ดิน น้ำ ปุ๋ยเผยแพร่ 15 ตุลาคม 2569

สปริงเกอร์แบบไหนดี หัวหมุน หัวพ่น มินิสปริงเกอร์ เลือกตามพืชและแรงดันน้ำอย่างไร

เลือกสปริงเกอร์จากรัศมี ระยะห่างหัว 50-60% และอัตราตกของน้ำ มินิสปริงเกอร์ใช้ 1-2 บาร์ หัวใหญ่ 2-4 บาร์ พร้อมตัวอย่างคำนวณเวลารดต่อรอบ จาก ส.ป.ก. และ Idaho

สปริงเกอร์แบบไหนดี หัวหมุน หัวพ่น มินิสปริงเกอร์ เลือกตามพืชและแรงดันน้ำอย่างไร

คำตอบสั้น ๆ

เลือกสปริงเกอร์ให้เริ่มจากตัวเลขสามตัว คือรัศมีที่แรงดันจริง ระยะห่างหัว และอัตราตกของน้ำ บทความนี้มีสูตรและตัวอย่างคำนวณเวลารดต่อรอบ อ้างอิงหนังสือ ส.ป.ก. และคู่มือมหาวิทยาลัยไอดาโฮกับฟลอริดา

คำตอบเร็ว: เลือกสปริงเกอร์จากสามตัวเลขก่อนดูชื่อรุ่น คือ รัศมีที่หัวรดถึงที่แรงดันจริงของแปลง ระยะห่างหัว และอัตราที่น้ำตกลงบนดินเป็นมิลลิเมตรต่อชั่วโมง ตามหนังสือ "คู่มือการออกแบบระบบน้ำฉบับประชาชน" ของ ส.ป.ก. มินิสปริงเกอร์รัศมีราว 1-3 เมตร ใช้แรงดัน 1-2 บาร์ เหมาะกับผัก ไม้ดอก และไม้ผลที่ต้องการให้น้ำเฉพาะต้น ส่วนหัวสปริงเกอร์ใหญ่ยิงไกลเกิน 20 เมตร ใช้แรงดัน 2-4 บาร์ เหมาะกับพืชไร่และพื้นที่กว้าง ระยะห่างหัวมักตั้งที่ 50-60% ของเส้นผ่านศูนย์กลางที่เปียก ข้อมูล ณ ต.ค. 2569

ร้านอุปกรณ์การเกษตรมักถามว่า "ปลูกอะไร กี่ไร่" แล้วหยิบหัวให้ แต่เรื่องที่ทำให้แปลงรดไม่ทั่วหรือน้ำไหลนองไม่ใช่ชื่อหัว แต่เป็นตัวเลขสามตัวที่ไม่มีใครบอกก่อนซื้อ ถ้าคุณกำลังตัดสินใจเรื่องสปริงเกอร์สำหรับสวนผลไม้โดยเฉพาะ ให้เริ่มจาก สปริงเกอร์หรือมินิสปริงเกอร์ เลือกแบบไหนดีสำหรับสวนผลไม้ และดูตัวเปรียบเทียบที่ เปรียบเทียบวิธีและงบประมาณ บทความนี้ไม่พูดซ้ำเรื่องนั้น แต่เน้นตัวเลขเชิงออกแบบที่ใช้กับพืชทุกชนิด คือรัศมี ระยะห่าง และอัตราตกของน้ำ พร้อมตัวอย่างคำนวณที่คุณใส่เลขของแปลงตัวเองได้

แบ่งชนิดหัวสปริงเกอร์ตามที่แหล่งข้อมูลระบุ

ภาพประกอบ แบ่งชนิดหัวสปริงเกอร์ตามที่แหล่งข้อมูลระบุ

หนังสือของ ส.ป.ก. (จักรพงษ์ แสงแก้ว, พ.ศ. 2561) แบ่งหัวให้น้ำแบบพ่นฝอยเป็นสองกลุ่มใหญ่ ส่วนร้านค้าปลีกอย่าง Hiachet แบ่งตามอัตราไหลต่อหัว สองวิธีแบ่งนี้ไม่ตรงกันพอดี จึงแสดงแยกให้ดู

