ดิน น้ำ ปุ๋ยเผยแพร่ 15 ตุลาคม 2569

ทำระบบสปริงเกอร์เองได้ไหม ส่วนไหนทำเองได้ ส่วนไหนควรจ้างช่าง

คู่มือตัดสินใจแบบถ้า...ให้ทำ... ว่าทำสปริงเกอร์เองได้แค่ไหน ส่วนไหนควรจ้างช่าง พร้อมวิธีคำนวณแรงดันและขนาดท่อด้วยสมการ Hazen-Williams ที่ตรวจสอบได้เองจริง

ทำระบบสปริงเกอร์เองได้ไหม ส่วนไหนทำเองได้ ส่วนไหนควรจ้างช่าง

คำตอบสั้น ๆ

ทำสปริงเกอร์เองได้ในงานท่อย่อยและติดหัว แต่งานไฟปั๊ม ท่อเมนใหญ่ และการคำนวณแรงดันในสวนลาดควรมีผู้รู้ช่วย บทความนี้ให้เงื่อนไขตัดสินใจและวิธีคำนวณที่ตรวจเองได้

คำตอบเร็ว: ทำเองได้ในงานที่ผิดแล้วแก้ได้ราคาถูก ได้แก่ ผังแปลน การวัดอัตราไหลและแรงดัน การปูท่อย่อย PE การติดหัว การล้างท่อ และการทดสอบด้วยถังตวงกับถ้วยตวง ส่วนที่ควรให้ช่างหรือผู้รู้ดู คือไฟฟ้าของปั๊ม ท่อเมน PVC ขนาดใหญ่ที่ต้องฝัง สวนลาดเอียงหรือหลายโซน และการเลือกปั๊มเมื่อต้องส่งน้ำไกลหรือสูง เกณฑ์สำคัญที่ใช้ตัดสินคือคำนวณว่าแรงดันที่หัวสุดท้ายตกไม่เกินราว 20% ของแรงดันเฉลี่ยหรือไม่ (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)

คำถามนี้ถามกันเยอะเพราะคนสวนจำนวนมากอยากประหยัดค่าช่าง แต่คำตอบแบบ "ทำเองได้หมด" หรือ "ต้องจ้างช่างหมด" ไม่ช่วยใคร ผมเลือกเขียนเป็นเงื่อนไข ถ้าสวนเป็นแบบนี้ ให้ทำแบบนี้ พร้อมตัวเลขที่คุณคำนวณเองได้ด้วยเครื่องคิดเลข โดยเฉพาะส่วนแรงดันกับท่อ ซึ่งเป็นจุดที่ระบบทำเองเสียหายบ่อยที่สุด

ประสบการณ์จากงานศึกษาแปลงเกษตรกรจริง

ภาพประกอบ ประสบการณ์จากงานศึกษาแปลงเกษตรกรจริง

โครงงานวิศวกรรมชลประทานของภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (2554) ศึกษาระบบสปริงเกลอร์ของเกษตรกรหมู่บ้านหลักเมตร จ.นครปฐม 5 แปลง ขนาด 0.5-3 ไร่ พบว่า 2 แปลงที่ติดข้อต่อยึดอยู่กับที่ ติดกาวแน่นหนา และเลือกหัวให้เหมาะกับขนาดท่อ ผ่านเกณฑ์ความสม่ำเสมอ (DU มากกว่า 75% และ CU มากกว่า 84%) ส่วนอีก 3 แปลงที่ข้อต่อถอดเข้าออกได้ ไม่ได้ยึด และเลือกท่อขนาดเล็กจนเกิดแรงดันในท่อสูงเกินต้องการ มีปัญหาท่อแตกท่อหลุดบ่อย ต้องหยุดปั๊มกะทันหันเพื่อต่อท่อ และไม่ผ่านเกณฑ์

ข้อสรุปที่ผมเอามาใช้กับคนทำเองคือ ผู้ทำงานเสนอว่าเกษตรกรมักไม่ออกแบบระบบล่วงหน้า แต่ซื้ออุปกรณ์ตามที่ร้านมีหรือแนะนำ จนระบบมีขนาดท่อหรือปั๊มสูงเกินความจำเป็น และพบว่าเปลี่ยนแต่หัวโดยไม่ออกแบบระบบใหม่ ไม่ทำให้ความสม่ำเสมอดีขึ้น (ข้อมูลนี้มาจากแปลงผักขนาดเล็ก ไม่ใช่สวนผลไม้ แต่หลักเรื่องแรงดันกับท่อเหมือนกัน) กล่าวคือ ต้นเหตุหลักของงานทำเองที่ล้มเหลวมักไม่ใช่ฝีมือติดตั้ง แต่คือขาดการคำนวณก่อนซื้อ

ตารางตัดสินใจ ถ้า... ให้...

