ดิน น้ำ ปุ๋ยเผยแพร่ 15 ตุลาคม 2569

น้ำกร่อยน้ำเค็มรดพืช พืชชนิดไหนทนได้ และวิธีลดความเสียหาย

วิธีรดพืชด้วยน้ำกร่อยให้เสียหายน้อยที่สุด วัด EC เทียบความทนของพืชตามตาราง FAO ปรับการให้น้ำ เลี่ยงใบเปียก ผสมน้ำจืดเจือจาง พร้อมตัวอย่างคำนวณการผสมน้ำ

น้ำกร่อยน้ำเค็มรดพืช พืชชนิดไหนทนได้ และวิธีลดความเสียหาย

คำตอบสั้น ๆ

พืชแต่ละชนิดทนน้ำเค็มไม่เท่ากัน ฝ้ายทนได้มากกว่า แต่ถั่วและสตรอว์เบอร์รีเริ่มเสียที่ EC ราว 0.7 dS/m บทความนี้เป็นขั้นตอนลดความเสียหายเมื่อต้องใช้น้ำกร่อย

คำตอบเร็ว: ไม่มีพืชชนิดใด "ทนน้ำเค็ม" แบบไม่มีเงื่อนไข ต้องดูค่า EC ของน้ำที่ใช้จริงเทียบกับพืช ตามตารางของ FAO ฝ้ายทนน้ำได้ถึง EC ราว 5.1 dS/m ก่อนเริ่มเสียผลผลิต ข้าวราว 2.0 มะเขือเทศและแตงกวาราว 1.7 ส่วนถั่วแขก แครอท สตรอว์เบอร์รี เริ่มเสียที่ราว 0.7 dS/m วิธีลดความเสียหายมีสี่ทางหลัก คือ วัด EC ให้รู้ก่อน เลือกพืชให้ตรงกับน้ำ ให้น้ำบ่อยและเลี่ยงการเปียกใบ และเจือจางหรือชะล้างเกลือออกจากเขตราก (ข้อมูล ณ ต.ค. 2569)

คำว่า "น้ำกร่อย" กับ "น้ำเค็ม" ในความเข้าใจของชาวสวนมักปนกัน คือน้ำที่มีรสเค็มจากน้ำทะเลหนุน หรือน้ำบาดาลที่มีเกลือสูง แต่ตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจจริงคือค่านำไฟฟ้า (EC) ของน้ำ บทความนี้เขียนเป็นขั้นตอนทำตาม สำหรับคนที่ต้องรดพืชด้วยน้ำที่เริ่มเค็มแล้วและอยากรู้ว่าจะทำอะไรก่อนหลัง ส่วนเรื่องการตัดสินใจว่าควรลงทุนใช้น้ำกร่อยหรือเปลี่ยนแหล่งน้ำ มีบทความแยกไว้ (ลิงก์ท้ายบทความ) ที่นี่จะเน้นว่า "ถ้าจะใช้ ต้องทำอย่างไรให้เสียหายน้อยที่สุด"

ขั้นที่ 1 รู้ก่อนว่าน้ำเค็มระดับไหน

ภาพประกอบ ขั้นที่ 1 รู้ก่อนว่าน้ำเค็มระดับไหน

ก่อนคิดเรื่องพืช ให้วัดน้ำก่อน ถ้ามีเครื่องวัด EC ให้อ่านเป็น dS/m ที่ 25 องศาเซลเซียส (1 mS/cm เท่ากับ 1 dS/m) ถ้าไม่มี ให้ส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการ เกณฑ์ทั่วไปของ FAO (Irrigation and Drainage Paper 29 Rev.1, Ayers และ Westcot) แบ่งดังนี้

EC ของน้ำ (dS/m)TDS โดยประมาณ (mg/L)ระดับข้อจำกัด
ต่ำกว่า 0.7ต่ำกว่า 450ไม่มีข้อจำกัด
0.7 ถึง 3.0450 ถึง 2,000น้อยถึงปานกลาง
มากกว่า 3.0มากกว่า 2,000รุนแรง

