คำตอบสั้น ๆ
น้ำรดพืชที่ EC เกิน 0.7 dS/m เริ่มมีข้อจำกัดสำหรับพืชไวเกลือ บทความนี้สรุปเกณฑ์ของ FAO ตัวเลขรายพืช และวิธีวัด EC เองให้ได้ค่าที่ไว้ใจได้
คำตอบเร็ว: แนวทางของ FAO (Ayers และ Westcot) ถือว่าน้ำชลประทานที่ค่า EC ต่ำกว่า 0.7 dS/m ไม่มีข้อจำกัดด้านความเค็ม ช่วง 0.7 ถึง 3.0 dS/m มีข้อจำกัดน้อยถึงปานกลาง และสูงกว่า 3.0 dS/m จำกัดการใช้อย่างรุนแรง แต่ในทางปฏิบัติ "เริ่มเป็นปัญหา" ขึ้นกับชนิดพืช เช่น ถั่วฝักและแครอทในตาราง FAO เริ่มเสียผลผลิตที่ EC น้ำราว 0.7 dS/m ส่วนมะเขือเทศและแตงกวาทนได้ถึงราว 1.7 dS/m วัดเองได้ด้วยเครื่องวัด EC แบบพกพาที่สอบเทียบแล้ว อ่านที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)
บทความนี้ตอบคำถามเดียวคือ "น้ำที่ผมใช้รดอยู่ เค็มเกินไปสำหรับพืชของผมหรือยัง" ไม่ได้พูดเรื่องการเลือกซื้อเครื่องวัดหรือค่า EC ของสารละลายธาตุอาหารในไฮโดรโปนิกส์ ซึ่งมีบทความแยกไว้แล้ว (ลิงก์อยู่ท้ายบทความ) จุดที่เราจะลงลึกคือเกณฑ์จากแหล่งวิชาการ ว่าตัวเลขแต่ละระดับมาจากไหน ใช้อ่านค่าอย่างไร และมีเงื่อนไขอะไรที่ทำให้ตัวเลขในตำราไม่ตรงกับสวนของท่านเป๊ะ ๆ
คนที่มักเจอปัญหานี้คือเจ้าของแปลงผักที่ขุดบ่อบาดาลใหม่ เจ้าของสวนที่ใช้น้ำคลองใกล้ปากแม่น้ำในหน้าแล้ง และคนปลูกในโรงเรือนที่ใช้น้ำเดิมรดซ้ำหลายปีจนเกลือสะสมในวัสดุปลูก อาการที่เห็นมักไม่หวือหวา ใบไหม้ที่ขอบ โตช้ากว่าเดิม ใบสีเข้มกว่าปกติเล็กน้อย แล้วถูกเข้าใจผิดว่าขาดปุ๋ยหรือเป็นโรค
EC คืออะไร และหน่วยที่เจอบนเครื่องวัดเทียบกันอย่างไร
EC (Electrical Conductivity) คือความสามารถของน้ำในการนำไฟฟ้า ยิ่งมีเกลือละลายอยู่มาก ค่ายิ่งสูง เอกสารของ FAO รายงานค่า EC ของน้ำชลประทานเป็นเดซิซีเมนส์ต่อเมตร (dS/m) ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส เครื่องวัดที่ขายทั่วไปอาจแสดงเป็นหน่วยอื่น เทียบได้ดังนี้
| หน่วยที่เครื่องแสดง | เทียบกับ dS/m | ตัวอย่างการแปลง |
|---|---|---|
| mS/cm (มิลลิซีเมนส์ต่อเซนติเมตร) | เท่ากัน 1 : 1 | 1.2 mS/cm = 1.2 dS/m |
| µS/cm (ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตร) | หาร 1,000 | 1,200 µS/cm = 1.2 dS/m |
| mmho/cm (มิลลิโมห์) | เท่ากัน 1 : 1 | 1.2 mmho/cm = 1.2 dS/m |
| ppm หรือ mg/L ของ TDS | ไม่ใช่การแปลงตรง ๆ ต้องดูตัวคูณของเครื่อง | ตาราง FAO จับคู่ 0.7 dS/m กับ TDS ราว 450 mg/L และ 3.0 dS/m กับ TDS ราว 2,000 mg/L |
