คำตอบสั้น ๆ
ไม่มีตัวเลขกี่ไร่ที่ใช้ได้ทุกแปลง ต้องคำนวณจากน้ำที่พืชใช้และปริมาตรหนองจริงที่มีลาดข้าง บทความนี้รวมตัวเลขจากกรมพัฒนาที่ดินและมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมระบุสิ่งที่ยังไม่มีข้อมูลวัดจริง
คำตอบเร็ว: ไม่มีตัวเลข "กี่ไร่ถึงพอ" ที่ใช้ได้กับทุกแปลง ต้องย้อนจากน้ำที่พืชใช้จริงมาหาขนาดหนอง เอกสารมูลนิธิชัยพัฒนาใช้หลักประมาณ 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ที่เพาะปลูก และยกตัวอย่างแปลง 15 ไร่ที่ขุดสระ 3 ไร่ ลึก 4 เมตร ให้จุประมาณ 19,000 ลูกบาศก์เมตร ส่วนบ่อมาตรฐานของกรมพัฒนาที่ดินจุ 1,260 ลูกบาศก์เมตร ลึกไม่เกิน 3 เมตร ซึ่งโครงการตั้งเป้าให้ประโยชน์ราว 2 ไร่ต่อบ่อ ตัวเลขปริมาตรที่เขียนว่า "จุได้" มักคิดแบบกล่อง (พื้นที่คูณความลึก) ถ้าผนังลาดจริง น้ำจะน้อยกว่านั้น ส่วนผลต่อความชุ่มชื้นของดินรอบหนอง ผู้เขียนยังไม่พบรายงานที่วัดเป็นตัวเลขจากแหล่งทางการ (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)
คนที่เดินดูแปลงโคก หนอง นา ส่วนใหญ่ถามคำถามเดียวกันตั้งแต่เห็นรถแบ็กโฮ คือ ขุดหนองใหญ่แค่ไหนถึงจะมีน้ำใช้ตลอดหน้าแล้ง คำตอบสั้น ๆ ที่ได้ยินตามเวทีอบรมมักเป็น "สามสิบเปอร์เซ็นต์ของที่ดิน" ซึ่งเป็นสัดส่วนในหลักทฤษฎีใหม่ แต่พอเอาไปใช้กับที่ดิน 5 ไร่ หรือที่ดินดินทรายที่น้ำซึมเร็ว ตัวเลขนี้พาไปผิดทางได้ง่าย บทความนี้แยกให้เห็นว่าอะไรคือตัวเลขที่มีเอกสารรองรับ อะไรคือการคำนวณที่เราทำเองได้ และอะไรที่ยังไม่มีใครเปิดตัวเลขให้ดู ถ้าอยากเห็นภาพรวมของแนวคิดโมเดลนี้ก่อน อ่านที่ โคก หนอง นา โมเดล คืออะไร ทำไมเกษตรกรไทยถึงนิยมใช้กัน
ตอบคำถามกี่ไร่ ต้องเริ่มจากน้ำที่ใช้ ไม่ใช่เริ่มจากสัดส่วนที่ดิน
ลำดับคิดที่ใช้ได้จริงมีสามขั้น ขั้นแรกคือรู้ว่าปีหนึ่งต้องใช้น้ำเท่าไหร่ ขั้นที่สองคือรู้ว่าหนองหนึ่งแห่งเก็บน้ำใช้ได้จริงเท่าไหร่ (ไม่ใช่เท่าไหร่ตามแบบ) และขั้นที่สามคือเทียบสองตัวเลขนี้กับน้ำที่เติมกลับเข้ามาจากฝนและน้ำท่า เพราะหนองที่ไม่มีน้ำไหลเข้าก็เป็นแค่หลุม
เริ่มจากฝั่งความต้องการน้ำ กรมวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์ รวบรวมความต้องการน้ำของพืชไร่ไว้เป็นความสูงน้ำต่อฤดูปลูก พร้อมสูตรแปลงเป็นลูกบาศก์เมตรต่อไร่ คือ ความสูงน้ำ (มิลลิเมตร) คูณ 1.6 (เพราะ 1 ไร่ = 1,600 ตารางเมตร และฝน 1 มิลลิเมตรบนพื้นที่ 1 ตารางเมตรเท่ากับ 1 ลิตร) ตัวอย่างที่เปิดอ่านจากเอกสารฉบับนั้น
| พืช (ตามเอกสาร กวก. นครสวรรค์) | ความต้องการน้ำทั้งฤดู (มม.) | เทียบเป็น ลบ.ม./ไร่/ฤดู |
|---|---|---|