ในแม่น้ำสายหลักของไทย กรมชลประทานเฝ้าระวังความเค็มเป็นกรัมต่อลิตร สื่อรายงานเมื่อ 14 ก.พ. 2560 (Thai PBS) ว่าเกณฑ์ที่ใช้คือเพื่อการเกษตรไม่เกิน 2.00 กรัมต่อลิตร และเพื่อผลิตน้ำประปาไม่เกิน 0.50 กรัมต่อลิตร ข่าวนี้เก่าแล้ว ท่านควรตรวจประกาศปัจจุบันของโครงการชลประทานในพื้นที่อีกครั้ง 2.00 กรัมต่อลิตร ตรงกับช่วงปลาย ๆ ของระดับ "น้อยถึงปานกลาง" ตามตารางข้างบน (TDS 2,000 mg/L) หมายความว่าน้ำที่ "ผ่านเกณฑ์เพื่อการเกษตร" ของกรมชลประทาน ยังเป็นน้ำที่พืชไวเกลือบางชนิดรับไม่ไหวได้ อย่าเข้าใจว่าผ่านเกณฑ์แล้วปลอดภัยกับทุกพืช

เรื่องที่ควรจดไว้คือ วัดอย่างน้อยสองช่วง ปลายหน้าแล้งและหน้าฝน น้ำที่ปากคลองใกล้ทะเลเปลี่ยนตามน้ำขึ้นน้ำลงและปริมาณน้ำเหนือ วัดครั้งเดียวไม่พอ จะวัดทุกวันก็ไม่จำเป็น เลือกวัดช่วงที่ต้องใช้น้ำมากที่สุด

ขั้นที่ 2 เทียบค่าน้ำกับความทนของพืชที่ปลูก

ตารางที่ 4 ของ FAO 29 ให้ค่า EC ของน้ำ (ECw) ที่พืชเริ่มเสียผลผลิต และที่ผลผลิตเหลือ 90% กับ 50% ตัวเลขข้างล่างคัดจากตารางนั้น เฉพาะพืชที่ปลูกกันในไทย

พืชยังไม่เสียผลผลิต (dS/m)เหลือ 90% (dS/m)เหลือ 50% (dS/m)กลุ่มความทนใน FAO
ฝ้าย5.16.412ทน
อ้อย1.12.36.8ค่อนข้างไว
มะเขือเทศ1.72.35.0ค่อนข้างไว
ข้าว (paddy)2.02.64.8ค่อนข้างไว
แตงกวา1.72.24.2ค่อนข้างไว
ข้าวโพด1.11.73.9ค่อนข้างไว
ผักกาดหอม0.91.43.4ไว
ส้ม1.11.63.2ไว
แครอท0.71.13.0ไว
หอมหัวใหญ่0.81.22.9ไว
ถั่วแขก0.71.02.4ไว
สตรอว์เบอร์รี0.70.91.7ไว

ข้อสังเกตสำหรับการใช้งาน คือคำว่า "ทน" ในตารางหมายถึงเทียบกับพืชอื่น ๆ ไม่ได้แปลว่าไม่เสียหาย แม้แต่อ้อยที่เป็นพืชไร่ใหญ่ก็เริ่มเสียผลผลิตที่ EC ราว 1.1 ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ที่หลายคนคิด ส่วนมะม่วงและอะโวคาโดอยู่ในกลุ่มไวต่อเกลือตามตารางที่ 5 ของ FAO แต่เอกสารไม่ให้ตัวเลข EC เป็นรายพืช กล้วยและมะพร้าวไม่ปรากฏในตารางที่ผู้เขียนเปิดตรวจ จึงไม่ขอระบุตัวเลข ถ้าท่านปลูกไม้ผลเหล่านี้ในพื้นที่น้ำกร่อย ให้สอบถามสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสำนักงานพัฒนาที่ดินเขตในพื้นที่

ตัวเลขเหล่านี้เป็นแนวทางประเมินเบื้องต้นตามเงื่อนไขที่ตารางต้นฉบับตั้งไว้ (เช่น ดินระบายน้ำดีพอให้เกลือไม่สะสม) ในแปลงที่เงื่อนไขไม่ตรง เช่น ดินเหนียวระบายช้าหรือหน้าแล้งร้อนจัด ผลจริงอาจแย่กว่าตาราง

กรมพัฒนาที่ดินแบ่งความเค็มของดินอย่างไร

ดินที่ได้รับน้ำเค็มซ้ำหลายฤดู จะสะสมเกลือ กรมพัฒนาที่ดิน (เอกสารวิชาการ กสด 64/001) ประเมินระดับความเค็มของดินจาก EC ของสารสกัดดินอิ่มตัว (ECe) ดังนี้ ต่ำกว่า 2 dS/m ไม่เค็ม 2 ถึง 4 เค็มเล็กน้อย กระทบพืชที่ไวมาก 4 ถึง 8 เค็มปานกลาง กระทบพืชส่วนใหญ่ 8 ถึง 16 เค็มมาก เหลือแต่พืชทนเค็ม และมากกว่า 16 เค็มจัด ท่านจะรู้ว่าดินของท่านอยู่ระดับไหนต้องส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการของกรมพัฒนาที่ดิน เครื่องจิ้มวัดดินแบบพกพาให้ค่าที่ไม่ใช่ ECe มาตรฐาน อย่านำไปเทียบกับตารางโดยตรง