ข้อควรระวังเรื่อง TDS คือเครื่องวัดแบบ TDS ไม่ได้วัดสารละลายจริง แต่วัดค่านำไฟฟ้าแล้วคูณด้วยตัวคูณที่ผู้ผลิตตั้งไว้ ซึ่งแต่ละยี่ห้อหรือแต่ละโหมดต่างกันได้ ถ้าจะเทียบกับเกณฑ์ในบทความนี้ ควรให้เครื่องแสดงเป็น EC โดยตรง หรือถ้าเครื่องมีแต่ค่า TDS ให้ตรวจคู่มือว่าใช้ตัวคูณเท่าไร แล้วแปลงกลับเป็น EC ก่อนเทียบ
เกณฑ์ทั่วไปของ FAO สำหรับน้ำชลประทาน
เอกสาร FAO Irrigation and Drainage Paper 29 Rev.1 "Water Quality for Agriculture" โดย Ayers และ Westcot (ปี 1985 พิมพ์ซ้ำ 1989 และ 1994) เป็นแนวทางที่ใช้อ้างอิงกันอย่างกว้างขวางในการประเมินความเหมาะสมของน้ำชลประทาน ตารางที่ 1 ของเอกสารแบ่งระดับข้อจำกัดด้านความเค็มของน้ำ (ECw) ดังนี้
| ECw (dS/m) | TDS โดยประมาณ (mg/L) | ระดับข้อจำกัดในการใช้ |
|---|---|---|
| ต่ำกว่า 0.7 | ต่ำกว่า 450 | ไม่มีข้อจำกัด |
| 0.7 ถึง 3.0 | 450 ถึง 2,000 | มีข้อจำกัดน้อยถึงปานกลาง |
| มากกว่า 3.0 | มากกว่า 2,000 | มีข้อจำกัดรุนแรง |
สิ่งที่ผู้อ่านหลายคนมองข้ามคือคำว่า "ข้อจำกัด" (degree of restriction on use) ไม่ได้แปลว่าห้ามใช้ หรือพืชตายทันที แต่หมายถึงต้องจัดการเพิ่ม เช่น เลือกพืชที่ทนเกลือ ให้น้ำเกินความต้องการเล็กน้อยเพื่อชะล้างเกลือออกจากเขตราก หรือผสมกับน้ำที่เค็มน้อยกว่า FAO เองระบุว่าน้ำที่เค็มกว่า 3 dS/m ถือว่ามีข้อจำกัดรุนแรง แต่ก็มีที่ใช้น้ำเค็มได้ถึงอย่างน้อย 8 dS/m ปลูกพืชได้ผลภายใต้ดิน อากาศ การให้น้ำ และชนิดพืชที่เหมาะ ซึ่งแปลว่าตัวเลขเดียวไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
พืชแต่ละชนิดเริ่มเสียผลผลิตที่ EC น้ำเท่าไร
ตารางที่ 4 ของ FAO 29 ให้ค่า "ศักยภาพผลผลิต" ของพืชแต่ละชนิด ตามระดับความเค็มของน้ำชลประทาน (ECw) ตัวเลขข้างล่างคัดจากตารางนั้นเฉพาะพืชที่คนไทยปลูกบ่อย โดยแสดง ECw ที่ผลผลิตยังเต็มศักยภาพ (ถือเป็นค่าเริ่มต้นที่เริ่มเสียผลผลิต) ที่ 90% และที่ 50% ของศักยภาพ
| พืช | ECw ที่ผลผลิตยังเต็ม (dS/m) | ที่ผลผลิตเหลือ 90% (dS/m) | ที่ผลผลิตเหลือ 50% (dS/m) | การจัดกลุ่มความไวเกลือใน FAO |
|---|---|---|---|---|
| ถั่วแขก (bean) | 0.7 | 1.0 | 2.4 | ไว |
| แครอท | 0.7 | 1.1 | 3.0 | ไว |
| สตรอว์เบอร์รี | 0.7 | 0.9 | 1.7 | ไว |
| หอมหัวใหญ่ | 0.8 | 1.2 | 2.9 | ไว |
| ผักกาดหอม (lettuce) | 0.9 | 1.4 | 3.4 | ไว |
| องุ่น | 1.0 | 1.7 | 4.5 | ไว |
| ส้ม (orange) | 1.1 | 1.6 | 3.2 | ไว |