ถ้าสวนของคุณเป็นแบบนี้ให้ทำเองได้ไหมเหตุผลและสิ่งที่ต้องทำ
แปลงเล็ก ราบ ไม่เกินราว 1 ไร่ โซนเดียว ใช้น้ำประปาหรือปั๊มเดิมที่ใช้อยู่แล้วทำเองได้เกือบทั้งหมดเริ่มจากวัดอัตราไหลปั๊ม คำนวณท่อย่อย ปูท่อ ติดหัว ทดสอบ
ต้องซื้อปั๊มใหม่ หรือต่อจากบ่อ/สระที่ต้องดูดน้ำเลือกปั๊มเองได้ถ้าอ่านกราฟสมรรถนะเป็น ไม่เช่นนั้นปรึกษาผู้รู้แรงม้าอย่างเดียวบอกอะไรไม่ได้ ดูอัตราไหลที่แรงดันใช้งานจริง
ต้องเดินสายไฟ ติดเบรกเกอร์ ตัวตั้งเวลา ต่อปั๊มในพื้นที่เปียกจ้างช่างไฟหรือผู้ชำนาญความเสี่ยงไฟรั่วในพื้นที่เปียกและน้ำสูง ไม่ใช่งานที่ผิดแล้วแก้ทีหลังได้ถูก
สวนลาดเอียงเกินกว่าต่างระดับไม่กี่เมตร หรือมีหลายโซนทำเองได้ส่วนท่อย่อย แต่ควรให้ผู้รู้ตรวจแผนความสูงต่าง 10 เมตรเท่ากับแรงดันเปลี่ยนราว 1 บาร์ ต้องแยกโซนและควบคุมแรงดัน
ท่อเมนต้องยาวหลายร้อยเมตรหรือฝังลึกจ้างหรือทำร่วมกับผู้ชำนาญการขุดรื้อทีหลังแพง และท่อผิดขนาดแก้ยาก
ต้องการขนาดท่อและตำแหน่งหัวที่คุ้มทุนสำหรับสวนใหญ่หลายสิบไร่ปรึกษานักออกแบบหรือหน่วยงานวิศวกรรมเกษตรการออกแบบผิดทั้งระบบเสียหายมากกว่าค่าออกแบบ
น้ำมีทราย ตะกอน หรือเหล็กสูงทำเองได้ แต่ต้องใส่กรองและส่งตรวจน้ำระบบหัวเล็กอุดตันง่าย ถ้าไม่ออกแบบกรอง ผลคือน้ำไม่ทั่ว

ส่วนที่ทำเองได้ ทีละงาน

1) วัดข้อมูลจริงก่อนซื้อ

สองตัวเลขที่ต้องมีคืออัตราไหลของปั๊มในสภาพใช้งานจริง และแรงดันที่ปากปั๊ม ต่อสายเปล่าลงถังที่รู้ปริมาตรแล้วจับเวลา ต่อเกจที่ปากท่อ วัดความสูงของจุดที่สูงที่สุดเทียบกับปั๊ม ถ้าผลต่างความสูง 10 เมตร ตามที่ตำรา LibreTexts ระบุ ความสูง 10 ฟุตเท่ากับแรงดัน 4.3 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ซึ่งเทียบง่าย ๆ ได้ว่าสูงขึ้นราว 10 เมตรเสียแรงดันราว 1 บาร์

2) กำหนดจำนวนหัวที่เปิดพร้อมกัน

เอกสารของกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่ามินิสปริงเกลอร์ใช้แรงดัน 10-20 เมตร และอัตราไหลของหัวอยู่ในช่วง 20-300 ลิตรต่อชั่วโมง ให้เอาอัตราไหลของหัวที่วัดจริง คูณจำนวนหัวที่เปิดพร้อมกัน แล้วเทียบกับอัตราไหลของปั๊มที่แรงดันใช้งาน ถ้ารวมแล้วเกิน ให้แบ่งโซน

