ดิน น้ำ ปุ๋ยเผยแพร่ 15 ตุลาคม 2569

สปริงเกอร์หรือหัวเทใต้ต้นทุเรียน ช่วงดอกและช่วงติดผลควรเลือกแบบไหน

ช่วงดอกบานควรใช้หัวรดใต้ทรงพุ่ม ไม่สาดช่อดอก ส่วนสปริงเกอร์ยิงข้ามพุ่มใช้ตอนแตกใบอ่อน พร้อมปริมาณน้ำรายระยะจากกรมวิชาการเกษตรและตัวอย่างคำนวณทั้งสวนทุเรียน

สปริงเกอร์หรือหัวเทใต้ต้นทุเรียน ช่วงดอกและช่วงติดผลควรเลือกแบบไหน

คำตอบสั้น ๆ

สรุปวิธีเลือกสปริงเกอร์หรือหัวเทใต้ต้นทุเรียนตามระยะดอกและติดผล พร้อมปริมาณน้ำรายระยะจากเอกสารกรมวิชาการเกษตร และตัวอย่างคำนวณอัตราไหลทั้งสวน

คำตอบเร็ว: ช่วงดอกบานและช่วงที่ดอกกำลังผสมเกสร ให้เลือกหัวจ่ายน้ำที่รดใต้ทรงพุ่มและไม่สาดขึ้นไปโดนช่อดอก (หัวเทหรือมินิสปริงเกอร์ที่ตั้งต่ำ) ส่วนสปริงเกอร์ที่ยิงน้ำข้ามทรงพุ่มเหมาะกับช่วงแตกใบอ่อนหรือช่วงผลโตที่ไม่มีดอกให้เปียกแล้ว เอกสารของกรมวิชาการเกษตรสั่งห้ามฉีดพ่นสารทุกชนิดในระยะดอกบาน และแนะนำให้ผสมเกสรช่วง 19.00-21.00 น. จึงไม่ควรเปิดน้ำสาดทรงพุ่มในช่วงนั้น ส่วนปริมาณน้ำรายระยะของเอกสารเล่มเดียวกันคือ 100-150 ลิตรต่อต้นต่อวันช่วงดอก และเพิ่มเป็น 200-300 ลิตรต่อต้นต่อวันช่วงผลโต (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)

เจ้าของสวนทุเรียนที่เพิ่งวางระบบน้ำมักเจอคำถามเดียวกันก่อนฤดูดอก คือหัวสปริงเกอร์ที่ติดไว้ตั้งแต่ตอนปลูกยังใช้ได้ไหม หรือต้องเปลี่ยนเป็นหัวเทใต้ต้น เพราะได้ยินมาว่าน้ำโดนดอกแล้วดอกร่วง บางสวนเปลี่ยนทั้งสวนแล้วพบว่าน้ำไม่พอช่วงผลโต บางสวนไม่เปลี่ยนแล้วเปิดน้ำตอนกลางคืนตรงกับเวลาที่คนกำลังช่วยปัดดอก บทความนี้เรียงให้เป็นเงื่อนไขแบบ "ถ้าเป็นช่วงนี้ ให้ใช้แบบนี้" โดยตัวเลขทุกตัวมาจากเอกสารที่เปิดอ่านจริง และบอกตรง ๆ เมื่อไม่มีประกาศทางการรองรับ

เริ่มจากรู้ก่อนว่าช่วงดอกต่างจากช่วงอื่นตรงไหน

ภาพประกอบ เริ่มจากรู้ก่อนว่าช่วงดอกต่างจากช่วงอื่นตรงไหน

ทุเรียนเป็นพืชที่ต้องการน้ำไม่เท่ากันในแต่ละระยะ และระยะชักนำดอกต้องการให้ต้น "เครียดน้ำ" ก่อน แล้วค่อย ๆ ให้น้ำกลับ เอกสาร "การปลูกทุเรียน" ที่เผยแพร่ผ่านเว็บไซต์กรมวิชาการเกษตร (ปฏิทินของภาคใต้ตอนล่าง ซึ่งดอกบานราว มี.ค.-เม.ย.) ระบุแนวปฏิบัติไว้ดังนี้ ควรหยุดให้น้ำให้ต้นกระทบแล้งต่อเนื่อง 10-14 วัน เมื่อปลายกิ่งใบตกช่วง 10.00 น. และ 14.30 น. ให้น้ำ 300-400 ลิตรนาน 1 ชั่วโมง แล้วงดน้ำต่ออีก 4-5 วันเพื่อดูว่าใต้ท้องกิ่งมีตาดอกหรือไม่ ถ้าตาดอกแตกแล้วให้ให้น้ำครั้งละน้อยแต่สม่ำเสมอ