ขั้นที่ 3 ปรับวิธีให้น้ำ

  1. ให้น้ำบ่อยขึ้นแต่ครั้งละไม่มาก FAO ระบุว่าการเพิ่มความถี่ในการให้น้ำทำให้พืชได้น้ำส่วนใหญ่จากดินชั้นบน และเจือจางน้ำในชั้นล่าง ช่วยลดความเข้มข้นของเกลือรอบราก ข้อควรระวังคือต้องดูแลไม่ให้น้ำขังเกิน
  2. เลี่ยงให้น้ำเปียกใบ ถ้าเป็นไปได้ใช้การรดที่โคนหรือน้ำหยด FAO ระบุว่าวิธีที่ผิวดิน (ร่อง ท่วม แอ่ง) และน้ำหยดไม่ทำให้เกิดปัญหาการดูดเกลือผ่านใบอย่างที่เกิดกับสปริงเกอร์ FAO ระบุว่าเคยพบความเสียหายในสวนส้มที่ใช้สปริงเกอร์ แม้โซเดียมหรือคลอไรด์ในน้ำเพียงราว 3 me/L ถ้าเลี่ยงไม่ได้ ให้รดกลางคืน เลี่ยงช่วงลมแรง
  3. ให้น้ำเกินความต้องการเล็กน้อยเพื่อชะเกลือ ปริมาณที่ต้องเกินขึ้นกับ EC ของน้ำกับความทนของพืช (ดูตัวอย่างการคำนวณในบทความเรื่องวัด EC น้ำรดพืช) เงื่อนไขคือแปลงต้องระบายน้ำได้ ถ้าดินเหนียวที่น้ำซึมช้า การให้น้ำเกินจะทำให้น้ำขังและเกลือไม่ไปไหน
  4. เจือจางด้วยน้ำที่เค็มน้อยกว่า เอกสาร FAO กล่าวถึงการผสมน้ำคุณภาพดีกับน้ำที่เสี่ยง สำหรับท่านที่มีน้ำฝนเก็บไว้หรือน้ำบาดาลจืดอีกบ่อ การผสมสองแหล่งอาจทำให้ EC ลดลงเป็นสัดส่วน ควรวัดค่าหลังผสมจริงอีกครั้ง

ตัวอย่างคำนวณการผสมน้ำ

ตัวเลขต่อไปนี้เป็นตัวอย่างสมมติ ไม่ใช่ค่าของแหล่งน้ำจริง สมมติน้ำคลอง EC 2.4 dS/m และน้ำบ่อจืด EC 0.5 dS/m ถ้าผสมสัดส่วนเท่ากัน (1 ต่อ 1) ค่าเฉลี่ยโดยประมาณคือ (2.4 + 0.5) ÷ 2 = 1.45 dS/m ซึ่งต่ำพอที่มะเขือเทศ (เริ่มเสียที่ 1.7) จะอยู่ในระดับปลอดภัยตามตาราง ขณะที่ผักกาดหอม (เริ่มเสียที่ 0.9) ยังเสียผลผลิตเล็กน้อย การคำนวณนี้ใช้ได้โดยประมาณเมื่อน้ำผสมกันดี และไม่ได้คิดผลของปุ๋ยที่เติมเข้าไป ควรวัดจริงหลังผสม

