ข่าว กฎหมาย มาตรฐาน

มาตรฐาน Global GAP ต่างจาก GAP ไทยอย่างไร เกษตรกรควรขอแบบไหน

เทียบมาตรฐาน Global GAP กับ GAP ไทย (ตรา Q) ต่างกันตรงไหน ค่าใช้จ่าย ขั้นตอนขอรับรอง ตลาดที่ต้องการ และเกษตรกรกลุ่มไหนควรขอ Global GAP เพิ่มจาก GAP ไทย

มาตรฐาน Global GAP ต่างจาก GAP ไทยอย่างไร เกษตรกรควรขอแบบไหน
คำตอบเร็ว: GAP ไทย (ตรา Q ของกรมวิชาการเกษตร) คือมาตรฐานภาครัฐที่เน้นความปลอดภัยอาหารและการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี ใช้ยื่นขอฟรีผ่านสำนักงานเกษตรจังหวัด/กรมวิชาการเกษตร เหมาะกับเกษตรกรที่ขายในประเทศหรือส่งเข้าโมเดิร์นเทรดไทย ส่วน Global GAP (GLOBALG.A.P.) เป็นมาตรฐานเอกชนระดับสากลที่ผู้ซื้อปลีกในยุโรปและซูเปอร์มาร์เก็ตต่างประเทศมักกำหนดเป็นเงื่อนไขซื้อขาย ต้องจ้างหน่วยรับรองเอกชนที่ได้รับการรับรองมาตรวจประเมินทุกปี มีค่าใช้จ่ายต่อเนื่อง เกษตรกรที่ขายในประเทศควรมี GAP ไทยก่อนเป็นพื้นฐาน ส่วนคนที่มีแผนหรือมีสัญญาส่งออกตรงไปยุโรปจึงค่อยพิจารณาขอ Global GAP เพิ่ม

เกษตรกรจำนวนไม่น้อยเข้าใจผิดว่า "Global GAP" กับ "GAP ไทย" คือมาตรฐานเดียวกันแค่เรียกชื่อต่างกัน บางคนขอ GAP ไทยไปแล้วคิดว่าพร้อมส่งออกไปยุโรปได้เลย พอผู้ซื้อต่างประเทศขอเอกสาร Global GAP กลับพบว่าต้องเริ่มกระบวนการใหม่ทั้งหมด เสียเวลาและพลาดออร์เดอร์ไปหลายราย ความจริงแล้วสองมาตรฐานนี้ออกโดยคนละหน่วยงาน ใช้เกณฑ์ตรวจประเมินคนละชุด และตอบโจทย์ตลาดคนละกลุ่ม บทความนี้จะเปรียบเทียบให้ชัดว่าต่างกันตรงไหน ค่าใช้จ่ายและขั้นตอนขอรับรองเป็นอย่างไร และเกษตรกรกลุ่มไหนควรเลือกขอมาตรฐานใด

GAP ไทย (ตรา Q) คืออะไร ออกโดยหน่วยงานไหน

ภาพประกอบ GAP ไทย (ตรา Q) คืออะไร ออกโดยหน่วยงานไหน

มาตรฐาน GAP ของไทย หรือที่รู้จักกันในชื่อ "ตรา Q" ออกโดยกรมวิชาการเกษตร (สำหรับพืช) และมีระบบคู่ขนานของกรมปศุสัตว์กับกรมประมงสำหรับปศุสัตว์และสัตว์น้ำ เป็นมาตรฐานภาคบังคับเชิงนโยบายที่รัฐผลักดันให้เกษตรกรไทยเข้าสู่ระบบ เพื่อยกระดับความปลอดภัยอาหารและสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคในประเทศ จุดเด่นคือเกษตรกรยื่นขอผ่านสำนักงานเกษตรอำเภอหรือสำนักงานเกษตรจังหวัดได้โดยไม่มีค่าธรรมเนียมตรวจประเมิน เจ้าหน้าที่รัฐเป็นผู้ลงพื้นที่ตรวจสอบแปลงตามเกณฑ์ที่กำหนด เช่น การใช้น้ำที่มีคุณภาพ การจัดการสารเคมีอย่างถูกต้อง การบันทึกข้อมูลการผลิต และสุขลักษณะของสถานที่เก็บเกี่ยว ใบรับรองมีอายุตามที่กรมวิชาการเกษตรกำหนดและต้องต่ออายุเมื่อครบกำหนด มาตรฐานนี้เป็นที่ยอมรับในตลาดค้าส่ง ตลาดสด และห้างค้าปลีกในประเทศเป็นหลัก