ข่าวจากเดลินิวส์ฉบับ 25 ธ.ค. 2566 ที่อ้างคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรสำหรับสวนภาคตะวันออก พูดไปทางเดียวกัน คือให้งดน้ำต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 10 วันในช่วงเตรียมดอก (พ.ย.-ธ.ค.) ก่อนดอกบาน 1 สัปดาห์ให้น้ำเพียง 1 ใน 3 ของปกติ พอติดผลแล้วราว 3 สัปดาห์หลังดอกบานค่อยกลับมาให้น้ำปกติ และลดน้ำอีกครั้งก่อนเก็บเกี่ยว

ระยะน้ำที่เอกสารกรมวิชาการเกษตรระบุสิ่งที่หัวจ่ายน้ำต้องทำได้
กระตุ้นดอก (หลังงดน้ำ 10-14 วัน)300-400 ลิตรต่อต้น นาน 1 ชั่วโมง แล้วงดต่อ 4-5 วันจ่ายน้ำปริมาณมากครั้งเดียวทั่วบริเวณราก
เหยียดตีนหนู100 ลิตรต่อต้นต่อวัน นาน 10 นาทีค่อย ๆ เพิ่มน้ำ ไม่ให้ตาดอกกลายเป็นกิ่งแขนง
กระดุมมะเขือพวง150 ลิตรต่อต้นต่อวัน นาน 15 นาทีรดใต้ทรงพุ่ม ไม่สาดช่อดอก
หัวกำไล100 ลิตรต่อต้นต่อวัน นาน 10 นาทีลดน้ำก่อนบาน 4-7 วัน
ดอกบานห้ามฉีดพ่นสารทุกชนิด ช่วยปัดดอก 19.00-21.00 น.ไม่เปิดน้ำสาดทรงพุ่มช่วงผสมเกสร
10 วันหลังบาน100 ลิตรต่อต้นต่อวัน ค่อย ๆ เพิ่มเพิ่มน้ำช้า ๆ เพราะน้ำมากเกินทำให้ผลร่วงได้
4-5 สัปดาห์ (ระยะไข่ไก่)200 ลิตรต่อต้นต่อวันจ่ายน้ำได้มากขึ้นเท่าตัวโดยแรงดันไม่ตก
5-8 สัปดาห์ (กระป๋องนม)250 ลิตรต่อต้นต่อวันสม่ำเสมอ ไม่ขาดช่วง
8-10 สัปดาห์ (ขยายพู)300 ลิตรต่อต้นต่อวันปริมาณสูงสุดของรอบ
10-12 สัปดาห์ (เริ่มสุกแก่)150 ลิตรต่อต้นต่อวัน และงดน้ำก่อนเก็บ 3-4 วันหรี่ลงตามกำหนดตัด

ข้อสังเกตจากตาราง คือช่วงดอก (เหยียดตีนหนูถึงหัวกำไล) ใช้น้ำเพียง 100-150 ลิตรต่อต้นต่อวัน ขณะที่ช่วงผลโตใช้ถึง 200-300 ลิตร แปลว่าระบบที่ออกแบบให้พอตอนผลโตจะมีกำลังเหลือในช่วงดอก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ปริมาณ แต่อยู่ที่ "น้ำไปตกตรงไหน" และ "เปิดตอนไหน" ตารางนี้เป็นตัวอย่างของปฏิทินภาคใต้ตอนล่าง สวนภาคตะวันออกหรือสวนที่ทำทุเรียนนอกฤดูมีเวลาดอกต่างออกไป ให้ยึดลำดับระยะ ไม่ใช่ยึดเดือน

เลือกแบบไหน ถ้า...ให้...