3) คำนวณขนาดท่อด้วยสมการ Hazen-Williams

สมการรูป SI ที่ Wikipedia เผยแพร่ไว้ คือ hf = 10.67 x L x Q^1.852 ÷ (C^1.852 x d^4.8704) เมื่อ hf เป็นเมตร L เป็นเมตร Q เป็นลูกบาศก์เมตรต่อวินาที d เป็นเมตร และค่า C ของโพลีเอทิลีนเท่ากับ 140 ส่วนพีวีซีเท่ากับ 150 เพื่อไม่ต้องคำนวณมือ ผมคำนวณตารางไว้ให้ดูภาพรวม เป็นค่าความสูญเสียต่อท่อตรง 100 เมตรที่รับอัตราไหลเต็มตลอดเส้น (ตัวเลขใช้ ID สมมติของท่อแต่ละเบอร์ ให้อ่านค่าจริงจากฉลากท่อ)

อัตราไหลรวมในท่อท่อ ID 17 มม.ท่อ ID 21.5 มม.ท่อ ID 27.5 มม.ท่อ ID 36 มม.
1,000 ลิตร/ชม. (10 หัว x 100)12.2 ม. / 1.2 ม./วิ3.9 ม. / 0.8 ม./วิ1.2 ม. / 0.5 ม./วิ0.3 ม. / 0.3 ม./วิ
2,500 ลิตร/ชม. (25 หัว)66.5 ม. / 3.1 ม./วิ21.2 ม. / 1.9 ม./วิ6.4 ม. / 1.2 ม./วิ1.7 ม. / 0.7 ม./วิ
5,000 ลิตร/ชม. (50 หัว)240 ม. / 6.1 ม./วิ76.5 ม. / 3.8 ม./วิ23.1 ม. / 2.3 ม./วิ6.2 ม. / 1.4 ม./วิ

ในแต่ละช่อง ตัวเลขแรกคือแรงดันที่เสียต่อท่อ 100 เมตร (เมตรน้ำ) ตัวเลขหลังคือความเร็วน้ำในท่อ ตำราเดียวกัน (LibreTexts 11.5) ให้ขีดจำกัดความเร็วที่ใช้กันทั่วไปไม่เกิน 7 ฟุตต่อวินาที หรือราว 2.1 เมตรต่อวินาที และ 10 ฟุตต่อวินาทีได้ถ้าเปิดปิดวาล์วช้า ๆ ดังนั้นท่อ ID 17 มม. ที่รับ 25 หัวขึ้นไป (3.1 ม./วิ) เกินเพดานตามตารางและแรงดันก็หายเกือบ 66 เมตรต่อ 100 เมตร ซึ่งเกินช่วงแรงดันใช้งานของหัวทั้งหมด อ่านตารางเพื่อดูแนวโน้มว่า ท่อเล็กลงนิดเดียวแรงดันตกเพิ่มเป็นหลายเท่า ไม่ใช่เพิ่มเล็กน้อย

4) เช็กด้วยเกณฑ์ 20%

ตำรา LibreTexts 11.4 ระบุเกณฑ์ออกแบบไว้ว่า ผลต่างอัตราไหลระหว่างหัวที่ไหลมากที่สุดกับน้อยที่สุดควรน้อยกว่า 10% ของอัตราไหลเฉลี่ย และเพราะอัตราไหลแปรผันตามรากที่สองของแรงดัน แรงดันตลอดท่อย่อยจึงแปรผันได้ไม่เกิน 20% ของแรงดันเฉลี่ย (แรงดันสูญเสียสูงสุด = 0.20 x แรงดันเฉลี่ย) ถ้าออกแบบที่ 15 เมตร ยอมให้เสียได้ไม่เกิน 3 เมตรตลอดท่อย่อย ถ้าท่อที่ออกแบบเกิน ให้ตัดสินว่าจะเพิ่มขนาดท่อ ลดจำนวนหัวต่อเส้น หรือป้อนน้ำเข้ากลางแถวแทนปลายแถว

ตำราเดียวกันบอกด้วยว่า ถ้าความแปรผันเกินเกณฑ์ที่ปรับท่อไม่ได้ ให้ใช้ตัวควบคุมแรงดันหรือหัวแบบชดเชยแรงดัน (pressure compensating) ซึ่งเป็นอุปกรณ์เพิ่มต้นทุน ควรเลือกก็ต่อเมื่อปรับท่อไม่ไหวจริง ๆ