Global GAP (GLOBALG.A.P.) คืออะไร ต่างจาก GAP ไทยตรงไหน

Global GAP หรือ GLOBALG.A.P. เป็นมาตรฐานภาคเอกชนระดับสากลที่ก่อตั้งโดยกลุ่มผู้ค้าปลีกในยุโรป เพื่อสร้างเกณฑ์กลางด้านความปลอดภัยอาหาร สิ่งแวดล้อม และสวัสดิภาพแรงงาน ที่ผู้ซื้อทั่วโลกยอมรับร่วมกัน ต่างจาก GAP ไทยตรงที่ Global GAP ไม่ใช่หน่วยงานราชการ เกษตรกรต้องติดต่อ "หน่วยรับรอง" (Certification Body) เอกชนที่ได้รับการรับรองจาก GLOBALG.A.P. โดยตรงเพื่อจ้างตรวจประเมิน มีค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบทุกปี และต้องมีระบบเอกสารตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ที่ละเอียดกว่า GAP ไทยมาก เช่น บันทึกการใช้สารเคมีทุกครั้งพร้อมช่วงเวลาก่อนเก็บเกี่ยว บันทึกความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม และแผนจัดการของเสีย เหตุผลหลักที่เกษตรกรต้องขอ Global GAP คือผู้ซื้อปลีกรายใหญ่ในยุโรปและบางประเทศมักกำหนดเป็นเงื่อนไขก่อนรับซื้อสินค้าเข้าห้าง ไม่ใช่ข้อกำหนดทางกฎหมายของไทย

หัวข้อGAP ไทย (ตรา Q)Global GAP (GLOBALG.A.P.)
หน่วยงานออกมาตรฐานกรมวิชาการเกษตร / กรมปศุสัตว์ / กรมประมง (ภาครัฐ)องค์กรเอกชนระดับสากล ผ่านหน่วยรับรองที่ได้รับการรับรอง
ผู้ตรวจประเมินเจ้าหน้าที่รัฐลงพื้นที่ตรวจผู้ตรวจประเมินจากหน่วยรับรองเอกชนที่จ้างเอง
ค่าใช้จ่ายไม่มีค่าธรรมเนียมตรวจประเมินจากรัฐมีค่าจ้างหน่วยรับรองตรวจทุกปี ระดับที่ต้องสอบถามหน่วยรับรองโดยตรงเพราะแต่ละแห่งราคาต่างกัน
ตลาดที่ต้องการตลาดในประเทศ ห้างค้าปลีกไทย ตลาดสด/ตลาดค้าส่งผู้ซื้อปลีกและซูเปอร์มาร์เก็ตต่างประเทศ โดยเฉพาะยุโรป
ความเข้มของเอกสารเน้นบันทึกการผลิตพื้นฐานต้องมีระบบตรวจสอบย้อนกลับละเอียด แผนบริหารความเสี่ยง
อายุใบรับรอง/การต่ออายุตามเกณฑ์กรมวิชาการเกษตร ต้องต่ออายุเมื่อครบกำหนดตรวจประเมินซ้ำทุกปีตามรอบของหน่วยรับรอง

ขั้นตอนขอรับรองแต่ละมาตรฐาน

ภาพประกอบ ขั้นตอนขอรับรองแต่ละมาตรฐาน

ขั้นตอนขอ GAP ไทยเริ่มจากการยื่นคำขอที่หน่วยงานราชการในพื้นที่ ส่วน Global GAP ต้องเตรียมระบบเอกสารภายในฟาร์มให้พร้อมก่อนติดต่อหน่วยรับรองเอกชน