เอกสารของกรมวิชาการเกษตรที่เปิดอ่านไม่ได้เขียนเปรียบเทียบสปริงเกอร์กับหัวเทไว้ตรง ๆ ข้อสรุปในหัวข้อนี้จึงเป็นการอ่านต่อจากกฎที่เอกสารเขียนไว้ (ช่วงบานห้ามฉีดพ่น ผสมเกสรกลางคืน ให้น้ำเพิ่มทีละน้อย) บวกกับหลักการทำงานของหัวจ่ายน้ำ ไม่ใช่ข้อกำหนดทางการ ผู้ที่ต้องตัดสินใจลงทุนควรถามเกษตรอำเภอหรือศูนย์วิจัยพืชสวนในพื้นที่ประกอบด้วย

  • ถ้าอยู่ในช่วงเหยียดตีนหนูถึงดอกบาน ให้ใช้หัวที่รดใต้ทรงพุ่ม และปิดสปริงเกอร์ที่ยิงข้ามทรงพุ่ม เพราะช่อดอกกำลังอ่อนและเกสรตัวเมียต้องแห้งพอจะเหนียวรับละอองเกสร (เอกสารให้ลดน้ำก่อนบาน 4-7 วันเพื่อจุดประสงค์นี้)
  • ถ้าเป็นช่วงแตกใบอ่อนหรือหลังติดผล 3 สัปดาห์ขึ้นไป สปริงเกอร์ยิงข้ามทรงพุ่มใช้ได้ เพราะไม่มีดอกให้เปียกแล้ว และช่วยล้างฝุ่นหน้าใบในหน้าแล้ง
  • ถ้าสวนมีหัวเดียวชุดเดียวและแยกโซนไม่ได้ ให้เลือกหัวใต้ทรงพุ่มเป็นหลัก เพราะรองรับได้ทุกระยะ ส่วนที่ขาดคือการล้างใบ ซึ่งใช้วิธีอื่นทดแทนได้
  • ถ้าดินสวนระบายน้ำช้า อย่าให้หัวจ่ายรดรวมที่โคนต้น เพราะเอกสารเตือนว่าน้ำขังทำให้รากเน่าและต้นทุเรียนตายได้ง่าย ให้กระจายน้ำกว้างขึ้นและเว้นห่างโคน
  • ถ้าสวนอยู่ในที่ลมแรง หัวยิงสูงจะถูกลมพัดน้ำไปไม่ทั่ว หัวตั้งต่ำใต้พุ่มเสียน้ำน้อยกว่า ส่วนหัวแรงดันสูงที่ยิงไกลมักทำให้น้ำตกไม่เท่ากันตามทิศลม
หัวจ่ายน้ำจุดแข็งในสวนทุเรียนข้อควรระวัง
หัวเทหรือมินิสปริงเกอร์ตั้งต่ำใต้ทรงพุ่มไม่เปียกช่อดอก ใช้ได้ทุกระยะ น้ำถึงบริเวณรากโดยตรงรูเล็กอุดตันง่าย ต้องมีกรอง; ติดผิดตำแหน่งจะรดโคนต้นมากไปหรือรดไม่ถึงชายพุ่ม
สปริงเกอร์ยิงข้ามทรงพุ่มครอบคลุมพื้นที่กว้าง ล้างใบและลดอุณหภูมิทรงพุ่มได้น้ำสาดช่อดอกและผลอ่อน ถูกลมพัด เสียน้ำจากการระเหย และชื้นทั้งทรงพุ่มซึ่งเป็นปัญหาเมื่อฝนชุก
น้ำหยดเปียกเฉพาะจุด เหมาะกับการให้ปุ๋ยผ่านระบบทรงพุ่มทุเรียนใหญ่ รากแผ่กว้าง ต้องวางหลายสายต่อต้นจึงจะจ่ายได้ 200-300 ลิตรต่อวัน

ถ้าสนใจน้ำหยดสำหรับสวนทุเรียน ดูเรื่องการลงทุนได้ที่ ติดตั้งระบบน้ำหยดในสวนทุเรียนคุ้มไหม ลงทุนเท่าไร ส่วนการเปรียบเทียบสปริงเกอร์กับมินิสปริงเกอร์ทั่วไปอยู่ที่ สปริงเกอร์หรือมินิสปริงเกอร์ เลือกแบบไหนดีสำหรับสวนผลไม้