| ข้าวโพด | 1.1 | 1.7 | 3.9 | ค่อนข้างไว |
| อ้อย | 1.1 | 2.3 | 6.8 | ค่อนข้างไว |
| มะเขือเทศ | 1.7 | 2.3 | 5.0 | ค่อนข้างไว |
| แตงกวา | 1.7 | 2.2 | 4.2 | ค่อนข้างไว |
| ข้าว (paddy) | 2.0 | 2.6 | 4.8 | ค่อนข้างไว |
| ฝ้าย | 5.1 | 6.4 | 12 | ทน |
วิธีอ่านตารางนี้คือ ถ้าน้ำรดมี EC ต่ำกว่าคอลัมน์แรก พืชนั้นยังไม่ควรเสียผลผลิตเพราะความเค็มจากน้ำ (ตามเงื่อนไขของตารางต้นฉบับ) ถ้าสูงกว่าก็เริ่มเสียผลผลิตเป็นสัดส่วน ตัวอย่างเช่น ผักกาดหอมที่ใช้น้ำ EC 1.4 dS/m ผลผลิตเหลือประมาณ 90% ตามตาราง ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับแปลงที่ขายตามน้ำหนัก แต่อาจกระทบแปลงที่ขายตามขนาดหัวและความสวย
ข้อสังเกต ผลไม้เขตร้อนอย่างมะม่วงและอะโวคาโดไม่ได้อยู่ในตารางที่ 4 แต่ในตารางที่ 5 ของ FAO จัดอยู่ในกลุ่มไวต่อเกลือ ส่วนกล้วยและมะพร้าวไม่ปรากฏในตารางทั้งสอง ผู้เขียนจึงไม่อ้างตัวเลข EC สำหรับพืชเหล่านี้จาก FAO และแนะนำให้ปรึกษาเกษตรอำเภอหรือสำนักงานพัฒนาที่ดินในพื้นที่เรื่องพืชไม้ผลที่ปลูกในดินเค็ม
ตัวเลขในตารางใช้ได้แค่ไหน
ตารางของ FAO เป็นแนวทางเบื้องต้นสำหรับประเมินน้ำ (preliminary evaluation) ไม่ใช่คำพยากรณ์ผลผลิตของสวนใดสวนหนึ่ง ผลจริงต่างกันตามชนิดดิน อุณหภูมิ ความถี่การให้น้ำ ระบบการให้น้ำ ปริมาณฝน และระยะการเติบโต ในประเทศไทยหน้าฝนช่วยชะล้างเกลือออกจากเขตราก ทำให้ปัญหาน้อยลงในหน้าฝนและรุนแรงในหน้าแล้งที่น้ำฝนไม่ช่วยเจือจาง ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่ระดับความเค็มของน้ำในแม่น้ำและคลองมักสูงขึ้นช่วงแล้ง
ค่า EC ของน้ำ ต่างจาก EC ของดินที่รายงานโดยกรมพัฒนาที่ดินอย่างไร
นี่เป็นจุดสับสนที่เจอบ่อย ค่า EC ของน้ำ (ECw) กับค่า EC ของดิน (ECe) ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน ECe วัดจากสารละลายที่สกัดจากดินที่อิ่มตัวด้วยน้ำ ตามเอกสารของกรมพัฒนาที่ดิน (เอกสารวิชาการเลขที่ กสด 64/001 กุมภาพันธ์ 2564 ซึ่งอ้างตารางจากกรมพัฒนาที่ดิน พ.ศ. 2543) ประเมินระดับความเค็มของดินจาก ECe ดังนี้
| ECe ของดิน (dS/m) | ระดับความเค็ม | ผลกระทบต่อพืชตามเอกสาร |
|---|---|---|
| ต่ำกว่า 2 | ไม่เค็ม | ไม่มีผลกระทบต่อพืช |
| 2 ถึง 4 | เค็มเล็กน้อย | กระทบพืชที่ไวมาก ผลผลิตอาจลดลง |
| 4 ถึง 8 | เค็มปานกลาง | เป็นอุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของพืชส่วนใหญ่ ผลผลิตลดลง |
| 8 ถึง 16 | เค็มมาก | เป็นอุปสรรคต่อพืชเกือบทุกชนิด มีเฉพาะพืชทนเค็มที่ยังให้ผลผลิตปกติ |