| ถั่วเขียว | 370 | 592 |
| ข้าวโพดหวาน | 414 | 662 |
| ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ | 749 | 1,198 |
| ข้าวฟ่าง | 718 | 1,149 |
| ฝ้าย | 950 | 1,520 |
| อ้อยปลูก | 2,150 | 3,440 |
สังเกตว่าพืชไร่ฤดูสั้นใช้น้ำราว 600 ถึง 1,200 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ซึ่งอยู่ในย่านเดียวกับหลัก 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ที่มูลนิธิชัยพัฒนาใช้ แต่อ้อยใช้มากกว่านั้นสามเท่า ตัวเลขทั้งหมดนี้เป็นความต้องการน้ำของพืช ไม่ใช่ปริมาณที่ต้องสูบจากหนองทั้งหมด เพราะฝนที่ตกระหว่างฤดูช่วยไปส่วนหนึ่ง ในทางกลับกัน ตัวเลขนี้ยังไม่รวมน้ำที่ระเหยจากผิวหนองและซึมลงดิน ซึ่งเป็นตัวแปรที่เปลี่ยนตามแปลงมากที่สุด
ตัวเลขอ้างอิงที่เปิดอ่านได้จากหน่วยงาน
ฝั่งขนาดหนอง มีสองชุดตัวเลขที่ต่างกันมากและควรเอามาวางข้างกัน
| รายการ | มูลนิธิชัยพัฒนา (ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น) | กรมพัฒนาที่ดิน (แหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน) |
|---|---|---|
| ขนาดแปลงตัวอย่าง | 15 ไร่ แบ่งนา 5 ไร่ พืชไร่พืชสวน 5 ไร่ สระ 3 ไร่ ที่อยู่อาศัยส่วนที่เหลือ (สัดส่วน 30:30:30:10) | ไม่กำหนดขนาดแปลง ขอได้ตามคุณสมบัติที่ดินและเอกสารสิทธิ |
| ความลึกสระ | 4 เมตร | ไม่เกิน 3 เมตร (ลึกกว่านั้นต้องเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการขุดดินและถมดิน) |
| ปริมาตร | ประมาณ 19,000 ลบ.ม. | 1,260 ลบ.ม. ต่อบ่อ (บ่อมาตรฐาน) |
| หลักความต้องการน้ำ | ราว 1,000 ลบ.ม. ต่อไร่ที่เพาะปลูก | เป้าหมายโครงการ 35,380 บ่อ ให้ประโยชน์พื้นที่ 70,760 ไร่ |
| ภาระผู้ขอ | ไม่ระบุในหน้าที่เปิดอ่าน | เกษตรกรร่วมออกค่าใช้จ่าย 2,500 บาทต่อบ่อ (ตามเอกสารหลักสูตรปี 2567) |
ลองหารตัวเลขของกรมพัฒนาที่ดินดู 70,760 ไร่ หารด้วย 35,380 บ่อ ได้ 2 ไร่ต่อบ่อ แปลว่าบ่อ 1,260 ลูกบาศก์เมตรในโครงการนี้ถูกออกแบบให้ช่วยพื้นที่ราว 2 ไร่ หรือประมาณ 630 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ ซึ่งน้อยกว่าหลัก 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ และน้อยกว่าความต้องการของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ทั้งฤดู (การหารนี้เป็นการคำนวณของผู้เขียนจากตัวเลขเป้าหมาย ไม่ใช่ตัวเลขที่เอกสารระบุเอง) ความหมายที่ตามมาคือ บ่อมาตรฐานของกรมพัฒนาที่ดินทำหน้าที่เป็น "น้ำเสริมช่วงฝนทิ้งช่วงและหน้าแล้ง" ตามวัตถุประสงค์ที่เขียนไว้ในโครงการ ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแหล่งน้ำเดียวของพืชทั้งฤดูแล้ง ใครคาดหวังให้หนองขนาดนี้เลี้ยงนาปรังหรืออ้อยทั้งแปลง จะผิดหวัง