วิธีแก้เมื่อท่อย่อยเสียแรงดันเกินเกณฑ์ผลโดยประมาณ (ตัวอย่าง 16 หัว ห่าง 5 ม. หัวละ 100 ล./ชม. ID 17 มม.)
ไม่แก้ ป้อนน้ำจากต้นแถวอย่างเดียวเสียแรงดันราว 8.9 เมตร
เปลี่ยนเป็นท่อ ID 21.5 มม.เสียราว 2.8 เมตร
ป้อนน้ำเข้ากลางแถว แยกเป็นสองฝั่งละ 8 หัวแต่ละฝั่งเสียราว 1.3 เมตร

ผลที่เห็นคือ การแบ่งป้อนจากกลางแถวมักถูกกว่าการเปลี่ยนท่อทั้งเส้นและได้ผลมาก เพราะอัตราไหลในแต่ละช่วงลดลงครึ่งหนึ่ง ตัวเลขทั้งหมดมาจากสมการ Hazen-Williams ที่ระบุไว้ข้างบน ตามสมมติฐานของผม ไม่ใช่ค่าของท่อยี่ห้อใด

ส่วนที่ควรให้ช่างหรือผู้รู้ดู

ไฟฟ้าของปั๊ม

การต่อมอเตอร์ปั๊ม เบรกเกอร์ และสายดินในพื้นที่ที่เปียกและมีน้ำกระเซ็น เป็นงานที่ความผิดพลาดมีผลต่อชีวิต ไม่ควรทำเองจากคำแนะนำในบทความ ให้ช่างไฟตรวจ และเลือกขนาดสายและอุปกรณ์ป้องกันตามป้ายกำลังไฟของปั๊ม

ท่อเมนฝังและระบบที่มีจุดสูง

เอกสารของกรมส่งเสริมการเกษตรอธิบายว่าอากาศมักขังที่จุดสูงสุดของท่อและกีดขวางการไหล จึงใช้วาล์วระบายอากาศ และเมื่อท่อวางขึ้นเนินต้องมีเช็ควาล์วกันน้ำไหลย้อนกระแทกปั๊มเมื่อปั๊มหยุดกะทันหัน จุดเหล่านี้ตัดสินใจจากผังจริง ถ้าไม่มั่นใจควรให้คนที่เคยติดระบบในพื้นที่ลักษณะเดียวกันมาช่วยดู

การเลือกปั๊มเมื่อระบบใหญ่ขึ้น

ตัวอย่างหน้าสินค้าปั๊มหอยโข่ง 1 แรงม้าสองรุ่นที่ผมเปิดดูวันที่ 15 ต.ค. 2569 ระบุแรงส่งสูงสุด 18 เมตรกับ 32 เมตร แสดงว่าแรงม้าเท่ากันได้ผลต่างกันมาก ถ้าสวนอยู่บนที่ลาดหรือแรงดันที่ต้องการสูง ควรอ่านกราฟปั๊มจากผู้ผลิตและขอคำแนะนำจากผู้รู้ก่อนตัดสินใจ

คำถามเรื่องการรับความช่วยเหลือจากหน่วยงาน

เอกสาร "ระบบการให้น้ำพืช" ที่ผมอ้างอิงเผยแพร่โดยฝ่ายบริการงานช่างเกษตร กองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร ถ้าต้องการคำแนะนำเฉพาะพื้นที่ ให้สอบถามสำนักงานเกษตรอำเภอว่ามีบริการหรือหน่วยงานใดให้คำแนะนำด้านระบบน้ำในจังหวัดของคุณ ผมไม่มีแหล่งอ้างอิงที่ยืนยันขอบเขตบริการและค่าธรรมเนียมของหน่วยงานแต่ละแห่ง