หัวจ่ายต้องให้ได้กี่ลิตรต่อชั่วโมง ลองคำนวณจากตารางของกรมวิชาการเกษตร

ตารางในเอกสารระบุทั้ง "ปริมาณน้ำ" และ "เวลา" ของแต่ละระยะ ทำให้ย้อนคำนวณอัตราไหลที่เอกสารตั้งใจไว้ได้ ข้อนี้เป็นการคำนวณของบทความ ไม่ใช่ตัวเลขที่เอกสารเขียนไว้เอง

  • ระยะเหยียดตีนหนู 100 ลิตรใน 10 นาที เท่ากับ 10 ลิตรต่อนาที หรือ 600 ลิตรต่อชั่วโมง
  • ระยะกระดุมมะเขือพวง 150 ลิตรใน 15 นาที เท่ากับ 10 ลิตรต่อนาที หรือ 600 ลิตรต่อชั่วโมงเช่นกัน
  • ช่วงชักนำดอก 300-400 ลิตรใน 1 ชั่วโมง เท่ากับ 300-400 ลิตรต่อชั่วโมง

แปลว่าเอกสารนี้ตั้งสมมติฐานว่าต้นหนึ่งได้น้ำราว 600 ลิตรต่อชั่วโมงตอนที่เปิดน้ำช่วงดอก ถ้าสวนของคุณติดหัวใต้ต้นละ 2 หัวที่หัวละประมาณ 300 ลิตรต่อชั่วโมง ก็ใกล้เคียงกัน และเวลาเปิดจะเป็น 10-15 นาทีต่อรอบเท่านั้น ตรงนี้มีกับดักที่คนมักพลาด คือตั้งไทม์เมอร์เปิดชั่วโมงเต็มเหมือนช่วงผลโต ทำให้ช่วงดอกได้น้ำเกินกว่าที่เอกสารแนะนำถึงสามถึงสี่เท่า ขณะที่เอกสารเตือนไว้ว่าให้น้ำมากเกินในระยะหลังเหยียดตีนหนูอาจทำให้กลุ่มตาดอกกลายเป็นกิ่งแขนง

อัตราไหลต่อหัวต้องดูจากแผ่นข้อมูลของผู้ผลิตรุ่นที่ซื้อจริงที่แรงดันใช้งาน ห้ามจำจากชื่อ "สปริงเกอร์ 200-300 ลิตรต่อชั่วโมง" ที่เห็นทั่วไป วิธีตรวจเองที่ไม่ต้องใช้เครื่องมือ คือเอาถังหรือภาชนะที่ทราบปริมาตรรองน้ำใต้หัวแล้วจับเวลา 1 นาที ทำอย่างน้อยกับต้นแรก ต้นกลาง และต้นปลายสายของแต่ละโซน ถ้าต้นปลายได้น้ำน้อยกว่าต้นแรกมาก แปลว่าท่อเล็กไปหรือโซนยาวไป

ช่วงดอก เชื้อรา และสิ่งที่น้ำทำกับทรงพุ่ม

ภาพประกอบ ช่วงดอก เชื้อรา และสิ่งที่น้ำทำกับทรงพุ่ม

หลายคนสรุปว่าน้ำโดนดอกคือต้นเหตุเชื้อราแล้วหยุดคิด ในทางปฏิบัติมีสองด้านที่ต้องดูพร้อมกัน

ด้านความชื้น เอกสารของกรมวิชาการเกษตรระบุในช่วงแตกใบอ่อนว่า "ยากันเชื้อรา ใช้เมื่อมีฝนตก" และให้ฉีดพ่น 2-3 ครั้งห่างกัน 5-7 วัน ส่วนช่วงรากเน่าโคนเน่า เอกสารกล่าวถึงว่าต้องป้องกันกำจัดในช่วงฤดูฝน และเตือนว่าหลุมที่มีน้ำขังทำให้รากเน่าและต้นตายได้ง่าย นั่นคือความชื้นจากฝนและน้ำขังเป็นปัจจัยหลักที่เอกสารผูกกับเชื้อรา การเปิดสปริงเกอร์สาดทรงพุ่มในวันที่ฝนตกอยู่แล้ว หรือในช่วงที่อากาศชื้นต่อเนื่องหลายวัน จึงเพิ่มภาระเปียกซ้ำไปอีก ข้อนี้เป็นการอนุมานของบทความจากหลักการข้างต้น ไม่ใช่ข้อความในเอกสาร