เงื่อนไขของโครงการเป็นเรื่องที่เปลี่ยนตามปีงบประมาณ ข้อมูลข้างต้นมาจากเอกสารสรุปหลักสูตรอบรมปี 2567 ของกรมพัฒนาที่ดิน จำนวนบ่อ งบประมาณ และภาระที่เกษตรกรต้องร่วมจ่ายของปีนี้ ต้องสอบถามสถานีพัฒนาที่ดินประจำจังหวัดโดยตรง หรือดูช่องทางลงทะเบียนของกรมที่ www.ldd.go.th
ปริมาตรที่เขียนว่า "จุได้" กับน้ำที่มีให้ใช้จริง
ตัวเลข 19,000 ลูกบาศก์เมตรของสระ 3 ไร่ลึก 4 เมตร มาจากการคูณตรง ๆ คือ 3 ไร่ x 1,600 ตารางเมตร x 4 เมตร ได้ 19,200 ลูกบาศก์เมตร เป็นการคิดแบบกล่องที่ผนังตั้งฉาก แต่หนองจริงต้องมีลาดข้าง กรมพัฒนาที่ดินกำหนดว่าความลึกไม่เกิน 3 เมตรใช้ลาดข้างได้ 1:1, 1:1.5 และ 1:2 (แนวตั้งต่อแนวนอน) และแนะนำให้ดินเหนียวปนทรายใช้ 1:2 ลาดยิ่งลาดมากน้ำยิ่งน้อย ตารางต่อไปนี้เป็นตัวอย่างคำนวณของผู้เขียน ไม่ใช่ตัวเลขของหน่วยงาน
| ตัวอย่าง: สระปากกว้าง 60 x 80 เมตร (4,800 ตร.ม. = 3 ไร่) ลึก 4 เมตร | พื้นที่ก้นสระ (ตร.ม.) | ปริมาตรเมื่อเต็ม (ลบ.ม.) |
|---|---|---|
| คิดแบบกล่อง ผนังตั้งฉาก | 4,800 | 19,200 |
| ลาดข้าง 1:1 | 3,744 | ประมาณ 17,000 |
| ลาดข้าง 1:1.5 | 3,264 | ประมาณ 16,000 |
| ลาดข้าง 1:2 | 2,816 | ประมาณ 15,000 |
ฐานการคำนวณ: ปริมาตรทรงตัดปลาย = ความลึก/3 x (พื้นที่ปาก + พื้นที่ก้น + รากที่สองของผลคูณทั้งสอง) โดยสมมติปากสระเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า 60 x 80 เมตร ลาดข้างเท่ากันทุกด้าน รูปร่างอื่นให้ผลต่างออกไปเล็กน้อย บทเรียนคือ ปริมาตรจริงของสระลึก 4 เมตรที่ลาด 1:2 ต่ำกว่ากล่องราวหนึ่งในห้า และนั่นยังไม่ได้หักน้ำที่ปั๊มดูดไม่ถึงก้นสระ
ลองเทียบกับบ่อมาตรฐาน 1,260 ลูกบาศก์เมตร เอกสารของกรมพัฒนาที่ดินระบุว่าลึกไม่เกิน 3 เมตรควรมีพื้นที่ทำงานอย่างน้อย 29 x 32 เมตร เผื่อขอบข้างละ 2 เมตร และสระที่ขุดจริงอย่างน้อย 25 x 28 เมตร เมื่อผู้เขียนลองคำนวณแบบเดียวกันที่ปาก 25 x 28 เมตร ลึก 3 เมตร ลาด 1:2 ได้ราว 1,290 ลูกบาศก์เมตร ใกล้เคียงกับ 1,260 ที่โครงการใช้ ส่วนลาด 1:1.5 ได้ราว 1,465 ลูกบาศก์เมตร (ตารางสัดส่วนขนาดจริงในคู่มือของกรมมีหลายขนาดและผู้เขียนไม่ได้เปิดตารางนั้น จึงใช้เป็นการตรวจความสมเหตุสมผลเท่านั้น)
กรณีศึกษา ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนพิษณุโลก ตัวเลขจริงจากพื้นที่ 39.9 ไร่
บทความวิจัยของศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนพิษณุโลก (กรมการพัฒนาชุมชน) ให้ตัวเลขพื้นที่โคก หนอง นา ที่ทำจริงไว้ละเอียดผิดปกติ ที่ดิน 39.9 ไร่ งบขุด 300,000 บาท ขุดเสร็จเดือนกรกฎาคม 2563 มีสระสามแห่งรูปตัว C, L และ T ลึกประมาณ 4.5 เมตร น้ำมาจากฝนและสูบน้ำบาดาลเติม รอบสระมีคลองไส้ไก่ ตะพักน้ำ และฝายกั้นน้ำ
| สระ | พื้นที่ (ตร.ม.) | "จุน้ำได้" ตามบทความ (ลบ.ม.) | พื้นที่ x 4.5 ม. (ผู้เขียนคำนวณ) |
|---|---|---|---|
| ตัว C | 1,050 | 4,725 | 4,725 |
| ตัว L | 1,039 | 4,675 | ประมาณ 4,676 |
| ตัว T | 1,219 | 5,544 | ประมาณ 5,486 |
สองข้อที่ชวนคิดจากตารางนี้ ข้อแรก ตัวเลขจุน้ำของสระ C และ L เท่ากับพื้นที่คูณ 4.5 เมตรพอดี แปลว่าเป็นการคิดแบบกล่อง บทความไม่ได้บอกว่าพื้นที่ที่ใช้คำนวณวัดที่ระดับใด ถ้าเป็นพื้นที่ผิวปากสระและผนังลาด น้ำจริงจะน้อยกว่าที่เขียน ข้อที่สอง พื้นที่ผิวสระรวมสามแห่งคือ 3,308 ตารางเมตร หรือราว 2.07 ไร่ จากที่ดิน 39.9 ไร่ คิดเป็นประมาณร้อยละ 5 ของพื้นที่ ซึ่งต่ำกว่าสัดส่วนร้อยละ 30 ของทฤษฎีใหม่มาก ใช้ความลึกชดเชยแทนความกว้าง น้ำรวมตามที่เขียนราว 14,900 ลูกบาศก์เมตร หรือราว 375 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ของที่ดินทั้งหมด (ผู้เขียนคำนวณ) บ่อพวกนี้ไม่ใช่ตัวอย่างว่าต้องขุดกี่ไร่ แต่เป็นตัวอย่างว่าโครงการจริงเลือกแลกพื้นที่กับความลึกอย่างไร
อีกสิ่งที่บทความเล่าไว้และคนมักไม่พูดถึงคือ ดินบริเวณนั้นจัดอยู่ในกลุ่มชุดดินที่ 40 เนื้อดินค่อนข้างเป็นทราย ระบายน้ำดี การซึมผ่านของน้ำปานกลางถึงเร็ว ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ เสี่ยงขาดน้ำในฤดูเพาะปลูกและเสี่ยงการชะล้างพังทลาย พูดอีกอย่างคือเป็นดินที่ไม่ได้เก็บน้ำเก่งตามธรรมชาติ และเหตุผลที่ต้องมีสระอยู่ตรงนี้ก็คือดินแบบนี้เอง บทความไม่ได้รายงานอัตราการซึมของสระหรือการลดลงของระดับน้ำรายเดือน เพราะวัตถุประสงค์ของงานคือคุณภาพน้ำ
น้ำในหนองใหม่ไม่ได้ใช้ได้ทันที
งานวิจัยชิ้นเดียวกันพบว่า น้ำสระอายุราว 4 ปีมีค่า pH สูงถึงราว 9.2 ซึ่งเกินช่วง 6.5 ถึง 8.5 ที่บทความใช้เป็นเกณฑ์เหมาะกับพืชและสัตว์น้ำ พืชและสัตว์น้ำในพื้นที่เติบโตช้าหรือไม่โต ทีมวิจัยทดลองใส่มูลวัวสดลงสระ C สัปดาห์ละครั้ง เทียบกับสระ L ที่ไม่ใส่ พบว่า pH ลดจาก 9.21 เหลือ 8.48 (เฉลี่ย 8.77) ค่าสารละลายทั้งหมดเพิ่มจาก 258 เป็น 413 ppm และค่าการนำไฟฟ้าเพิ่มจาก 520 เป็น 885 ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตร ผู้วิจัยเองระบุว่าควรควบคุมปริมาณน้ำ ปริมาณมูล และช่วงเวลาให้ดีกว่านี้ในการทดลองครั้งต่อไป จึงควรอ่านเป็นผลของสระหนึ่งแห่ง ไม่ใช่สูตรที่ใช้ได้ทุกที่ ข้อสรุปที่ใช้ได้กว้างกว่าคือ ก่อนเอาน้ำหนองไปรดผักหรือเลี้ยงปลา ควรตรวจ pH และค่าการนำไฟฟ้าเสียก่อน ไม่ใช่เห็นน้ำใสแล้วถือว่าใช้ได้