| มากกว่า 16 | เค็มจัด | เป็นอันตรายต่อพืชทุกชนิด ยกเว้นพืชทนเค็มบางชนิด |
เมื่อดินแห้งลงระหว่างรอบให้น้ำ เกลือในน้ำจะถูกพืชทิ้งไว้ในดินขณะที่น้ำระเหยหรือถูกดูดไป สารละลายในดินจึงเข้มข้นกว่าน้ำที่ใส่ลงไป ดูจากตารางของ FAO ก็เห็นว่าค่า ECe ที่พืชเริ่มเสียผลผลิต สูงกว่าค่า ECw ประมาณ 1.5 เท่า เช่น มะเขือเทศ ECe 2.5 กับ ECw 1.7 ข้าว ECe 3.0 กับ ECw 2.0 ดังนั้นอย่านำค่า EC ที่วัดจากน้ำไปเทียบกับตารางของดินโดยตรง และอย่านำค่าที่วัดด้วยเครื่องจิ้มดินหรือผสมดิน-น้ำสัดส่วนอื่นไปเทียบกับ ECe มาตรฐาน เพราะวิธีสกัดต่างกัน
ตัวอย่างคำนวณ: ถ้าน้ำเกินเกณฑ์ ต้องให้น้ำเพิ่มเท่าไรเพื่อชะเกลือ
FAO ให้สูตรความต้องการการชะล้าง (leaching requirement, LR) คือ LR = ECw ÷ (5 × ECe − ECw) โดย ECw คือความเค็มของน้ำชลประทาน และ ECe คือค่าเกณฑ์ที่พืชเริ่มเสียผลผลิต ผลลัพธ์เป็นสัดส่วนน้ำส่วนเกินที่ต้องให้นอกเหนือจากที่พืชใช้ เพื่อดันเกลือออกจากเขตราก ตัวอย่างต่อไปนี้ใช้ค่าเกณฑ์ ECe จากตารางที่ 4 ของ FAO ส่วนค่า ECw ของน้ำเป็นตัวเลขสมมติเพื่อประกอบการคำนวณ
| กรณีสมมติ | ECe เกณฑ์ของพืช (จาก FAO) | ECw ของน้ำ (สมมติ) | LR ที่คำนวณ | ความหมายแบบคร่าว ๆ |
|---|---|---|---|---|
| มะเขือเทศ | 2.5 | 1.5 | 1.5 ÷ (12.5 − 1.5) = 0.136 | ต้องให้น้ำเพิ่มราว 14% ของที่พืชใช้ |
| ผักกาดหอม | 1.3 | 1.0 | 1.0 ÷ (6.5 − 1.0) = 0.182 | ต้องให้น้ำเพิ่มราว 18% |
| ถั่วแขก | 1.0 | 1.0 | 1.0 ÷ (5.0 − 1.0) = 0.25 | ต้องให้น้ำเพิ่มราว 25% |
ตัวเลขนี้บอกให้เห็นว่าพืชไวเกลือที่ใช้น้ำค่อนข้างเค็ม ต้องให้น้ำเกินไปมากและต้องมีทางระบายน้ำที่ดี มิฉะนั้นเกลือก็ไม่ออกจากแปลง ในดินเหนียวที่ระบายน้ำช้า หรือแปลงที่น้ำใต้ดินตื้น การให้น้ำเกินอาจทำให้น้ำขังและรากเน่าแทน จึงควรตัดสินใจร่วมกับเจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่ ไม่ใช่คำนวณแล้วเปิดน้ำเกินตามเลขทันที
วัด EC น้ำรดพืชเองให้ได้ค่าที่ไว้ใจได้
- เลือกเครื่องที่แสดงค่า EC โดยตรง และรองรับการชดเชยอุณหภูมิอัตโนมัติ (ATC) ถ้ามี เพราะค่านำไฟฟ้าของน้ำเปลี่ยนตามอุณหภูมิ ค่ามาตรฐานรายงานที่ 25 องศาเซลเซียส
- สอบเทียบ ด้วยน้ำยามาตรฐานตามที่คู่มือเครื่องระบุ ก่อนใช้งานครั้งแรก และตามช่วงเวลาที่ผู้ผลิตแนะนำ ปลายหัววัดที่สกปรกหรือแห้งนานจะให้ค่าเพี้ยน