กลุ่มรัศมี / อัตราไหลแรงดันใช้งานใช้กับ (ตามแหล่ง)
มินิสปริงเกอร์ (ส.ป.ก.)รัศมีราว 1-3 เมตร1-2 บาร์ (เฮด 10-20 เมตร) ผู้เขียนแนะนำราว 15 เมตร และไม่เกิน 20 เมตรผัก ไม้ดอก ไม้ประดับ พืชในโรงเรือน ไม้ผล
สปริงเกอร์ใหญ่ (ส.ป.ก.)ยิงไกลเกิน 20 เมตร2-4 บาร์ (เฮด 20-40 เมตร) ผู้เขียนแนะนำ 20-30 เมตรพืชไร่ พื้นที่กว้าง
มินิแบบอัตราไหลต่ำ (Hiachet)35-300 ลิตรต่อชั่วโมงรัศมี 0.5-4 เมตรที่ 1.5-2 บาร์รดใต้ทรงพุ่ม ในพื้นที่ลมน้อย
มินิแบบอัตราไหลสูง (Hiachet)400-1,000 ลิตรต่อชั่วโมงไม่ระบุแยกรดจากด้านบน

ข้อสังเกตที่ต้องแยกให้ชัด หนังสือ ส.ป.ก. ยกตัวอย่างสินค้าที่ระบุแรงดันได้ถึง 3 บาร์ แต่ในหัวข้อหลักบอกว่ามินิใช้ 1-2 บาร์ ตัวเลข 1-2 บาร์ จึงเป็นกรอบการออกแบบ ส่วน 3 บาร์เป็นสเปกของสินค้าตัวอย่าง นอกจากนี้ข้อมูลของ Hiachet เป็นคำอธิบายสินค้าหน้าร้านที่ไม่ลงวันที่ ผมใช้เฉพาะการจัดกลุ่มชนิดหัว ไม่นำราคามาใส่

หัวสองกลุ่มนี้ต่างกันที่ "อัตราตกของน้ำ"

มหาวิทยาลัยไอดาโฮ (Neibling และ Robbins) แยกให้เห็นว่าหัวแบบกระแทกหรือเฟือง (impact และ gear-drive) ให้น้ำตกลงดินราว 0.2-0.4 นิ้วต่อชั่วโมง คือประมาณ 5-10 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง (1 นิ้ว = 25.4 มิลลิเมตร) และวางระยะห่างแบบหัวชนหัวราว 40 ฟุต หรือราว 12 เมตร ส่วนหัวพ่นฝอยแบบ spray nozzle ให้น้ำหลายนิ้วต่อชั่วโมง วางห่างกันแบบหัวชนหัวไม่ถึง 15 ฟุต หรือไม่ถึงราว 4.6 เมตร ความต่างของอัตราตกคือเรื่องที่คนเลือกหัวมองข้ามบ่อยที่สุด

ชนิดหัว (Idaho)ระยะหัวชนหัวอัตราตกของน้ำเวลารดให้ได้น้ำ 1 นิ้ว (25.4 มม.)
กระแทก/เฟืองราว 40 ฟุต (ราว 12 ม.)0.2-0.4 นิ้ว/ชม. (ราว 5-10 มม./ชม.)ตัวอย่างในเอกสาร: ที่ 0.25 นิ้ว/ชม. ใช้ 4 ชั่วโมง
พ่นฝอย (spray)ไม่ถึง 15 ฟุต (ไม่ถึงราว 4.6 ม.)หลายนิ้ว/ชม.ตัวอย่างในเอกสาร: ที่ 4 นิ้ว/ชม. ใช้ 15 นาที

เอกสารฉบับเดียวกันเตือนว่าไม่ควรผสมหัวสองชนิดนี้ไว้ในโซนเดียวกัน เพราะอัตราตกต่างกันมาก ถ้าตั้งเวลาให้หัวช้าได้น้ำพอ หัวเร็วจะได้น้ำล้น และถ้าตั้งเวลาตามหัวเร็ว หัวช้าจะได้น้ำไม่พอ นอกจากนี้ควรให้อัตราตกไม่เกินอัตราที่ดินซึมน้ำได้ เพราะถ้าเกินน้ำจะไหลนอง แล้วเกิดจุดแห้งสลับจุดเปียกในแปลง