  1. ขอ GAP ไทย: ยื่นคำขอที่สำนักงานเกษตรอำเภอหรือกรมวิชาการเกษตรในพื้นที่ พร้อมเอกสารสิทธิ์การใช้ที่ดินและข้อมูลแปลงปลูก
  2. รอเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจประเมิน ตามเกณฑ์ GAP เช่น แหล่งน้ำ การใช้สารเคมี ความสะอาดของพื้นที่เก็บเกี่ยว
  3. ได้รับใบรับรอง GAP ไทย หากผ่านเกณฑ์ และต้องรักษามาตรฐานไว้เพื่อรอการตรวจติดตามตามรอบที่กำหนด
  4. สำหรับ Global GAP: จัดทำระบบเอกสารภายในฟาร์มก่อน เช่น บันทึกการใช้สารเคมี แผนจัดการความเสี่ยง สุขอนามัยแรงงาน ให้ครบตามคู่มือเกณฑ์ของ GLOBALG.A.P.
  5. ติดต่อหน่วยรับรองเอกชนที่ได้รับการรับรองจาก GLOBALG.A.P. เพื่อขอใบเสนอราคาและนัดวันตรวจประเมิน
  6. รับการตรวจประเมินจริงในพื้นที่ และแก้ไขข้อบกพร่องตามที่ผู้ตรวจระบุก่อนออกใบรับรอง

เกษตรกรกลุ่มไหนควรขอ Global GAP เพิ่มจาก GAP ไทย

ไม่ใช่เกษตรกรทุกรายจำเป็นต้องมี Global GAP มาตรฐาน GAP ไทยเพียงพอสำหรับเกษตรกรที่ขายผลผลิตในตลาดในประเทศเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นตลาดสด ตลาดค้าส่ง หรือห้างค้าปลีกไทยทั่วไป ส่วนกลุ่มที่ควรพิจารณาขอ Global GAP เพิ่มเติมคือเกษตรกรหรือกลุ่มเกษตรกรที่มีสัญญาส่งออกตรงกับผู้นำเข้ายุโรป มีคำสั่งซื้อจากซูเปอร์มาร์เก็ตต่างประเทศที่ระบุเงื่อนไขนี้ชัดเจน หรือเป็นสมาชิกกลุ่มวิสาหกิจที่รวมกันส่งออกผลไม้/ผักสดไปตลาดพรีเมียม เพราะการขอ Global GAP มีต้นทุนต่อเนื่องทุกปี หากยังไม่มีตลาดส่งออกที่ต้องการมาตรฐานนี้ชัดเจน ควรเริ่มจาก GAP ไทยให้แข็งแรงก่อน แล้วค่อยขยับไปขอ Global GAP เมื่อมีออร์เดอร์ส่งออกรองรับจริง เพื่อไม่ให้แบกต้นทุนตรวจประเมินโดยไม่จำเป็น

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อเลือกระหว่างสองมาตรฐาน

ภาพประกอบ ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อเลือกระหว่างสองมาตรฐาน
  • เข้าใจว่า GAP ไทยกับ Global GAP ใช้แทนกันได้ ทำให้ยื่นเอกสารผิดชุดเมื่อผู้ซื้อต่างประเทศขอ Global GAP โดยเฉพาะ
  • ขอ Global GAP ทั้งที่ยังไม่มีตลาดส่งออกรองรับ เสียค่าใช้จ่ายตรวจประเมินทุกปีโดยไม่มีออร์เดอร์คุ้มทุน
  • ไม่เตรียมระบบเอกสารภายในฟาร์มก่อนติดต่อหน่วยรับรอง ทำให้ตรวจประเมินครั้งแรกไม่ผ่าน ต้องเสียเวลาแก้ไขและตรวจซ้ำ
  • คิดว่ามี GAP ไทยแล้วไม่ต้องปรับปรุงอะไรเพิ่มเมื่อจะขอ Global GAP ทั้งที่เกณฑ์ Global GAP เข้มกว่าในหลายจุด เช่น สวัสดิภาพแรงงานและการจัดการสิ่งแวดล้อม
  • ไม่ต่ออายุ GAP ไทยตามรอบที่กำหนด ทำให้ใบรับรองหมดอายุโดยไม่รู้ตัว เสียโอกาสทางการค้ากับคู่ค้าที่ขอดูใบรับรองปัจจุบัน