ด้านความแห้ง เอกสารพยากรณ์ศัตรูพืชของ สวพ. 2 (กรมวิชาการเกษตร) ระบุว่าเพลี้ยไฟระบาดรุนแรงช่วงแล้งระหว่างเดือนธันวาคมถึงพฤษภาคม ซึ่งตรงกับช่วงทุเรียนออกดอกติดผล ส่วนไรแดงระบาดเมื่ออากาศแห้งและลมแรง ให้ใช้แว่นขยายกำลังขยาย 10 เท่าตรวจหน้าใบในช่วงเดือนตุลาคมถึงมกราคม โดยเฉพาะเวลาที่ลมแรงและฝนทิ้งช่วง ไรมักหนาแน่นที่ทรงพุ่มด้านนอก ยอด ขอบแปลงด้านเหนือลมและด้านติดถนน เอกสารเดียวกันระบุเกณฑ์ว่าพ่นเมื่อพบเพลี้ยไฟเฉลี่ยมากกว่า 1 ตัวต่อยอด ช่อ หรือผล

สรุปคือปัญหาช่วงดอกมาจากทั้งชื้นเกินและแห้งเกิน การรดใต้ทรงพุ่มช่วยให้รากได้น้ำตามตารางโดยไม่ทำให้ช่อดอกเปียกค้าง ส่วนปัญหาเพลี้ยไฟและไรต้องจัดการด้วยการสำรวจสวนและทำตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรในพื้นที่ ไม่ใช่ด้วยการเปิดน้ำสาดเอง บทความนี้ไม่ระบุชื่อสารเคมีหรืออัตราใช้ ให้ปฏิบัติตามฉลากและคำแนะนำของเกษตรอำเภอ และจำไว้ว่าเอกสารห้ามฉีดพ่นสารทุกชนิดในระยะดอกบานเต็มที่

ช่วงติดผล น้ำมากขึ้น แต่ต้องขึ้นทีละขั้น

หลังดอกบานแล้ว 10 วัน ผลเริ่มเข้าสู่ระยะติดผล เอกสารให้ค่อย ๆ เพิ่มปริมาณน้ำ และเตือนว่าไม่ควรให้น้ำมากจนเกินไปเพราะทำให้ผลร่วงได้ จากนั้นเพิ่มเป็น 200 ลิตรต่อต้นต่อวันเมื่อผลอายุ 4-5 สัปดาห์ 250 ลิตรที่ 5-8 สัปดาห์ และ 300 ลิตรที่ 8-10 สัปดาห์ แล้วลดเหลือ 150 ลิตรที่ 10-12 สัปดาห์ พร้อมงดน้ำก่อนเก็บเกี่ยว 3-4 วัน

ข่าวจากเดลินิวส์ที่อ้างกรมวิชาการเกษตรบอกว่าให้ลดน้ำก่อนเก็บเกี่ยวราว 2 สัปดาห์ ซึ่งต่างจากเอกสารปฏิทินที่ระบุงดน้ำ 3-4 วัน เป็นไปได้ว่าสองแหล่งพูดถึงระดับ "ลดปริมาณ" กับ "งดสนิท" คนละอย่าง บทความนี้ไม่สรุปแทนว่าอันไหนถูกสำหรับสวนคุณ ให้ถามศูนย์วิจัยหรือเกษตรอำเภอที่ดูแลพันธุ์และพื้นที่ของคุณ และใช้บันทึกวันดอกบานของตัวเองเป็นหลัก (เอกสารแนะนำให้จดวันดอกบานเพื่อวางปฏิทินดูแลและกำหนดวันเก็บเกี่ยว)