- เก็บตัวอย่างให้ตรงจุด ถ้าวัดน้ำบาดาล ให้เดินปั๊มสักพักก่อนเก็บ เพื่อไม่ให้ได้น้ำที่ค้างในท่อ ถ้าวัดน้ำคลองหรือสระ ให้เก็บใต้ผิวน้ำ ไม่เก็บที่ผิวหรือขอบที่ตะกอนและสาหร่ายรวมตัว
- ล้างหัววัดด้วยน้ำสะอาด และชุบน้ำตัวอย่างเองก่อนวัดจริงหนึ่งครั้ง จุ่มให้ท่วมอิเล็กโทรดทั้งหมด และกวนเบา ๆ ไม่ให้มีฟองอากาศติดที่หัววัด
- รอให้ตัวเลขนิ่ง แล้วจดค่า วันที่ เวลา แหล่งน้ำ และอุณหภูมิน้ำ
- วัดซ้ำตามฤดู อย่างน้อยหนึ่งครั้งช่วงปลายหน้าแล้งและหนึ่งครั้งช่วงหน้าฝน เพราะน้ำคลองใกล้ปากแม่น้ำและน้ำบาดาลบางแหล่งค่าเปลี่ยนตามฤดูได้มาก
- ถ้าตัวเลขอยู่ในเขตก้ำกึ่ง (เช่น ใกล้เกณฑ์ของพืชที่ปลูก) ส่งตัวอย่างตรวจที่ห้องปฏิบัติการ เพราะ EC บอกเพียงความเค็มรวม ไม่ได้บอกว่าเกลือส่วนใหญ่คืออะไร เช่นโซเดียม คลอไรด์ หรือโบรอน ซึ่ง FAO แยกประเมินเป็นอีกหมวดต่างหาก
น้ำที่ผสมปุ๋ยแล้วค่า EC เปลี่ยนไปอย่างไร
ถ้าท่านให้ปุ๋ยผ่านระบบน้ำ ค่า EC ที่ปลายท่อจะสูงกว่าค่า EC ของน้ำต้นทางเพราะปุ๋ยส่วนใหญ่เป็นเกลือที่ละลายน้ำ ควรวัดทั้งน้ำเปล่าและน้ำที่ผสมปุ๋ยแล้ว แยกกัน เกณฑ์ใน FAO ตารางข้างบนเป็นเกณฑ์สำหรับความเค็มของน้ำเอง ไม่ได้รวมปุ๋ยที่เติมเข้าไป ดังนั้นถ้าน้ำต้นทางมี EC ใกล้เกณฑ์ของพืชอยู่แล้ว การใส่ปุ๋ยผ่านน้ำในสัดส่วนที่ทำให้ EC สูงขึ้นอีกจะเพิ่มความเสี่ยงให้พืชไวเกลือ อัตราปุ๋ยให้ทำตามฉลากหรือคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรสำหรับพืชนั้น ๆ
ข้อควรระวังเรื่องการรดแบบสปริงเกอร์ที่ใบเปียก
FAO แยกพูดถึงความเสียหายเมื่อน้ำเปียกใบโดยตรง (foliar absorption) ซึ่งเกิดที่ความเข้มข้นของโซเดียมหรือคลอไรด์ต่ำกว่ากรณีรดที่โคนมาก ตามตารางที่ 18 พืชที่ไวมาก (ต่ำกว่า 5 me/L) ได้แก่ ส้ม อัลมอนด์ แอปริคอต พลัม กลุ่มไว (5 ถึง 10 me/L) ได้แก่ องุ่น พริก มันฝรั่ง มะเขือเทศ และ FAO ระบุว่าเคยพบอาการเสียหายในสวนส้มที่แคลิฟอร์เนียแม้ที่ 3 me/L ของโซเดียมหรือคลอไรด์ ผลคือ ถ้าน้ำมี EC ไม่สูงมากแต่เป็นพืชไวและรดเปียกใบ ควรพิจารณารดตอนกลางคืนหรือเปลี่ยนเป็นรดที่โคน (FAO แนะนำการรดกลางคืน เลี่ยงช่วงลมแรง และคุมการปลิวของละอองน้ำ)
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย
- เทียบ EC น้ำกับตารางความเค็มของดิน (ECe) โดยตรง ทั้งที่ค่าไม่ใช่ตัวเลขชนิดเดียวกัน
- ใช้เครื่องวัด TDS แล้วอ่านค่า ppm มาเทียบเกณฑ์ dS/m โดยไม่รู้ตัวคูณของเครื่อง
- วัดครั้งเดียวในหน้าฝนแล้วสรุปว่าน้ำปลอดภัยทั้งปี ทั้งที่หน้าแล้งค่าอาจสูงกว่ามาก