หนองกับความชุ่มชื้นของดิน เรารู้อะไรและยังไม่รู้อะไร
ส่วนนี้ขอเขียนตรง ๆ เพราะเป็นเรื่องที่หลายเว็บเขียนเกินจริงที่สุด สิ่งที่มีเอกสารทางการรองรับคือ กรมพัฒนาที่ดินระบุผลประโยชน์ของบ่อว่า เกษตรกรปลูกไม้ผลและผักสวนครัวได้จากดินบริเวณขอบบ่อ และเลี้ยงปลาในสระได้ ส่วนตัวเลขว่าความชื้นดินห่างจากขอบหนอง 5 เมตร 20 เมตร เพิ่มกี่เปอร์เซ็นต์ หรือชุ่มชื้นไปไกลกี่เมตรในหน้าแล้ง ผู้เขียนค้นแล้วไม่พบรายงานที่เปิดอ่านได้จากหน่วยงานรัฐหรือมหาวิทยาลัย จึงไม่ขอให้ตัวเลข ใครอ้างตัวเลขแบบนั้นให้ถามที่มาก่อน
สิ่งที่เกษตรกรวัดเองได้และควรวัดเพราะแปลงของแต่ละคนไม่เหมือนกัน คือเปรียบเทียบความชื้นดินที่ระดับความลึกเท่ากันและเวลาเดียวกัน ที่ระยะต่าง ๆ จากขอบหนอง ในช่วงที่ฝนทิ้งช่วงจริง วิธีง่าย ๆ ที่ใช้ได้
- ขุดหลุมลึกราว 20 ถึง 30 เซนติเมตรที่ระยะ 3, 10 และ 30 เมตรจากขอบหนอง ในเช้าวันเดียวกันหลังฝนทิ้งช่วงอย่างน้อยหนึ่งสัปดาห์
- บีบดินในฝ่ามือแล้วจดผลว่าจับเป็นก้อนหรือร่วน เปียกติดมือหรือแห้ง ถ่ายรูปไว้ทุกครั้งเพื่อเทียบข้ามเดือน
- จดระดับน้ำในหนองด้วยไม้วัดปักขอบสระ อ่านทุกสัปดาห์ ระดับที่ลดลงระหว่างช่วงไม่มีฝนคือตัวเลขรวมของการระเหยและการซึม ซึ่งเป็นตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจขนาดหนองได้ดีกว่าตัวเลขตำรา
- ถ้าดินเป็นทรายหรือระดับน้ำลดเร็วผิดปกติ ให้ปรึกษาสถานีพัฒนาที่ดินเรื่องการเลือกตำแหน่งและการบดอัดก่อนขุดเพิ่ม ไม่ใช่ขุดแล้วค่อยแก้
ก่อนสั่งรถขุด ตรวจสิ่งเหล่านี้ตามลำดับ
เกณฑ์เลือกพื้นที่ของกรมพัฒนาที่ดินคือสิ่งที่ควรนำมาตรวจกับที่ดินของตัวเอง แม้จะไม่ได้ขอเข้าโครงการ เพราะเป็นเกณฑ์ที่เขียนจากปัญหาที่เจอในการขุดสระจริง
- ตรวจสิทธิ์ที่ดิน โครงการต้องการเอกสารสิทธิ์ เช่น โฉนด น.ส.3 ส.ป.ก. 4-01 หรือเอกสารที่หน่วยงานรัฐออกให้ ที่ดินไม่มีเอกสารต้องถามสถานีพัฒนาที่ดินว่าเข้าเงื่อนไขหรือไม่
- ดูความลาดชัน เกณฑ์ของกรมคือความลาดชันของพื้นที่ไม่ควรเกินร้อยละ 15
- ดูชนิดดิน กรมพิจารณาความซึมน้ำของดิน หินที่โผล่ และเลือกดินที่ระบายน้ำค่อนข้างเลวถึงเลวมาก (ดินเหนียวที่เก็บน้ำได้) พร้อมให้หลีกเลี่ยงดินทรายจัด ดินเค็ม และพื้นที่ที่มีก้อนหินใหญ่ เพราะจะเก็บน้ำได้ไม่นานและคุณภาพน้ำไม่ดี
- เผื่อขอบทำงาน ถ้าลึกไม่เกิน 3 เมตร เผื่อจากขอบปากสระข้างละ 2 เมตร
- ระยะจากที่ดินเพื่อนบ้าน ขอบสระต้องห่างแนวเขตที่ดินผู้อื่นไม่น้อยกว่าสองเท่าของความลึกสระ และให้นำดินที่ขุดมาถมเป็นคันล้อมสระหรือปรับพื้นที่ให้เรียบร้อย