ช่วงผลโตแบบนี้หัวใต้ทรงพุ่มที่เคยพอช่วงดอกอาจไม่พอแล้ว เพราะต้องจ่ายถึง 300 ลิตรต่อต้นต่อวัน ถ้าหัวละ 300 ลิตรต่อชั่วโมง 2 หัว ต้องเปิดราว 30 นาที ถ้าแรงดันตกจนไหลไม่ถึง ให้ยืดเวลาเปิดหรือแบ่งเปิดเป็นสองรอบแทนการเพิ่มหัวโดยไม่เช็กปั๊มและท่อ

ตัวอย่างคำนวณน้ำทั้งสวน (ตัวอย่างสมมติ ไม่ใช่ตัวเลขของสวนคุณ)

สมมติสวนทุเรียน 10 ไร่ ปลูกระยะ 8x8 เมตร หรือ 9x9 เมตร ซึ่งเอกสารระบุว่าเท่ากับ 16-25 ต้นต่อไร่ ที่นี่ใช้ 20 ต้นต่อไร่ เป็นค่าสมมติที่อยู่ในช่วงนั้น

รายการวิธีคิดผล
จำนวนต้น10 ไร่ x 20 ต้น (สมมติ)200 ต้น
น้ำช่วงดอก (กระดุมมะเขือพวง)200 ต้น x 150 ลิตร (ตัวเลขเอกสาร)30,000 ลิตรต่อวัน = 30 ลูกบาศก์เมตร
น้ำช่วงขยายพู200 ต้น x 300 ลิตร (ตัวเลขเอกสาร)60,000 ลิตรต่อวัน = 60 ลูกบาศก์เมตร
อัตราไหลถ้าเปิดทีละ 40 ต้น ต้นละ 600 ลิตร/ชม. (สมมติ)40 x 60024,000 ลิตรต่อชั่วโมง = 24 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมง
เวลาเปิดต่อโซนช่วงขยายพู300 ลิตร ÷ 600 ลิตรต่อชั่วโมง30 นาที
จำนวนโซนที่ต้องวน200 ต้น ÷ 40 ต้น5 โซน รวมเปิดประมาณ 2.5 ชั่วโมง

ตัวอย่างนี้ชี้ว่าแหล่งน้ำต้องมีปริมาณพอ (60 ลูกบาศก์เมตรต่อวัน ในช่วงสูงสุด) และปั๊มต้องจ่ายได้ราว 24 ลูกบาศก์เมตรต่อชั่วโมงที่แรงดันของหัว ถ้าอยากรู้ว่าต้องใช้ปั๊มกี่แรงม้า ดูวิธีคำนวณได้ที่ คำนวณขนาดปั๊มน้ำเกษตรจากพื้นที่ ความสูง และระยะท่อ

เตรียมระบบก่อนถึงฤดูดอก เรียงตามลำดับ

ภาพประกอบ เตรียมระบบก่อนถึงฤดูดอก เรียงตามลำดับ
  1. ล้างกรองและเปิดปลายสายท่อย่อยปล่อยน้ำทิ้งสั้น ๆ เพื่อไล่ตะกอน เพราะการอุดตันของหัวจ่ายคือปัญหาร้ายแรงที่สุดข้อหนึ่งของระบบให้น้ำแบบหัวเล็ก ตามเอกสารของ UF/IFAS
  2. ถ้าใช้น้ำจากบ่อหรือคลอง ให้ระวังตะไคร่น้ำและสาหร่าย เอกสารฉบับเดียวกันเตือนว่าเซลล์สาหร่ายและเศษอินทรีย์เล็กพอที่จะผ่านกรองไปได้ และปุ๋ยที่ฉีดผ่านระบบก็อาจทำให้อุดตัน
  3. เลือกขนาดตาไส้กรองให้กรองอนุภาคที่ใหญ่เกิน 1 ใน 10 ของช่องเปิดที่เล็กที่สุดในหัวจ่าย (หลักเดียวกับที่เอกสาร UF/IFAS ใช้)
  4. ตรวจแต่ละหัวว่ายังอยู่ตำแหน่งเดิมหรือถูกรถ/เครื่องตัดหญ้าชน ตั้งทิศการจ่ายให้น้ำตกใต้ทรงพุ่ม ไม่ยิงเข้าโคนต้นตรง ๆ
  5. วัดอัตราไหลหัวต้นสาย กลางสาย และปลายสาย ด้วยถังรองน้ำ แล้วจดไว้
  6. ตั้งไทม์เมอร์ตามตารางระยะ ไม่ใช่ตามนิสัยเดิม โดยแยกโปรแกรม "ช่วงดอก" ที่เปิดสั้นไว้ต่างหาก
  7. จดวันงดน้ำ วันดอกแตก วันดอกบาน เพื่อเทียบกับตารางของพื้นที่คุณ