- ไม่สอบเทียบเครื่อง หรือเก็บเครื่องโดยปล่อยหัววัดแห้งและสกปรก
- มองข้ามอาการใบไหม้ปลายใบหรือโตช้า แล้วใส่ปุ๋ยเพิ่ม ซึ่งยิ่งเพิ่มเกลือในดิน
- เห็นว่าอยู่ในช่วง "ข้อจำกัดน้อยถึงปานกลาง" แล้วคิดว่าไม่มีปัญหา ทั้งที่พืชไวอย่างถั่ว แครอท สตรอว์เบอร์รี เริ่มเสียผลผลิตตั้งแต่ราว 0.7 dS/m
- ให้น้ำเกินเพื่อชะเกลือในแปลงที่ระบายน้ำไม่ดี ทำให้น้ำขังและรากเสีย
เช็กลิสต์ก่อนตัดสินใจใช้น้ำแหล่งใหม่
- วัด EC น้ำแหล่งใหม่ในหน้าแล้งและหน้าฝน อย่างน้อยอย่างละหนึ่งครั้ง
- เทียบค่ากับเกณฑ์ของพืชหลักที่ปลูกในตารางข้างบน (คอลัมน์ผลผลิตเต็มและผลผลิต 90%)
- ถ้าเกินเกณฑ์ ประเมินทางเลือก เช่น ผสมกับน้ำที่เค็มน้อยกว่า เลือกพืชที่ทนกว่า หรือปรับการให้น้ำและการระบาย
- ส่งตัวอย่างตรวจโซเดียม คลอไรด์ โบรอน เมื่อค่าอยู่ใกล้เกณฑ์หรือพืชเป็นไม้ผลมูลค่าสูง
- จดผลไว้เป็นสถิติของสวน
ถ้าสนใจเรื่องเครื่องมือ อ่านต่อได้ที่ เครื่องวัด EC กับเครื่องวัด pH สำหรับฟาร์มเล็ก ซึ่งตอบเรื่องการเลือกซื้อ ส่วนงานผักไฮโดรโปนิกส์ซึ่งเกณฑ์ EC เป็นของสารละลายธาตุอาหาร ไม่ใช่น้ำรด ดูที่ ควบคุมค่า EC สารละลายไฮโดรโปนิกส์ และ ตรวจ EC น้ำก่อนเริ่มปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ ถ้าสงสัยเรื่องน้ำเสียจากฟาร์มสัตว์ที่ใช้รดพืช ดู น้ำเสียจากฟาร์มสุกรทำปุ๋ยน้ำ
สรุป
น้ำรดพืชที่ EC ต่ำกว่า 0.7 dS/m ถือว่าไม่มีข้อจำกัดตามแนวทางของ FAO ส่วนช่วง 0.7 ถึง 3.0 ต้องดูชนิดพืช เพราะพืชไวอย่างถั่ว แครอท สตรอว์เบอร์รีเริ่มเสียผลผลิตที่ราว 0.7 ขณะที่มะเขือเทศ แตงกวา และข้าวทนได้ถึงราว 1.7 ถึง 2.0 ควรวัดด้วยเครื่องที่สอบเทียบแล้ว อ่านเป็น dS/m ที่ 25 องศาเซลเซียส วัดทั้งหน้าแล้งและหน้าฝน และอย่านำไปเทียบกับตารางความเค็มของดินโดยตรง ถ้าค่าก้ำกึ่ง ให้ส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการและปรึกษาเจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่
แหล่งข้อมูลอ้างอิง
- FAO — Ayers, R.S. และ Westcot, D.W. (1985, พิมพ์ซ้ำ 1989 และ 1994), Water Quality for Agriculture, FAO Irrigation and Drainage Paper 29 Rev.1 — เกณฑ์ ECw (ตารางที่ 1) ศักยภาพผลผลิตของพืช (ตารางที่ 4) สูตรความต้องการการชะล้าง ความเสียหายจากสปริงเกอร์ที่ใบเปียก https://www.fao.org/4/t0234e/t0234e00.htm (บทที่ 1 ที่ t0234e01.htm บทที่ 2.4 ที่ t0234e03.htm บทที่ 4 ที่ t0234e05.htm)