ระยะห่างหัว คิดจากเส้นผ่านศูนย์กลางที่เปียก

หนังสือ ส.ป.ก. ให้วางหัวห่างกัน 50-60% ของเส้นผ่านศูนย์กลางที่เปียก โดย 50% เรียกว่าหัวชนหัว (head-to-head) ถ้าลมแรงให้ถี่ขึ้น รูปแบบการวางมีทั้งสี่เหลี่ยมจัตุรัสและสามเหลี่ยม คู่มือของไอดาโฮก็ระบุว่าหัวใหญ่แบบ big gun วางแบบหัวชนหัวเช่นกัน และการติดแผ่นกั้นครึ่งวงกลมที่หัวเต็มวงกลมใช้กับริมถนนหรือรั้วได้ โดยลดผลจากลมลง

ข้อควรจำจากหนังสือ ส.ป.ก. คือการเลือกรัศมีต้องอ่านจากแผนภูมิของผู้ผลิตที่แรงดันออกแบบจริง และเลือกรัศมีที่เล็กลงเล็กน้อยเพื่อให้รัศมีไม่สั้นกว่าที่คิด ตัวอย่างในหนังสือใช้หัวรัศมี 1 เมตรที่ 1.5 บาร์ ให้น้ำ 110 ลิตรต่อชั่วโมง

ตัวอย่างคำนวณ: อัตราตกของน้ำและเวลารดต่อวัน

สูตรอัตราตกของน้ำ (PR) ตามหนังสือ ส.ป.ก. คือ PR (มม./ชม.) = อัตราไหล (ลบ.ม./ชม.) × ประสิทธิภาพ × 1,000 ÷ (ระยะห่างหัว × ระยะห่างแถว) โดยประสิทธิภาพใช้ 80-85% สำหรับวางแบบสามเหลี่ยมให้ใช้ระยะห่างยกกำลังสองคูณ 0.866 ส่วนเวลารดต่อวัน (ชม.) = ความต้องการน้ำพืช (มม./วัน) ÷ PR หนังสือระบุความต้องการน้ำของผักราว 3-5 มิลลิเมตรต่อวัน โดยผักกินผลราว 5 และผักกินใบราว 3 ตัวอย่างข้างล่างเป็นการสมมติค่าเอง ใช้ประสิทธิภาพ 0.8 และไม่ใช่สเปกของยี่ห้อใด

กรณีสมมติค่าที่ใส่PR ที่ได้เวลารดเมื่อพืชใช้ 5 มม./วัน
A: มินิ 110 ลิตร/ชม. วางสี่เหลี่ยม 1.2 × 1.2 ม.0.11 × 0.8 × 1,000 ÷ 1.44ราว 61 มม./ชม.ราว 5 นาที
B: มินิ 300 ลิตร/ชม. วางสี่เหลี่ยม 3 × 3 ม.0.3 × 0.8 × 1,000 ÷ 9ราว 27 มม./ชม.ราว 11 นาที
C: หัวเดียวกับ B วางสามเหลี่ยม 3 ม.0.3 × 0.8 × 1,000 ÷ (9 × 0.866)ราว 31 มม./ชม.ราว 10 นาที
D: หัวกระแทก/เฟือง (ค่าของ Idaho)0.2-0.4 นิ้ว/ชม.ราว 5-10 มม./ชม.ราว 0.5-1 ชั่วโมง

อ่านตารางนี้ให้เห็นสองเรื่อง เรื่องแรก มินิสปริงเกอร์วางถี่ให้น้ำตกหนักมาก 27-61 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงซึ่งเทียบกับหัวกระแทกที่ 5-10 มิลลิเมตรต่อชั่วโมงแล้วหนักกว่ามาก ถ้าดินซึมน้ำช้ากว่านั้น น้ำจะขังหรือไหลนอง จึงควรรดทีละช่วงสั้นและเว้นช่วงแทนการรดยาวครั้งเดียว เรื่องที่สอง การสลับตำแหน่งหัวเป็นสามเหลี่ยม (กรณี C) ทำให้พื้นที่ต่อหัวเล็กลง น้ำตกหนักขึ้นอีกราว 15% จึงต้องปรับเวลารดลงตามไปด้วย ไม่ใช่ใช้เวลาเดิม ตัวเลขทั้งหมดตรวจสอบได้โดยหารด้วยพื้นที่ที่หัวคลุม