- ถ้าจะลึกเกิน 3 เมตร ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการขุดดินและถมดิน ให้สอบถามองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นหรือสำนักงานพัฒนาที่ดินก่อนลงมือ ผู้เขียนไม่ได้เปิดตัวบทกฎหมายจึงไม่ระบุเงื่อนไขรายละเอียด
- วางแผนน้ำเข้า หนองต้องมีทางรับน้ำฝนหรือน้ำท่า ถ้าต้องพึ่งการสูบน้ำบาดาลเติมแบบศูนย์พิษณุโลก ให้คิดค่าไฟและสิทธิ์การใช้น้ำบาดาลของพื้นที่ด้วย
เรื่องการวางหนองร่วมกับคลองไส้ไก่และการเก็บน้ำฝนจากหลังคา ดูต่อที่ เก็บน้ำฝนใช้ในฟาร์ม ถัง บ่อ คลองไส้ไก่ และการวางแผนน้ำหน้าแล้ง ส่วนคนที่คิดจะปลูกไม้ผลบนโคกที่ได้จากดินขุด อ่านการวางแผนไว้ที่ ทำโคก หนอง นา โมเดล ควบคู่ปลูกไม้ผลเศรษฐกิจ และถ้าสนใจเลี้ยงปลาในระบบเดียวกัน ดูตัวอย่างการออกแบบน้ำที่ โคก หนอง นา ผสมเลี้ยงปลาดุกในนาข้าว
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- คิดปริมาตรหนองแบบกล่องแล้วเชื่อว่าได้น้ำเต็มตัวเลขนั้น ทั้งที่ลาดข้างและส่วนที่ปั๊มดูดไม่ถึงก้นทำให้น้ำใช้ได้จริงน้อยกว่าตัวเลขที่เขียน
- เอาสัดส่วน 30:30:30:10 ไปใช้กับที่ดินเล็กหรือดินทรายโดยไม่ดูว่าดินเก็บน้ำได้หรือไม่ ศูนย์พิษณุโลกเองใช้พื้นที่สระเพียงราวร้อยละ 5 และชดเชยด้วยความลึก
- ขุดลึกกว่า 3 เมตรโดยไม่ตรวจเงื่อนไขกฎหมายขุดดินและถมดิน และไม่เว้นระยะจากเขตที่ดินข้างเคียงตามที่โครงการกำหนด
- เชื่อตัวเลขความชุ่มชื้นดินรอบหนองจากเว็บที่ไม่บอกวิธีวัดและแหล่งที่มา แล้ววางแผนปลูกพืชระยะไกลจากน้ำเกินไป
- เอาน้ำจากหนองใหม่ไปรดพืชหรือเลี้ยงปลาทันทีโดยไม่วัด pH ซึ่งกรณีศึกษาพิษณุโลกพบค่าสูงถึงราว 9.2 ในสระอายุ 4 ปี
- ลืมว่าตัวเลขโครงการของรัฐเปลี่ยนตามปีงบประมาณ นำเอกสารปี 2567 ไปตัดสินใจโดยไม่โทรถามสถานีพัฒนาที่ดิน
สรุป
ขุดหนองกี่ไร่ถึงพอ ไม่มีตัวเลขเดียว ให้เริ่มจากน้ำที่พืชต้องใช้ (หลักหยาบคือราว 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ตามมูลนิธิชัยพัฒนา หรือเปิดตัวเลขรายพืชของกรมวิชาการเกษตร) แล้วคำนวณปริมาตรหนองแบบมีลาดข้าง ไม่ใช่แบบกล่อง จากนั้นเผื่อการระเหยและการซึมด้วยตัวเลขที่วัดจากหนองจริง บ่อมาตรฐาน 1,260 ลูกบาศก์เมตรของกรมพัฒนาที่ดินออกแบบให้ช่วยราว 2 ไร่ต่อบ่อ เหมาะเป็นน้ำเสริมหน้าแล้ง ส่วนผลต่อความชุ่มชื้นดินรอบหนองยังไม่มีตัวเลขจากแหล่งทางการให้ใช้ ให้ทดลองวัดในแปลงตัวเอง ข้อมูล ณ ต.ค. 2569 เงื่อนไขโครงการภาครัฐตรวจกับสถานีพัฒนาที่ดินประจำจังหวัดก่อนตัดสินใจ
