรจีนชนิดหนึ่ง
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
ผสมปุ๋ยทางใบกับยาฆ่าแมลงหรือยาป้องกันโรคในถังเดียวกันได้ไหม
ได้ในบางกรณีที่ฉลากและผู้ผลิตไม่ห้าม และผ่านการทดสอบ แต่เอกสารศูนย์วิจัยพืชสวนจันทบุรีเตือนว่าการผสมปุ๋ยทางใบกับสารกำจัดแมลงมีโอกาสสูงที่ประสิทธิภาพของสารกำจัดแมลงจะเสีย ถ้าทำได้ให้พ่นแยกกัน
มีประกาศกลางที่อนุญาตหรือห้ามการผสมไหม
ผมไม่พบประกาศกลางที่ชัดเจน (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569) ให้ตรวจกับสำนักงานเกษตรอำเภอ สำนักงานเกษตรจังหวัด หรือกรมวิชาการเกษตร
ผสมสารกี่ชนิดได้
เอกสารจันทบุรีแนะนำไม่ผสมสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชเกินสองชนิด ตัวเลขนี้เป็นข้อแนะนำจากเอกสารนั้น ฉลากของผลิตภัณฑ์อาจเข้มงวดกว่า
น้ำที่ใช้ผสมควรมี pH เท่าไร
เอกสารจันทบุรีระบุว่า pH ที่เหมาะสมของน้ำสำหรับผสมสารคือ 6.0-7.0 ถ้าไม่มีเครื่องวัด pH ให้ใช้น้ำสะอาด ไม่มีตะกอน และทดสอบ jar test
ผสมฮอร์โมนพืชหรือสารจับใบกับปุ๋ยได้ไหม
ผังของกรมวิชาการเกษตรระบุว่าฮอร์โมนพืชอย่างกลุ่ม NAA โดยทั่วไปเข้ากันได้ ยกเว้นสภาพด่างจัด และให้เติมสารจับใบตามที่ฉลากระบุ แต่ผังนี้ไม่ใช่คำแนะนำ ให้ยึดฉลากของแต่ละผลิตภัณฑ์
ผสมแล้วต้องพ่นภายในกี่ชั่วโมง
ผังของกรมวิชาการเกษตรระบุว่าบางการผสมต้องใช้ภายใน 6 ชั่วโมงหรือทันที ซึ่งขึ้นกับคู่สาร ให้ดูฉลากและพ่นให้หมดโดยเร็ว