สูตรสำหรับหัวที่พ่นไม่เต็มวงกลม (ครึ่งวง หรือเป็นมุม) ในหนังสือ ส.ป.ก. มีมุมการพ่นอยู่ที่ตัวหาร แต่ข้อความที่ผมถอดจากไฟล์ไม่ชัดพอ จึงไม่ยกสูตรมาลงในที่นี้ ให้ดูจากหนังสือต้นฉบับ หรือใช้วิธีรองน้ำวัดจริงตามหัวข้อท้ายบทความ

ระยะ 360 องศา 180 องศาต่างกันที่อัตราตก ไม่ใช่แค่รูปทรง

คู่มือของมหาวิทยาลัยฟลอริดา (UF/IFAS HS958 โดย Parsons และ Morgan ฉบับตุลาคม 2004 เขียนสำหรับส้ม) ระบุว่าไมโครสปริงเกอร์ทั่วไปให้น้ำราว 7-25 แกลลอนต่อชั่วโมง ราว 26-95 ลิตรต่อชั่วโมง ส่วนหัวน้ำหยดให้ 0.5-2.0 แกลลอนต่อชั่วโมง และหัวพ่น 90 และ 180 องศาให้อัตราตกบนพื้นที่เปียกสูงกว่า ทำให้ดินอิ่มน้ำเร็วกว่า สำหรับต้นอ่อนควรลดเวลารดแต่คงระยะห่างระหว่างรอบ หัวที่พ่นน้ำกระจุกเข้าพื้นที่เล็กควรรดไม่เกินชั่วโมงเดียว ตัวอย่างในคู่มือคือหัว 15 แกลลอนต่อชั่วโมงบนวงเส้นผ่านศูนย์กลาง 3 ฟุต พื้นที่ 7.07 ตารางฟุต ให้ 3.4 นิ้วต่อชั่วโมง คือราว 86 มิลลิเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งสูงกว่าตัวอย่าง A ข้างบนอีก ชี้ว่าหัวที่พ่นลงพื้นที่เล็กมักให้ตัวเลขนี้สูงมาก ควรรดช่วงสั้นแล้วหยุด

แปลว่ามุมพ่นที่แคบลงไม่ได้ทำให้น้ำน้อยลงเสมอไป ถ้าอัตราไหลเท่าเดิมแต่พื้นที่เปียกเล็กลง น้ำที่ตกบนพื้นที่นั้นก็หนักขึ้น เรื่องหัว 360 องศา 180 องศา และปีกผีเสื้อเปรียบเทียบกันในสวน ผมแยกเขียนไว้อีกบทความหนึ่งแล้ว บทความนี้จึงไม่ลงรายละเอียดรูปแบบการกระจายน้ำของแต่ละแบบ

หัวชดเชยแรงดัน ใช้เมื่อสายยาวหรือแปลงเอียง

หนังสือ ส.ป.ก. อธิบายว่ามินิสปริงเกอร์แบบชดเชยแรงดันมีไดอะแฟรมอยู่ภายใน อัตราไหลและรัศมีเปลี่ยนน้อยแม้แรงดันสูงขึ้น ราคาแพงกว่าเล็กน้อย แต่คุ้มเมื่อมีหัวจำนวนมาก เพราะหัวต้นสายกับปลายสายให้น้ำเท่ากัน และเวลารดทำนายได้ ถ้าคุณสงสัยว่าแปลงของคุณแรงดันตกขนาดไหน ให้ลองใช้วิธีคิดเดียวกับระบบน้ำหยดในบทความเรื่องหัวชดเชยแรงดัน หรือดูเรื่องปั๊มที่พอดีกับแปลงที่ วิธีเลือกปั๊มน้ำเกษตร

