คำตอบสั้น ๆ
ทำสปริงเกอร์เองได้ในงานท่อย่อยและติดหัว แต่งานไฟปั๊ม ท่อเมนใหญ่ และการคำนวณแรงดันในสวนลาดควรมีผู้รู้ช่วย บทความนี้ให้เงื่อนไขตัดสินใจและวิธีคำนวณที่ตรวจเองได้
คำตอบเร็ว: ทำเองได้ในงานที่ผิดแล้วแก้ได้ราคาถูก ได้แก่ ผังแปลน การวัดอัตราไหลและแรงดัน การปูท่อย่อย PE การติดหัว การล้างท่อ และการทดสอบด้วยถังตวงกับถ้วยตวง ส่วนที่ควรให้ช่างหรือผู้รู้ดู คือไฟฟ้าของปั๊ม ท่อเมน PVC ขนาดใหญ่ที่ต้องฝัง สวนลาดเอียงหรือหลายโซน และการเลือกปั๊มเมื่อต้องส่งน้ำไกลหรือสูง เกณฑ์สำคัญที่ใช้ตัดสินคือคำนวณว่าแรงดันที่หัวสุดท้ายตกไม่เกินราว 20% ของแรงดันเฉลี่ยหรือไม่ (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)
คำถามนี้ถามกันเยอะเพราะคนสวนจำนวนมากอยากประหยัดค่าช่าง แต่คำตอบแบบ "ทำเองได้หมด" หรือ "ต้องจ้างช่างหมด" ไม่ช่วยใคร ผมเลือกเขียนเป็นเงื่อนไข ถ้าสวนเป็นแบบนี้ ให้ทำแบบนี้ พร้อมตัวเลขที่คุณคำนวณเองได้ด้วยเครื่องคิดเลข โดยเฉพาะส่วนแรงดันกับท่อ ซึ่งเป็นจุดที่ระบบทำเองเสียหายบ่อยที่สุด
ประสบการณ์จากงานศึกษาแปลงเกษตรกรจริง
โครงงานวิศวกรรมชลประทานของภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (2554) ศึกษาระบบสปริงเกลอร์ของเกษตรกรหมู่บ้านหลักเมตร จ.นครปฐม 5 แปลง ขนาด 0.5-3 ไร่ พบว่า 2 แปลงที่ติดข้อต่อยึดอยู่กับที่ ติดกาวแน่นหนา และเลือกหัวให้เหมาะกับขนาดท่อ ผ่านเกณฑ์ความสม่ำเสมอ (DU มากกว่า 75% และ CU มากกว่า 84%) ส่วนอีก 3 แปลงที่ข้อต่อถอดเข้าออกได้ ไม่ได้ยึด และเลือกท่อขนาดเล็กจนเกิดแรงดันในท่อสูงเกินต้องการ มีปัญหาท่อแตกท่อหลุดบ่อย ต้องหยุดปั๊มกะทันหันเพื่อต่อท่อ และไม่ผ่านเกณฑ์
ข้อสรุปที่ผมเอามาใช้กับคนทำเองคือ ผู้ทำงานเสนอว่าเกษตรกรมักไม่ออกแบบระบบล่วงหน้า แต่ซื้ออุปกรณ์ตามที่ร้านมีหรือแนะนำ จนระบบมีขนาดท่อหรือปั๊มสูงเกินความจำเป็น และพบว่าเปลี่ยนแต่หัวโดยไม่ออกแบบระบบใหม่ ไม่ทำให้ความสม่ำเสมอดีขึ้น (ข้อมูลนี้มาจากแปลงผักขนาดเล็ก ไม่ใช่สวนผลไม้ แต่หลักเรื่องแรงดันกับท่อเหมือนกัน) กล่าวคือ ต้นเหตุหลักของงานทำเองที่ล้มเหลวมักไม่ใช่ฝีมือติดตั้ง แต่คือขาดการคำนวณก่อนซื้อ
ตารางตัดสินใจ ถ้า... ให้...