ทดสอบหลังติดเอง ให้รู้ว่าผ่านจริงหรือไม่

  1. ล้างท่อทุกเส้นโดยปล่อยน้ำทิ้งที่ปลายท่อจนใส ก่อนเสียบหัว
  2. เปิดระบบ จดเกจหน้าและหลังกรอง (ถ้าเกจหลังกรองต่ำกว่าเกจหน้ากรองมาก แปลว่ากรองเริ่มตัน ตามที่ กสก. อธิบาย)
  3. วัดอัตราไหลหัวต้นแถว กลางแถว ท้ายแถวด้วยถังตวงและจับเวลา เทียบเกณฑ์ผลต่างไม่เกิน 10% ของค่าเฉลี่ย
  4. ทำ Can Test วางถ้วยเป็นตารางระหว่างหัว 4 หัว ห่างกัน 50 หรือ 100 ซม. คำนวณ DU และ CU เทียบเกณฑ์ DU มากกว่า 75% และ CU มากกว่า 84% ตามที่โครงงาน มก. กำแพงแสนใช้ (เป็นเกณฑ์เทียบสำหรับงานสปริงเกลอร์แปลงผัก ไม่ใช่มาตรฐานบังคับของสวนผลไม้)
  5. จดผลทั้งหมดลงสมุดพร้อมวันที่ เพื่อเทียบกับการทดสอบรอบถัดไปหลังใช้งานไปสามสี่เดือน

ข้อผิดพลาดของงานทำเองที่เจอบ่อย

  • ซื้ออุปกรณ์ก่อน แล้วค่อยหาว่าจะวางตรงไหน แทนที่จะคำนวณก่อนซื้อ
  • ใช้ข้อต่อแบบถอดเข้าออกกับท่อที่ต้องรับแรงดัน ไม่ติดกาวหรือไม่ยึดหลัก ท่อหลุดตอนแรงดันขึ้น
  • เลือกท่อเล็กเพราะราคาถูก แล้วแรงดันท้ายแถวตก
  • เปลี่ยนเฉพาะหัวเมื่อน้ำไม่ทั่ว โดยไม่ตรวจท่อและแรงดัน
  • ไม่ติดกรองหรือติดแต่ไม่ล้าง เพราะไม่มีเกจให้ดู
  • ต่อสายไฟปั๊มเองโดยไม่มีเบรกเกอร์ป้องกันไฟรั่ว

อ่านต่อ ปฏิทินสปริงเกอร์สวนผลไม้: งานที่ต้องทำรายเดือน, ต้นทุนสปริงเกอร์สวนผลไม้, สปริงเกอร์สวนผลไม้แล้วมีปัญหา? รวมสาเหตุ อาการ วิธีแก้ และ ระบบน้ำหยดสำหรับสวนผัก

สรุป

ทำสปริงเกอร์เองได้ในส่วนที่ผิดแล้วแก้ถูก คือผัง ท่อย่อย การติดหัว และการทดสอบ แต่ต้องคำนวณแรงดันและขนาดท่อก่อนซื้อ ใช้เกณฑ์แรงดันตลอดท่อย่อยแปรผันไม่เกิน 20% ของค่าเฉลี่ย ส่วนไฟฟ้าปั๊ม ท่อเมนฝังขนาดใหญ่ สวนลาดเอียงหลายโซน และการเลือกปั๊มเมื่อระบบโต ควรให้ช่างหรือผู้รู้ช่วยดู ตัวเลขในบทความมาจากเอกสาร กสก. โครงงาน มก. กำแพงแสน และตำรา LibreTexts ส่วนการคำนวณตัวอย่างเป็นสมมติฐานของผู้เขียน ข้อมูล ณ ต.ค. 2569

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมส่งเสริมการเกษตร (ฝ่ายบริการงานช่างเกษตร กองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร) — เอกสาร "ระบบการให้น้ำพืช" เปรียบเทียบสปริงเกลอร์ มินิสปริงเกลอร์ ไมโครสเปรย์ น้ำหยด องค์ประกอบระบบ เกจวัดแรงดัน วาล์วระบายอากาศ เช็ควาล์ว (ไฟล์ที่เปิดอ่านโฮสต์ที่ kas.siamkubota.co.th)
  • 📄ภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ — โครงงานวิศวกรรมชลประทาน 16/2554 การศึกษาและปรับปรุงการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ หมู่บ้านหลักเมตร จ.นครปฐม วิธี Can Test เกณฑ์ DU CU https://irre.ku.ac.th/project/pdf/255416.pdf
  • 📄Workforce LibreTexts — Irrigation Systems Management (AET 021) บทที่ 11.4 Lateral Design — เกณฑ์ความแปรผันแรงดันไม่เกิน 20% ของแรงดันเฉลี่ยตลอดท่อย่อย และผลของความสูงต่ำ ลิงก์
  • 📄Workforce LibreTexts — Irrigation Systems Management (AET 021) บทที่ 11.5 Maximum Lateral Inflow — ขีดจำกัดความเร็วน้ำในท่อและการจำกัดการไหลเข้าท่อย่อย ลิงก์
  • 📄Wikipedia — Hazen–Williams equation — สมการ SI และค่า C ของท่อ PVC (150) และโพลีเอทิลีน (140) ที่ใช้คำนวณตัวอย่าง ลิงก์
  • 📄HomePro (หน้าสินค้าออนไลน์ เปิดดู 15 ต.ค. 2569) — หน้าสินค้ามินิสปริงเกอร์ ลิงก์ ซึ่งไม่ระบุอัตราไหลและแรงดันใช้งาน และปั๊มหอยโข่ง 1 แรงม้า 2 รุ่น แรงส่งสูงสุด 18 ม. กับ แรงส่งสูงสุด 32 ม.