ขั้นที่ 4 เลือกพืชและจังหวะการปลูกให้ตรงกับน้ำ

  • ปลูกพืชไวเกลือในช่วงที่น้ำจืด เช่น หน้าฝนหรือช่วงปลายฤดูฝน และพักแปลงหรือเปลี่ยนเป็นพืชทนกว่าช่วงปลายหน้าแล้ง
  • ระวังช่วงงอกและต้นกล้า เอกสาร FAO ระบุว่าความอ่อนไหวต่อเกลือของพืชหลายชนิดสูงสุดช่วงงอกและต้นอ่อน การเตรียมกล้าด้วยน้ำจืดแล้วย้ายปลูกจึงเป็นแนวทางที่สมเหตุผล
  • ส้มและไม้ผลที่ใช้ต้นตอ ตารางที่ 14 ของ FAO แสดงว่าต้นตอส้มแต่ละชนิดสะสมคลอไรด์ต่างกัน ช่วงความทนอยู่ที่ราว 5.0 ถึง 25.0 me/L ถ้าจะลงทุนปลูกในพื้นที่น้ำกร่อย การเลือกต้นตอเป็นเรื่องที่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญก่อนปลูก ไม่ใช่แก้ภายหลัง
  • ข้าวในนาน้ำกร่อย ตาราง FAO ให้ข้าวเริ่มเสียที่ราว 2.0 dS/m สำหรับพันธุ์ข้าวที่ทนเค็มของไทย ผู้เขียนไม่ได้เปิดเอกสารวิจัยโดยตรง จึงไม่ระบุชื่อพันธุ์ ให้สอบถามศูนย์วิจัยข้าวหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดสำหรับพันธุ์ที่แนะนำในพื้นที่ของท่านเอง

ขั้นที่ 5 ติดตามอาการ และจัดการดิน

สัญญาณที่พืชไวเกลือมักแสดง คือใบแก่ไหม้ที่ขอบหรือปลายใบ โตช้ากว่าแปลงข้างเคียง ใบสีเข้มกว่าปกติ ในระยะแรกหลายคนมองว่าขาดปุ๋ยแล้วใส่ปุ๋ยเพิ่ม ซึ่งปุ๋ยเคมีส่วนใหญ่เป็นเกลือและทำให้ EC ของดินสูงขึ้นอีก ก่อนเพิ่มปุ๋ยให้วัด EC น้ำและตรวจดินก่อน สิ่งที่ควรจดไว้คือ ค่า EC น้ำแต่ละช่วงเวลา วันที่ให้น้ำเกินเพื่อชะล้าง และอาการของพืชในแปลง

หากดินเค็มขึ้นจนถึงระดับปานกลางถึงมาก (ECe เกิน 4 dS/m ตามเอกสารกรมพัฒนาที่ดิน) การแก้ไขต้องใช้น้ำจืดชะล้างและระบบระบายน้ำ เอกสารกรมพัฒนาที่ดินที่เปิดอ่านระบุแนวทางว่าดินโซดิกควรใช้น้ำจืดชะล้างเกลือออก แต่ต้องใช้เงินทุน การปรึกษาสำนักงานพัฒนาที่ดินเขตในพื้นที่ก่อนลงมือ จะช่วยให้ไม่เสียทั้งเงินและเวลา

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย

  • ชิมน้ำแล้วตัดสินว่าเค็มหรือไม่ แทนที่จะวัด EC
  • ถือว่าน้ำที่ผ่านเกณฑ์ 2 กรัมต่อลิตรของกรมชลประทานปลอดภัยสำหรับทุกพืช
  • รดสปริงเกอร์กลางแดดด้วยน้ำเค็ม ใบไหม้จากเกลือที่แห้งติดใบ
  • ให้น้ำน้อยบ่อยเกินไปโดยไม่เคยชะล้าง เกลือสะสมจนฤดูถัดไป
  • ผสมน้ำสองแหล่งโดยไม่วัดค่าจริงหลังผสม
  • ใส่ปุ๋ยเพิ่มเมื่อพืชแสดงอาการ โดยไม่ตรวจว่าเป็นอาการจากเกลือ

เรื่องที่ต้องตัดสินใจเชิงลงทุนว่าควรใช้น้ำกร่อยต่อหรือหาแหล่งน้ำใหม่ อ่านเพิ่มที่ ตัดสินใจใช้น้ำกร่อยรดพืช และคำถามพื้นฐานที่ คำถามเรื่องน้ำกร่อยรดพืช ถ้าพื้นที่ของท่านแล้งและเลือกพืชทนแล้ง ดู พืชสำหรับพื้นที่แล้ง และเรื่องตรวจดิน ดู ตรวจดินและค่า pH