| ถ้าสวนของคุณเป็นแบบนี้ | ให้ทำเองได้ไหม | เหตุผลและสิ่งที่ต้องทำ |
|---|---|---|
| แปลงเล็ก ราบ ไม่เกินราว 1 ไร่ โซนเดียว ใช้น้ำประปาหรือปั๊มเดิมที่ใช้อยู่แล้ว | ทำเองได้เกือบทั้งหมด | เริ่มจากวัดอัตราไหลปั๊ม คำนวณท่อย่อย ปูท่อ ติดหัว ทดสอบ |
| ต้องซื้อปั๊มใหม่ หรือต่อจากบ่อ/สระที่ต้องดูดน้ำ | เลือกปั๊มเองได้ถ้าอ่านกราฟสมรรถนะเป็น ไม่เช่นนั้นปรึกษาผู้รู้ | แรงม้าอย่างเดียวบอกอะไรไม่ได้ ดูอัตราไหลที่แรงดันใช้งานจริง |
| ต้องเดินสายไฟ ติดเบรกเกอร์ ตัวตั้งเวลา ต่อปั๊มในพื้นที่เปียก | จ้างช่างไฟหรือผู้ชำนาญ | ความเสี่ยงไฟรั่วในพื้นที่เปียกและน้ำสูง ไม่ใช่งานที่ผิดแล้วแก้ทีหลังได้ถูก |
| สวนลาดเอียงเกินกว่าต่างระดับไม่กี่เมตร หรือมีหลายโซน | ทำเองได้ส่วนท่อย่อย แต่ควรให้ผู้รู้ตรวจแผน | ความสูงต่าง 10 เมตรเท่ากับแรงดันเปลี่ยนราว 1 บาร์ ต้องแยกโซนและควบคุมแรงดัน |
| ท่อเมนต้องยาวหลายร้อยเมตรหรือฝังลึก | จ้างหรือทำร่วมกับผู้ชำนาญ | การขุดรื้อทีหลังแพง และท่อผิดขนาดแก้ยาก |
| ต้องการขนาดท่อและตำแหน่งหัวที่คุ้มทุนสำหรับสวนใหญ่หลายสิบไร่ | ปรึกษานักออกแบบหรือหน่วยงานวิศวกรรมเกษตร | การออกแบบผิดทั้งระบบเสียหายมากกว่าค่าออกแบบ |
| น้ำมีทราย ตะกอน หรือเหล็กสูง | ทำเองได้ แต่ต้องใส่กรองและส่งตรวจน้ำ | ระบบหัวเล็กอุดตันง่าย ถ้าไม่ออกแบบกรอง ผลคือน้ำไม่ทั่ว |
ส่วนที่ทำเองได้ ทีละงาน
1) วัดข้อมูลจริงก่อนซื้อ
สองตัวเลขที่ต้องมีคืออัตราไหลของปั๊มในสภาพใช้งานจริง และแรงดันที่ปากปั๊ม ต่อสายเปล่าลงถังที่รู้ปริมาตรแล้วจับเวลา ต่อเกจที่ปากท่อ วัดความสูงของจุดที่สูงที่สุดเทียบกับปั๊ม ถ้าผลต่างความสูง 10 เมตร ตามที่ตำรา LibreTexts ระบุ ความสูง 10 ฟุตเท่ากับแรงดัน 4.3 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว ซึ่งเทียบง่าย ๆ ได้ว่าสูงขึ้นราว 10 เมตรเสียแรงดันราว 1 บาร์
2) กำหนดจำนวนหัวที่เปิดพร้อมกัน
เอกสารของกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่ามินิสปริงเกลอร์ใช้แรงดัน 10-20 เมตร และอัตราไหลของหัวอยู่ในช่วง 20-300 ลิตรต่อชั่วโมง ให้เอาอัตราไหลของหัวที่วัดจริง คูณจำนวนหัวที่เปิดพร้อมกัน แล้วเทียบกับอัตราไหลของปั๊มที่แรงดันใช้งาน ถ้ารวมแล้วเกิน ให้แบ่งโซน
3) คำนวณขนาดท่อด้วยสมการ Hazen-Williams