สรุป

GAP ไทยและ Global GAP เป็นคนละมาตรฐานที่ออกโดยคนละหน่วยงานและตอบโจทย์ตลาดคนละกลุ่ม เกษตรกรที่ขายในประเทศควรมีมาตรฐาน GAP ไทยเป็นพื้นฐานก่อนเสมอเพราะไม่มีค่าใช้จ่ายตรวจประเมินจากรัฐ ส่วน Global GAP ควรพิจารณาเมื่อมีตลาดส่งออกไปยุโรปหรือคำสั่งซื้อจากผู้ค้าปลีกต่างประเทศรองรับจริง เพราะมีต้นทุนตรวจประเมินต่อเนื่องทุกปีที่ต้องคุ้มค่ากับปริมาณการขาย การเข้าใจความแตกต่างนี้ตั้งแต่ต้นช่วยให้เกษตรกรวางแผนต้นทุนและเลือกขอมาตรฐานได้ตรงกับทิศทางตลาดของตัวเอง อ่านข้อมูลมาตรฐานและกฎหมายเกษตรอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ในหมวด ข่าว กฎหมาย มาตรฐาน

แหล่งข้อมูลอ้างอิง

  • 📄กรมวิชาการเกษตร — หลักเกณฑ์และขั้นตอนการรับรองมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) ตรา Q
  • 📄สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.) — ข้อมูลมาตรฐานสินค้าเกษตรและการรับรองมาตรฐานสากลสำหรับสินค้าส่งออก

ข้อมูลราคา ปริมาณการใช้สารเคมี และคำแนะนำทางการเกษตรอาจเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลและนโยบาย โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจ

บทความชุดเดียวกันและเรื่องต่อยอดที่ช่วยให้เห็นภาพครบขึ้น

คำถามที่พบบ่อย

GAP ไทยกับ Global GAP ต้องมีทั้งสองอย่างพร้อมกันไหม

ไม่จำเป็นต้องมีพร้อมกันเสมอไป เกษตรกรที่ขายในประเทศมี GAP ไทยอย่างเดียวก็เพียงพอ ส่วนผู้ที่ต้องการส่งออกไปยุโรปหรือขายให้ซูเปอร์มาร์เก็ตต่างประเทศที่กำหนดเงื่อนไข มักต้องมี Global GAP เพิ่มเติมจาก GAP ไทย เพราะเป็นคนละมาตรฐานที่ตอบโจทย์ตลาดต่างกัน

ขอ GAP ไทยต้องเสียค่าใช้จ่ายเท่าไหร่

การตรวจประเมินโดยเจ้าหน้าที่รัฐไม่มีค่าธรรมเนียมหลัก แต่เกษตรกรควรสอบถามรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นกับสำนักงานเกษตรจังหวัดหรือกรมวิชาการเกษตรในพื้นที่โดยตรงเพราะรายละเอียดอาจปรับปรุงได้ตามช่วงเวลา

Global GAP ต้องตรวจประเมินบ่อยแค่ไหน

โดยทั่วไปหน่วยรับรองจะตรวจประเมินซ้ำทุกปีเพื่อรักษาใบรับรอง เกษตรกรต้องเตรียมงบประมาณค่าตรวจประเมินต่อเนื่องทุกปี ไม่ใช่จ่ายครั้งเดียวจบเหมือนบางมาตรฐาน

ถ้ามี GAP ไทยอยู่แล้ว จะขอ Global GAP ง่ายขึ้นไหม

ช่วยได้ในแง่ที่เกษตรกรมีพื้นฐานการจัดการฟาร์มและบันทึกข้อมูลอยู่แล้ว แต่ยังต้องเพิ่มเติมระบบเอกสารและมาตรการหลายจุดให้ครบตามเกณฑ์ Global GAP ซึ่งละเอียดกว่า ไม่สามารถใช้ใบรับรอง GAP ไทยแทนหรือยื่นขอ Global GAP โดยอัตโนมัติได้

เกษตรกรรายย่อยขอ Global GAP เองได้ไหม หรือต้องรวมกลุ่ม

ทำได้ทั้งสองแบบ เกษตรกรรายเดี่ยวขอได้ แต่หลายกรณีเกษตรกรรายย่อยรวมกลุ่มกันขอในนามกลุ่ม/สหกรณ์เพื่อแบ่งเบาค่าใช้จ่ายตรวจประเมินและเพิ่มปริมาณผลผลิตให้คุ้มกับต้นทุนดำเนินการ