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมพัฒนาที่ดิน: สรุปรายงานหลักสูตร แหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน รุ่นที่ 1/2567 — บ่อ 1,260 ลบ.ม. เกษตรกรร่วมจ่าย 2,500 บาท เกณฑ์เลือกพื้นที่ ลาดข้าง 1:1 ถึง 1:2 ลึกไม่เกิน 3 ม. ระยะจากเขตที่ดินผู้อื่น https://orgweb.ldd.go.th/sources/img/part_lesson/FILES_9955_6622196b75200.pdf
- กรมพัฒนาที่ดิน: สรุปบทเรียน แหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน — มติ ครม. 29 มิ.ย. 2547 เป้าหมาย 35,380 บ่อ พื้นที่ได้ประโยชน์ 70,760 ไร่ https://orgweb.ldd.go.th/sources/img/part_lesson/FILES_2670_66483d0bbd6dd.pdf
- กรมพัฒนาที่ดิน: สรุปบทเรียน หลักสูตรแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทาน รุ่น 2/2567 — ขั้นตอนลงทะเบียนและการคัดเลือกเกษตรกร https://orgweb.ldd.go.th/sources/img/part_lesson/FILES_2678_66de968e6e9f7.pdf
- มูลนิธิชัยพัฒนา: ทฤษฎีใหม่ขั้นต้น — แปลง 15 ไร่ สระ 3 ไร่ ลึก 4 ม. ราว 19,000 ลบ.ม. หลัก 1,000 ลบ.ม. ต่อไร่ https://www.chaipat.or.th/2010-06-03-03-39-51.html
- มูลนิธิชัยพัฒนา: ทฤษฎีใหม่ (สัดส่วน 30:30:30:10) — การแบ่งพื้นที่เป็น 4 ส่วน https://www.chaipat.or.th/concept-and-theory-development/new-theory/922-2010-06-02-07-43-39.html
- ศูนย์ศึกษาและพัฒนาชุมชนพิษณุโลก (กรมการพัฒนาชุมชน): การพัฒนาคุณภาพน้ำให้เหมาะสมกับการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ โคก หนอง นา — พื้นที่ 39.9 ไร่ สระ C L T ค่า pH ดินชุดที่ 40 https://kmlearning.cdd.go.th/wp-content/uploads/2025/03/4.pdf
- กรมวิชาการเกษตร ศูนย์วิจัยพืชไร่นครสวรรค์: ปริมาณความต้องการน้ำของพืชไร่ (2559) — ความต้องการน้ำรายพืช สูตร ลบ.ม./ไร่ = มม. x 1.6 https://doa.go.th/fc/nakhonsawan/wp-content/uploads/2024/06/water_requirement_for_fieldcrops_25651.pdf
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
พ่นปุ๋ยและยาในแปลงต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันอะไร ทำอย่างไรไม่ให้ลมพัดกลับมาโดนตัว
ชุดป้องกันขั้นต่ำตามกรมควบคุมโรคคือหมวก แว่นครอบตา หน้ากากไส้กรอง เสื้อผ้ามิดชิด ถุงมือและบูทยาง และต้องยืนเหนือลมตามกรมส่งเสริมการเกษตร
ทำปุ๋ยน้ำพ่นทางใบเองจากเศษพืชหรือปลา ใช้ได้จริงไหม และข้อควรระวัง
น้ำหมักชีวภาพที่ทำเองเป็นสารกระตุ้นเจือจาง ไม่ใช่ปุ๋ยแทนเคมี บทความสรุปสูตร อัตราเจือจาง ตัวอย่างคำนวณธาตุอาหาร และข้อควรระวังตามเอกสารกรมพัฒนาที่ดินและ สวพส.