สมการรูป SI ที่ Wikipedia เผยแพร่ไว้ คือ hf = 10.67 x L x Q^1.852 ÷ (C^1.852 x d^4.8704) เมื่อ hf เป็นเมตร L เป็นเมตร Q เป็นลูกบาศก์เมตรต่อวินาที d เป็นเมตร และค่า C ของโพลีเอทิลีนเท่ากับ 140 ส่วนพีวีซีเท่ากับ 150 เพื่อไม่ต้องคำนวณมือ ผมคำนวณตารางไว้ให้ดูภาพรวม เป็นค่าความสูญเสียต่อท่อตรง 100 เมตรที่รับอัตราไหลเต็มตลอดเส้น (ตัวเลขใช้ ID สมมติของท่อแต่ละเบอร์ ให้อ่านค่าจริงจากฉลากท่อ)
| อัตราไหลรวมในท่อ | ท่อ ID 17 มม. | ท่อ ID 21.5 มม. | ท่อ ID 27.5 มม. | ท่อ ID 36 มม. |
|---|---|---|---|---|
| 1,000 ลิตร/ชม. (10 หัว x 100) | 12.2 ม. / 1.2 ม./วิ | 3.9 ม. / 0.8 ม./วิ | 1.2 ม. / 0.5 ม./วิ | 0.3 ม. / 0.3 ม./วิ |
| 2,500 ลิตร/ชม. (25 หัว) | 66.5 ม. / 3.1 ม./วิ | 21.2 ม. / 1.9 ม./วิ | 6.4 ม. / 1.2 ม./วิ | 1.7 ม. / 0.7 ม./วิ |
| 5,000 ลิตร/ชม. (50 หัว) | 240 ม. / 6.1 ม./วิ | 76.5 ม. / 3.8 ม./วิ | 23.1 ม. / 2.3 ม./วิ | 6.2 ม. / 1.4 ม./วิ |
ในแต่ละช่อง ตัวเลขแรกคือแรงดันที่เสียต่อท่อ 100 เมตร (เมตรน้ำ) ตัวเลขหลังคือความเร็วน้ำในท่อ ตำราเดียวกัน (LibreTexts 11.5) ให้ขีดจำกัดความเร็วที่ใช้กันทั่วไปไม่เกิน 7 ฟุตต่อวินาที หรือราว 2.1 เมตรต่อวินาที และ 10 ฟุตต่อวินาทีได้ถ้าเปิดปิดวาล์วช้า ๆ ดังนั้นท่อ ID 17 มม. ที่รับ 25 หัวขึ้นไป (3.1 ม./วิ) เกินเพดานตามตารางและแรงดันก็หายเกือบ 66 เมตรต่อ 100 เมตร ซึ่งเกินช่วงแรงดันใช้งานของหัวทั้งหมด อ่านตารางเพื่อดูแนวโน้มว่า ท่อเล็กลงนิดเดียวแรงดันตกเพิ่มเป็นหลายเท่า ไม่ใช่เพิ่มเล็กน้อย
4) เช็กด้วยเกณฑ์ 20%
ตำรา LibreTexts 11.4 ระบุเกณฑ์ออกแบบไว้ว่า ผลต่างอัตราไหลระหว่างหัวที่ไหลมากที่สุดกับน้อยที่สุดควรน้อยกว่า 10% ของอัตราไหลเฉลี่ย และเพราะอัตราไหลแปรผันตามรากที่สองของแรงดัน แรงดันตลอดท่อย่อยจึงแปรผันได้ไม่เกิน 20% ของแรงดันเฉลี่ย (แรงดันสูญเสียสูงสุด = 0.20 x แรงดันเฉลี่ย) ถ้าออกแบบที่ 15 เมตร ยอมให้เสียได้ไม่เกิน 3 เมตรตลอดท่อย่อย ถ้าท่อที่ออกแบบเกิน ให้ตัดสินว่าจะเพิ่มขนาดท่อ ลดจำนวนหัวต่อเส้น หรือป้อนน้ำเข้ากลางแถวแทนปลายแถว
ตำราเดียวกันบอกด้วยว่า ถ้าความแปรผันเกินเกณฑ์ที่ปรับท่อไม่ได้ ให้ใช้ตัวควบคุมแรงดันหรือหัวแบบชดเชยแรงดัน (pressure compensating) ซึ่งเป็นอุปกรณ์เพิ่มต้นทุน ควรเลือกก็ต่อเมื่อปรับท่อไม่ไหวจริง ๆ