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เปิดสปริงเกอร์ยิงข้ามทรงพุ่มตอนกลางคืนช่วงดอกบาน ซึ่งตรงกับเวลา 19.00-21.00 น. ที่เอกสารแนะนำให้ช่วยปัดดอก
  • ใช้โปรแกรมไทเมอร์ช่วงผลโต (ชั่วโมงเต็ม) กับช่วงดอก ทำให้น้ำเกินตัวเลขเอกสารหลายเท่า
  • ให้น้ำตามเดือนในปฏิทินของคนอื่น แทนที่จะดูสภาพต้นว่าปลายกิ่งใบตกหรือยัง ตาดอกแตกหรือยัง
  • ติดหัวจ่ายให้น้ำรดโคนต้นโดยตรงในดินระบายน้ำช้า จนโคนแฉะ
  • ปล่อยกรองตัน แรงดันตก ต้นปลายสายได้น้ำน้อยกว่าต้นสายแล้วไม่รู้ตัว
  • ฉีดพ่นสารทุกชนิดในช่วงดอกบานเพราะกลัวเพลี้ยไฟ ทั้งที่เอกสารห้ามไว้ในระยะนี้ ให้ปรึกษาเกษตรอำเภอเรื่องจังหวะก่อนบานและหลังบาน
  • เพิ่มน้ำเร็วเกินไปหลังดอกบานเพราะเห็นฝนทิ้งช่วง จนผลอ่อนร่วง

สิ่งที่ยังไม่มีประกาศชัดเจน

ไม่พบเอกสารทางการของกรมวิชาการเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตร หรือมหาวิทยาลัยที่ระบุว่าต้องใช้หัวจ่ายยี่ห้อหรือรุ่นใดสำหรับทุเรียน และไม่พบเกณฑ์ตัวเลขทางการว่าต้องหยุดสปริงเกอร์กี่วันก่อนดอกบาน นอกจากคำแนะนำให้ลดน้ำ 4-7 วันก่อนบาน (เอกสาร กวก.) หรือให้น้ำ 1 ใน 3 ก่อนบาน 1 สัปดาห์ (ข่าวอ้างกรมวิชาการเกษตร) ปริมาณน้ำรายระยะที่ใช้ในบทความเป็นตัวอย่างของพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ส่วนพื้นที่อื่น ดินเนื้อทราย ดินร่วน อายุต้น และขนาดทรงพุ่มทำให้ตัวเลขเปลี่ยนไป ราคาหัวจ่ายและค่าติดตั้งไม่ได้ระบุไว้เพราะไม่มีแหล่งทางการพร้อมวันที่ ให้ขอใบเสนอราคาจากร้านในพื้นที่