แบ่งโซนให้ปั๊มไม่ต้องใหญ่เกินจำเป็น

หนังสือ ส.ป.ก. ยกตัวอย่างว่า พื้นที่ 10 ไร่ที่ไม่แบ่งโซนต้องใช้ปั๊มตั้งแต่ 10 แรงม้าขึ้นไป ไฟสามเฟส แต่ถ้าแบ่งเป็น 5 สถานี สถานีละ 2 ไร่ ใช้ปั๊มเพียง 2-3 แรงม้า ไฟเฟสเดียว และแต่ละสถานีควรมีอัตราไหลใกล้กัน เวลาทำงานรวมสูงสุดไม่เกิน 8 ชั่วโมงต่อวัน นี่คือเหตุผลที่ตัวเลขเวลารดในตารางข้างบนสำคัญ ถ้าเวลารดต่อสถานีสั้นอยู่แล้ว การแบ่งโซนก็ไม่ใช้เวลารวมมาก ระบบจะเปิดปิดสลับสถานีได้ด้วยวาล์วไฟฟ้า สนใจแบบควบคุมจากมือถือดูที่ วาล์วน้ำอัจฉริยะควบคุมด้วยแอป

กรองน้ำ หัวเล็กตันง่าย

หนังสือ ส.ป.ก. ระบุว่าต้องมีกรองสำหรับงานเกษตร โดยเฉพาะหัวขนาดเล็ก และข้อมูลของ Hiachet ก็บอกว่ามินิสปริงเกอร์มักอุดตันง่าย ผมไม่พบตัวเลขขนาดตะแกรงกรองสำหรับสปริงเกอร์จากแหล่งที่เปิดอ่านได้ ให้ถามผู้ผลิตหัวรุ่นที่ซื้อว่าต้องการกี่เมช (ระบบน้ำหยดของ Netafim ระบุว่าหัวหยดทั่วไปต้องการ 120 เมช แต่นั่นเป็นของหัวหยด ไม่ใช่สปริงเกอร์)

ทดสอบจริงด้วยถ้วยรองน้ำ

วิธีตรวจว่าที่คำนวณไว้ตรงกับที่ได้จริงหรือไม่ คือวางถ้วยปากกว้างเท่ากันหลายใบเป็นตารางระหว่างหัวสองสามหัว เปิดน้ำตามเวลาที่ตั้งไว้ แล้ววัดระดับน้ำในแต่ละถ้วย เทียบกับ PR ที่คำนวณ ถ้าถ้วยกลางระหว่างหัวได้น้ำน้อยมาก ให้ลดระยะห่างหัว ถ้าถ้วยใกล้หัวได้น้ำมากเกินไป ให้ตรวจแรงดันและชนิดหัว วิธีถ้วยรองน้ำนี้เป็นวิธีปฏิบัติทั่วไป ไม่ได้อ้างตัวเลขเกณฑ์จากแหล่งใด

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • เลือกหัวจากรัศมีบนบรรจุภัณฑ์โดยไม่ดูแรงดันที่ใช้วัด รัศมีเปลี่ยนตามแรงดัน ต้องอ่านแผนภูมิที่แรงดันออกแบบของแปลง
  • ผสมหัวกระแทกกับหัวพ่นฝอยในโซนเดียว ไอดาโฮเตือนไว้ เพราะอัตราตกต่างกันหลายเท่า
  • ไม่คิดอัตราตกเทียบกับดิน หัวถี่ทำให้น้ำตกหนักกว่าที่ดินรับได้ แล้วไหลนอง
  • ใช้ระยะห่างหัวเกิน 60% ของเส้นผ่านศูนย์กลางที่เปียก ทำให้มีแถบแห้งระหว่างหัว โดยเฉพาะเมื่อมีลม
  • ไม่แบ่งโซน ต้องใช้ปั๊มใหญ่ขึ้นและไฟสามเฟสโดยไม่จำเป็น ตามตัวอย่าง 10 ไร่ของ ส.ป.ก.
  • ไม่ใส่กรอง มินิสปริงเกอร์ตันง่าย ปัญหาเรื่องแรงดันต่ำจากการอุดตันอ่านต่อที่ แก้ปัญหาสปริงเกอร์อุดตันแรงดันต่ำ