| วิธีแก้เมื่อท่อย่อยเสียแรงดันเกินเกณฑ์ | ผลโดยประมาณ (ตัวอย่าง 16 หัว ห่าง 5 ม. หัวละ 100 ล./ชม. ID 17 มม.) |
|---|---|
| ไม่แก้ ป้อนน้ำจากต้นแถวอย่างเดียว | เสียแรงดันราว 8.9 เมตร |
| เปลี่ยนเป็นท่อ ID 21.5 มม. | เสียราว 2.8 เมตร |
| ป้อนน้ำเข้ากลางแถว แยกเป็นสองฝั่งละ 8 หัว | แต่ละฝั่งเสียราว 1.3 เมตร |
ผลที่เห็นคือ การแบ่งป้อนจากกลางแถวมักถูกกว่าการเปลี่ยนท่อทั้งเส้นและได้ผลมาก เพราะอัตราไหลในแต่ละช่วงลดลงครึ่งหนึ่ง ตัวเลขทั้งหมดมาจากสมการ Hazen-Williams ที่ระบุไว้ข้างบน ตามสมมติฐานของผม ไม่ใช่ค่าของท่อยี่ห้อใด
ส่วนที่ควรให้ช่างหรือผู้รู้ดู
ไฟฟ้าของปั๊ม
การต่อมอเตอร์ปั๊ม เบรกเกอร์ และสายดินในพื้นที่ที่เปียกและมีน้ำกระเซ็น เป็นงานที่ความผิดพลาดมีผลต่อชีวิต ไม่ควรทำเองจากคำแนะนำในบทความ ให้ช่างไฟตรวจ และเลือกขนาดสายและอุปกรณ์ป้องกันตามป้ายกำลังไฟของปั๊ม
ท่อเมนฝังและระบบที่มีจุดสูง
เอกสารของกรมส่งเสริมการเกษตรอธิบายว่าอากาศมักขังที่จุดสูงสุดของท่อและกีดขวางการไหล จึงใช้วาล์วระบายอากาศ และเมื่อท่อวางขึ้นเนินต้องมีเช็ควาล์วกันน้ำไหลย้อนกระแทกปั๊มเมื่อปั๊มหยุดกะทันหัน จุดเหล่านี้ตัดสินใจจากผังจริง ถ้าไม่มั่นใจควรให้คนที่เคยติดระบบในพื้นที่ลักษณะเดียวกันมาช่วยดู
การเลือกปั๊มเมื่อระบบใหญ่ขึ้น
ตัวอย่างหน้าสินค้าปั๊มหอยโข่ง 1 แรงม้าสองรุ่นที่ผมเปิดดูวันที่ 15 ต.ค. 2569 ระบุแรงส่งสูงสุด 18 เมตรกับ 32 เมตร แสดงว่าแรงม้าเท่ากันได้ผลต่างกันมาก ถ้าสวนอยู่บนที่ลาดหรือแรงดันที่ต้องการสูง ควรอ่านกราฟปั๊มจากผู้ผลิตและขอคำแนะนำจากผู้รู้ก่อนตัดสินใจ
คำถามเรื่องการรับความช่วยเหลือจากหน่วยงาน
เอกสาร "ระบบการให้น้ำพืช" ที่ผมอ้างอิงเผยแพร่โดยฝ่ายบริการงานช่างเกษตร กองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร ถ้าต้องการคำแนะนำเฉพาะพื้นที่ ให้สอบถามสำนักงานเกษตรอำเภอว่ามีบริการหรือหน่วยงานใดให้คำแนะนำด้านระบบน้ำในจังหวัดของคุณ ผมไม่มีแหล่งอ้างอิงที่ยืนยันขอบเขตบริการและค่าธรรมเนียมของหน่วยงานแต่ละแห่ง
ทดสอบหลังติดเอง ให้รู้ว่าผ่านจริงหรือไม่
- ล้างท่อทุกเส้นโดยปล่อยน้ำทิ้งที่ปลายท่อจนใส ก่อนเสียบหัว
- เปิดระบบ จดเกจหน้าและหลังกรอง (ถ้าเกจหลังกรองต่ำกว่าเกจหน้ากรองมาก แปลว่ากรองเริ่มตัน ตามที่ กสก. อธิบาย)