สรุป

รดพืชด้วยน้ำกร่อยให้เสียหายน้อยที่สุด เริ่มจากวัด EC น้ำให้รู้ตัวเลข เทียบกับพืชที่ปลูกตามตาราง FAO แล้วจัดการสี่เรื่อง คือให้น้ำบ่อยแต่ไม่ขัง เลี่ยงน้ำเปียกใบ ชะล้างเกลือเมื่อดินระบายน้ำได้ และเจือจางหรือเลือกพืชให้ตรงกับน้ำ ถ้าตัวเลขสูงเกินความทนของพืชหลักของท่าน ทางที่ดีคือเปลี่ยนพืชหรือหาน้ำแหล่งอื่นเสริม ปรึกษาเกษตรอำเภอและพัฒนาที่ดินเขตสำหรับพันธุ์และมาตรการในพื้นที่ของท่าน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄FAO — Ayers, R.S. และ Westcot, D.W., Water Quality for Agriculture, FAO Irrigation and Drainage Paper 29 Rev.1 — เกณฑ์ ECw ตารางที่ 1 ศักยภาพผลผลิตพืชตารางที่ 4 การให้น้ำถี่ การเลี่ยงใบเปียก การผสมน้ำ ต้นตอส้ม https://www.fao.org/4/t0234e/t0234e00.htm (บทที่ 4 ที่ t0234e05.htm)
  • 📄กรมพัฒนาที่ดิน — เอกสารวิชาการ กสด 64/001 (ก.พ. 2564) — เกณฑ์ระดับความเค็มของดินจาก ECe และแนวทางใช้น้ำจืดชะล้างดินโซดิก https://orgweb.ldd.go.th/sources/img/part_km/FILES_13263_6621f29855c28.pdf
  • 📄Thai PBS — ข่าวน้ำเค็มรุก เฉียดจุดพีค 0.50 กรัมต่อลิตร (14 ก.พ. 2560) — เกณฑ์เฝ้าระวังของกรมชลประทาน เพื่อการเกษตรไม่เกิน 2.00 กรัมต่อลิตร (ข่าวเก่า ควรตรวจประกาศปัจจุบัน) https://www.thaipbs.or.th/news/content/260198

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

สินค้าที่อาจเป็นประโยชน์

หากคุณยังไม่รู้จะเริ่มหาอุปกรณ์หรือปัจจัยการผลิตที่เกี่ยวข้องยังไง สินค้าด้านล่างนี้อาจช่วยให้คุณไม่ต้องเสียเวลาหาใหม่

คำถามที่พบบ่อย

น้ำกร่อยรดต้นไม้ผลได้ไหม

ได้ในบางระดับ แต่ขึ้นกับชนิดไม้ผลและค่า EC จริง ตาราง FAO จัดส้ม องุ่น มะม่วง อะโวคาโดอยู่ในกลุ่มไวเกลือ ส้มเริ่มเสียผลผลิตที่ EC ราว 1.1 dS/m ควรวัดน้ำก่อนและปรึกษาเจ้าหน้าที่เกษตรในพื้นที่

ฝนตกลงมาแล้ว เกลือในดินหายไปเองไหม

น้ำฝนมีเกลือน้อยกว่าน้ำชลประทานที่เค็ม จึงช่วยชะเกลือได้ถ้าดินระบายน้ำดี แต่ผู้เขียนไม่มีตัวเลขว่าฝนปริมาณเท่าไรชะได้เท่าไร ให้ตรวจ EC ดินหลังฤดูฝนจึงจะรู้จริง

ใช้ยิปซัมแก้ดินเค็มได้ไหม

ผู้เขียนไม่ได้เปิดเอกสารที่ให้อัตราการใช้ยิปซัมแก้ดินจากน้ำเค็ม จึงไม่ระบุอัตรา ยิปซัมเกี่ยวกับปัญหาโซเดียมในดินมากกว่าเกลือรวม ให้ตรวจดินและปรึกษากรมพัฒนาที่ดินก่อนใช้

ต้องวัด EC บ่อยแค่ไหน

น้ำคลองใกล้ปากแม่น้ำควรวัดถี่ในหน้าแล้ง และติดตามประกาศของโครงการชลประทาน น้ำบาดาลวัดปีละสองครั้งก็เพียงพอเบื้องต้น

น้ำที่ EC เกิน 3 dS/m ใช้ไม่ได้เลยไหม

FAO ระบุว่าถือเป็นข้อจำกัดรุนแรง แต่มีที่ใช้ได้ถึงอย่างน้อย 8 dS/m เมื่อดิน การให้น้ำ และชนิดพืชเหมาะ ฝ้ายเสียผลผลิตเมื่อน้ำสูงกว่า 5.1 และเหลือ 90% ที่ 6.4 dS/m พืชไวอย่างถั่วหรือสตรอว์เบอร์รีไม่เหมาะ