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์

หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

คำถามที่พบบ่อย

คนไม่เคยทำระบบน้ำเลย ทำเองได้ไหม

ได้ ถ้าเริ่มจากแปลงเล็กและงานที่ไม่ใช่ไฟฟ้า เช่น ท่อย่อย PE กับมินิสปริงเกอร์ไม่กี่สิบหัว แต่ให้ใช้เวลาเตรียมแปลน วัดอัตราไหลของปั๊ม และทดสอบก่อนขยาย ส่วนงานไฟปั๊มและเบรกเกอร์ควรให้ช่างไฟหรือผู้ชำนาญดูเสมอ

ซื้ออุปกรณ์ตามที่ร้านแนะนำได้ไหม

ร้านให้ข้อมูลสินค้าที่ดี แต่โครงงานของภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน มก. กำแพงแสนที่ศึกษาแปลงสปริงเกลอร์ของเกษตรกร 5 แปลง พบว่าเกษตรกรมักซื้อตามที่ร้านมีหรือแนะนำโดยไม่ออกแบบล่วงหน้า ทำให้ท่อหรือปั๊มใหญ่เกินความจำเป็น ควรนำผังและตัวเลขอัตราไหลที่คำนวณเองไปคุยกับร้านแทนการถามว่าร้านมีอะไร

ท่อเมนควรเป็น PVC หรือ PE

เอกสารระบบการให้น้ำพืชของกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าท่อเมนควรใช้ PVC ท่อเมนย่อยใช้ PVC หรือ PE และท่อย่อยที่ติดหัวใช้ PE นี่คือแนวทางทั่วไป ขนาดท่อต้องคำนวณตามอัตราไหลของพื้นที่จริง

ต้องคำนวณแรงดันตกละเอียดแค่ไหนถึงพอ

สำหรับท่อย่อยแต่ละเส้น ให้คำนวณตามสมการ Hazen-Williams ทีละช่วงหัว หรือใช้ตารางความสูญเสียที่ผู้ผลิตท่อให้ แล้วเทียบกับเกณฑ์แรงดันสูญเสียไม่เกิน 20% ของแรงดันเฉลี่ยตามตำราออกแบบ ถ้าอยู่ใกล้เกณฑ์ให้เพิ่มขนาดท่อหรือแบ่งท่อ ไม่ต้องรอให้เกินแล้วค่อยแก้

ทดสอบหลังติดตั้งต้องทำอะไร

ล้างท่อก่อนเสียบหัว ดูเกจหน้าและหลังกรอง วัดอัตราไหลของหัวต้นแถว กลางแถว ท้ายแถว และทำ Can Test วางถ้วยเป็นตารางระหว่างหัว 4 หัว คำนวณ DU และ CU เทียบเกณฑ์ DU มากกว่า 75% CU มากกว่า 84% ตามที่โครงงาน มก. กำแพงแสนใช้

ถ้าทำเองแล้วน้ำไม่ทั่ว เสียเงินเปล่าไหม

ส่วนใหญ่แก้ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ โครงงานของ มก. กำแพงแสนปรับแปลงหนึ่งโดยใช้ท่อและปั๊มเดิม เพิ่มวาล์วควบคุมแรงดันและวาล์วระบายตะกอน เปลี่ยนหัว และคำนวณเวลาให้น้ำใหม่ ได้ค่า CU และ DU ดีขึ้นจาก 67.86% และ 58.81% เป็น 79.34% และ 67.43% เวลาให้น้ำลดจาก 20 เหลือ 14 นาที แต่ผลนั้นเป็นแปลงผัก ไม่ใช่ทุกสวนจะได้เท่ากัน