- วัดอัตราไหลหัวต้นแถว กลางแถว ท้ายแถวด้วยถังตวงและจับเวลา เทียบเกณฑ์ผลต่างไม่เกิน 10% ของค่าเฉลี่ย
- ทำ Can Test วางถ้วยเป็นตารางระหว่างหัว 4 หัว ห่างกัน 50 หรือ 100 ซม. คำนวณ DU และ CU เทียบเกณฑ์ DU มากกว่า 75% และ CU มากกว่า 84% ตามที่โครงงาน มก. กำแพงแสนใช้ (เป็นเกณฑ์เทียบสำหรับงานสปริงเกลอร์แปลงผัก ไม่ใช่มาตรฐานบังคับของสวนผลไม้)
- จดผลทั้งหมดลงสมุดพร้อมวันที่ เพื่อเทียบกับการทดสอบรอบถัดไปหลังใช้งานไปสามสี่เดือน
ข้อผิดพลาดของงานทำเองที่เจอบ่อย
- ซื้ออุปกรณ์ก่อน แล้วค่อยหาว่าจะวางตรงไหน แทนที่จะคำนวณก่อนซื้อ
- ใช้ข้อต่อแบบถอดเข้าออกกับท่อที่ต้องรับแรงดัน ไม่ติดกาวหรือไม่ยึดหลัก ท่อหลุดตอนแรงดันขึ้น
- เลือกท่อเล็กเพราะราคาถูก แล้วแรงดันท้ายแถวตก
- เปลี่ยนเฉพาะหัวเมื่อน้ำไม่ทั่ว โดยไม่ตรวจท่อและแรงดัน
- ไม่ติดกรองหรือติดแต่ไม่ล้าง เพราะไม่มีเกจให้ดู
- ต่อสายไฟปั๊มเองโดยไม่มีเบรกเกอร์ป้องกันไฟรั่ว
อ่านต่อ ปฏิทินสปริงเกอร์สวนผลไม้: งานที่ต้องทำรายเดือน, ต้นทุนสปริงเกอร์สวนผลไม้, สปริงเกอร์สวนผลไม้แล้วมีปัญหา? รวมสาเหตุ อาการ วิธีแก้ และ ระบบน้ำหยดสำหรับสวนผัก
สรุป
ทำสปริงเกอร์เองได้ในส่วนที่ผิดแล้วแก้ถูก คือผัง ท่อย่อย การติดหัว และการทดสอบ แต่ต้องคำนวณแรงดันและขนาดท่อก่อนซื้อ ใช้เกณฑ์แรงดันตลอดท่อย่อยแปรผันไม่เกิน 20% ของค่าเฉลี่ย ส่วนไฟฟ้าปั๊ม ท่อเมนฝังขนาดใหญ่ สวนลาดเอียงหลายโซน และการเลือกปั๊มเมื่อระบบโต ควรให้ช่างหรือผู้รู้ช่วยดู ตัวเลขในบทความมาจากเอกสาร กสก. โครงงาน มก. กำแพงแสน และตำรา LibreTexts ส่วนการคำนวณตัวอย่างเป็นสมมติฐานของผู้เขียน ข้อมูล ณ ต.ค. 2569
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- กรมส่งเสริมการเกษตร (ฝ่ายบริการงานช่างเกษตร กองส่งเสริมโครงการพระราชดำริ การจัดการพื้นที่และวิศวกรรมเกษตร) — เอกสาร "ระบบการให้น้ำพืช" เปรียบเทียบสปริงเกลอร์ มินิสปริงเกลอร์ ไมโครสเปรย์ น้ำหยด องค์ประกอบระบบ เกจวัดแรงดัน วาล์วระบายอากาศ เช็ควาล์ว (ไฟล์ที่เปิดอ่านโฮสต์ที่ kas.siamkubota.co.th)
- ภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน คณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ — โครงงานวิศวกรรมชลประทาน 16/2554 การศึกษาและปรับปรุงการให้น้ำแบบสปริงเกลอร์ หมู่บ้านหลักเมตร จ.นครปฐม วิธี Can Test เกณฑ์ DU CU https://irre.ku.ac.th/project/pdf/255416.pdf
- Workforce LibreTexts — Irrigation Systems Management (AET 021) บทที่ 11.4 Lateral Design — เกณฑ์ความแปรผันแรงดันไม่เกิน 20% ของแรงดันเฉลี่ยตลอดท่อย่อย และผลของความสูงต่ำ ลิงก์
- Workforce LibreTexts — Irrigation Systems Management (AET 021) บทที่ 11.5 Maximum Lateral Inflow — ขีดจำกัดความเร็วน้ำในท่อและการจำกัดการไหลเข้าท่อย่อย ลิงก์
- Wikipedia — Hazen–Williams equation — สมการ SI และค่า C ของท่อ PVC (150) และโพลีเอทิลีน (140) ที่ใช้คำนวณตัวอย่าง ลิงก์
- HomePro (หน้าสินค้าออนไลน์ เปิดดู 15 ต.ค. 2569) — หน้าสินค้ามินิสปริงเกอร์ ลิงก์ ซึ่งไม่ระบุอัตราไหลและแรงดันใช้งาน และปั๊มหอยโข่ง 1 แรงม้า 2 รุ่น แรงส่งสูงสุด 18 ม. กับ แรงส่งสูงสุด 32 ม.
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
พ่นปุ๋ยและยาในแปลงต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันอะไร ทำอย่างไรไม่ให้ลมพัดกลับมาโดนตัว
ชุดป้องกันขั้นต่ำตามกรมควบคุมโรคคือหมวก แว่นครอบตา หน้ากากไส้กรอง เสื้อผ้ามิดชิด ถุงมือและบูทยาง และต้องยืนเหนือลมตามกรมส่งเสริมการเกษตร
ทำปุ๋ยน้ำพ่นทางใบเองจากเศษพืชหรือปลา ใช้ได้จริงไหม และข้อควรระวัง
น้ำหมักชีวภาพที่ทำเองเป็นสารกระตุ้นเจือจาง ไม่ใช่ปุ๋ยแทนเคมี บทความสรุปสูตร อัตราเจือจาง ตัวอย่างคำนวณธาตุอาหาร และข้อควรระวังตามเอกสารกรมพัฒนาที่ดินและ สวพส.
วิธีผสมสารจับใบกับปุ๋ยทางใบให้ถูกลำดับ และสัญญาณว่าผสมผิด
ลำดับผสมที่เอกสารรองรับคือยึดฉลากก่อน แล้วน้ำ ผงที่ทำสลัวร์รี ของเหลว และสารจับใบเป็นลำดับท้ายสุด พร้อมวิธี jar test และสัญญาณว่าผสมผิด
สารจับใบคืออะไร ใช้เมื่อไหร่ และไม่จำเป็นเมื่อไหร่
สารจับใบคือสารลดแรงตึงผิวหรือสารเสริมประสิทธิภาพที่ช่วยให้น้ำพ่นแผ่และเกาะใบได้ดีขึ้น ใช้เมื่อฉลากกำหนดหรือใบเปียกยาก และไม่จำเป็นเมื่อสูตรมีผสมมาแล้ว
ผสมปุ๋ยทางใบกับยาหรือสารอื่นถังเดียวกันได้ไหม ความเสี่ยงและข้อควรรู้
หน่วยงานรัฐให้ภาพเรื่องผสมปุ๋ยกับยาไม่เหมือนกัน บทความนี้สรุปความเสี่ยง วิธีทดสอบ jar test และเงื่อนไขตัดสินใจ โดยให้ฉลากเป็นตัวตัดสิน