สรุป

ช่วงดอกให้เลือกหัวรดใต้ทรงพุ่มที่ไม่สาดโดนช่อดอก และเปิดสั้นตามตารางระยะ (100-150 ลิตรต่อต้นต่อวัน ตามเอกสารกรมวิชาการเกษตร) ส่วนสปริงเกอร์ยิงข้ามทรงพุ่มเก็บไว้ใช้ตอนแตกใบอ่อนหรือหลังติดผลที่ไม่มีดอกแล้ว ช่วงผลโตจ่ายน้ำเพิ่มทีละขั้นจนถึง 300 ลิตรต่อต้นต่อวัน ก่อนเก็บเกี่ยวลดตามคำแนะนำในพื้นที่ ตรวจอัตราไหลจริงด้วยถังรองน้ำ ล้างกรองเป็นประจำ และอย่าลืมว่าเพลี้ยไฟกับไรชอบอากาศแห้ง ส่วนเชื้อราชอบความชื้นและน้ำขัง การจัดน้ำจึงต้องดูทั้งสองด้านพร้อมกัน (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมวิชาการเกษตร — เอกสาร "การปลูกทุเรียน" (ปฏิทินภาคใต้ตอนล่าง) ใช้อ้างอิงปริมาณน้ำรายระยะ การงดน้ำชักนำดอก ข้อห้ามฉีดพ่นช่วงดอกบาน ระยะปลูก 8x8 และ 9x9 เมตร https://www.doa.go.th/share/attachment.php?aid=2973
  • 📄กรมวิชาการเกษตร (สวพ. 2 และสำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช) — ข้อมูลพืชสำหรับพยากรณ์และเตือนภัยศัตรูพืช ทุเรียน เดือนมกราคม ใช้อ้างอิงช่วงระบาดของเพลี้ยไฟและไรแดง https://doa.go.th/plprotect/wp-content/uploads/2023/09/สวพ.2-ทุเรียน-ม.ค.pdf
  • 📄เดลินิวส์ (รายงานคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร, 25 ธ.ค. 2566) — การงดน้ำไม่น้อยกว่า 10 วัน และให้น้ำ 1 ใน 3 ก่อนดอกบาน 1 สัปดาห์ https://www.dailynews.co.th/news/3024656/
  • 📄University of Florida IFAS Extension — Causes and Prevention of Emitter Plugging In Microirrigation Systems (BUL258/AE032) ใช้อ้างอิงเรื่องการอุดตันของหัวจ่ายและการกรอง https://ask.ifas.ufl.edu/publication/AE032

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

ช่วงดอกบานต้องปิดน้ำเลยไหม

ไม่ต้องปิดสนิทตลอดช่วง เอกสารกรมวิชาการเกษตรให้ลดน้ำก่อนบาน 4-7 วัน และข่าวที่อ้างกรมวิชาการเกษตรให้เหลือ 1 ใน 3 ก่อนบาน 1 สัปดาห์ ส่วนข้อห้ามฉีดพ่นสารทุกชนิดในระยะดอกบานเป็นเรื่องการพ่นสาร

สปริงเกอร์ที่มีอยู่แล้วต้องรื้อทิ้งไหม

ไม่จำเป็น ใช้ต่อได้ช่วงแตกใบอ่อนและช่วงผลโตที่ไม่มีดอกให้เปียก ช่วงเหยียดตีนหนูถึงดอกบานให้สลับไปใช้หัวใต้ทรงพุ่ม

ปริมาณ 300 ลิตรต่อต้นต่อวันใช้กับทุกสวนหรือไม่

ไม่ใช่ เป็นตัวเลขในเอกสารปฏิทินของภาคใต้ตอนล่างสำหรับระยะขยายพู 8-10 สัปดาห์หลังบาน ต้นเล็ก ดินทราย หรือฝนมากย่อมใช้ไม่เท่ากัน ให้ใช้เป็นจุดตั้งต้นแล้วปรับตามสภาพต้น

จะรู้ได้อย่างไรว่าหัวจ่ายอุดตัน

สังเกตน้ำออกไม่เท่ากันระหว่างหัว หัวบางตัวพ่นแคบ และอัตราไหลที่วัดด้วยถังรองน้ำต่ำกว่าแผ่นข้อมูล เอกสาร UF/IFAS ระบุว่าการอุดตันเป็นปัญหาสำคัญของระบบหัวเล็ก

ก่อนเก็บเกี่ยวควรงดน้ำกี่วัน

เอกสารปฏิทินกรมวิชาการเกษตรระบุงดน้ำ 3-4 วันก่อนเก็บ ส่วนข่าวที่อ้างกรมวิชาการเกษตรให้ลดน้ำราว 2 สัปดาห์ ให้ถามเกษตรอำเภอหรือศูนย์วิจัยในพื้นที่ว่าใช้แบบใดกับพันธุ์ของคุณ

ช่วงดอกควรกลัวเชื้อราหรือเพลี้ยไฟมากกว่ากัน

ต้องดูทั้งสอง เชื้อราเกี่ยวกับความชื้นและน้ำขัง ส่วนเพลี้ยไฟและไรระบาดช่วงแล้งตามเอกสาร สวพ.2 ให้สำรวจสวนและปฏิบัติตามคำแนะนำเกษตรอำเภอ