วิธีผสมสารจับใบกับปุ๋ยทางใบให้ถูกลำดับ และสัญญาณว่าผสมผิด
ลำดับผสมที่เอกสารรองรับคือยึดฉลากก่อน แล้วน้ำ ผงที่ทำสลัวร์รี ของเหลว และสารจับใบเป็นลำดับท้ายสุด พร้อมวิธี jar test และสัญญาณว่าผสมผิด
สารจับใบคืออะไร ใช้เมื่อไหร่ และไม่จำเป็นเมื่อไหร่
สารจับใบคือสารลดแรงตึงผิวหรือสารเสริมประสิทธิภาพที่ช่วยให้น้ำพ่นแผ่และเกาะใบได้ดีขึ้น ใช้เมื่อฉลากกำหนดหรือใบเปียกยาก และไม่จำเป็นเมื่อสูตรมีผสมมาแล้ว
ผสมปุ๋ยทางใบกับยาหรือสารอื่นถังเดียวกันได้ไหม ความเสี่ยงและข้อควรรู้
หน่วยงานรัฐให้ภาพเรื่องผสมปุ๋ยกับยาไม่เหมือนกัน บทความนี้สรุปความเสี่ยง วิธีทดสอบ jar test และเงื่อนไขตัดสินใจ โดยให้ฉลากเป็นตัวตัดสิน
พ่นปุ๋ยทางใบแล้วใบไหม ใบด่าง สาเหตุและวิธีแก้
ใบไหม้หลังพ่นปุ๋ยมักมาจากความเข้มข้น แดด หรือการผสมสาร ส่วนใบด่างอาจไม่เกี่ยวกับปุ๋ย บทความนี้ไล่อาการ สาเหตุ และวิธีแก้ตามลำดับ
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่
คำถามที่พบบ่อย
ที่ดิน 10 ไร่ ต้องขุดหนองกี่ไร่
เอกสารมูลนิธิชัยพัฒนาใช้หลักราว 1,000 ลูกบาศก์เมตรต่อไร่ที่เพาะปลูก ที่ดิน 10 ไร่จึงต้องการน้ำราว 10,000 ลูกบาศก์เมตรต่อปี ถ้าสระลึก 3 เมตร ลาด 1:2 ปริมาตรจริงต่อพื้นที่ปากสระ 1 ไร่ต่ำกว่า 4,800 ลูกบาศก์เมตรตามแบบกล่อง จึงต้องใช้พื้นที่ปากสระราว 3 ไร่ขึ้นไป ตัวเลขนี้เป็นตัวอย่างคำนวณ ไม่ได้รวมการระเหย การซึม และน้ำฝนที่เติม ให้ปรับตามผลวัดระดับน้ำจริง
สระ 3 ไร่ ลึก 4 เมตร จุน้ำได้ 19,000 ลูกบาศก์เมตรจริงหรือไม่
ตัวเลข 19,000 มาจากการคิดแบบกล่อง (3 x 1,600 x 4 = 19,200) ถ้าผนังลาด 1:2 ตัวอย่างสระปาก 60 x 80 เมตรได้ราว 15,000 ลูกบาศก์เมตร ต่ำกว่ากล่องราวหนึ่งในห้า และยังต้องหักน้ำก้นสระที่ปั๊มดึงไม่ถึง
ขอขุดบ่อกับกรมพัฒนาที่ดินได้ไหม ต้องจ่ายเท่าไหร่
ตามเอกสารหลักสูตรปี 2567 โครงการแหล่งน้ำในไร่นานอกเขตชลประทานให้เกษตรกรร่วมออกค่าใช้จ่าย 2,500 บาทต่อบ่อ ขนาด 1,260 ลูกบาศก์เมตร ต้องมีเอกสารสิทธิ์และอยู่นอกเขตชลประทาน ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ของกรม หรือยื่นที่สถานีพัฒนาที่ดิน เงื่อนไขและงบประมาณของปีปัจจุบันต้องสอบถามสถานีพัฒนาที่ดินประจำจังหวัด
ดินทรายขุดหนองได้ไหม
กรมพัฒนาที่ดินให้หลีกเลี่ยงดินทรายจัดเพราะเก็บน้ำได้ไม่นาน ศูนย์พิษณุโลกที่ดินเป็นดินค่อนข้างทรายระบายน้ำดี ยังมีสระใช้งานได้โดยเติมน้ำบาดาล ถ้าดินในแปลงเป็นทราย ควรให้เจ้าหน้าที่พัฒนาที่ดินตรวจก่อนขุด และวางแผนค่าเติมน้ำไว้ในต้นทุน
หนองช่วยให้ดินรอบ ๆ ชุ่มชื้นขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์
ยังไม่พบรายงานที่วัดเป็นตัวเลขจากหน่วยงานรัฐหรือมหาวิทยาลัยที่เปิดอ่านได้ กรมพัฒนาที่ดินระบุเพียงว่าเกษตรกรปลูกไม้ผลและผักสวนครัวบริเวณขอบบ่อได้ วิธีที่ใช้ตัดสินใจได้คือวัดเปรียบเทียบความชื้นดินที่ระยะต่าง ๆ จากขอบหนองในแปลงของตัวเอง