สรุป

เลือกสปริงเกอร์ให้ตั้งต้นที่ตัวเลข ไม่ใช่ชื่อหัว หาค่ารัศมีที่แรงดันจริงจากผู้ผลิต วางห่าง 50-60% ของเส้นผ่านศูนย์กลางที่เปียก คำนวณอัตราตกของน้ำเทียบกับที่ดินรับได้ แล้วหารเป็นเวลารดต่อวัน ถ้าตัวเลขออกมาหนักเกินไปให้รดเป็นช่วงสั้น แบ่งโซนเมื่อพื้นที่กว้าง ใส่กรอง และทดสอบด้วยถ้วยรองน้ำก่อนใช้จริง ข้อมูล ณ ต.ค. 2569

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) โดยจักรพงษ์ แสงแก้ว, คู่มือการออกแบบระบบน้ำฉบับประชาชน (2561) — ช่วงรัศมีและแรงดันของมินิสปริงเกอร์และสปริงเกอร์ใหญ่ ระยะห่างหัว 50-60% สูตรอัตราตกของน้ำ ความต้องการน้ำของผัก การแบ่งโซนตัวอย่าง 10 ไร่ pubhtml5.com
  • 📄University of Idaho (Neibling และ Robbins), Sprinkler and Drip Equipment — หัวกระแทก/เฟืองกับหัวพ่นฝอย อัตราตกและระยะหัวชนหัว ห้ามผสมสองชนิดในโซนเดียว irrigation.wsu.edu (PDF)
  • 📄UF/IFAS Extension, HS958 (Parsons และ Morgan, ตุลาคม 2004) — อัตราไหลของไมโครสปริงเกอร์ หัวพ่น 90 และ 180 องศา ตัวอย่างอัตราตก 3.4 นิ้วต่อชั่วโมง journals.flvc.org (PDF)
  • 📄Hiachet, หน้าสินค้ามินิสปริงเกอร์ (หน้าร้านค้าปลีก ไม่ลงวันที่) — ใช้เฉพาะการจัดกลุ่มชนิดหัวและช่วงอัตราไหล ไม่ใช้ราคา hiachet.com
  • 📄Netafim USA, Drip System Operation and Maintenance — หัวหยดทั่วไปต้องการกรอง 120 เมช (ใช้เป็นข้อเปรียบเทียบเท่านั้น) netafimusa.com (PDF)

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

มินิสปริงเกอร์ต้องใช้แรงดันกี่บาร์

หนังสือ ส.ป.ก. ระบุกรอบออกแบบ 1-2 บาร์ (เฮด 10-20 เมตร) ผู้เขียนแนะนำราว 15 เมตรและไม่เกิน 20 เมตร ส่วนค่าจริงของแต่ละรุ่นให้ดูแผนภูมิของผู้ผลิต

วางหัวห่างกันเท่าไรจึงจะรดทั่ว

เริ่มจาก 50% ของเส้นผ่านศูนย์กลางที่เปียก (หัวชนหัว) ถึง 60% ถ้าลมแรงให้ถี่ขึ้น แล้วทดสอบด้วยถ้วยรองน้ำ

รดนานแค่ไหนต่อรอบ

คำนวณจากความต้องการน้ำของพืชหารด้วยอัตราตก ตัวอย่างสมมติใช้เวลาหลักนาทีสำหรับมินิวางถี่ และครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงสำหรับหัวกระแทก ตัวเลข 3-5 มม./วันของ ส.ป.ก. เป็นของผักเท่านั้น

หัวชดเชยแรงดันของสปริงเกอร์คุ้มหรือไม่

ตามหนังสือ ส.ป.ก. คุ้มเมื่อมีหัวจำนวนมาก เพราะหัวต้นสายและปลายสายให้น้ำเท่ากัน ราคาแพงกว่าเล็กน้อย ไม่ใส่ราคาเพราะไม่มีแหล่งลงวันที่

ใช้สปริงเกอร์ใหญ่กับสวนผลไม้ได้หรือไม่

แหล่งที่เปิดอ่านจัดสปริงเกอร์ใหญ่ไว้กับพืชไร่และพื้นที่กว้าง ส่วนไม้ผลอยู่ในกลุ่มของมินิ สำหรับสวนผลไม้โดยเฉพาะให้อ่านบทความเฉพาะเรื่องที่ลิงก์ไว้