พ่นปุ๋ยทางใบแล้วใบไหม ใบด่าง สาเหตุและวิธีแก้
ใบไหม้หลังพ่นปุ๋ยมักมาจากความเข้มข้น แดด หรือการผสมสาร ส่วนใบด่างอาจไม่เกี่ยวกับปุ๋ย บทความนี้ไล่อาการ สาเหตุ และวิธีแก้ตามลำดับ
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่
คำถามที่พบบ่อย
คนไม่เคยทำระบบน้ำเลย ทำเองได้ไหม
ได้ ถ้าเริ่มจากแปลงเล็กและงานที่ไม่ใช่ไฟฟ้า เช่น ท่อย่อย PE กับมินิสปริงเกอร์ไม่กี่สิบหัว แต่ให้ใช้เวลาเตรียมแปลน วัดอัตราไหลของปั๊ม และทดสอบก่อนขยาย ส่วนงานไฟปั๊มและเบรกเกอร์ควรให้ช่างไฟหรือผู้ชำนาญดูเสมอ
ซื้ออุปกรณ์ตามที่ร้านแนะนำได้ไหม
ร้านให้ข้อมูลสินค้าที่ดี แต่โครงงานของภาควิชาวิศวกรรมชลประทาน มก. กำแพงแสนที่ศึกษาแปลงสปริงเกลอร์ของเกษตรกร 5 แปลง พบว่าเกษตรกรมักซื้อตามที่ร้านมีหรือแนะนำโดยไม่ออกแบบล่วงหน้า ทำให้ท่อหรือปั๊มใหญ่เกินความจำเป็น ควรนำผังและตัวเลขอัตราไหลที่คำนวณเองไปคุยกับร้านแทนการถามว่าร้านมีอะไร
ท่อเมนควรเป็น PVC หรือ PE
เอกสารระบบการให้น้ำพืชของกรมส่งเสริมการเกษตรระบุว่าท่อเมนควรใช้ PVC ท่อเมนย่อยใช้ PVC หรือ PE และท่อย่อยที่ติดหัวใช้ PE นี่คือแนวทางทั่วไป ขนาดท่อต้องคำนวณตามอัตราไหลของพื้นที่จริง
ต้องคำนวณแรงดันตกละเอียดแค่ไหนถึงพอ
สำหรับท่อย่อยแต่ละเส้น ให้คำนวณตามสมการ Hazen-Williams ทีละช่วงหัว หรือใช้ตารางความสูญเสียที่ผู้ผลิตท่อให้ แล้วเทียบกับเกณฑ์แรงดันสูญเสียไม่เกิน 20% ของแรงดันเฉลี่ยตามตำราออกแบบ ถ้าอยู่ใกล้เกณฑ์ให้เพิ่มขนาดท่อหรือแบ่งท่อ ไม่ต้องรอให้เกินแล้วค่อยแก้
ทดสอบหลังติดตั้งต้องทำอะไร
ล้างท่อก่อนเสียบหัว ดูเกจหน้าและหลังกรอง วัดอัตราไหลของหัวต้นแถว กลางแถว ท้ายแถว และทำ Can Test วางถ้วยเป็นตารางระหว่างหัว 4 หัว คำนวณ DU และ CU เทียบเกณฑ์ DU มากกว่า 75% CU มากกว่า 84% ตามที่โครงงาน มก. กำแพงแสนใช้
ถ้าทำเองแล้วน้ำไม่ทั่ว เสียเงินเปล่าไหม
ส่วนใหญ่แก้ได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนทั้งระบบ โครงงานของ มก. กำแพงแสนปรับแปลงหนึ่งโดยใช้ท่อและปั๊มเดิม เพิ่มวาล์วควบคุมแรงดันและวาล์วระบายตะกอน เปลี่ยนหัว และคำนวณเวลาให้น้ำใหม่ ได้ค่า CU และ DU ดีขึ้นจาก 67.86% และ 58.81% เป็น 79.34% และ 67.43% เวลาให้น้ำลดจาก 20 เหลือ 14 นาที แต่ผลนั้นเป็นแปลงผัก ไม่ใช่ทุกสวนจะได้เท่ากัน