- กรมพัฒนาที่ดิน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ — โกศล เคนทะ, การศึกษาลักษณะและสมบัติดินบางประการในพื้นที่เกษตรกรรมที่ได้รับผลกระทบจากการรุกล้ำน้ำทะเล กรณีศึกษาจังหวัดนนทบุรีและปทุมธานี เอกสารวิชาการเลขที่ กสด 64/001 (ก.พ. 2564) — ตารางประเมินระดับความเค็มของดินจากค่า ECe (อ้างกรมพัฒนาที่ดิน 2543) https://orgweb.ldd.go.th/sources/img/part_km/FILES_13263_6621f29855c28.pdf
- Thai PBS — ข่าว "น้ำเค็มรุก" เฉียดจุดพีค 0.50 กรัมต่อลิตร กรมชลระบายน้ำดันพ้นเจ้าพระยา (14 ก.พ. 2560) — เกณฑ์ความเค็มที่กรมชลประทานใช้เฝ้าระวัง เพื่อการเกษตรไม่เกิน 2.00 กรัมต่อลิตร และเพื่อผลิตน้ำประปาไม่เกิน 0.50 กรัมต่อลิตร (เป็นข่าวปี 2560 ควรตรวจประกาศปัจจุบันของกรมชลประทาน) https://www.thaipbs.or.th/news/content/260198
ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ
เครื่องมือช่วยคำนวณที่เกี่ยวข้อง
อ่านต่อในหัวข้อใกล้เคียง
บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น
พ่นปุ๋ยและยาในแปลงต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันอะไร ทำอย่างไรไม่ให้ลมพัดกลับมาโดนตัว
ชุดป้องกันขั้นต่ำตามกรมควบคุมโรคคือหมวก แว่นครอบตา หน้ากากไส้กรอง เสื้อผ้ามิดชิด ถุงมือและบูทยาง และต้องยืนเหนือลมตามกรมส่งเสริมการเกษตร
ทำปุ๋ยน้ำพ่นทางใบเองจากเศษพืชหรือปลา ใช้ได้จริงไหม และข้อควรระวัง
น้ำหมักชีวภาพที่ทำเองเป็นสารกระตุ้นเจือจาง ไม่ใช่ปุ๋ยแทนเคมี บทความสรุปสูตร อัตราเจือจาง ตัวอย่างคำนวณธาตุอาหาร และข้อควรระวังตามเอกสารกรมพัฒนาที่ดินและ สวพส.
วิธีผสมสารจับใบกับปุ๋ยทางใบให้ถูกลำดับ และสัญญาณว่าผสมผิด
ลำดับผสมที่เอกสารรองรับคือยึดฉลากก่อน แล้วน้ำ ผงที่ทำสลัวร์รี ของเหลว และสารจับใบเป็นลำดับท้ายสุด พร้อมวิธี jar test และสัญญาณว่าผสมผิด
สารจับใบคืออะไร ใช้เมื่อไหร่ และไม่จำเป็นเมื่อไหร่
สารจับใบคือสารลดแรงตึงผิวหรือสารเสริมประสิทธิภาพที่ช่วยให้น้ำพ่นแผ่และเกาะใบได้ดีขึ้น ใช้เมื่อฉลากกำหนดหรือใบเปียกยาก และไม่จำเป็นเมื่อสูตรมีผสมมาแล้ว
ผสมปุ๋ยทางใบกับยาหรือสารอื่นถังเดียวกันได้ไหม ความเสี่ยงและข้อควรรู้
หน่วยงานรัฐให้ภาพเรื่องผสมปุ๋ยกับยาไม่เหมือนกัน บทความนี้สรุปความเสี่ยง วิธีทดสอบ jar test และเงื่อนไขตัดสินใจ โดยให้ฉลากเป็นตัวตัดสิน
พ่นปุ๋ยทางใบแล้วใบไหม ใบด่าง สาเหตุและวิธีแก้
ใบไหม้หลังพ่นปุ๋ยมักมาจากความเข้มข้น แดด หรือการผสมสาร ส่วนใบด่างอาจไม่เกี่ยวกับปุ๋ย บทความนี้ไล่อาการ สาเหตุ และวิธีแก้ตามลำดับ
สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์
หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

กระชังบก 1x1 1x2 1.5x2 2x2 2x3 3x4 เมตร สูง 1.2เมตร กระชังปลาก,เลี้ยงกบ,เลี้ยงปลามเลี้ยงกุ้งเลี้ยงปู
ดูรายละเอียด
ลด 50% ทั้งไซต์ ♧กระชังบก กระชังเลี้ยงกบ เลี้ยงปลา เลี้ยงกุ้ง เลี้ยงปู ขนาด 2x2 เมตร สูง 1.2 เมตร ยกขอบ 30 ซม. มุ้งฟ้
ดูรายละเอียด
ฉลากสินค้า สติ๊กเกอร์ติดขวดน้ำ น้ำ ฉลากน้ำ ฉลากสินค้าติดขวดน้ำต่างๆ น้ำต่างๆ สติ๊กเกอร์ ฉลาก สติ๊กเกอร์กันน้ำ ฉลากสินค้า
ดูรายละเอียดคำถามที่พบบ่อย
น้ำบาดาลของผมวัดได้ 1.5 mS/cm ใช้รดผักกาดหอมได้หรือไม่
1.5 mS/cm เท่ากับ 1.5 dS/m ตามตารางของ FAO ผักกาดหอมเริ่มเสียผลผลิตที่ ECw ราว 0.9 และเหลือ 90% ที่ราว 1.4 ดังนั้นที่ 1.5 ผลผลิตอาจต่ำกว่า 90% ของศักยภาพ ใช้ได้แต่ต้องยอมรับผลผลิตที่ลดลง หรือผสมกับน้ำที่เค็มน้อยกว่า หรือเปลี่ยนเป็นพืชที่ทนกว่า
น้ำฝนที่เก็บไว้มี EC เท่าไร
ผู้เขียนไม่ได้ระบุตัวเลขเพราะไม่มีแหล่งที่เปิดตรวจสอบได้ ให้ท่านวัดเองด้วยเครื่องที่สอบเทียบแล้ว โดยทั่วไปน้ำฝนที่เก็บสะอาดมีเกลือน้อยกว่าน้ำบาดาลและน้ำคลองใกล้ปากแม่น้ำ แต่ถ้าเก็บจากหลังคาที่มีฝุ่นหรือเก็บในภาชนะที่มีปุ๋ย ค่าอาจสูงขึ้น
ค่า EC เท่ากับค่าความเค็มที่กรมชลประทานรายงานเป็นกรัมต่อลิตรหรือไม่
ไม่ใช่ตัวเลขเดียวกัน แต่เกี่ยวข้องกัน กรมชลประทานรายงานความเค็มของน้ำในแม่น้ำเป็นกรัมต่อลิตร สื่อรายงานเมื่อ 14 ก.พ. 2560 ว่ามาตรฐานเพื่อการเกษตรไม่เกิน 2.00 กรัมต่อลิตร และเพื่อผลิตน้ำประปาไม่เกิน 0.50 กรัมต่อลิตร ตามตาราง FAO น้ำที่มี TDS 2,000 มก./ลิตรจับคู่กับ EC ราว 3.0 dS/m ซึ่งเป็นเส้นแบ่งของข้อจำกัดรุนแรง การเทียบนี้เป็นเพียงการประมาณ ควรวัด EC ของน้ำที่ท่านใช้จริงเอง
ต้องวัดบ่อยแค่ไหน
ถ้าใช้น้ำบาดาลที่ค่าคงที่ วัดปีละ 2 ครั้ง (ปลายหน้าแล้ง และหน้าฝน) น่าจะพอเป็นเบื้องต้น ถ้าใช้น้ำคลองหรือน้ำผิวดินที่มีน้ำทะเลหนุน ควรวัดถี่ขึ้นในหน้าแล้ง และติดตามประกาศของกรมชลประทานในพื้นที่ ความถี่ที่เหมาะสมขึ้นกับสภาพแหล่งน้ำของท่านเอง
พืชแสดงอาการแล้ว แต่ EC น้ำปกติ เกิดจากอะไรได้อีก
เกลือสะสมในดินจากการใช้ปุ๋ยเคมีมาก ๆ น้ำที่ให้ไม่เพียงพอจะชะเกลือ ดินที่ระบายน้ำไม่ดี โซเดียมหรือคลอไรด์ที่ไม่ได้สะท้อนใน EC อย่างชัดเจน หรือสาเหตุอื่นที่ไม่เกี่ยวกับเกลือเลย เช่นโรคราก น้ำท่วมขัง หรือขาดธาตุอาหาร ควรตรวจดินและปรึกษาเกษตรอำเภอ
